ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า
ตอนที่ 56 — 056
บทที่ 56 ภาค - โลกนิยายในรั้วโรงเรียน: ตัวประกอบผู้เป็นเหยื่อ 17 “เพิ่งปิดเทอมเอง มีอะไรเหรอ จู่ ๆ ถึงโทรหาฉัน” “ก็ไม่ได้เจอกันนานแล้วไง เลยอยากชวนรุ่นพี่ออกไปเที่ยวด้วยกัน” ไปเที่ยวก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ หลังจากอัดอั้นมาตลอดทั้งภาคเรียน ออกไปผ่อนคลายบ้างก็ดี แต่ช่วงเวลาแบบนี้ จู่ ๆ พวกเขามาชวนเธอ ก็ทำให้รู้สึกว่าจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเส้นเรื่องอย่างไรชอบกล “ไปกันกี่คน เมื่อไหร่ แล้วจะไปเที่ยวที่ไหน” “คนไม่เยอะหรอก ก็พวกเรานี่แหละ แต่ปีนี้มีเพื่อนใหม่เพิ่มมาอีกสองคน ส่วนกำหนดการคืออีกสามวัน จะไปเที่ยวนอร์เวย์กับเดนมาร์ก ไปดูแสงเหนือ แล้วก็เล่นสกีอะไรทำนองนั้น” พอลู่เจี๋ยลวี่ได้ยินก็เข้าใจทันที นี่ไม่ใช่นางเอกกับเพื่อนสนิทของนางเอกที่เพิ่มเข้ามาหรอกหรือ ช่างเถอะ ถึงวิวจะสวยแค่ไหน แต่เธอไม่อยากต้องทนฟังคำพูดประเภท “พวกคนรวยอย่างพวกคุณ...” ตลอดทั้งทริป แบบนั้นอารมณ์เที่ยวก็หมดกันพอดี ถ้ารังเกียจเงินทองขนาดนั้น ก็ไม่ต้องเข้ามาอยู่ในแวดวงนี้เสียสิ ทั้งอยากได้ทุนการศึกษาก้อนโต ทั้งทำท่าเหมือนไม่ยอมก้มหัวให้ผลประโยชน์ ชวนให้รู้สึกขัดหูขัดตาจริง ๆ “เอ่อ...อีกสามวันฉันคงไปไม่ได้ เอาแบบนี้ก็แล้วกัน พวกเธอไปก่อน ถ้าจัดการธุระทางนี้เสร็จทัน ฉันจะตามไปสมทบ” “รุ่นพี่ยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ อาหย่วนก็บอกว่าเวลาไม่ตรงกัน เหรือว่าโรงเรียนกดดันมาก” “ไม่เกี่ยวกับโรงเรียนหรอก พ่อกับแม่ของฉันกำลังจะกลับมา บอกว่าจะคุยเรื่องแผนในอนาคตของฉัน” เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็เป็นธุระส่วนตัวที่ปฏิเสธไม่ได้ ต่อให้สวีกว่างเซิงจะเสียดายแค่ไหน ก็ทำได้เพียงล้มเลิกความตั้งใจ “เป็นอะไรเหรอ รุ่นพี่ไม่ไปเหรอ” “อาเว่ยบอกให้รอเขากลับมาก่อน แล้วค่อยปรึกษาเรื่องแนวทางในอนาคต” ครึ่งปีมานี้ ฟู่จู๋ลั่งใช้ชีวิตได้ไม่ค่อยราบรื่นนัก ถึงพ่อของเขาจะยังพอมีหัวคิด เอาสถานะลูกนอกสมรสไปอ้างว่าเป็นหลานชายญาติห่าง ๆ แต่ในแวดวงนี้จะมีใครไม่รู้ความจริงกันบ้าง เพราะเหตุนี้ เขาจึงยิ่งไม่กล้าก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เพราะตอนนี้เขายังเป็นเพียงผู้สืบทอดกิจการ ไม่ใช่ผู้กุมอำนาจตัวจริง หากไม่ได้คุณปู่ที่ถือหุ้นส่วนใหญ่คอยสนับสนุน ตำแหน่งผู้สืบทอดของเขาก็คงเหลือแต่ชื่อไปนานแล้ว หากครั้งนี้ไม่ได้มีซือหลี่กับพวกเขาไปด้วย เขาก็ควรจะไปที่บริษัทเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตำแหน่งของตัวเองมากกว่า แต่คนที่เขาชอบกลับไม่ได้ชอบเขา อีกทั้งยังติดข้อจำกัดของความเป็นจริงจนไม่กล้าแย่งชิง เพื่อนสนิทในอดีตก็ค่อย ๆ ห่างเหิน ปัญหาในครอบครัวก็ถาโถมเข้ามา สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหนุ่มผู้เคยอ่อนโยนค่อย ๆ มีความคิดสุดโต่งมากขึ้น เมื่อได้ยินดังนั้น เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย “อาหย่วนก็มาไม่ได้ รุ่นพี่ก็ไม่ว่าง ดูเหมือนกลุ่มเล็ก ๆ ของพวกเราคงใกล้ถึงเวลาสลายตัวแล้ว” ซือหลี่รีบพูดขึ้น “อาลั่ง นายพูดอะไรน่ะ อีกอย่าง คนอย่างพวกเรา โตขึ้นมาก็ไม่มีอิสระอยู่แล้ว เรื่องนี้นายก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ” ฟู่จู๋ลั่งยกมือกุมหน้าผาก “ใช่...หลายเรื่องก็เลือกเองไม่ได้ เป็นฉันที่คิดมากไปเอง ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทริปนี้ก็ให้พวกเราไปเปิดทางก่อนแล้วกัน” สวีกว่างเซิงรีบปลอบ “อาลั่ง อย่าเพิ่งกังวล ถึงลูกนอกสมรสคนนั้นจะลงสนามก่อน แต่สุดท้ายใครจะเป็นผู้ชนะก็ยังไม่แน่ อีกอย่าง ต่อไปเมื่อพวกเราก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจแล้ว ก็ยังช่วยเหลือกันได้” “ได้ยินนายพูดแบบนี้ ฉันก็โล่งใจ” ซือหลี่ขมวดคิ้ว “น่ารำคาญ เรื่องแค่นี้ยังต้องพูดออกมาด้วยเหรอ” .................................................................................................... สามคนนั้นจะสร้างมิตรภาพลูกผู้ชายกันอย่างไร ลู่เจี๋ยลวี่ไม่รู้ และก็ไม่อยากรู้ เพราะในตอนนั้นโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง “มีอะไรอีก” “อาลวี่ ทำไมวันนี้เธอดูหงุดหงิดจัง ใครทำให้ไม่พอใจหรือเปล่า” “ไม่มีหรอก ว่ามาสิ โทรมามีอะไร” “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากถามว่าเธอได้รับโทรศัพท์จากอาเซิงหรือยัง” “ได้รับแล้ว เขาชวนไปเที่ยว แล้วก็บอกว่ามีเพื่อนใหม่เพิ่มมาอีกสองคน พอฉันได้ยินก็ปฏิเสธทันที” จั่วเจิงหย่วนถอนหายใจอย่างโล่งอก “ปฏิเสธก็ดีแล้ว เทอมนี้อาลวี่แทบไม่ได้กลับไปเลย เลยไม่รู้” “วันนี้ผมแวะกลับไปเดินดูรอบหนึ่ง ถึงเพิ่งรู้ว่าช่วงนี้เพราะนักเรียนทุนคนนั้น อาหลี่ทำเรื่องเหลวไหลในโรงเรียนไว้เยอะขนาดไหน” ลู่เจี๋ยลวี่ถามกลับอย่างไม่ใส่ใจ “เหลวไหลขนาดไหน” “เขาบีบให้ผู้สืบทอดของตระกูลเล็ก ๆ คนหนึ่งต้องลาออกจากโรงเรียน เป็นการรังแกจนอีกฝ่ายอยู่ต่อไม่ไหวแล้วลาออกเอง” “ถึงคนคนนั้นจะไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์เสียทีเดียว เพราะเธอเคยคิดจะให้คนไปแอบถ่ายภาพลับของนักเรียนทุน เพียงแต่ถูกจับได้ก่อน เลยไม่สำเร็จ” “แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรรังแกคนอื่นแบบนี้อยู่ดี แบบนี้มันต่างอะไรจากอีกฝ่ายกันล่ะ” “ก็แค่เพราะเขามีพื้นฐานครอบครัวเหนือกว่า เลยเป็นฝ่ายชนะในเกมแห่งอำนาจนี้เท่านั้นเอง สักวันก็ต้องเจอคนที่แข็งกว่าเขา” ลู่เจี๋ยลวี่ส่ายหน้า “ฉันว่าโรงเรียนนี้ควรเปิดวิชากฎหมายมากที่สุด แต่ละคนไม่รู้กฎหมายกันทั้งนั้น” “ก็หมากัดกันเอง ไม่มีใครเป็นคนดีหรอก แต่ที่ผมพูดทั้งหมดก็แค่อยากเตือนอาลวี่ว่า ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนักเรียนทุนคนนั้นเลย” “เธอพูดจาไม่น่าฟัง ส่วนอาลวี่ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเปรียบง่าย ๆ ตอนนี้พวกอาหลี่เองก็กำลังอยู่ในช่วงพร้อมทำทุกอย่างเพื่อผู้หญิงที่ตัวเองชอบ” “ถ้าวันหนึ่งอาลวี่กับเธอต้องปะทะกันขึ้นมา มันไม่คุ้มหรอกที่จะมีเรื่องกันเพราะผู้หญิงคนนี้” แม้ตอนนี้ฟู่จู๋ลั่งจะยังลงมือเองได้ไม่สะดวก แต่คนคนนี้เจ้าเล่ห์เกินไป หากมีเขาคอยออกความคิด แล้วยังมีอีกสองคนคอยลงมือให้ ต่อให้ฝั่งพวกเขาสองคนสู้กันแบบสองต่อสอง ก็ใช่ว่าจะชนะได้ ที่สำคัญ หากทั้งสองฝ่ายปะทะกันขึ้นมาจริง ๆ วงการธุรกิจทั้งวงการคงสั่นสะเทือน เพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว พูดออกไปก็น่าอาย นักเรียนทุนคนนั้นก็ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นเป็นต๋าจี่เสียหน่อย ช่างเถอะ อย่างน้อยเขาก็ยังเห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีตัวเองอยู่บ้าง จั่วเจิงหย่วนพูดเสียยืดยาว แต่ลู่เจี๋ยลวี่มีความคิดอยู่เพียงอย่างเดียว “เดี๋ยวนี้ทำไมเธอพูดมากขนาดนี้ เอาอาหย่วนคนเดิมที่พูดน้อยคำคืนมาให้ฉันที” ส่วนเรื่องให้อยู่ห่างจากปัญหาน่ะ ยังต้องให้เขามาเตือนอีกหรือ เธอทำเรื่องหลีกเลี่ยงปัญหาได้ดีมาตลอดอยู่แล้ว “ไม่มีวันได้คืนแล้ว เลิกหวังเถอะ เขาเป็นผู้ชายที่เธอไม่มีวันได้ครอบครอง” “บ้าเอ๊ย! ฉันไม่เคยเห็นใครหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อน ไสหัวไป!” “ได้เลยครับ เดี๋ยวผมไสหัวไปเดี๋ยวนี้ ไปแบบเร็วที่สุดเลย” ยังไม่ทันที่เขาจะเล่นตลกจบ ลู่เจี๋ยลวี่ก็รีบวางสายทันที ผู้ชายคนนี้ชักจะกวนประสาทขึ้นทุกวันจริง ๆ ข้ออ้างที่ลู่เจี๋ยลวี่ใช้ปฏิเสธในครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะหลังกลับมาถึง เธอก็ใช้เวลาสิบวันเต็มไปกับการทำข้อสอบทั้งหมดให้เสร็จ จนกระทั่งคืนวันเสี่ยวเหนียน เจ้าของบ้านทั้งสองคนก็กลับมาถึงบ้านในที่สุด “โอ๊ย ลูกสาวสุดที่รักของแม่ เทอมนี้เหนื่อยมากใช่ไหม ทำไมกินตั้งเยอะแต่ไม่เห็นน้ำหนักขึ้นเลย” ลู่เจี๋ยลวี่กรอกตาอย่างสง่างาม “หม่ามี้คะ ฉันกำลังโตต่างหาก อีกอย่าง มีสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดที่ไหนยังแก้มยุ้ยเหมือนเด็กอยู่บ้าง” เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนหน้าแอปเปิล แต่เธอไม่ใช่แบบนั้น ถ้ายังหน้าตาแบบนี้อยู่ก็เรียกว่าไม่ใช่แก้มเด็กแล้ว แต่เรียกว่าอ้วนมากกว่า “ก็จริงนะ แม่ออกไปข้างนอกนานจนลืมไปเลยว่าลูกสาวของแม่โตแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป” “ก็ควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้ายังไม่โตอีก ก็กลายเป็นเด็กยักษ์พอดี” “สองแม่ลูกคุยกันสนุกเลยนะ ลืมหรือเปล่าว่าที่บ้านยังมีอีกคน” “แด๊ดดี้ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ ฉันคิดถึงพ่อกับแม่จะแย่อยู่แล้ว” ลู่เจี๋ยลวี่ยิ้มสดใส แต่ในใจกลับกำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก