← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 15015

บทที่ 15 เนื้อหมู

ใกล้ยามเฉิน จินเสี่ยวเยี่ยกับหลีเหล่าเกินแบกฟ่อนข้าวกลับมาส่วนหนึ่ง และเวลานั้นหลีชิงจื้อก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หลีเหล่าเกินแทบขยับขาไม่ไหว “เสี่ยวเยี่ย พวกเรากินข้าวก่อนแล้วค่อยไปทำงานเถิด”

จินเสี่ยวเยี่ยเองก็หิวแล้ว จึงไม่คัดค้าน “เช่นนั้นก็กินข้าวก่อน”

วันนี้หุงข้าวสวย หลีเหล่าเกินเพียงเปิดฝาหม้อก็ยิ้มหน้าบาน ทั้งยังไม่กลัวร้อน รีบหยิบไข่ไก่มาสองฟอง ฟองหนึ่งเก็บใส่กระเป๋า อีกฟองเริ่มปอกทันทีเมื่อปอกไข่เสร็จ เขากินไข่ขาวก่อน จากนั้นแบ่งไข่แดงออกเป็นสองซีก แล้วยื่นให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา

“ต้าเหมา เอ้อร์เหมา พวกเจ้าก็กินบ้าง... ปู่ดีกับพวกเจ้าใช่หรือไม่? ภายหน้าพวกเจ้าก็ต้องดีกับปู่เหมือนกันนะ!”

แท้จริงแล้วหลีเหล่าเกินไม่ได้เห็นหลีชิงจื้อเป็นลูกชายของตนจริง ๆ เพราะทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันไม่นานนัก แต่เขากลับเห็นหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาเป็นหลานของตนอย่างแท้จริง ปกติจึงนับว่าดีกับเด็กทั้งสองไม่น้อย

หลังแบ่งไข่แดงเสร็จ หลีเหล่าเกินก็รีบกะเทาะไข่อีกฟองกินจนหมด จากนั้นจึงลุกไปตักข้าว

เขาตักข้าวสวยมาเต็มชาม คีบถั่วฝักยาวกับมะเขือโปะไว้ด้านบน ก่อนนั่งยอง ๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย พลางเคี้ยวเสียงดังไม่ขาด

ส่วนหลีชิงจื้อแตกต่างออกไป ท่าทางการกินของเขาสุภาพเรียบร้อย เพียงแต่... ความเร็วในการกินกลับเร็วกว่าหลีเหล่าเกินเสียอีก

แป้งข้าวสารที่บ้านกินหมดไปแล้ว ช่วงสองวันนี้หลีชิงจื้อจึงเริ่มกินข้าวสวย และทุกครั้งที่จินเสี่ยวเยี่ยเห็นเขากินอย่างมูมมาม ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

กินแบบนี้... ไม่กลัวท้องอืดหรืออย่างไร?

จังหวะนั้นเอง หลีเอ้อร์เหมาก็พูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อกินถั่วฝักยาวดิบ! ท่านแม่จะตีท่านพ่อหรือไม่? เมื่อก่อนเวลาข้ากินของส่งเดชก็ถูกตีทุกครั้ง!”

จินเสี่ยวเยี่ย “...”

หลีชิงจื้อ “...”

หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จินเสี่ยวเยี่ยกับหลีเหล่าเกินก็ออกไปเกี่ยวข้าวต่อ กว่าจะกลับมาก็เกือบเที่ยง เพราะแดดแรงเสียจนทนไม่ไหวแล้ว ทั้งสองเหงื่อท่วมกาย สีหน้าอิดโรย หลีเหล่าเกินกลับมาถึงก็นั่งลงหน้าประตูทันที ก่อนพูดกับจินเสี่ยวเยี่ยว่า “เจ้าพูดไว้แล้วว่าวันนี้จะซื้อเนื้อ”

“ข้าพูดแล้วก็ต้องทำตาม” จินเสี่ยวเยี่ยตอบ

หลีเหล่าเกินยิ้มจนรอยย่นเต็มใบหน้า “นับตั้งแต่ผ่านเทศกาลเช็งเม้งมา ข้าก็ไม่ได้กินเนื้ออีกเลย...”

ในหมู่บ้านมีทั้งแม่น้ำและลำคลองอยู่ไม่น้อย บางครั้งเขาก็จับปลาและกุ้งกลับมากินได้ ส่วนไข่ที่แม่ไก่ออกก็พอได้กินบ้างเป็นครั้งคราว แต่เนื้อหมู... ครอบครัวของพวกเขาจะซื้อกินก็เฉพาะช่วงเทศกาลหรือฤดูงานนาเท่านั้น

ได้ยินดังนั้น หลีชิงจื้อก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “ส่วนข้า... ไม่ได้กินเนื้อมาหลายปีแล้ว...”

หลีเหล่าเกินพลันเงียบไป หลีชิงจื้อน่าสงสารกว่าเขาเสียอีก!

จินเสี่ยวเยี่ยเหลือบมองหลีชิงจื้อ ก่อนหยิบเงินสิบอีแปะส่งให้เขา บอกให้รอไปที่ท่าเรือริมแม่น้ำ แล้วซื้อเต้าหู้สองอีแปะกับเนื้อหมูแปดอีแปะ นางยังกำชับเป็นพิเศษให้เลือกซื้อเนื้อส่วนมัน เพราะทุกคนในบ้านต่างก็ขาดไขมัน

ต่อให้จินเสี่ยวเยี่ยไม่พูด หลีชิงจื้อก็รู้ว่าต้องซื้อเนื้อมัน เพราะเขาเองก็ขาดไขมันเช่นกัน ก่อนยุควันสิ้นโลก เขาเลือกกินมาก ไม่แตะเนื้อมันเลย แต่ตอนนี้เล่า? หากมีโอกาส เขาอยากดื่มน้ำมันหมูด้วยซ้ำ!

หลังสั่งเสียเสร็จ จินเสี่ยวเยี่ยก็ล้มตัวลงนอน นางตื่นตั้งแต่ยามห้า ทำงานหนักมาตลอดจนตอนนี้เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว รวมแล้วใช้แรงมาติดต่อกันกว่าห้าชั่วยาม! หลีเหล่าเกินก็กลับเข้าห้องไปนอน เด็กทั้งสองเองก็ต้องนอนกลางวัน... มีเพียงหลีชิงจื้อที่ไม่ง่วง เขาจึงเก็บเงินสิบอีแปะใส่อกเสื้อ หิ้วตะกร้า ถือไม้เท้า แล้วออกไปตากแดดข้างนอก

ตอนนี้เขาผอมมาก จึงไม่ค่อยกลัวอากาศร้อน เมื่อนั่งรับแสงแดด รู้สึกถึงความร้อนแผดเผาที่ส่องลงบนร่าง กลับรู้สึกสบายเสียด้วยซ้ำ หลีชิงจื้ออารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาค่อย ๆ เดินไปทางริมแม่น้ำ ระหว่างทางไม่ว่าจะพบใคร ก็จะยิ้มให้อีกฝ่าย

จินโม่ลี่ที่สวมหมวกสาน กำลังจะนำน้ำและของว่างไปส่งให้คนงานรับจ้างที่เกี่ยวข้าวอยู่ในนา เมื่อเห็นภาพนั้นก็มีสีหน้าซับซ้อน มีคนในหมู่บ้านพูดกันว่าหลีชิงจื้อกลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว นางมองดูแล้ว... ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

ต่อไปจินเสี่ยวเยี่ยไม่เพียงต้องเลี้ยงลูก ต้องเลี้ยงหลีเหล่าเกิน ยังมีภาระเพิ่มมาอีกคน! ครอบครัวของนางต่างหากที่ดีกว่า พ่อสามีมีเงิน ข้าวในนาก็จ้างคนมาเกี่ยวทั้งหมด นางเพียงนำของกินกับน้ำไปส่งให้คนงานก็พอ

หลีชิงจื้อรู้จักจินโม่ลี่ รู้ว่านางเป็นลูกพี่ลูกน้องของจินเสี่ยวเยี่ย แม้อีกฝ่ายจะมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาจึงยิ้มให้นาง

เมื่อสบรอยยิ้มของหลีชิงจื้อ จินโม่ลี่ก็รีบก้มหน้าแล้ววิ่งจากไป ประการแรก ตอนนี้หลีชิงจื้อผอมเกินไป จนดูน่ากลัวอยู่บ้าง ประการที่สอง... เมื่อนางได้มีชีวิตใหม่ รู้ว่าหลายปีก่อนหลีชิงจื้อถูกจับไปขุดหิน และยังรู้ว่าหากยอมเสียเงินเชิญหมอมารักษา ก็สามารถช่วยชีวิตหลีชิงจื้อไว้ได้ ในใจจึงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง

หากตอนนั้นนางเอ่ยเตือนสักคำ หลีชิงจื้อจะไม่ถูกจับตัวไปหรือไม่?

หลีชิงจื้อ “...”

เขาดูน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ?

สำหรับชาวนาแล้ว ฤดูเก็บเกี่ยวคือช่วงเวลาที่น่ายินดีที่สุด ในช่วงเช่นนี้ ทุกคนต่างยินดีควักเงินซื้อของกิน เมื่อมีความต้องการ ย่อมมีคนมาค้าขาย หลายวันนี้พ่อค้าขายเนื้อหมูและเต้าหู้ต่างพายเรือไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อเร่ขายสินค้า

หลีชิงจื้อมาถึงริมแม่น้ำ แล้วนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้นี้คือต้นพุทรา บนต้นมีผลพุทราอยู่มาก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่สุก อีกทั้งต้นพุทราต้นนี้ยังสูงใหญ่เกินไป ต้นพุทราที่สูงใหญ่เช่นนี้ไม่เพียงออกผลน้อยลง ยังเก็บผลได้ยากอีกด้วย

หลีชิงจื้อกลืนน้ำลาย ก่อนก้มหน้าลง ใต้ต้นไม้มีวัชพืชขึ้นอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่ไม่มีพิษ หากอยู่ในยุควันสิ้นโลกก็ล้วนกินได้... หลีชิงจื้อนั่งลง เด็ดใบแดนดิไลออนมาส่วนหนึ่งใส่กระเป๋า เตรียมรอจังหวะที่ไม่มีคนแล้วค่อยแอบกิน

น้ำในแม่น้ำใสกระจ่าง ยังมองเห็นปลาซิวว่ายไปมาอยู่ในน้ำ ปลาชนิดนี้ตัวเล็กมาก มักว่ายรวมกันเป็นฝูง หากเขาจับได้... เขาจะกินทั้งหัวทั้งก้างให้หมด!

หากหลีชิงจื้อทะลุมิติมาจากยุคก่อนวันสิ้นโลก เขาคงรู้สึกว่าชีวิตที่นี่ไม่สะดวกไปเสียทุกอย่าง ทั้งกินไม่ชินและอยู่ไม่ชิน แต่เขามาจากยุควันสิ้นโลก ตอนนี้เขาเพียงอยากรีบฟื้นฟูร่างกายให้หายดี จะได้ลงน้ำไปจับปลากิน

การจับปลาด้วยมือเปล่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาผ่านยุควันสิ้นโลกมาแล้ว ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา! แม้แต่การหลบหนีการไล่ล่าจากฝูงซอมบี้ เขายังทำมาแล้ว แล้วการจับปลาจะนับเป็นอะไรได้?

หลีชิงจื้อจ้องปลาในแม่น้ำอย่างอยากกินอยู่พักหนึ่ง ก็เห็นเรือลำเล็กค่อย ๆ แล่นเข้ามา ทันใดนั้น เด็กวัยสิบกว่าปีหลายคนที่กำลังแช่น้ำอยู่ในแม่น้ำก็รีบปีนขึ้นฝั่ง แล้ววิ่งกลับบ้านของตน พลางวิ่งพลางร้องว่า “เรือมาแล้ว! เรือมาแล้ว!”

จากนั้นชาวบ้านก็ทยอยออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังท่าเรือริมแม่น้ำ แต่หลีชิงจื้อก้าวนำทุกคนไปก่อน เขาขึ้นไปยืนรออยู่บนขั้นท่าเรือเรียบร้อยแล้ว

เรือในแถบอำเภอฉงเฉิงส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก เพื่อให้แล่นไปตามลำน้ำได้สะดวก เวลานี้บนเรือมีคนแจวเรืออยู่หนึ่งคน และคนขายเนื้อหมูอีกหนึ่งคน

เมื่อคนขายเนื้อเห็นหลีชิงจื้อ ก็เปิดผ้าขาวที่ชุบน้ำคลุมเนื้อหมูไว้ออก แล้วถามว่า “จะซื้อเนื้อเท่าใด?”

อากาศหน้าร้อนร้อนจัด แม้คนขายเนื้อจะฆ่าหมูตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อให้เนื้อสดที่สุด แต่พอถึงเวลานี้ สีของเนื้อก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แต่สิ่งนี้คือเนื้อหมู!

หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ท่านลุง เนื้อของท่านช่างดีจริง ๆ! ข้าจะซื้อเนื้อแปดอีแปะ ขอเป็นส่วนที่มันหน่อยได้หรือไม่?” หลีชิงจื้อจ้องเนื้อหมูเขม็ง จนน้ำลายแทบไหล