ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า
ตอนที่ 47 — 047
บทที่ 47 โลกนิยายในรั้วโรงเรียน: ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อ (8) ทุกคืนเพียงฝึกบำเพ็ญสองชั่วโมง ก็เพียงพอจะฟื้นฟูพลังที่ใช้ไปตลอดทั้งวันได้เต็มเปี่ยม ไม่อย่างนั้นเธอคงรู้สึกว่า การเป็นสาวสวยที่มีดีแค่หน้าตา ก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่แย่นัก เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เจี๋ยลวี่ซึ่งเพิ่งกลับไปเรียนได้ไม่กี่วัน ก็ยื่นใบลาหยุดกับทางโรงเรียนอีกครั้ง และคราวนี้ก็เป็นการลาหยุดระยะยาวเช่นกัน เดิมทีเธอคิดว่าคงเหมือนครั้งก่อน ต่อให้มีใครอยากมาเยี่ยมที่บ้าน แค่ให้ลุงหลัวออกหน้าปฏิเสธก็พอแล้ว อย่างไรเสีย คนที่เจ้าของร่างเดิมรู้จักในโรงเรียน ก็เป็นเพียงเพื่อนจอมปลอมที่เข้าหาเธอเพราะฐานะของครอบครัวเท่านั้น คงไม่กล้ารบกวนทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้อนรับ แต่ก็มักมีคนบางประเภทที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์เสมอ “คุณหนูครับ คุณชายซือกับเพื่อน ๆ มาขอเข้าพบครับ” “เชิญพวกเขาไปนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนนะ อีกยี่สิบนาทีคาบเรียนของฉันก็จะจบแล้ว ให้พวกเขารอสักครู่” หลัวต๋าเลิกคิ้ว คุณหนูทะเลาะกับคุณชายทั้งหลายอย่างนั้นหรือ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าคุณหนูกำลังทำอะไรอยู่ หากคุณชายพวกนั้นมา เธอก็จะรีบไปพบเป็นคนแรกเสมอ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรก้าวก่าย ขอเพียงคุณหนูไม่ได้ถูกรังแกก็พอ ยี่สิบนาทีต่อมา เมื่อคาบเรียนนี้สิ้นสุดลง ภารกิจการเรียนของลู่เจี๋ยลวี่ในวันนี้ก็จบลงเช่นกัน “รุ่นพี่มาแล้ว!” “ขอโทษนะ ตอนพวกเธอมา ฉันกำลังเรียนอยู่ เลยปล่อยให้รอนาน” สวีกว่างเซิงกับฟู่จู๋ลั่งเป็นคนที่รับหน้าที่พูดคุยแทนกลุ่มอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เป็นทั้งสองคนที่เอ่ยทักทายก่อน “เป็นพวกเราต่างหากที่มาโดยไม่ได้นัดเวลา รบกวนรุ่นพี่เรียนหนังสือแล้ว” ลู่เจี๋ยลี่ยิ้มบาง ๆ เธอไม่อยากเสียเวลาพูดเรื่องไร้สาระกับพวกเขา จึงถามตรง ๆ ว่า “จู่ ๆ พวกเธอมาหาฉันมีเรื่องอะไร” “พวกเราได้ยินว่ารุ่นพี่ลาหยุดอีกแล้ว เลยอยากมาดูว่ารุ่นพี่ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม ถ้ามีเรื่องอะไร บางทีพวกเราอาจช่วยได้” หัวใจของเด็กหนุ่มในเวลานี้ยังจริงใจ เธอรู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาอื่น คำพูดเหล่านี้ล้วนมาจากความตั้งใจจริง แต่หัวใจของวัยรุ่นก็เปลี่ยนแปลงได้ง่ายเช่นกัน ในเมื่อเชื่อทั้งหมดไม่ได้ เธอก็ไม่คิดจะพูดความจริงในใจออกไป แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องให้เป็นศัตรู จึงได้แต่หาข้ออ้างที่ฟังขึ้นมาพูดให้เรื่องจบไป “จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าโรงเรียนไม่น่าสนใจ เรียนเองที่บ้านยังได้อะไรมากกว่า ก็เลยลาหยุดเสียเลย อย่างไรสำหรับคนอย่างพวกเรา จะไปโรงเรียนหรือไม่ ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก” “ที่แท้รุ่นพี่ก็เป็นคนตามใจตัวเองเหมือนกัน แต่ผมอิจฉารุ่นพี่จริง ๆ ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป...ว่าแต่ พ่อเว่ยไม่ดุรุ่นพี่เลยหรือครับ” หรือว่าเพราะเพศต่างกัน การปฏิบัติจึงแตกต่างกันมากขนาดนี้ เฮ้อ...ผู้ใหญ่ที่บ้านของพวกเขาพูดไว้ตั้งนานแล้วว่า ไม่ว่าจะเล่นซนในโรงเรียนแค่ไหนก็ได้ แต่ห้ามไม่ไปโรงเรียนเด็ดขาด “พวกเธอไม่เข้าใจหรอกว่าฉันคิดอะไรอยู่ แล้วก็ไม่มีวันเข้าใจสถานะของฉันในครอบครัวด้วย อีกอย่าง ถ้าอยากจะบอกว่าฉันเอาแต่ใจ ก็พูดมาตรง ๆ ได้เลย” “ฮ่า ๆ เปล่านะครับ จะเป็นไปได้ยังไง ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นเลย คงเป็นเพราะผมพูดไม่ดีเอง” สวีกว่างเซิงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน แต่รุ่นพี่ตอนนี้เปลี่ยนไปมากจริง ๆ ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ราวกับคนในภาพวาด สวยก็จริง แต่ไร้ชีวิตชีวา “วันนี้นาน ๆ ทีพวกเธอจะมาพร้อมกัน อยู่กินข้าวเย็นที่บ้านฉันเถอะ” แม้คำพูดนี้จะพูดกับทุกคน แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกต สายตาของเธอกลับทอดไปหยุดอยู่บนร่างของจั่วเจิงหย่วนอย่างแผ่วเบา จั่วเจิงหย่วนชะงักไปเล็กน้อย ในบรรดาทั้งสี่คน เขาเป็นคนที่มีตัวตนน้อยที่สุด แม้ปกติจะเป็นคนที่มีคนให้ความสนใจไม่น้อย แต่เมื่อทั้งสี่อยู่ด้วยกัน สายตาที่มองมายังเขากลับน้อยที่สุด โดยเฉพาะต่อหน้ารุ่นพี่ เพราะด้วยฐานะของเธอ เธอไม่จำเป็นต้องเอาใจเขาเพื่อหวังผลประโยชน์ใด ๆ จึงทำตัวตามใจตัวเองมาโดยตลอด แล้วทำไมครั้งนี้ สายตาของเธอจึงข้ามซือหลี่มาหยุดที่เขา เมื่อเห็นความสงสัยในแววตาของอีกฝ่าย ลู่เจี๋ยลวี่ก็เลิกคิ้วนิด ๆ ไหวพริบดีขนาดนี้เชียวหรือ มิน่าเล่า ภายหลังทั้งที่อายุยังน้อย เขาจึงสร้างผลงานในกองทัพได้อย่างโดดเด่น คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งผู้แข็งแกร่งได้รับความเคารพ จะเป็นเพียงคุณชายอาศัยบารมีครอบครัวอย่างเดียว ย่อมไม่มีทางยืนหยัดอยู่ได้ มื้อเย็นผ่านไปอย่างเงียบสงบ ใช่แล้ว เงียบสงบ แม้วัยรุ่นอายุเท่านี้จะไม่ใช่คนที่ทำตัวอยู่ในกรอบก็ตาม แต่เมื่อมาเป็นแขกที่บ้านคนอื่น ทุกคนกลับให้ความสำคัญกับมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นพิเศษ ลู่เจี๋ยลวี่จะเป็นคนทำลายบรรยากาศอึดอัดนี้ก็ได้ แต่เธอไม่อยากเสียแรงกับเรื่องแบบนี้จริง ๆ หรือว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่บรรดาคุณชายตกหลุมรักนางเอกสามัญชนก็ได้ เธอไม่ได้ดูแคลนอีกฝ่าย เพียงแต่การที่อีกฝ่ายต้องการพิสูจน์ตัวเอง ต้องการทำในสิ่งที่ไม่มีใครขัดขวางได้ ไม่ใช่เหตุผลที่จะหันไปทำร้ายคนบริสุทธิ์อีกคนอย่างโหดเหี้ยม โดยเฉพาะเมื่อคนบริสุทธิ์คนนั้น ยังเป็นเพื่อนที่คบหากันมาหลายปี และไม่เคยระแวงเขาเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่า คนเราย่อมต้องเห็นแก่ตัวก่อนเป็นธรรมดา ไม่มีใครบอกได้ว่าผิด แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครเต็มใจ หากคนที่ต้องถูกสังเวยเป็นตัวเอง ทุกคนรับประทานอาหารกันอย่างเงียบ ๆ จากนั้นก็ย้ายไปเล่นบิลเลียดในห้องพักผ่อน พูดคุยหยอกล้อกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอ้างว่าดึกแล้ว แล้วส่งทั้งสี่คนกลับ เช้าวันรุ่งขึ้นก็เป็นอีกวันที่ยุ่งวุ่นวาย เพียงแต่หลังจากลู่เจี๋ยลวี่เรียนเสร็จทั้งวันแล้ว เธอจึงนึกขึ้นได้จากคำเตือนของลุงหลัว แล้วเดินไปยังห้องรับแขก ที่นั่น เธอได้พบกับคนที่ทั้งคุ้นเคยและคาดไม่ถึง ลู่เจี๋ยลวี่เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเธอถึงมาล่ะ แถมมาคนเดียวอีก” จั่วเจิงหย่วนยังคงทำสีหน้าเรียบนิ่ง “เมื่อวานรุ่นพี่มองมาที่ผมหลายครั้ง ไม่ใช่ว่ามีเรื่องจะพูดกับผมหรือครับ” “ไม่มีหรอก แค่รู้สึกว่าเธอโตเป็นหนุ่มแล้ว หล่อขึ้นกว่าเดิม” จั่วเจิงหย่วนไม่ได้คิดจะซักไซ้เรื่องคำหยอกล้อนั้นต่อ แต่เปลี่ยนไปถามถึงเรื่องเมื่อวานแทน “ทำไมรุ่นพี่ถึงรู้สึกว่าอยู่โรงเรียนแล้วไม่มีความหมาย เป็นเพราะพวกเราหรือครับ” ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า สัญชาตญาณของเขาเฉียบแหลมมาก เหมาะจะเป็นทหารโดยแท้ มิน่าเล่า ชาติที่แล้วเขาจึงสร้างผลงานได้โดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย “นี่เธอกำลังซักถามฉันหรือ” “ไม่ได้ซักถามครับ แค่สงสัย...แล้วก็กลัว” “กลัว? กลัวอะไร” “รุ่นพี่เป็นคนสำคัญมากสำหรับผม ผมกลัวว่าเพียงความผิดพลาดเล็ก ๆ จะทำให้รุ่นพี่ค่อย ๆ ห่างเหินจากผม” เพียงได้ฟังคำพูดของเด็กหนุ่ม ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจ ลู่เจี๋ยลวี่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายสำคัญ ชาติที่แล้วเขาจึงพยายามทุกวิถีทาง ยอมติดค้างบุญคุณผู้อื่น เพื่อพาร่างของเจ้าของร่างเดิมกลับมาฝังอย่างนั้นหรือ แม้คนที่ได้รับน้ำใจจะเป็นเจ้าของร่างเดิม แต่ลู่เจี๋ยลวี่ก็ไม่อาจทำท่าทีเย็นชาต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ คนที่มีคุณธรรมและรู้คุณคน มักทำให้ผู้คนใจอ่อนเสมอ ไม่ใช่หรือ เพราะเหตุนี้ ลู่เจี๋ยลวี่จึงมองเขาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก แทนที่จะตอบคำถามของเขา เธอกลับเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ “เรื่องที่ฉันออกไปเที่ยวเมื่อหลายวันก่อน เธอรู้ใช่ไหม” “รู้ครับ ทุกคำที่รุ่นพี่พูด ผมจำได้หมด” ลู่เจี๋ยลวี่ยกมือกุมหน้าผาก ทั้งที่เป็นประโยคธรรมดาแท้ ๆ แต่ทำไมฟังแล้วรู้สึกแปลก ๆ ขนาดนี้ หรือว่าจั่วเจิงหย่วนจะเป็นคนประเภทเก็บอาการเก่ง ภายนอกสุขุม แต่พอมีโอกาสก็แอบสารภาพความรู้สึกอยู่เรื่อย ถ้าเธอไม่ได้รับความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมมา คงนึกจริง ๆ ว่าระหว่างทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่พูดออกมาตรง ๆ ไม่ได้ ที่สำคัญ ตอนนี้คนหนึ่งอายุสิบห้าปี อีกคนอายุสิบหกปี ต่อให้เป็นรักวัยเรียน ก็ยังเร็วเกินไปหน่อยหรือเปล่า พวกเขาจะเข้าใจความรักจริง ๆ แล้วหรือ