ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ
ตอนที่ 143 — 143
บทที่ 143 คนที่น่ารำคาญ
จางซิ่วหลานมองไปทางสวี่อินอินแล้วเอ่ยว่า “ร้านหม้อไฟไม่ต้องให้พวกเราลงเงินเปิดแล้ว เช่นนั้นพวกเราจะเปิดร้านขายข้าวขาหมูได้ไหม?”
“ท่านพ่อจะทำเครื่องปรุงหม้อไฟอยู่นะ ถ้าขายข้าวขาหมูเพิ่มอีก พวกท่านจะยุ่งเกินไปหรือไม่?”
สวี่ต้าจวิ้นจึงว่า “เอาเถิด รอให้ร้านหม้อไฟเปิดก่อนเถอะ สูตรยังอยู่ในมือของพวกเรา ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งไปก่อน ทำทีละขั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็พอแล้ว”
จางซิ่วหลานฟังแล้วก็คิดว่าจริง ไม่ต้องรีบก็ได้ ขอเพียงเปิดได้ นางก็รอไหว
สวี่ต้าจวิ้นหันตัวไปหาผู้เฒ่าสวี่เพื่อขอเงินทุน เงินทั้งหมดในบ้านนี้ ผู้เฒ่าสวี่เป็นผู้ดูแล ต่อให้ไม่พูดก็รู้ว่ามีอยู่เท่าไร เพราะนอกจากสวี่อินอินแล้ว ก็มีเพียงเขานี่แหละที่รู้ชัด เมื่อรู้ว่าหลานชายจะขอเปิดร้านหม้อไฟร่วมกับผู้อื่น เขาย่อมต้องสนับสนุนอยู่แล้วมิใช่หรือ
พอฟังว่าส่วนผสมของหม้อไฟที่ทำขึ้น จะขายให้ร้านหม้อไฟในราคาก้อนละหนึ่งร้อยเหวินเท่านั้น เขาก็ไม่รอช้า ควักเงินออกมาให้ทันที ถือเป็นทุนตั้งต้น
ส่วนเครื่องปรุงสองชนิดที่แพงและหายากนั้น เขาก็ไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย เพราะมั่นใจว่า รสชาติหม้อไฟนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ร้านอาหารทั่วไปจะเลียนแบบได้ ของอร่อยเช่นนี้ต้องมีของดีที่คนอื่นไม่รู้ซ่อนอยู่แน่
สวี่ต้าจวิ้นรับเงินมาแล้วส่งต่อให้สวี่ชุนซานดูแลจัดการต่อ เพราะตนเองมีเรียนทุกวัน เวลาก็ไม่มากนัก ผลการสอบปลายคาบออกมาอีกครั้ง เขาก็ได้แต่ตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง เหมือนเมื่อก่อน ตอนลงมือทำข้อสอบนั้นยังเต็มไปด้วยความฮึกเหิม มองกระดาษคำตอบแล้วตอบครบทุกข้อ รู้สึกว่าต้องทำได้แน่ ๆ แต่พอผลสอบออกมาเท่านั้นแหละ — ถูกตบหน้าดังฉาด!
เขียนครบก็จริง แต่ถ้าเขียนผิดก็เท่ากับเปล่าประโยชน์! อาจารย์ส่ายหัวพลางกล่าวคำสั้น ๆ ว่า “ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก”
เพียงเท่านี้เขาก็หดคอขึ้นมาทันที เงยหน้าไม่ขึ้น แม้ภายหลังอาจารย์จะชมว่ากลอนที่เขาแต่งยังพอใช้ได้ก็ตาม แต่สุดท้าย…ก็สอบตกอีกแล้ว! นี่มันอะไรกัน “เรียงความแปดส่วนอะไรนี่ เหตุใดมันถึงยากนักนะ! เฮ้อ!
สวี่ต้าจวิ้นถอนใจ พอโดนไม้เรียวฟาดไปยี่สิบที ก็ต้องเริ่มลงมือคัดบทเรียนสิบรอบเต็ม ไม่มีลดแม้แต่รอบเดียว แค่คิดถึงตอนก่อนที่ต้องคัดหนังสือสิบรอบ มือก็เริ่มเจ็บแปลบขึ้นมาเสียแล้ว
ยังไม่ทันได้เริ่มก็ปวดข้อมือ ส่วนไอ้เจ้าฟางจื้ออันที่นั่งข้าง ๆ กลับหัวเราะจนเหงือกแทบจะโผล่ “เจ้าก็ต้องคัดเหมือนกัน มีอะไรน่าขำ?”
ฟางจื้ออันไหล่สั่นหัวเราะ “ฮะ ๆ ถึงข้าจะต้องคัด แต่ข้าชนะพนันนะ!”
สวี่ต้าจวิ้นหัวเราะหยัน “แค่เพราะอาจารย์พูดกับข้าว่า ‘ไม่เป็นที่น่าพอใจ’ แต่ไม่พูดกับเจ้าหรือ?”
“ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าอะไรล่ะ?” ฟางจื้ออันยกคางขึ้นด้วยท่าทางภาคภูมิ “ข้าชนะ! เจ้าต้องไปหอจันทรากับข้า!”
“น่าชื่นชมจริง ๆ”
สวี่ต้าจวิ้นส่ายหน้า แล้วตั้งใจลงมือคัดหนังสือ ไม่ตั้งใจก็ไม่ได้ เพราะคราวนี้ต้องคัดถึงสิบรอบ ภายในสามวันไม่รู้จะเสร็จไหม คืนนี้คงหมดสิทธิ์ได้นอนแน่ แต่โชคร้าย คนอื่นไม่ยอมให้เขาตั้งใจคัดดี ๆ เลย
ฟางเหยียนผิงซึ่งนั่งแถวหน้าและสอบได้ดีนัก กลับหันมาด้วยใบหน้าเยาะเย้ย “ฟืนผุเสียยากจะสลัก! ถึงว่าสิ ทำไมถึงคบพวกนั้นได้ คนพวกเดียวกันแท้ ๆ!”
คำพูดเดียว ทำเอาหลายคนที่โดนพาดพิงขึ้นชื่อว่าเป็น “พวกนั้น” หน้าตึงไปตามกัน ฟางจื้ออันถึงกับไม่อยากต่อปากด้วยซ้ำ ส่วนต่งซวงฉีก็สวนกลับเสียงห้าว “แน่จริงก็มาสู้กันสักยกสิ!”
ฟางเหยียนผิงหน้าเหยเก ก่อนจะรีบหันกลับไปไม่กล้าสานต่อ
หม่าอวี่หลินนั่งแคะฟันอยู่ด้านข้าง เพราะเมื่อเช้ากินขนมแป้งสอดไส้เนื้อแกะ ฟันยังติดเศษเนื้ออยู่ เขามองสวี่ต้าจวิ้นกับพวกอย่างงุนงง “พวกเจ้าทำเช่นไรถึงได้โดนสั่งคัดหนังสือทุกครั้งเลย?” ทั้งสี่คนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน
ฟางจื้ออันว่า “ก็ข้าเต็มใจ!”
...
สวี่ต้าจวิ้นยังคงหน้านิ่ง ตอบเสียงเรียบ “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ‘อ่านหนังสือร้อยรอบ ความหมายย่อมปรากฏเอง’ การคัดหนังสือหลายรอบก็มีประโยชน์เหมือนกันนั่นแหละ”
เขาไม่ได้พูดเกินจริง เพราะครั้งก่อนคัดสี่ตำราไปสิบรอบ เขาท่องได้หมดทุกตัวอักษรจริง ๆ คราวนี้ถ้าคัดจนครบห้าคัมภีร์ เขามั่นใจว่าจะจำได้ไม่ต่างกัน
อีกอย่าง ยังเป็นการฝึกอักษรด้วย เขาก็ลอกแบบลายมือของท่านอาจารย์
เยี่ยนชิงอยู่ ตอนนี้อักษรที่เขาเขียนเริ่มมีเค้าโครงงดงามแล้ว
ฟางเหยียนผิงหัวเราะเยาะ “ถ้ามันดีเยี่ยงนั้น เหตุใดเจ้าถึงสอบได้เพียงเท่านี้เล่า?” เสียงดังก๊อบแก๊บเหมือนข้อนิ้วลั่นดังขึ้นเบา ๆ สวี่ต้าจวิ้นเหลือบมองต่งซวงฉี ทั้งสองสบตากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูด
ครู่หนึ่ง สวี่ต้าจวิ้นเอ่ยขึ้นว่า “คราวนี้ข้าทำได้ไม่ดีนักก็จริง แต่ไม่เป็นไร ครั้งหน้า ข้าจะต้องทำได้ดีแน่!” — แพ้คนแต่ไม่แพ้ใจ!
ฟางเหยียนผิงหัวเราะก้อง “จริงรึ? เช่นนั้นข้าจะคอยดูเลยว่าเจ้าจะทำได้ดีแค่ไหน! อย่าให้ต้องหน้าแตกเสียล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
สวี่ต้าจวิ้นมองต่งซวงฉีอีกครั้ง แววตาแฝงความเข้าใจบางอย่าง ความร่วมมือระหว่าง “คู่หูซวยประจำสำนักศึกษา” เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ทางด้านสวี่ชุนซาน เขากำเงินสิบตำลึงไว้ในมือ ถือเป็นทุนก้อนแรกสำหรับเตรียมทำเครื่องปรุงหม้อไฟ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาไปเดินตลาด เห็นคนขายเนื้อวัวก็ซื้อเอาไขมันวัวทั้งหมด ให้คนช่วยขนไปส่งที่ร้านสวี่จี้ แล้วก็เดินชมตลาดต่อไป ตลาดด้านตะวันออกของเมืองนี้มีอยู่สามแห่ง และแห่งนี้เชื่อมต่อกับวาซื่อ (ตลาดเครื่องปั้นดินเผา) ซึ่งคึกคักและหลากหลายมาก ทั้งของกิน ของใช้ ความบันเทิง มีครบทุกอย่าง เดินอยู่นาน เขาเห็นแผงขายดอกไม้เข้า จึงเข้าไปถามว่า “เจ้าของร้าน มีดอกตู้เจวียนหรือไม่?” เจ้าของร้านดอกไม้เห็นท่าทางเขาไม่ใช่คนรู้เรื่องต้นไม้ ก็ยิ้มกว้างออกมา เพราะลูกค้าแบบนี้หลอกขายง่ายที่สุด
เขารีบยิ้มต้อนรับ “อยากได้ดอกตู้เจวียนหรือขอรับ! มีสิ มี! เชิญดูได้เลยขอรับ นี่ไง ดอกตู้เจวียนของข้า!”
สวี่ชุนซานมองไปแล้วขมวดคิ้ว นี่มันจะหลอกกันหรืออย่างไร เขาอาจจะดูไม่รู้ดอกไม้ทั้งหมด แต่ถึงจะโง่กว่านี้ก็ยังรู้ว่าไอ้ต้นที่อีกฝ่ายชี้อยู่นั่นมันเป็นแค่ต้นหญ้า! เขาทำหน้านิ่ง ถามกลับเสียงราบเรียบ “กระถางนี้เท่าใด?”
เจ้าของร้านคิดว่าหลอกได้แน่ เห็นคนถามราคาเร็วขนาดนี้ก็ดีใจใหญ่ รีบพูดอย่างอารมณ์ดี “ข้าดูแล้วเจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน กระถางนี้สองร้อยเหวินก็พอ!”
สวี่ชุนซานคิดในใจอย่างเย็นชา “คนอื่นปล้นเงินเขายังปล้นตรง ๆ เจ้านี่ดีหน่อย ยังแถมแจกกระถางดอกไม้ให้ด้วย!”