← สารบัญ เมื่อฉันกลายเป็นลูกสุดรักของพ่อแม่สุดแกร่งในยุค 60

เมื่อฉันกลายเป็นลูกสุดรักของพ่อแม่สุดแกร่งในยุค 60

ตอนที่ 29028

บทที่ 28 ลูกหมูป่ากับเงาอันตราย

หมิงเฟยรู้สึกเหนื่อยกับเด็กพวกนี้ จึงเปลี่ยนเรื่อง

“หัวหน้าทีมผลิตบอกว่า พรุ่งนี้จะฆ่าหมู จะได้กินเนื้อแล้ว”

พอได้ยินเรื่องกินเนื้อ เด็ก ๆ ก็สนใจทันที ทีมผลิตเลี้ยงหมูไว้หลายตัว หลังส่งส่วนที่ต้องส่งแล้ว เหลือไว้แบ่งให้แต่ละครอบครัว อากาศหนาว เนื้อเก็บได้นาน เด็กๆอิจฉาหมิงเฟย เพราะรู้ว่าบ้านเธอได้ไก่มาแล้วเอาไปต้มกิน พวกเขาไม่มีแบบนั้น ต่อให้มีไก่ก็เอาไปขาย ไม่เอามากิน

“ไปภูเขากันไหม เผื่อได้จับไก่ป่า เก็บไข่ป่าได้”

“ไม่ได้หรอก ย่าไม่ให้ไปลึก บอกว่ามีหมาป่า” จ้าวเอ้อร์หยาส่ายหัว

หมิงเฟยนึกในใจ เมื่อเช้ายังเล่นกับลูกหมาป่าอยู่เลย “ฉันยังไม่หายดี ไม่ไป อยู่เล่นตรงนี้ พวกเธอไปเถอะ”

เด็กพวกนั้นวิ่งออกไป “ถ้าได้ไข่ป่า ฉันแบ่งให้ แล้วให้แม่เธอรับฉันเป็นลูกศิษย์นะ!”

หมิงเฟย: “……” ยังไม่เลิกอีกเหรอ!

จ้าวเอ้อร์หยานั่งเล่นกับเธอ วาดตารางเล่นโยนถุงทราย พร้อมกับพูดเรื่องเดิม

“ฉันนึกว่าเธอจะเกลียดแม่เลี้ยงคนเดียว แล้วทำไมเกลียดแต่พ่อล่ะ”

จ้าวเอ้อร์หยาหยุดคิด ก่อนจะตอบ “ย่าบอกว่า แม่เลี้ยงไม่ชอบฉันก็ปกติ ฉันไม่ใช่ลูกของเธอ เธอดีกับลูกตัวเองก็พอ”

“แต่พ่อไม่เหมือนกัน ฉันเป็นลูกเขา เขาไม่ดูแลฉันยังไม่ให้ย่าดูแลอีก”

เธอแยกแยะชัดเจน ไม่เคยโทษแม่เลี้ยง ปัญหาอยู่ที่พ่อ คนในหมู่บ้านชอบโทษแม่เลี้ยง แต่เธอไม่เห็นด้วย

หมิงเฟยมองเด็กคนนี้ รู้สึกว่าย่าสามจ้าวเลี้ยงเธอดีมาก “เอ้อร์หยา ต่อไปเธอต้องมีชีวิตที่ดีแน่”

“แน่นอน! ฉันจะหาเงินเยอะ ๆ ให้ย่าอยู่บ้านดี ๆ กินดี ๆ กินเนื้อทุกวัน!”

พอได้ยินหมิงเฟยชมตัวเอง จ้าวเอ้อร์หยาก็เชิดหน้าเหมือนไก่แม่พันธุ์ตัวน้อยที่กำลังภูมิใจ หมิงเฟยอดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกว่าเอ้อร์หยามีพลังเหลือเฟือจริงๆ

“แค่บ้านหลังคากระเบื้องจะพออะไร ต้องพาย่าสามเข้าเมืองสิ!”

“ได้ ถึงตอนนั้นฉันพาย่าฉันไป เธอพาอากับอาสะใภ้ไป พวกเราเข้าเมืองไปกินอาหารหลวงกัน!”

“จริงสิ ถ้าอาสะใภ้ชุ่ยฮวาไม่ช่วยไปตีคนให้ฉัน งั้นรับฉันเป็นลูกศิษย์ได้ไหม รอฉันฝึกเก่งแล้วฉันจะไปตีเจ้าคนแก่นั่นเอง!”

หมิงเฟย: “……” ยังไม่ลืมอีกหรือเนี่ยะ! แต่หมิงเฟยก็รู้สึกว่าเอ้อร์หยาเรียนวิชาป้องกันตัวไว้บ้างก็ดี อย่างน้อยก็จะไม่ถูกรังแกง่ายๆ

“งั้นเธอต้องไปถามแม่ฉันเองนะ แม่ฉันยังรู้สึกว่าร่างกายฉันอ่อนแอ ยังอยากให้ฉันฝึกเพิ่มเลย กลัวว่าต่อไปจะถูกรังแก” เธอรู้สึกว่าแม่คงไม่ปฏิเสธ สหายชุ่ยฮวาที่มาจากโลกที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ คงชอบเอ้อร์

หยาที่อยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง มีความทะเยอทะยานแบบนี้ ทำไมจะไม่ชอบ! พอจ้าวเอ้อร์หยาได้ยิน ตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที หมิงเฟยอยู่แถวลานตากข้าวมาตลอด พอใกล้จะถึงเวลากลับบ้านแล้วกลับพบว่าเด็กกลุ่มที่ขึ้นเขาไปเล่นยังไม่กลับมา เธอจึงขมวดคิ้ว

“ทำไมพวกเขายังไม่กลับมาอีก”

“คงเล่นเพลินหรือเปล่า” จ้าวเอ้อร์หยาเก็บถุงทราย พลางตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“ฉันกลับไปบอกพ่อกับแม่ก่อนดีกว่า” ถึงจะรู้ว่าเด็กพวกนี้คุ้นทางบนเขา แต่หมิงเฟยก็ยังไม่วางใจ

พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว หน้าหนาวฟ้ามืดเร็ว ถ้ายังไม่กลับมา เด็กพวกนี้จะอันตรายมาก

ตามปกติพวกเขาไม่น่าจะกลับช้าขนาดนี้ หมิงเฟยจำไม่ได้ว่าเจ้าของร่างเดิมตอนนั้นอยู่ตรงไหน รู้แค่ว่าค่อนข้างลึก ตอนนั้นเจอทั้งหมูป่าและหมาป่า เด็กพวกนี้ถ้าไม่เข้าไปลึกก็คงไม่เจอ…ใช่ไหม

“ฉันไปกับเธอ!” ทั้งสองเก็บของเสร็จกำลังจะเดิน ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบา หมิงเฟยหันไปมอง “เหมือนจะได้ยินเสียงอะไร”

รออีกครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็เห็นเด็กหลายคนเดินลงเขามาอย่างร่าเริง ตรงกลางนั้นจินตั้นกำลังลากอะไรบางอย่างอยู่ พอเห็นจินตั้น หมิงเฟยก็เบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ พอรู้ว่าเด็กพวกนี้ไม่เป็นอะไรก็เตรียมกลับบ้านกินข้าว

จินตั้นก็เห็นหมิงเฟยเช่นกัน พอเห็นเธอจะเดินก็รีบร้องเรียก “เฮ้ เด็กบ้า ดูสิว่าฉันจับอะไรมาได้! เนื้อตั้งเยอะ ฉันไม่แบ่งให้เธอสักคำ! ถ้ามีฝีมือก็ให้แม่เธอไปล่าหมูป่ามาให้กินสิ!”

หมิงเฟยหันกลับไป ก็เห็นว่าที่ปลายเถาวัลย์ในมือเขาผูกหมูป่าตัวเล็กที่ตายแล้วไว้ตัวหนึ่ง ดูแล้วคงหนักราวสามสี่สิบชั่ง ถึงจะไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่น่าใช่สิ่งที่จินตั้นจับได้

จินตั้นคิดว่าหมิงเฟยถูกข่มไว้ได้ ในใจก็ยิ่งลำพอง วันนี้เขาโชคดี ตอนขึ้นเขาไปเล่นดันเจอหมูป่าตัวเล็กขาพิการตัวหนึ่ง เดิมทีมันยังคิดจะหนี แต่พอเห็นว่ามีแค่หมูตัวเล็ก ไม่มีตัวใหญ่ จินตั้นก็เกิดความคิดขึ้นมาทันที นี่มันเนื้อนะ! เนื้อตั้งเยอะ จะกินได้นานแค่ไหน! ไก่สองตัวที่หมิงเฟยเอาไปจากบ้านเขาจะเทียบได้อย่างไร

เขากับอินตั้นช่วยกันคนละด้าน จับหมูป่าตัวเล็กที่ขยับไม่สะดวกตัวนี้ได้แล้วก็ตีมันตาย เดิมทีตั้งใจจะแอบเอากลับบ้าน แต่ดันไปเจอเด็กที่ขึ้นเขาไปเล่นกลุ่มนี้พอดี พอเห็นสายตาอิจฉาและชื่นชมของเด็กพวกนั้น เขาก็ยิ่งภูมิใจ

เขารู้ว่าตั้งแต่ถูกสวี่ชุ่ยฮวาตี คนในทีมผลิตพากันหัวเราะเยาะเขา ตอนนี้ยังจะหัวเราะอีกไหม

ในทีมผลิตของพวกเขา ยังมีใครจับหมูป่าได้อีกหรือ หมูป่าตัวเล็กก็คือหมูป่า คนอื่นเห็นหมูป่าเข้าคงหันหลังหนีไปนานแล้ว หมิงเฟยมองจินตั้นที่กำลังลำพองอย่างไร้อารมณ์ “อ้อ ไม่เป็นไรหรอก เนื้อหมูป่ากลิ่นแรง ไม่อร่อย เงินห้าหยวนที่พ่อแม่ฉันเอามาจากบ้านนายยังใช้ไม่หมดเลย พรุ่งนี้ฉันจะให้แม่ไปซื้อเนื้อกลับมาตุ๋น”

จินตั้น: “……” เธอจงใจพูดถึงเงินห้าหยวนจากบ้านเขา เท่ากับแทงใจดำเขาตรงๆแต่จินตั้นก็ทำอะไรไม่ได้ จะให้ลงมือกับหมิงเฟยก็ไม่กล้า จะให้ด่าก็ไม่กล้า ไม่อย่างนั้นเขากลัวว่าตกกลางคืนผู้หญิงบ้านั่นจะมาหาถึงบ้าน

“เอ้อร์หยา พวกเรารีบไปเถอะ ไม่อย่างนั้นจะกลับไปกินข้าวไม่ทัน พวกเธอก็รีบกลับบ้านเหมือนกัน เดี๋ยวช้าจะโดนตี”

เด็กหลายคนมองหมูป่าตัวเล็กอย่างเสียดาย สุดท้ายก็เดินตามหลังจินตั้นไป มองเขาลากหมูป่ากลับบ้าน หมิงเฟยอดถอนใจไม่ได้ รู้ว่าความจริงก็โทษเด็กพวกนี้ไม่ได้ ยุคนี้มันขาดแคลนอาหารกันจริง ๆ

จากนั้นจินตั้นก็ได้ออกหน้าออกตาในทีมผลิต

ไม่ใช่แค่เด็กอยากกินเนื้อ ผู้ใหญ่ก็อยากกินเหมือนกัน พอได้ยินว่าจินตั้นล่าหมูป่าตัวเล็กกลับมาได้ ทุกคนก็พากันสนใจ อีกอย่างจ้าวซิ่วหลานกับพวกนั้นก็ไม่ใช่คนเก็บตัว จินตั้นยังไม่ทันถึงบ้าน จ้าวซิ่วหลานกับแม่เฒ่าหมิงก็ออกมารับแล้ว

“จินตั้นบ้านเรานี่เก่งจริงๆ อายุแค่นี้ก็ล่าหมูป่ามาให้พ่อแม่กินเนื้อได้แล้ว ไม่เหมือนบางคน ปากก็บอกว่ากตัญญู กตัญญูแต่ปากหรือไง” จ้าวซิ่วหลานเดินเข้าไปอุ้มหมูป่าตัวเล็กขึ้นมา ไม่สนใจแม้เสื้อผ้าจะเปื้อนเลือด พูดประชดอย่างมีความสุข

ช่วงนี้เธอออกไปข้างนอก ได้ยินแต่คนบอกให้ดูแลจินตั้นให้ดี ครั้งนี้ในที่สุดก็ได้เชิดหน้าเสียที

“พ่อของลูกขาเพิ่งหลุดกลับเข้าที่ ดีเลย ต้องกินเนื้อบำรุงพอดี”

จินตั้นที่กำลังดีใจและถูกชม พอได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มบนหน้าก็หายไปทันที ก่อนจะฝืนยิ้มขึ้นมาอีก “แน่อยู่แล้ว ฉันไม่เหมือนเด็กผู้หญิงบางคน ที่วันๆเอาแต่รอให้พ่อแม่ไปแย่งเนื้อมาให้ ตัวเองทำอะไรไม่เป็น”

“จะไปถือสาอะไรกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง” จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ จ้าวซิ่วหลานสาปแช่งอยู่ในใจอย่างชั่วร้าย

อินตั้นเดินตามอยู่ด้านหลัง มองแผลถลอกบนฝ่ามือตัวเองอย่างเงียบงัน เพียงเดินตามไปเงียบๆราวกับเงา

เวลาเกิดเรื่องดี ๆ ในสายตาแม่ก็มีแต่พี่ชายอยู่แล้ว เขารู้ดี ทั้งๆที่เขากับพี่ช่วยกันจับหมูป่าตัวนี้ เขายังบาดเจ็บเพราะกลัวมันหนีด้วยซ้ำ

ครั้งก่อนคุกกี้ที่อาสามเอากลับมา เขาไม่ได้กินสักคำ พ่อกับแม่ก็ไม่เห็นพูดอะไร ถ้าเป็นจินตั้นไม่ได้กินสักคำ พวกเขาคงไม่ยอมแน่ แต่เดิมทุกคนยังสงสัยว่าจินตั้นจับหมูป่าตัวเล็กได้อย่างไร พอเห็นจ้าวซิ่วหลานทำท่าแบบนี้ก็หมดอารมณ์สนใจไปมาก

“งั้นเมื่อไรพี่สะใภ้จะให้จินตั้นจับตัวใหญ่กลับมาสักตัวให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาบ้างล่ะ พวกเรายังไม่เคยเห็นคนเก่งกล้าขนาดนี้เลยนะ” ภรรยาคนหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกกับจ้าวซิ่วหลานถือชามอยู่ในมือ พลางเอ่ยยิ้ม ๆ

“แล้วทำไมไม่ให้สามีหรือลูกชายของเธอไปจับตัวใหญ่มาให้เธอล่ะ”

“ฉันไม่ได้พูดยกยอสามีกับลูกตัวเองจนเหมือนบนฟ้าไม่มีใครเทียบได้ ไม่รู้ว่าใครกันที่ใจดำไปกลั่นแกล้งเด็กคนหนึ่งจนพ่อแม่เขามาหาเรื่อง บ้านฉันไม่ต้องการให้ลูกเก่งขนาดนั้น ขอแค่เป็นคนก็พอ”

จ้าวซิ่วหลาน: “……” เธอแทบจะระเบิด

“แม่ พวกเรากลับไปกินเนื้อเถอะ อย่าไปสนใจพวกนั้นเลย” จินตั้นถลึงตาใส่ผู้หญิงคนนั้น แล้วลากจ้าวซิ่วหลานที่กำลังจะพุ่งไปทะเลาะกลับบ้าน

หมิงเฟยกำลังนั่งยองๆอยู่หลังเตาไฟคอยดูไฟ ถึงอยู่ไกลขนาดนี้ก็ยังได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก

“คนโง่”

หมิงเอ้อร์เต๋อกำลังทำกับข้าวอยู่ข้างบน ระหว่างทำก็แค่นหัวเราะเย็น คำว่า “คนโง่” ที่พูดถึงเห็นได้ชัดว่าหมายถึงแม่ลูกจินตั้นกับจ้าวซิ่วหลาน จากนั้นก็ยังคงกัดฟันทำกับข้าวต่อ

เจ้าของร่างเดิมทำกับข้าวเป็น ถือว่าเป็นผู้ชายที่หาได้ยากในยุคนี้ แต่หมิงเอ้อร์เต๋อรู้สึกว่าการทำกับข้าวมันไม่เข้ากับฐานะของเขาเลย เขาเป็นผู้ชาย เป็นผู้ชายที่เกิดมาในความมั่งคั่งและมีฐานะสูงส่ง เรียนมาว่าบุรุษพึงอยู่ห่างจากครัวไฟ แล้วจะต้องมานั่งขลุกอยู่ในที่แคบแค่นี้ทำกับข้าวได้อย่างไร

แต่ก็ไม่มีทางเลือก เขาสู้สวี่ชุ่ยฮวาไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงเสนอว่า ในเมื่อยังไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นหัวหน้าครอบครัว หมิงเฟยก็ยังเด็ก งั้นสองคนนี้ทำกับข้าวสลับกันวันละคน ถ้าเขาไม่เสนอแบบนี้ ผู้หญิงคนนั้นคงใช้กำลังยัดงานครัวทั้งหมดมาให้เขาแล้ว

วันนี้ถึงตาเขา เขาจึงได้แต่กัดฟันแล้วทำกับข้าวต่อไปอย่างซื่อสัตย์ พอได้ยินคำพูดของเขา หัวกลมๆสองหัวก็โผล่ออกมาหลังเตา หมิงเฟยกอดลูกหมาป่าไว้ในอ้อมแขน มองหมิงเอ้อร์เต๋อที่กำลังแปะแป้งลงขอบกระทะด้วยสีหน้ากลั้นหัวเราะไม่อยู่ พอนึกถึงว่าชาติที่แล้วคนนี้เป็นถึงอ๋อง ก็ยิ่งอยากหัวเราะ

แม่ของเธอนี่สมกับเป็นสหายชุ่ยฮวาผู้แข็งแกร่งจริง ๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนที่ฝีมือด้อยกว่านี้นิดเดียว คงถูกหมิงเอ้อร์เต๋อพูดกล่อมไปแล้ว แต่สวี่ชุ่ยฮวาเป็นคนตรงเกินไป

พูดง่ายๆก็คือ จะว่าหลอกง่ายก็ใช่ จะว่าหลอกยากก็ใช่ ถ้าเป็นเรื่องที่เธอปักใจแล้ว ต่อให้ใช้วัวสิบตัวก็ดึงกลับไม่ได้

“พ่อคะ ทำไมถึงบอกว่าพวกเขาโง่ล่ะ”

หมิงเฟยมองหมิงเอ้อร์เต๋อที่ตบแป้งให้เป็นแผ่นแล้วแปะไว้ตรงขอบกระทะ พลางถามอย่างสงสัย

“หมูป่าตัวเล็กนั้นตัวไม่ใหญ่ แถมขายังเจ็บ แต่กลับยังไม่ตาย แถมอยู่รอดมาได้ทั้งที่เป็นหน้าหนาว หาอาหารยาก แบบนี้จะไม่มีหมูตัวใหญ่คอยอยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างไร แค่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรถึงพลัดกัน แต่หมูตัวใหญ่ต้องอยู่แถวนั้นแน่”