← สารบัญ ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ทั้งครอบครัวทะลุมิติพร้อมพลังวิเศษ

ตอนที่ 229229

บทที่ 229 ข่าวดีต้นปี

เช้าวันนั้น โจวซื่อและจางซิ่วหลานได้ส่งของขวัญปีใหม่กลับไปให้ทางบ้านแต่เช้า แล้วรีบกลับมา เพราะไม่อยากปล่อยให้พี่สะใภ้ต้องจัดการงานอยู่เพียงลำพัง บ้านเดิมอยู่ไม่ไกลนัก หลังจากไปอวยพรปีใหม่แล้ว ตอนเย็นกลับมากินข้าวที่บ้านตระกูลสวี่ก็ยังทันอยู่ดี เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึง จะกลัวค่ำจนกลับไม่ได้อย่างไร บรรยากาศในห้องโถงอบอุ่นและครึกครื้น ขณะพูดคุยกันอยู่นั้น ฟางสวี่ซื่อก็เปลี่ยนหัวข้อ มาพูดถึงเรื่องแต่งงานของสวี่ต้าหลางขึ้นมา

ทุกคนในห้องต่างตั้งใจฟังทันที

ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าสวี่ได้ฝากให้ฟางสวี่ซื่อช่วยดูเรื่องหาคู่ให้ลูกชายคนโต ซึ่งเพิ่งผ่านมาได้เพียงสิบวันเอง เนื่องจากช่วงสิ้นปีวุ่นวาย ผู้เฒ่าสวี่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีข่าวเร็วถึงเพียงนี้ คิดไว้ว่าคงต้องเลยเดือนอ้ายไปก่อน

ฟางสวี่ซื่อกล่าวว่า “พูดก็พูดเถอะนะ ช่างบังเอิญยิ่งนัก บ้านตรงข้ามของพวกเรา นั่นแหละ บ้านของพี่สะใภ้กั๋ว ข้ากับนางสนิทกันดี ปกติก็มักนั่งคุยกันหยอกล้ออยู่เสมอ ลูกชายคนโตของนางทำงานที่ศาลเมืองเหมือนกับท่านพี่ ส่วนสะใภ้ที่ลูกชายนางรับเข้ามาเป็นหญิงจากอำเภอเจียงหยาง บ้านทำกิจการเล็กๆ เปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้า”

“วันนั้นข้าพูดคุยเล่นกับพี่สะใภ้กั๋ว แล้วบังเอิญสะใภ้นางที่ชื่ออวี๋ซื่อก็นั่งอยู่ด้วย เห็นทีจะเกิดความสนใจขึ้นมาบ้าง วันรุ่งขึ้นก็กลับไปเยี่ยมบ้าน จากนั้นก็มาหาข้าอีกที บอกว่าที่บ้านมีหลานสาวคนหนึ่ง ปีนี้อายุสิบหก กำลังอยู่ในวัยหมั้นหมาย นางเลยกลับไปเล่าเรื่องต้าหลางของเรากับญาติ แล้วทางนั้นก็ว่าเหมาะดีเสียด้วย!”

พูดถึงตรงนี้นางก็หยุด แล้วเหลือบมองสวี่ต้าหลาง ก่อนกล่าวต่อ “ว่ากันว่า หลานสาวมักจะคล้ายท่านน้า ลูกพี่ลูกน้องมักจะคล้ายท่านลุง อวี๋ซื่อนางนั้นหน้าตางดงาม อุปนิสัยอ่อนโยนขยันขันแข็ง แม่สามีก็ชมอยู่บ่อย ข้าให้อวี้หลินช่วยไปสืบมาดูแล้ว บ้านสกุลอวี๋นั้นสืบทอดฝีมือตัดเย็บเสื้อผ้ามาหลายชั่วคน ใช้วัสดุซื่อสัตย์ ไม่เคยเอาเปรียกลูกค้า อยู่ในละแวกเดิมมาหลายชั่วอายุคน ชื่อเสียงดีไม่มีเรื่องเสียหาย”

“ข้าว่าดูแล้วไม่เลว จึงตกลงกับอวี๋ซื่อไว้แล้วว่า วันที่เก้าเดือนอ้ายจะให้สองฝ่ายพบกัน ท่านพี่ ท่านพี่สะใภ้ คิดว่าอย่างไรบ้าง?”

ผู้เฒ่าสวี่กับแม่เฒ่าสวี่ย่อมดีใจอยู่แล้ว การได้ดูตัวก็ต้องไปดู เผื่อว่านี่จะเป็นวาสนาของต้าหลางก็ได้

“ดี! เอาตามนั้นแหละ!” ผู้เฒ่าสวี่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ที่ครัว หม่าซื่อซึ่งกำลังยุ่งอยู่ ได้ยินว่าอาหญิงหาคู่ให้ต้าหลางไว้แล้ว แถมกำหนดวันดูตัวไว้เรียบร้อย นางก็พลันดีใจจนหายเศร้าที่ไม่ได้กลับบ้านแม่ในวันนี้ รีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้ววิ่งมาที่ห้องโถง ขอบคุณฟางสวี่ซื่ออยู่ยกใหญ่

หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ครอบครัวฟางก็อยู่พูดคุยอีกครู่หนึ่งก่อนลาจากกลับ

วันที่สามของปีใหม่ สามพี่น้องสวี่ชุนเหอพร้อมภรรยาและลูกหลานต่างถือของขวัญไปเยี่ยมบ้านฟางเพื่ออวยพรปีใหม่ ส่วนผู้เฒ่าสวี่กับแม่เฒ่าสวี่ไม่ได้ไป เพราะธรรมเนียมไม่มีพี่ชายพี่สะใภ้ไปคำนับน้องสาว

ทั้งคู่จึงถือของไปเยี่ยมบ้านพี่ชาย คือผู้เฒ่าโจวแทน ขณะนั่งกินข้าวกันอยู่นั้น ผู้เฒ่าสวี่ก็เล่าถึงเรื่องที่หลังปีใหม่ตั้งใจจะให้โจวต้าชวนและโจวเอ้อร์ชวนไปช่วยทำงานกับสวี่ชุนซาน

ผู้เฒ่าโจวถึงกับตกใจ “งานอันใดจึงให้ค่าแรงตั้งห้าเฉียนต่อเดือนเชียว? น้องเขย อย่าบอกนะว่าตั้งใจจะช่วยพวกข้าเลยให้สูงขนาดนี้!”

ผู้เฒ่าสวี่หัวเราะ “จะช่วยอันใดกันพี่ใหญ่ ฟังข้าให้ดี งานนี้ของชุนซานน่ะ เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของทั้งครอบครัวเรา ต้องทำให้ดีเท่านั้น!

ต้าชวนกับเอ้อร์ชวนทำไร่เก่ง ใครก็สู้ไม่ได้ พวกเราก็เป็นคนในบ้านเดียวกัน ถ้าให้ทั้งสองช่วยทำงานนี้ให้ดี เดือนละห้าเฉียนนั้นไม่ถือว่าสูงเลย งานหนักมาก!”

ผู้เฒ่าโจวฟังแล้วยิ่งงง งานอันใดกันถึงจะเกี่ยวกับความเป็นความตาย? ฟังดูคล้ายเรื่องเกี่ยวกับไร่นา แต่เหตุใดถึงจริงจังนัก? เรื่องทำนานี่พวกเขาหลับตาก็ทำได้อยู่แล้ว จะไปหนักหนาอันใดนักหรือ

เขายังคิดจะถามต่อ แต่ผู้เฒ่าสวี่ไม่ยอมอธิบายเพิ่ม เพียงบอกว่า “ถึงเวลาก็จะรู้เองละ พี่ใหญ่ หลังปีใหม่นี้อย่าเพิ่งหางานทำ เก็บแรงไว้ก่อน ส่วนคนในบ้านอื่นๆ ก็เหมือนกัน”

“ข้าว่าจะสร้างโรงงานขึ้นที่หมู่บ้านเรา พอถึงตอนนั้นจะชวนพวกเราทุกบ้านมาทำงานด้วย ส่วนคนอื่นในหมู่บ้านก็อาจรับมาบ้าง งานมีมาก ต้องมีคนดูแล ข้าว่าจะให้พี่ใหญ่ช่วยคุมดูแลแทน”

“ข้าต้องไปจัดการงานในเมืองเอง อีกไม่นานร้านของต้าหลางจะเปิดแล้ว ชุนเหอกับคนอื่นก็ต้องไปช่วย ส่วนต้าหลางจะรับหน้าที่ขนของส่งของ ซานหลางเองก็มีงานต้องทำ เพราะฉะนั้น โรงงานนี้ต้องขอฝากพี่ใหญ่ช่วยดูแล ข้าจึงจะสบายใจที่สุด”

ผู้เฒ่าโจวได้ยินก็พยักหน้ารับด้วยความยินดี ใจยังพลอยยินดีกับตระกูลสวี่ด้วย เพราะยิ่งตระกูลสวี่เจริญรุ่งเรืองมากเพียงใด บ้านพวกเขาก็จะได้อาศัยความรุ่งเรืองนั้นให้ชีวิตดีขึ้นด้วย เรื่องนี้ ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องช่วยกันเต็มที่แน่

โดยเฉพาะเขาเอง หากโรงงานเปิดแล้ว เขาก็เท่ากับได้เป็นหัวหน้าคนงานอย่างไรล่ะ ดีเสียไม่มีใครเกิน!

ผู้เฒ่าโจวฮึกเหิมขึ้นมาทันที ลืมไปสิ้นว่าตนเองก็ปาเข้าไปเกือบหกสิบปีแล้วเสียอีก ยังรู้สึกว่าตนแข็งแรงราวหนุ่มใหญ่ ตอนบ่าย เขาก็รับหน้าที่สำคัญแรกของโรงงาน นั่นคือการเริ่มสร้างโรงเรือน

ในพื้นที่หมู่บ้านเสี่ยวเหอที่ทางการแบ่งไว้ มีอยู่ราวยี่สิบครัวเรือน อาณาเขตกว้างขวางไม่น้อย ผู้เฒ่าสวี่ดูไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงเลือกเอาที่ว่างใหญ่หลังบ้านโจวตามแบบที่สวี่ลิ่วหลางวาดไว้ ขนาดนั้นพอดีสำหรับสร้างโรงงานใหญ่ได้แน่นอน

ที่ดินตรงนั้นเป็นของหมู่บ้าน ไม่ต้องไปเจรจากับใคร เพียงแจ้งกับผู้ใหญ่บ้านแล้วนำเงินไปมอบ ถือเป็นการซื้อขาดได้เลย ผู้เฒ่าโจวบ่นว่า

“รู้อย่างนี้ตอนนั้นควรให้เจ้าเขยเป็นผู้ใหญ่บ้านเสียก็ดี จะได้ไม่ยุ่งยากนัก”

แต่ผู้ใหญ่บ้านโจวก็หาได้ขัดแย้งอันใดไม่ พอได้ยินว่าตระกูลสวี่จะสร้างโรงงาน และตั้งใจจะจ้างคนในหมู่บ้าน เขาก็รีบพยักหน้าตกลงทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

แต่ไหนแต่ไรมา เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ใครๆ ในหมู่บ้านก็บ่นกันทั้งนั้น ไม่มีใครให้ความเกรงใจนัก หากเขายังขัดขวางเรื่องนี้อีก เกรงว่าคงโดนด่าจนหมดที่ยืนแน่

พอชาวบ้านได้ข่าว ต่างก็ไม่ต้องรอให้ผู้เฒ่าโจวไปเรียกเลย แต่พากันมาหาเอง บอกอยากช่วยสร้างโรงงาน ไม่เอาค่าแรง ไม่ต้องเลี้ยงข้าว ขอช่วยเปล่าๆ!

ผู้เฒ่าโจวย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าพวกเขาคิดอันใดอยู่ ก็เพราะอยากให้เมื่อโรงงานสร้างเสร็จแล้วตนเองจะได้เข้ามาทำงานที่นั่น เงินค่าจ้างระยะยาวนั้นเทียบกับค่าแรงแค่ตอนสร้างโรงเรือน ใครๆ ก็รู้ว่าอันไหนดีกว่ากัน แม้แต่คนโง่ก็ยังเลือกถูก!