ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า
ตอนที่ 48 — 048
บทที่ 48 โลกนิยายในรั้วโรงเรียน: ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อ (9) เหตุผลที่เจ้าของร่างเดิมให้ทุกคนเรียกเธอว่า “รุ่นพี่” ก็เพราะเธอเข้าเรียนเร็วกว่าปกติ อีกทั้งยังมีความรู้สึกอยากเป็นพี่สาวของคนอื่น จึงทั้งขู่ ทั้งล่อ ทั้งฟ้องผู้ใหญ่ บังคับให้เด็กทั้งสี่เรียกเธอแบบนั้น ลู่เจี๋ยลวี่มองเด็กหนุ่มที่จ้องเธอไม่วางตา ดื้อดึงจะเอาคำตอบให้ได้ “...” ก็เพราะอีกฝ่ายยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่คิดจะสนใจ “หลายวันก่อนฉันออกไปเที่ยว แต่เธอรู้ไหมว่าฉันไปที่ไหนมา” “ที่ไหนครับ ปารีส มาเลเซีย หรือออสเตรเลีย” ลู่เจี๋ยลวี่ถึงกับพูดไม่ออก การไปเที่ยวของเธอกับของเขา ดูจะเป็นคนละแบบกันจริง ๆ “หรือว่าไม่ใช่ครับ” เมื่อเห็นสีหน้าของเธอผิดไป จั่วเจิงหย่วนก็ลังเลขึ้นมา “ไม่ใช่ ฉันแค่ไปเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศ ตอนออกไปเดินเล่น ฉันบังเอิญเจอนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียน พอฟังพวกเขาคุยกันถึงโรงเรียน ฉันถึงรู้ว่าโรงเรียนในความหมายของพวกเขา ไม่เหมือนโรงเรียนของพวกเราเลย” “ก็ต้องไม่เหมือนอยู่แล้ว โรงเรียนของพวกเราเป็นโรงเรียนระดับแนวหน้า” จั่วเจิงหย่วนไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอยู่ ๆ เธอจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ในเมื่อสภาพแวดล้อมต่างกัน บรรยากาศการเรียนก็ย่อมต่างกันอยู่แล้ว “แล้วเธอคิดจริง ๆ หรือว่า ทุกอย่างในโรงเรียนของพวกเราเป็นเรื่องปกติ” จั่วเจิงหย่วนเงียบไป จะตอบอย่างไรดี แม้เขาจะเรียนอยู่ที่นั่นมาหลายปี จนคุ้นชินกับหลาย ๆ เรื่องแล้ว แต่พูดตามตรง ความคิดความเชื่อหลายอย่างในโรงเรียนกลับทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด เพราะมันขัดกับสิ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากครอบครัว เขาเคยพยายามเปลี่ยนแปลงมัน แต่ก็น่าเสียดายที่ล้มเหลว เพราะเขาเป็นเพียงหนึ่งในสี่คนเท่านั้น เมื่อเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเงียบและแสดงความคิดเห็นให้น้อยลง เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไร ลู่เจี๋ยลวี่ก็ถอนหายใจ “เห็นไหม ที่จริงเธอก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้องเหมือนกันใช่ไหม เพราะอย่างนั้นเธอถึงไม่เคยสนใจทุกสิ่งทุกอย่างในโรงเรียนเลย” “อาหย่วน ฉันยังจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เธอเป็นยังไง ทั้งเลือดร้อน ทั้งหุนหันพลันแล่น ทั้งชอบช่วยเหลือคนอื่น คุณลุงจั่วเลี้ยงดูเธอมาได้ดีมาก แต่ตอนนี้ทำไมเธอถึงกลายเป็นคนพูดน้อยแบบนี้” ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะยิ่งมีสติรับรู้ความจริง ก็ยิ่งเจ็บปวด แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้ ต่างจากฟู่จู๋ลั่งที่ภายนอกดูเป็นสุภาพบุรุษอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความห่างเหินและเย็นชา จั่วเจิงหย่วนเป็นคนภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น หลายปีมานี้ เขาไม่เคยรู้สึกอึดอัดเลยหรือ “อาหย่วน หลังจบภาคเรียนนี้ ฉันจะย้ายโรงเรียน” “ย้ายโรงเรียนหรือครับ รุ่นพี่ไม่ต้องการผมแล้ว ไม่อยากเป็นเพื่อนกับผมต่อแล้วใช่ไหม” ดวงตาของจั่วเจิงหย่วนดูดุดัน แต่สีหน้ากลับเผยความเปราะบางออกมาหลายส่วน หากเธอพยักหน้าตามนั้น เด็กคนนี้คงใจสลายจริง ๆ กระมัง ลู่เจี๋ยลวี่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ เพียงแต่อาหย่วน เธอต้องเข้าใจว่า พวกเรายังอายุน้อย ยังไม่มีสิทธิ์มีเสียงของตัวเอง หากความคิดของเราขัดกับความต้องการของผู้ใหญ่ ก็ย่อมเดินหน้าต่อได้ยาก” “ในเมื่อเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ งั้นก็ถอยออกมาก่อนดีกว่า สักวันหนึ่งฉันจะสะสมกำลังให้มากพอ แล้วกลับมาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง” ทันทีที่สิ้นเสียง ห้องรับแขกทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผ่านไปเนิ่นนาน จั่วเจิงหย่วนจึงมองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน “ไม่คิดเลยว่าสักวัน รุ่นพี่จะคิดอะไรได้ลึกซึ้งขนาดนี้” ส่วนเรื่องการย้ายโรงเรียนจะได้รับอนุญาตหรือไม่นั้น...เธอพูดออกมาขนาดนี้แล้ว เรื่องจะยังเปลี่ยนแปลงได้อีกอย่างนั้นหรือ ก็แค่ย้ายโรงเรียนเท่านั้น จะมีใครมาขัดขวางกัน เมื่อเผชิญกับการหยั่งเชิงของเขา ลู่เจี๋ยลวี่ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “อาหย่วน บางครั้งการเติบโตของคนเรา ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว” “เพียงวันหนึ่ง ได้เห็นภาพธรรมดา ๆ ภาพหนึ่งที่แสนเรียบง่าย จู่ ๆ ในหัวก็เกิดความคิดขึ้นมา” “ไม่ว่าความคิดนั้นจะถูกหรือผิด จะสำเร็จหรือล้มเหลว แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่อยากทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อมัน ความรู้สึกแบบนั้น...ยอดเยี่ยมมาก” “ตอนนี้ผมอาจยังไม่เข้าใจ แต่ผมจะพยายามทำความเข้าใจมัน รุ่นพี่ ก่อนที่ผมจะหาคำตอบได้ อย่าตีตัวออกห่างผมเลย ได้ไหมครับ” ขอเพียงอย่าตีตัวออกห่างเขา เหมือนที่ค่อย ๆ ตีตัวออกห่างซือหลี่กับคนอื่น ๆ ก็พอ ลู่เจี๋ยลวี่ไม่ได้ตอบคำพูดนั้นตรง ๆ เพราะตอนนี้เธอไม่ได้คิดจะมีความรัก ดังนั้นก็ไม่ควรทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด ต่อให้ความเข้าใจผิดนั้นจะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม “เรื่องย้ายโรงเรียน ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ช่วงนี้ช่วยเก็บเป็นความลับให้ฉันก่อน” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดประโยคไหนถูกใจเขา ลู่เจี๋ยลวี่มองเห็นกับตาตัวเองว่า สีหน้าของเด็กหนุ่มเปลี่ยนจากดำทะมึนเป็นแจ่มใสในทันที ก็...แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อเขาปลอบตัวเองได้ ก็ไม่ต้องให้เธอเสียแรงแล้ว เมื่อมองส่งเขาจากไปและกลับเข้าห้องของตัวเอง ลู่เจี๋ยลวี่จึงค่อยปลดเปลื้องสีหน้าที่แสร้งทำไว้บางส่วน ก่อนจะคิดอย่างเย็นชาว่า ครั้งนี้ก็นับว่าเป็นการยุแยงให้แตกคอกันเหมือนกันสินะ ลู่เจี๋ยลวี่เลิกคิ้ว อย่าหาว่าเธอใช้ประโยชน์จากเด็กหนุ่มผู้จริงใจเลย เดิมทีเธอไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย แต่ใครใช้ให้เขาเป็นฝ่ายมาหาเธอเอง แถมบทสนทนายังพาเลยมาถึงเรื่องนี้อีก ตัวเธอเป็นเพียงตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อ อีกทั้งยังถูกกฎสวรรค์จำกัดไว้ ทำให้ไม่อาจเคลื่อนไหวโดยพลการได้ แต่จั่วเจิงหย่วนอย่างไรก็เป็นหนึ่งในสี่พระเอก ถึงแม้บทจะน้อยไปสักหน่อย แต่สิ่งที่พระเอกควรมีก็ต้องมีอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น...ออร่าพระเอกอะไรพวกนั้น ให้เขาเป็นคนทำลายเส้นเรื่องเดิมเสียเอง แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ จั่วเจิงหย่วนรู้หรือไม่ว่าคำพูดของลู่เจี๋ยลวี่แฝงเจตนาใช้ประโยชน์จากเขา แน่นอนว่าเขารู้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้สืบทอดที่ตระกูลอบรมมา ไม่ใช่คนโง่ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังใช้ประโยชน์จากเขา แต่...เมื่อเผชิญกับคำตำหนิจากผู้เป็นพ่อ เด็กหนุ่มวัยเลือดร้อนกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เขาเชิดหน้าแล้วถามกลับว่า “แล้วทำไมเธอไม่ไปพูดกับอีกสามคนล่ะ” “ทั้งสามคนนั้นสนิทกับเธอมากกว่าผมทุกคน แต่เธอกลับเลือกข้ามพวกเขามาบอกผม แบบนี้อธิบายได้แค่อย่างเดียว” เมื่อเห็นความมั่นใจของลูกชาย พ่อจั่วจึงกัดฟันถามว่า “อย่างเดียวอะไร” “ก็แปลว่า ลูกชายของพ่อมีคุณธรรมมากกว่า น่าเชื่อถือกว่า เธอถึงยอมพูดความจริงกับผม” พูดจบ เขาก็เดินอ้อมผู้เป็นพ่อ ก้าวขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วแล้วกลับเข้าห้องของตัวเอง พ่อจั่วมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของลูกชาย พลางพูดอย่างหมดคำจะพูด “เจ้าลูกคนนี้ ถูกคนอื่นใช้ประโยชน์แท้ ๆ แต่กลับภูมิใจเสียได้” ใบหน้าที่เคร่งขรึมของคุณปู่จั่วกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนดูละครสนุก “สมควรแล้ว! นี่แหละที่เรียกว่าพ่อติดหนี้ ลูกใช้หนี้แทน ทำให้แกรู้บ้างว่าตอนนั้นฉันรู้สึกยังไง” “หลานชายของฉัน ทำได้ดี!” พ่อจั่วหันไปบ่น “พ่อครับ เด็กสาวตระกูลเว่ยนั่นเหมือนกับลุงใหญ่ของเธอไม่มีผิด ตระกูลจิ้งจอกเฒ่า ดันมีจิ้งจอกน้อยเพิ่มมาอีกตัว” คุณปู่จั่วคว้าไม้เท้าข้างตัวขึ้นมา เคาะเขาไปหนึ่งที “ไอ้ลูกโง่ แกก็เป็นถึงผู้บังคับบัญชาในกองทัพ จะไปเรียกเด็กผู้หญิงว่าจิ้งจอกน้อยได้ยังไง” “ไม่ใช้สมองเสียบ้างเลยหรือ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้า ก็ได้เป็นเรื่องอีกหรอก” พ่อจั่วยกมือเกาหัว “พ่อ อย่าโกรธเลยครับ ผมหัวเสียจนพูดไม่ทันคิด โชคดีที่พูดกันอยู่ในบ้าน” “จะโมโหอะไร อย่างที่ลูกชายแกพูดนั่นแหละ ในเมื่อคนอื่นใช้ประโยชน์จากเขา ก็เพราะเขามีคุณค่าพอให้ใช้ประโยชน์” “โธ่พ่อ ทำไมพ่อถึงไปเข้าข้างฝ่ายนั้นเสียล่ะ” “แกเข้าใจผิดแล้ว ฉันแค่อยู่ฝ่ายเดียวกันกับเขา เพียงแต่ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกับแกเท่านั้น” “ไอ้ลูกโง่เอ๊ย ฉันบอกอะไรให้นะ ดูจากท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของลูกชายแกแล้ว มีแววจะเป็นฮ่องเต้ที่หลงหญิงงามอยู่ไม่น้อย” “แกก็เตรียมใจไว้เถอะ ว่าแกจะมีลูกสะใภ้หรือไม่ แปดเก้าในสิบคงต้องดูว่าจิ้งจอกน้อยคนนั้นจะสนใจหรือเปล่า” “ส่วนแกก็ทำตัวเป็นพ่อสามีใจร้ายต่อไปเถอะ ไว้ถึงวันนั้นค่อยดูว่าลูกชายสุดที่รักของแก จะมาคิดบัญชีกับแกหรือเปล่า”