ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า
ตอนที่ 44 — 044
บทที่ 44 โลกนิยายในรั้วโรงเรียน: ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อ (5) แม้อายุยังน้อย แต่ซือหลี่กลับผ่านเรื่องราวมามากมาย เพียงชั่วพริบตาเขาก็เข้าใจทันที “ไม่ได้เจอรุ่นพี่แค่เดือนเดียว รุ่นพี่ถึงกับเริ่มพูดล้อเล่นเป็นแล้วนะครับ” นั่นก็จริง เจ้าของร่างเดิมไม่ได้เป็นคนหยิ่งยโส แต่ก็ไม่ใช่คนที่เข้าหาใครง่าย ปกติแล้วมักจะเอาแต่ขัดแย้งกับคนในบ้าน ทั้งพ่อแม่และตัวเอง แต่ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร เธอก็ไม่เคยพูดออกมา ชอบเก็บไปคิดอยู่คนเดียว ดังนั้นการพูดหยอกล้อกับคนอื่นแบบนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่สวี่กว่างเซิงที่เข้ากับผู้หญิงได้เก่ง ก็ยังไม่ได้ยินคำพูดดี ๆ จากเธอสักสองประโยค ก็เพราะครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมมีฐานะมั่นคงมากพอ ไม่อย่างนั้นในโรงเรียนแห่งนี้ เธอคงถูกบรรดาผู้พิทักษ์อัศวินทั้งสี่กลั่นแกล้งไปนานแล้ว “รุ่นพี่กลับมาแล้ว งั้นตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันดีไหมครับ จะได้คุยกันด้วย” “ได้สิ แต่ทำไมพวกเธอถึงมาที่อาคารมัธยมปลายล่ะ ฉันจำได้ว่าพวกเธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีสามไม่ใช่เหรอ” “ผ่านมาพอดี” คำตอบปากแข็งของซือหลี่ทำให้ฟู่จู๋ลั่งหัวเราะเบา ๆ “อาหลี่นี่พูดไม่ตรงใจตัวเองจริง ๆ” “ก็ไม่รู้ว่าใครกันนะ พอได้ยินว่ารุ่นพี่ลาหยุดเรียนก็กังวลแทบแย่ วิ่งมาดูที่นี่วันละไม่ต่ำกว่าสามรอบ เพียงเพราะอยากรู้ว่ารุ่นพี่กลับมาแล้วหรือยัง” “ใครกัน ยังไงก็ไม่ใช่ฉัน!” ซือหลี่ถูกเพื่อนหักหลัง แต่ก็ยังปากแข็งไม่ยอมรับ ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขาเป็นคนแบบไหน จึงไม่มีใครถือสา กลับยิ่งทำให้แน่ใจว่าที่ฟู่จู๋ลั่งพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ลู่เจี๋ยลวี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะซือหลี่ ตอนนี้ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว เธอกลับห้องเรียนเถอะ” “งั้นรุ่นพี่ แล้วเจอกันครับ!” “ได้ แล้วเจอกัน” เมื่อทั้งสี่คนเดินจากไป ผู้คนที่เงียบกริบอยู่ด้านข้างจึงกลับมาคึกคักอีกครั้ง “อิจฉารุ่นพี่จริง ๆ เลย ได้สนิทกับคุณชายทั้งสี่ขนาดนี้ แค่มองก็อิจฉาจะแย่แล้ว” “ใช่ ๆ ในบรรดาผู้หญิงทั้งโรงเรียน ก็มีแค่รุ่นพี่เท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอจะคุยกับคุณชายทั้งสี่อย่างเท่าเทียม” “รุ่นพี่ทั้งสวย ทั้งอ่อนโยน แถมครอบครัวก็ดี ถ้าไม่ใช่รุ่นพี่แล้วจะเป็นใครล่ะ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น ฉันไม่ยอมหรอก” คนเราก็เป็นแบบนี้ เมื่ออีกฝ่ายเหนือกว่าตัวเองมาก ๆ ก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าวันนี้เปลี่ยนเป็นคนอื่น เรื่องคงไม่ง่ายแบบนี้แน่ ก็เป็นคนเหมือนกัน ฐานะก็ใกล้เคียงกัน ทำไมเธอทำได้ แต่ฉันทำไม่ได้ คงใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรสักอย่างแน่ เพราะความคิดแบบนี้เอง นางเอกในช่วงแรกจึงถูกกีดกันอย่างหนัก ลู่เจี๋ยลวี่ได้ยินแล้วก็ได้แต่หัวเราะเยาะในใจ ใช่แล้ว ตอนนี้ความสนิทเป็นเรื่องจริง แต่ในอนาคตความห่างเหินก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน ส่วนจั่วเจิงหย่วนไม่ต้องพูดถึง ตอนที่เจ้าของร่างเดิมประสบเรื่อง เขาเข้ากองทัพไปแล้ว จึงรับรู้ข่าวสารจากภายนอกไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้น หลังเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ เขาก็ยังฝากคนไปรับร่างของเธอกลับมาจากต่างประเทศเพื่อประกอบพิธีฝังศพ จะว่าไปแล้ว ในฐานะเพื่อน สิ่งที่ควรทำเขาก็ทำหมดแล้ว แต่คนที่เหลืออีกสามคนไม่ได้ขาดการติดต่อ กลับไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือเลย ทั้งที่อิทธิพลในมือของทั้งสามมีมากมาย เพียงแค่ช่วยส่งข่าวหรือพูดสักคำ สถานการณ์ของเจ้าของร่างเดิมก็คงดีกว่านี้มาก ในบรรดาคนที่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ยังรวมถึงซือหลี่ที่เมื่อครู่ดูเหมือนจะห่วงใยเธอมากด้วย เพียงเพราะหลังจากนางเอกปรากฏตัว เจ้าของร่างเดิมเคยพูดความจริงกับนางเอกอยู่ไม่กี่ประโยค ทั้งที่เป็นเพียงความจริง แต่ในสายตาของพวกเขากลับกลายเป็นการทำร้าย เป็นการแฝงเจตนา และเป็นความไม่หวังดี หลังจากเจ้าของร่างเดิมสละตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูล การที่บริษัทของเธอถูกโจมตี จะมีพวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ เจ้าของร่างเดิมไม่รู้ แต่ลู่เจี๋ยลวี่เดาว่า พวกเขาคงซ้ำเติมอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้น กิจการขนาดมหึมาเช่นนั้น จะล้มลงภายในเวลาอันสั้นจนไม่มีแม้แต่โอกาสดิ้นรนได้อย่างไร แน่นอนว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือเจ้าของร่างเดิมเอง ส่วนจะช่วยหรือจะยืนดูเฉย ๆ ก็เป็นเสรีภาพของพวกเขา ไม่มีสิทธิ์ไปบังคับ แต่หากไม่ใช่เพื่อนที่จริงใจ ลู่เจี๋ยลวี่ก็เลือกที่จะไม่คบได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่ทุกฝ่ายจะฉีกหน้ากัน เธอค่อย ๆ ถอยห่างจะดีกว่า เมื่อก้าวออกจากวงสังคมของโรงเรียนผู้ดีแห่งนี้ ข้างนอกยังมีคนที่เข้ากันได้อีกมาก หรือจะเรียกว่าเป็นพันธมิตรก็ได้ หลังเรียนจบทั้งวัน ความรู้สึกของลู่เจี๋ยลวี่กลับซับซ้อนเหลือเกิน มิน่าเล่าผลการเรียนของเจ้าของร่างเดิมถึงย่ำแย่ ในโรงเรียนแบบนี้จะเรียนรู้อะไรได้ก็แปลกแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน ลู่เจี๋ยลวี่ก็อดไม่ไหว เรียกระบบที่ไม่รู้วิ่งไปเล่นอยู่ที่ไหนออกมา แล้วเริ่มบ่นทันที “คนเขียนนิยายเรื่องนี้ป่วยหรือเปล่า เธอคิดว่าเด็กจากตระกูลผู้ดีเป็นพวกอันธพาลไม่เอาไหนหรือไง” “ตระกูลผู้ดีที่แท้จริง การอบรมสั่งสอนฝังอยู่ในสายเลือด ไม่มีทางเกิดเรื่องที่ครูสอนอยู่หน้าชั้น แต่ทั้งห้องกลับส่งเสียงวุ่นวายอยู่ข้างล่างแบบนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม” อามิ่งยักไหล่ที่ไม่มีอยู่จริง “ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ เพราะโลกนี้ถูกกำหนดมาแบบนี้ รอไปก่อนค่ะ รอจนกว่านิยายเรื่องนี้จะจบ” “ขอฉันคำนวณก่อนนะคะ ตอนนี้พระเอกเรียนอยู่มัธยมต้นปีสาม กว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยก็สามบวกสี่บวกหนึ่ง รวมเป็นแปดปี อีกแปดปีโลกใบนี้ก็จะกลับมาเป็นปกติแล้วค่ะ” “ไม่ได้ ถึงตอนนั้นโลกนี้อาจกลับมาเป็นปกติแล้วก็จริง แต่ฉันคงไม่ปกติแล้ว เรื่องนี้กระทบต่อค่านิยมของฉันมากเกินไป” “อามิ่ง เธอรู้ไหม โรงเรียนแห่งนี้มีการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ทุกคนกลับคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติ” “คนแบบนี้ พอเรียนจบแล้วออกไปใช้ชีวิตในสังคม จะกลายเป็นคนแบบไหนกันนะ แค่คิดก็รู้สึกน่ากลัวแล้ว” อามิ่งยกมือขึ้นลูบศีรษะกลม ๆ ของตัวเอง “แต่โฮสต์คะ ท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ในวงกว้างได้ ไม่อย่างนั้นตัวละคร NPC ในนิยายจะตื่นรู้กันเป็นจำนวนมาก แล้วโลกใบเล็กแห่งนี้ก็จะพังทลายค่ะ” “งั้นฉันก็ไปจากที่นี่เสียสิ อย่างไรเสีย ถ้าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ฉันไม่มีทางแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแน่นอน” “ถึงขั้นไม่ทำภารกิจนี้ก็ได้ คะแนนสะสมของฉันน่าจะพอหักลบความล้มเหลวครั้งนี้ใช่ไหม” อามิ่งตอบว่า “โฮสต์คะ ท่านย้ายโรงเรียนเถอะ ในโลกของนิยาย โรงเรียนก็คือโลกทั้งใบของเรื่อง แต่ถ้ามองออกไปยังโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ ที่นี่ก็เป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของสังคมเท่านั้น” “ที่ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ เป็นเพราะก่อนที่นิยายจะจบ โลกใบนี้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยชั้นป้องกันชั้นหนึ่ง หรือก็คือสิ่งที่พวกท่านเรียกว่าเขตอาคมค่ะ” “ขอเพียงออกไปจากที่นี่ กระโดดออกจากโลกใบนี้เสีย ก็เท่ากับตัดไฟแต่ต้นลมแล้วค่ะ” ส่วนคำถามหลังจากนั้น อามิ่งเลือกแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน จะเลิกภารกิจอะไรกัน ยังไม่ถึงขั้นนั้นเสียหน่อย ที่สำคัญ โลกใบนี้ยังมีอะไรสนุก ๆ ให้เล่นอีกตั้งเยอะ เธอยังเที่ยวเล่นไม่หนำใจเลย ลู่เจี๋ยลวี่ตบมือดังฉาด “อามิ่ง เธอพูดถูก ในเมื่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ งั้นก็อยู่ให้ห่าง ฉันไม่มีทางไหลไปตามกระแสเดียวกับพวกเขา” แต่ภาคเรียนนี้ยังเหลือเวลาเรียนอีกครึ่งหนึ่ง อีกทั้งพ่อแม่ก็ยังไม่กลับมา การย้ายโรงเรียนสำหรับนักเรียนก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรปรึกษาพวกเขาก่อน ส่วนจะคุยทางโทรศัพท์น่ะหรือ เฮ้อ...ยังไงก็ไม่เป็นส่วนตัว แถมไม่สะดวกด้วย จะให้พูดโต้ง ๆ ทางโทรศัพท์ว่าโรงเรียนไม่ดีก็คงไม่ได้ หากมีคนบังเอิญได้ยินแล้วเอาไปพูดต่อ ก็คงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นก็อดทนรอไปก่อนดีกว่า ก็แค่ครึ่งภาคเรียนเท่านั้น เธอรับมือได้อยู่แล้ว อีกอย่างนางเอกก็จะปรากฏตัวในปีหน้า ตอนนี้ในโรงเรียนก็ยังไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเธอ ขอแค่อดทนกับบางเรื่องไปก่อนก็พอ ขณะที่คนหนึ่งกับอีกหนึ่งระบบกำลังซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ เสียงเคาะประตูห้องหนังสือของลู่เจี๋ยลวี่ก็ดังขึ้น