← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 16016

บทที่ 16 นวดข้าว “เจ้ามาจากบ้านไหน? เหตุใดไม่เคยเห็นมาก่อน?” คนขายเนื้อยังไม่รีบลงมีดหั่นเนื้อ แต่รอให้เรือเทียบท่าเรียบร้อยเสียก่อน “ภรรยาของข้าคือจินเสี่ยวเยี่ย” สายตาของหลีชิงจื้อยังคงจับอยู่ที่เนื้อหมู “ท่านลุง ข้าไม่ได้กินเนื้อมาหลายปีแล้ว ขอเนื้อที่มันหน่อยเถิด” คนขายเนื้อผู้นี้เป็นคนจากหมู่บ้านใกล้เคียง แม้จะไม่ได้รู้จักคนในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนทุกคน แต่รู้จักจินเสี่ยวเยี่ย เพราะสองปีมานี้จินเสี่ยวเยี่ยออกตระเวนหางานรับจ้างทำอยู่เสมอ อีกทั้งเรื่องที่สามีของจินเสี่ยวเยี่ยกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อนก็แพร่ไปถึงหมู่บ้านของเขาแล้ว เขาจึงรู้จักหลีชิงจื้อ “ที่แท้เจ้าก็คือหนุ่มบ้านสกุลหลีนี่เอง! วางใจเถอะ ข้าจะเลือกเนื้อส่วนมันให้เจ้า!” พูดจบ เขาก็ลงมีดฉับเดียว สับเนื้อหมูที่มีมันมากกว่าเนื้อชิ้นหนึ่ง ชั่งน้ำหนักแล้ว ยังตัดเพิ่มให้อีกเล็กน้อย เวลาชาวบ้านมาซื้อเนื้อ หลายคนมักพูดตำหนิว่าเนื้อไม่สดหรือหาข้อติอื่น ๆ เพื่อกดราคา แต่คนขายเนื้อไม่ชอบฟังคำพูดเช่นนั้น หลีชิงจื้อกลับเอ่ยปากชมว่าเนื้อดีตั้งแต่แรก ทำให้เขารู้สึกพอใจ ประกอบกับเขาเคยได้ยินเรื่องที่หลีชิงจื้อถูกจับไปขุดหินอยู่หลายปี จึงรู้สึกเวทนาและแถมเนื้อให้อีกเล็กน้อย หลีชิงจื้อรับเนื้อหมูมาด้วยความพึงพอใจ พอชาวบ้านคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึงเห็นเข้า ก็รีบพูดว่า “เอาเนื้อแบบเดียวกับเขาให้ข้าด้วย” คนขายเนื้อตอบว่า “ได้ สิบสามอีแปะต่อชั่ง” “เนื้อของท่านดูไม่ค่อยสดเลย...” ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มต่อรองราคากัน ส่วนหลีชิงจื้อก็หันไปซื้อเต้าหู้อีกสองก้อนจากคนแจวเรือ ราคาเนื้อหมูอยู่ระหว่างสิบถึงสิบห้าอีแปะต่อชั่ง แต่ละส่วนราคาไม่เท่ากัน ถึงคนขายเนื้อจะแถมให้อีกเล็กน้อย เนื้อในมือหลีชิงจื้อก็ยังไม่ถึงหนึ่งชั่ง ส่วนเต้าหู้ขายเป็นก้อน ก้อนละหนึ่งอีแปะ ซื้อของเสร็จแล้ว หลีชิงจื้อก็หิ้วตะกร้าค่อย ๆ เดินกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูหรือเต้าหู้ ล้วนต้องรีบนำไปจัดการทันที มิฉะนั้นจะเสียได้ง่าย อากาศร้อนเช่นนี้ เต้าหู้วางไว้ถึงตอนเย็นย่อมเปรี้ยวแน่นอน เมื่อหลีชิงจื้อกลับถึงบ้าน จินเสี่ยวเยี่ยก็ตื่นแล้ว นางไม่ได้ให้หลีชิงจื้อจัดการเนื้อหมู แต่ให้เขาไปก่อไฟ ส่วนนางหั่นมันหมูเป็นชิ้นบาง ๆ ใส่ลงในกระทะเหล็ก เพื่อเคี่ยวน้ำมันหมู เนื้อมีไม่มาก น้ำมันหมูที่เคี่ยวได้จึงมีเพียงนิดเดียว นางใช้ทัพพีตักน้ำมันหมูใส่ชามใบเล็กอย่างระมัดระวัง ก่อนตักกากหมูขึ้นมาอีกต่างหาก “เสี่ยวเยี่ย ให้ข้าชิมสักหน่อย!” หลีเหล่าเกินได้กลิ่นหอมของน้ำมัน ก็เดินออกมาจากห้องแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยให้กากหมูเขาสองชิ้น จากนั้นยื่นส่วนที่เหลือให้หลีชิงจื้อ “ท่านเอาไปแบ่งให้ต้าเหมากับเอ้อร์เหมาเถอะ” พูดจบ นางก็เติมน้ำลงในกระทะที่ยังมีน้ำมันติดอยู่ แล้วใส่เนื้อส่วนที่เหลือกับเต้าหู้ลงไปด้วย นางทำหม้อเนื้อหมูตุ๋นเต้าหู้หม้อใหญ่ แล้วจึงเริ่มหุงข้าว วันนี้ยังคงเป็นข้าวสวย หลังจากกินอาหารเช้าแล้วออกไปทำงานต่ออีกสองชั่วยาม จินเสี่ยวเยี่ยก็หิวมาก วันนั้นพวกเขาจึงกินอาหารเย็นกันค่อนข้างเร็ว เพียงเลยบ่ายสองมาก็เริ่มกินมื้อเย็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกากหมูหรือเนื้อหมูตุ๋นเต้าหู้ ต่างก็ทำให้หลีชิงจื้อกินจนน้ำตาคลอ เขารู้สึกว่าตนสามารถกินทุกอย่างบนโต๊ะหมดคนเดียวได้! น่าเสียดายที่กินตามใจไม่ได้ สุดท้ายเขาจึงกินเพียงส่วนที่จินเสี่ยวเยี่ยแบ่งให้ หลีเหล่าเกินไม่ใช่คนที่รู้จักแบ่งปัน หลังจากจินเสี่ยวเยี่ยเห็นนิสัยของเขาแล้ว ทุกครั้งที่มีของกินดี ๆ นางจะรีบแบ่งไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เผลอเมื่อใด ของอร่อยจะถูกหลีเหล่าเกินแย่งกินจนหมด หลีเหล่าเกินไม่มีความเห็นใด ๆ เพราะหากกล้ามีความเห็น จินเสี่ยวเยี่ยคงหยิบกลอนไม้ประตูมาฟาดเขาแน่ เมื่อกินเสร็จ จินเสี่ยวเยี่ยก็พาหลีเหล่าเกินกลับลงนาอีกครั้ง วันนั้นทั้งสองทำงานจนค่ำ เกี่ยวข้าวในนาสองหมู่ของครอบครัวจนหมด ทำให้ทั้งในบ้านและนอกบ้านกองเต็มไปด้วยฟ่อนข้าว แต่ละยุคสมัยและแต่ละพื้นที่ให้ผลผลิตต่อหมู่ไม่เท่ากัน หลายปีมานี้อากาศดี หมู่บ้านเมี่ยวเฉียนก็ตั้งอยู่ในดินแดนปลาและข้าว ผู้คนยังดูแลพืชผลอย่างเอาใจใส่... หากไม่ประสบภัยธรรมชาติ นาหนึ่งหมู่ที่ดูแลทั่วไปจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ประมาณสองร้อยห้าสิบกิโลกรัม หากดูแลดีมากก็อาจได้ถึงสามร้อยกิโลกรัม ปลูกปีละสองครั้ง ผลผลิตต่อหมู่ในหนึ่งปีจึงมากกว่าห้าร้อยกิโลกรัม นาสองหมู่ของครอบครัวพวกเขา ในหนึ่งปีสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ราวหนึ่งพันกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ยังต้องเสียภาษี อีกทั้งเมื่อข้าวตากแห้งและสีเปลือกออกแล้ว ปริมาณก็จะลดลง ไหนจะค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก... หากครอบครัวของพวกเขาอาศัยเพียงนาสองหมู่นี้ ชีวิตคงลำบากมาก วันนั้นหลีเหล่าเกินกับจินเสี่ยวเยี่ยเข้านอนแต่หัวค่ำ เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองก็ช่วยกันยกถังนวดข้าวกลับมาหนึ่งใบ แล้วเริ่มนวดข้าว แทบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนต่างมีถังนวดข้าวไม้ที่ด้านล่างแคบ ด้านบนกว้าง ยาวและกว้างประมาณหนึ่งเมตรครึ่ง ภายในถังจะวางตะแกรงนวดข้าวที่ทำจากไม้ไผ่เป็นรูปบันได จากนั้นใช้รวงข้าวฟาดลงบนตะแกรง เมล็ดข้าวก็จะหลุดร่วงลงไปในถัง นี่คือขั้นตอนที่ทุกคนต้องทำหลังเกี่ยวข้าว เรียกว่า “นวดข้าว” ที่จริงแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็นวดข้าวกันที่นาเลย จากนั้นจึงมัดฟางตากไว้ในนา แล้วค่อยกลับไปขนอีกสองสามวันให้หลัง แต่ครอบครัวของพวกเขาไม่มีถังนวดข้าว จินเสี่ยวเยี่ยกลัวว่าหากทิ้งข้าวไว้ในนา จะถูกขโมยหรือถูกหนูกินเสียก่อน จึงแบกกลับบ้าน แล้วค่อยนวดในวันนี้ งานนี้ก็ใช้แรงมากเช่นกัน ดังนั้นช่วงบ่ายของวันนั้น นางจึงให้หลีชิงจื้อไปซื้อเต้าหู้อีกสองก้อน แล้วทำแกงจืดไข่เต้าหู้หม้อหนึ่ง ครั้งนี้ไม่ได้ซื้อเนื้อหมู เพราะตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาจนจริง ๆ เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยนวดข้าวจนเมล็ดหลุดออกจากรวงทั้งหมดแล้ว งานที่เหลือก็มีเพียงการตากข้าวเท่านั้น! หลีชิงจื้อคิดว่าการเก็บเกี่ยวที่ดำเนินมาตลอดสามสี่วันคงสิ้นสุดลงแล้ว แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับบอกเขาว่า “วันนี้พวกเราต้องไปถอนตอข้าวในนาเอากลับมา” หลีชิงจื้อชะงักไป “อะไรนะ?” จินเสี่ยวเยี่ยอธิบายว่า “ที่บ้านพวกเราขาดฟืน” ครอบครัวที่ปลูกต้นหม่อนยังพอมีเศษกิ่งที่ตัดแต่งในแต่ละปีไว้ใช้เป็นฟืนได้ แต่ครอบครัวของพวกเขาไม่มีต้นหม่อนเลย ฟืนที่บ้านมีไม่เคยพอใช้ในแต่ละปี หากไม่ได้น้องชายของนางแอบลักลอบนำมาให้บ้าง บางทีนางคงต้องเสียเงินซื้อฟืนแล้ว แน่นอนว่า ครอบครัวที่ขาดแคลนฟืนในหมู่บ้านไม่ได้มีเพียงบ้านของพวกเขา หลังเกี่ยวข้าวเสร็จ มีหลายครอบครัวที่ถอนตอข้าวกลับบ้าน แล้วนำไปตากแห้งไว้ใช้เป็นฟืนเช่นกัน ทุกวันนี้ร่างกายของหลีชิงจื้อยังทำงานหนักไม่ได้ งานถอนตอข้าวจึงเป็นหน้าที่ของจินเสี่ยวเยี่ยที่พาหลีเหล่าเกินไปทำ ส่วนตัวเขาอยู่บ้านช่วยหุงหาอาหาร ดูแลเด็ก ๆ และคอยกลับกองข้าวที่ตากไว้เป็นระยะ ตามปกติชาวบ้านหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนไม่ได้มีงานมากนัก แต่ช่วงนี้เป็นฤดูงานนา ทุกคนต่างยุ่งจนแทบไม่มีเวลาแตะพื้น เพราะหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็ต้องเริ่มปลูกรอบใหม่ทันที ชาวบ้านหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนจะเตรียมแปลงเล็ก ๆ สำหรับเพาะกล้าก่อน เมื่อกล้าข้าวโตได้ที่แล้วจึงถอนขึ้นมา มัดเป็นกำ ๆ แล้วนำไปปักดำใหม่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งก็คือการดำนาที่ผู้คนเรียกกันนั่นเอง ก่อนหน้านั้นยังต้องบำรุงความอุดมสมบูรณ์ของนาเสียก่อน หากดินไม่อุดมสมบูรณ์ ข้าวก็เจริญเติบโตได้ไม่ดี แม้นาดี ๆ ก็อาจกลายเป็นนาชั้นเลวได้ ยุคนี้ยังไม่มีปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยให้ท้องนาจึงอาศัยมูลคน มูลสัตว์ โคลนจากแม่น้ำลำคลองและเถ้าถ่านจากฟืนเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ งานใส่ปุ๋ยจึงทั้งสกปรกและเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่ทำให้หลีชิงจื้อตกตะลึงที่สุดก็คือ แม้แต่มูลสัตว์และมูลคนก็ยังต้องซื้อ! ที่อำเภอฉงเฉิงมีพ่อค้าแซ่จางผู้หนึ่งทำการค้าขายมูลคนโดยเฉพาะ มูลคนทั้งหมดในอำเภอฉงเฉิงล้วนถูกเขาส่งคนไปเก็บรวบรวม ก่อนนำมาขายให้ชาวนาในละแวกใกล้เคียง คำว่า "เหรินจงหวง" เป็นคำเรียกมูลคนอย่างสุภาพของคนในท้องถิ่น ได้ยินว่าเมื่อหลายปีก่อน ชาวเมืองจะขายเหรินจงหวงให้พ่อค้าหลายราย แล้วพ่อค้าเหล่านั้นจึงนำไปขายต่อให้ชาวนา แต่ภายหลังพ่อค้าแซ่จางผู้นี้ผูกขาดกิจการทั้งหมด เมื่อไม่มีคู่แข่งแล้ว เขาก็ไม่จ่ายเงินให้ชาวเมืองที่เก็บเหรินจงหวงอีกต่อไป ส่วนราคาที่ขายให้ชาวนาก็แพงขึ้นเล็กน้อย โชคดีที่ยังอยู่ในระดับที่ชาวนายอมรับได้ และเขาก็ร่ำรวยจากกิจการผูกขาดนี้ จนไม่รู้หาเงินได้มากมายเพียงใด