← สารบัญ ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ตอนที่ 144144

บทที่ 144 สะใจ

เขายกมือปัดพร้อมหัวเราะ “แพงเกินไปแล้ว ช่างเถิด ๆ” ว่าพลางก็หมุนตัวจะจากไป

“เฮ้! พี่ชาย อย่าเพิ่งไป ราคานี้เราคุยกันได้!” เจ้าของร้านดอกไม้รีบวิ่งมาดึงแขนไว้

สวี่ชุนซานชะงักเท้า “เช่นนั้นเจ้าว่ามา จะให้ราคาที่พอใจเท่าไร?”

เจ้าของร้านกลอกตาไวราวลูกหนู “เห็นแก่ที่พี่ชายตั้งใจจะซื้อจริง ๆ เช่นนั้นข้าขาดทุนขายให้เลยก็ได้ เอาแค่ร้อยห้าสิบเหวินพอ!”

“สิบเหวิน!”

“เอ้า ได้ ๆ ถือว่าข้าทำความรู้จักเป็นเพื่อนกัน!” เจ้าของร้านทำหน้าเหมือนขาดทุนย่อยยับ แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ หญ้ากอพวกนี้ไม่กี่เหรียญ เขาเด็ดมาสุ่ม ๆ ทั้งนั้น ต้นละสองเหวินยังแพงไป ขายได้สิบเหวินก็ยังถือว่าคาดไม่ถึง กำไรตั้งแปดเหวิน! ดีเสียอีกได้ขายตั้งแต่เช้า

เจ้าของร้านคิดว่าหลอกได้เต็มที่ ส่วนสวี่ชุนซานก็ทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้คนขายคุยโม้ไป พลางใช้ช่องว่างนั้นค่อย ๆ ตะล่อมซื้อของที่ต้องการในราคาแสนถูก เช่น ตอนเขาขอดูต้นสามสี เจ้าของร้านกลับชี้ไปที่ดอกกัวเย่จวี๋(ดาวเรืองญี่ปุ่น) ตอนเขาขอดอกฮานจวี๋(เบญจมาศฤดูหนาว) เจ้าของร้านกลับชี้ไปที่ต้นกุ้ยฮวา(ดอกหอมหมื่นลี้) ส่วนเขาขอต้นเซียนเค่อไหล(ไซคลาเมน) เจ้าของร้านกลับหยิบต้นหงฮวา(ดอกคำฝอย) มาให้ รวม ๆ แล้วก็เป็นของที่เขาต้องการอยู่ดี เจ้าของร้านดอกไม้คิดว่าตนหลอกคนโง่ได้แล้ว วันนี้กำไรได้ไม่กี่เหวินสิบเหวินก็นับว่าดี จึงขายไปทั้งหมด

กระถางมีมากเกินถือไม่ไหว สวี่ชุนซานจึงแวะร้านขายเครื่องเทศไม่ไกล ซื้อเครื่องปรุงหลายอย่าง ทั้งโป๊ยกั๊ก ใบกระวาน พริกหอม และผักชีล้อม ให้เด็กในร้านช่วยขนของทั้งหมดไปส่งทางประตูหลัง พร้อมทั้งพาดอกไม้ไปด้วย

พอของส่งถึงด้านหลังร้าน สวี่ชุนซานก็รีบให้สวี่อินอินเก็บพืชพวกนั้นเข้าระบบ โดยไม่ให้ผู้เฒ่าสวี่รู้ตัว

แต้มแลกเปลี่ยนเพิ่มพรวด ๆ สวี่อินอินใช้แลกพริกแห้งได้สองครั้ง เต้าซี่บดอีกสองครั้ง รวมกับของที่เหลือจากคราวก่อน ก็พอสำหรับทำเครื่องหม้อไฟได้มากโข สวี่ชุนซานถลกแขนเสื้อขึ้น ลงมือทันที!

เมื่อผัดเครื่องหม้อไฟเสร็จ ก็เทใส่แบบพิมพ์ให้เย็นตัว แบบพิมพ์นั้นคือของที่สวี่อินอินใช้ทำสบู่มาก่อน เขาขอยืมมาใช้ชั่วคราว ระหว่างรอให้พ่อลูกตระกูลเติ้งทำพิมพ์ใหม่มาส่งอีกชุด

——

ด้านสวี่ต้าจวิ้น กำลังคัดหนังสือจนทั้งกายใจอ่อนล้า แต่เจ้าคนที่น่ารำคาญตรงหน้ากลับไม่วายหาเรื่องเย้าเสียดสี ทำตัวราวกับจะกลืนคำว่า “ถ้าไม่พูด คนอื่นคงนึกว่าข้าเป็นใบ้” ให้กลายเป็นคติประจำชีวิต

วันนั้นพอเลิกเรียน สวี่ต้าจวิ้น ต่งซวงฉี ฟางจื้ออัน และฟางอวี้ซิง ต่างก็พรวดออกจากสำนักศึกษาเหมือนมีสุนัขไล่หลัง ส่วนฟางเหยียนผิงที่คิดว่าตนได้หน้าในวันนี้ เดินเก็บของอย่างใจเย็น หิ้วตะกร้าหนังสือออกจากสำนักศึกษาแล้วตรงกลับบ้าน

บ้านของเขาอยู่ในตรอกมู่ชิง ซึ่งอยู่ด้านหลังตรอกซงหลิน หากใช้ทางลัดผ่านตรอกเล็ก ๆ ก็จะถึงตรอกมู่ชิงได้ทันที ทว่าตรอกนั้นค่อนข้างอับแสง ภายในยังมีเรือนร้างอยู่หลังหนึ่ง แม้ในวันที่แดดจ้า ก็ยังดูเย็นชื้นวังเวง จึงแทบไม่มีผู้คนสัญจร ฟางเหยียนผิงเองก็ไม่ค่อยเดินทางนี้ เว้นเสียแต่ยามไปกลับสำนักศึกษาแล้วรีบเท่านั้น แต่วันนี้เขารีบกลับบ้าน จึงเลือกเส้นทางนั้น ยังไม่ทันเดินลึกเข้าไปนัก ลมเย็นยะเยือกก็พัดวูบมาเหนือศีรษะ เขาเพิ่งรู้สึกมืดครึ้ม ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกบางสิ่งคลุมทับลงมา

ฟางเหยียนผิงยังไม่ทันกรีดร้อง ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดนับร้อยหนถาโถมใส่ทั่วร่าง เจ็บจนแทบหมดแรงร้อง การทุบตีดำเนินอยู่ราวครึ่งชั่วยาม พอเขาฝืนคลานออกมาจากกระสอบผ้าดำ ละแวกนั้นกลับเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหนูในเรือนร้างข้างกำแพง นอกจากนั้นไม่มีผู้คนแม้แต่เงา หากไม่ใช่เพราะความปวดร้าวทั่วกายกับกระสอบที่ยังนอนอยู่พื้น เขาคงคิดว่าฝันไป

ฟางเหยียนผิงกุมไหล่ขวาที่ปวดจนชา เดินต่อไปด้วยสีหน้าเย็นชา ความคิดในหัวแล่นว่องไว เรื่องนี้เป็นฝีมือใคร แทบไม่ต้องเดาเลย เขาได้ยินเสียงหายใจอยู่สี่คน ก็รู้แล้วชัดเจน

หึ! รอดูเถิด!

จะทำอะไรฟางจื้ออันกับต่งซวงฉีไม่ได้ก็เถอะ แต่จะจัดการลูกพ่อค้าสามัญอย่างสวี่ต้าจวิ้นไม่ได้รึ? ไม่ต้องพึ่งคุณชายชุย เขาก็เล่นงานได้เหมือนกัน!

——

ทางฝั่งนั้น เด็กหนุ่มสี่คนวิ่งไม่เหลียวหลัง กระทั่งออกพ้นตรอกซงหลินฝางถึงหยุดหอบแฮ่ก ๆ บ่าวของฟางจื้ออันรออยู่ที่นั่น คอยเฝ้าตะกร้าหนังสือให้ เห็นนายตนหน้าแดงเหงื่อชุ่มก็รีบเอาผ้าเช็ดหน้าให้

ฟางจื้ออันโบกมือปัด ยืนพิงกำแพงหัวเราะ “ฮ่า ๆ ช่างสะใจนัก!”

ต่งซวงฉีก็หัวเราะตาม — การจับคนยัดกระสอบนี่มันสะใจจริง!

เขาตบไหล่สวี่ต้าจวิ้น “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าดูเหมือนเรียบร้อย แต่จริง ๆ แล้วเจ้าเจ้าเล่ห์ไม่น้อย ไอ้แผนแบบนี้ยังคิดได้!”

สวี่ต้าจวิ้นหายใจเต็มปอดก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “สะใจอะไรกันเล่า พวกเจ้าทำอันใดกันหรือ? เอ้อ ยังมีหนังสืออีกตั้งมาก ข้าต้องรีบกลับไปคัดต่อ ไม่มีเวลาทำเรื่องอื่นหรอก” ว่าแล้วก็หยิบตะกร้าหนังสือของตนจากบ่าว พร้อมส่งของฟางอวี้ซิงคืน แล้วเดินจากไปอย่างสงบ

“เจ้าหมอนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ!” ต่งซวงฉีหัวเราะพรืด เช่นเดียวกับฟางจื้ออันที่ยังยิ้มไม่หุบ แล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกลับบ้าน วันต่อมา ที่สำนักศึกษา ฟางเหยียนผิงไม่มาเรียน บอกว่าลาป่วย สี่คนที่รู้เรื่องดีสบตากัน แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ

ใครจะกล้ามาเรียนพร้อมแผลเต็มหน้าเล่า? เมื่อไม่มีคนที่น่ารำคาญ บรรยากาศในห้องเรียนก็ดูโปร่งโล่งขึ้นอย่างประหลาด

สวี่ต้าจวิ้นจมอยู่ในห้วงการคัดหนังสือ เขียนอย่างมุ่งมั่น ตลอดครึ่งวันคัดได้มากโข ถึงยามเที่ยง กินข้าวที่โรงอาหารยังเพิ่มได้อีกครึ่งชาม ข้าวที่เขากินเพิ่มครึ่งชามนั้นคือปริมาณที่คนอื่นกินกันพอดี

ต่งซวงฉีที่ปกติเป็นคนกินจุยังกลั้นเรอออกมา “เจ้ากินได้เยอะขนาดนี้เชียว! ปีหน้าหากท่านเจิ้งต้ากวนเหรินจัดงานยังจัดแข่งกิน ข้าแนะให้เจ้าไปลงชื่อ รับรองได้รางวัลแน่!”

สวี่ต้าจวิ้นเงยหน้าถาม “รางวัลที่หนึ่งได้อะไร?”

“หนึ่งร้อยตำลึง ถือว่ารางวัลใหญ่ไหมล่ะ?”

สวี่ต้าจวิ้นแทบจะลุกพรวด “หนึ่งร้อยตำลึง! นับสิ! เหตุใดจะไม่นับ! ปีหน้าจะจัดอีกหรือไม่? ถ้ายังจัด ข้าจะไปเข้าร่วมด้วย! เอ้อ… แล้วผู้เข้าแข่งขันมีข้อกำหนดหรือไม่? สตรีเข้าร่วมได้หรือไม่?”