สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 17 — 017
บทที่ 17 ปลาหัวโต หลีเหล่าเกินนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตู เล่าเรื่องพ่อค้าแซ่จางไม่หยุดปาก บ่นว่าอีกฝ่ายเลวร้ายเพียงใด “เมื่อสิบกว่าปีก่อน พวกที่ขายเหรินจงหวงต่างแย่งลูกค้ากัน ราคามูลคนไม่ได้แพงอย่างทุกวันนี้หรอก!” หลีชิงจื้อฟังแล้วตื่นตะลึง ธุรกิจผูกขาดในยุคนี้ ที่แท้ก็เป็นการผูกขาด... มูลคนทั้งเมืองนี่เอง คิดเช่นนั้นแล้ว หลีชิงจื้อก็มองหลีเหล่าเกินด้วยความชื่นชม “ท่านพ่อรู้เรื่องมากจริง ๆ!” หลีเหล่าเกินยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลือง ๆ ที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ “แน่นอน! เรื่องที่ข้ารู้ยังมีอีกมาก!” หลีชิงจื้อจึงถามเรื่องอื่นที่ตนสนใจต่อ ในยุควันสิ้นโลก เขาไม่มีใครให้พูดคุยด้วย ความเหงาทำให้ถึงขั้นต้องไปคุยกับซอมบี้ แต่ตอนนี้รอบตัวล้วนเป็นคนที่ยังมีชีวิต พอมีแรงขึ้นมา เขาก็ชอบชวนผู้คนพูดคุยเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากจะคลายเหงาแล้ว ยังช่วยให้เขาเข้าใจยุคสมัยนี้มากขึ้นด้วย อันที่จริง คนที่เขาอยากคุยด้วยที่สุดคือจินเสี่ยวเยี่ย แต่จินเสี่ยวเยี่ยงานยุ่งมาก เขาจึงทำได้เพียงลดระดับความคาดหวังลง แล้วหันมาคุยกับหลีเหล่าเกินแทน หลีเหล่าเกินเองก็ชอบคุยกับหลีชิงจื้อ แต่ก่อนพอว่างอยู่บ้าน เขามักนั่งไม่ติด ต้องออกไปหาเพื่อนเล่นอยู่เสมอ ทว่าตอนนี้หลีชิงจื้อคอยชวนเขาคุยอย่างกระตือรือร้น แถมยังชมเขาเป็นครั้งคราว... หลีเหล่าเกินจึงเริ่มรู้สึกเหมือนตนเป็นพ่อคนจริง ๆ และรู้สึกว่าลูกชายที่ได้มาโดยบังเอิญ ผอมกะหร่องคนนี้ก็น่าเอ็นดูไม่น้อย หลีต้าเหมาก็ชอบฟังหลีเหล่าเกินเล่าเรื่องเหมือนกัน แต่หลีเอ้อร์เหมาต่างออกไป เขาอยากให้ผู้ใหญ่พาออกไปเล่นมากกว่า พอเห็นหลีชิงจื้อกับหลีเหล่าเกินคุยกันไม่หยุด ก็ยื่นมือมาปิดปากหลีชิงจื้อ หลีชิงจื้อจับมือน้อยนั้นขึ้นมาจูบหลายครั้ง “มือของเอ้อร์เหมานุ่มนิ่มจริง ๆ จูบแล้วนุ่มมาก พ่อชอบเอ้อร์เหมาจริง ๆ” หลีเอ้อร์เหมาก้มมองมือตัวเองอย่างงุนงง ด้วยเกรงว่าจะลำเอียง หลีชิงจื้อจึงจับมือของหลีต้าเหมาขึ้นมาจูบอีกหลายครั้ง “มือของต้าเหมาก็น่าจูบเหมือนกัน พ่อก็ชอบต้าเหมา!” หลีต้าเหมาตาค้างไปเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนั้น หลีชิงจื้อก็ประคองใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วจูบลงไปอีกหนึ่งครั้ง หลีต้าเหมา “!!!” ส่วนหลีเอ้อร์เหมารีบขยับเข้ามาทันที “ท่านพ่อ ข้าก็เอาด้วย!” หลีชิงจื้อจึงจูบแก้มน้อย ๆ ของหลีเอ้อร์เหมาอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี มีลูกชายตัวน้อยให้จูบถึงสองคน เขาช่างมีความสุขเหลือเกิน! ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อเกรงว่าเด็กทั้งสองจะยังไม่คุ้นเคย อย่างมากก็เพียงกอดพวกเขาเท่านั้น แต่วันนี้ในเมื่อได้จูบแล้ว... ต่อไปก็จูบได้อีก! ในเมื่อลูกชายของเขายังเล็ก ก็ต้องรีบจูบแก้มกับมือนุ่ม ๆ ของพวกเขาให้มากหน่อย! จินเสี่ยวเยี่ยรักลูกอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่นางงานยุ่งเกินไป เวลาที่อยู่กับลูกทั้งสองจึงแทบไม่มีช่วงเวลาอ่อนโยนนัก เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพราะงานยุ่งเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นเพราะค่านิยมของยุคสมัยด้วย ในยุคนี้ พ่อแม่มักเป็นผู้มีอำนาจในสายตาของลูก คอยกำกับดูแลลูก แต่ไม่ค่อยแสดงความรักออกมาตรง ๆ ต่อให้แสดงออก ก็มักเป็นการให้สิ่งของ มากกว่าคำพูดหรือการกระทำ ส่วนชาวนาฐานะยากจนต้องดิ้นรนทำมาหากิน ลูก ๆ จึงแทบถูกปล่อยให้เติบโตกันเอง ทั้งถูกจูบ ทั้งได้ยินคำว่าชอบ หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาต่างรู้สึกหวานชื่นในใจ หลีเอ้อร์เหมาถึงกับเม้มปาก แล้วโน้มตัวไปจูบแก้มของหลีชิงจื้อที่นั่งอยู่บนธรณีประตู ริมฝีปากของเด็กนุ่มนิ่มเหลือเกิน เมื่อถูกจูบเข้า หลีชิงจื้อก็รู้สึกราวกับหัวใจละลาย บนโลกนี้จะมีเด็กที่น่ารักถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน! ด้วยเกรงว่าจะลำเอียงอีก หลีชิงจื้อจึงหันแก้มอีกข้างไปหาหลีต้าเหมา “ต้าเหมา เจ้าก็มาจูบพ่อสักที” หลีต้าเหมาเขินอยู่บ้าง แต่ก็ยังจูบหลีชิงจื้ออย่างแรงหนึ่งที หลีชิงจื้อพึงพอใจอย่างยิ่ง เวลานั้นเอง จินเสี่ยวเยี่ยก็กลับมา จินเสี่ยวเยี่ยกลับมาระหว่างพักจากการทำงาน เนื้อตัวจึงเปื้อนอยู่บ้าง นางไม่ได้เดินเข้าไปใกล้พวกเขา เพียงเรียกหลีเหล่าเกินว่า “ท่านพ่อ ไปลงนากับข้า” หลีเหล่าเกินมองหลีชิงจื้อที่ไม่ต้องออกแรงทำงานด้วยความอิจฉา ก่อนเดินตามจินเสี่ยวเยี่ยออกไปอย่างไม่เต็มใจ พลางพึมพำว่า “ไม่เห็นต้องเสียแรงกับนาให้มากขนาดนี้เลย บ้านอื่นเขาไม่ทำกัน...” “บ้านอื่นเขามีนาเยอะ!” จินเสี่ยวเยี่ยตอบ หลีเหล่าเกินถอนหายใจ ก่อนเงียบไป จินเสี่ยวเยี่ยพาหลีเหล่าเกินออกไป เพราะจะไปขนปุ๋ย บิดาเหยาข้างบ้านใช้เรือขนปุ๋ยมาเป็นถัง ๆ ขณะนี้ชาวบ้านต่างกำลังเร่งบำรุงดินในนากันทุกครัวเรือน หลีชิงจื้อว่างอยู่ชั่วคราว จึงพูดกับเด็กทั้งสองว่า “ไป พ่อจะพาพวกเจ้าออกไปเดินเล่น” หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาต่างพยักหน้าอย่างดีใจ โดยหลีต้าเหมายังหยิบตะกร้าไม้ไผ่ติดตัวมาด้วย เพราะตราบใดที่ท่านพ่อออกจากบ้าน ย่อมต้องแวะเด็ดหญ้าป่ากลับมาแน่นอน ชาวบ้านต่างพูดกันว่าท่านพ่อของพวกเขาหิวจนเสียสติ สมองไม่ค่อยปกติ ต้องกินสมองหมูบำรุงเสียบ้าง แต่เด็กทั้งสองกลับชอบท่านพ่อคนนี้มาก หลีชิงจื้อพาเด็กทั้งสองเดินไปตามทาง ระหว่างทางก็ให้ทั้งคู่ช่วยเด็ดหญ้าเป็นระยะ เด็กที่หิ้วตะกร้าออกมาตัดหญ้าในหมู่บ้านมีไม่น้อย แต่ของคนอื่นตัดกลับไปเลี้ยงแพะ ส่วนของพวกเขาตัดกลับไปเลี้ยงท่านพ่อ ระหว่างกำลังเด็ดหญ้า หลีชิงจื้อมองเห็นจินเสี่ยวซู่น้องภรรยาเดินมาแต่ไกล จินเสี่ยวซู่ถือปลาหัวโตตัวหนึ่ง พอเห็นหลีชิงจื้อก็ทำสีหน้าลำบากใจ “พี่เขย ได้ยินว่าพี่กินหญ้าทุกวันหรือ?” หลีชิงจื้อพูดอย่างกระอักกระอ่วน “ก็ไม่ได้กินทุกวัน...” “ข้าซื้อปลามาจากคนบนเรือหนึ่งตัว พี่เอากลับไปนึ่งกินเถอะ อย่ากินหญ้าอีกเลย” จินเสี่ยวซู่ยื่นปลาในมือให้หลีชิงจื้อ ปลาตัวนี้ตายแล้ว มีฟางข้าวสอดผ่านเหงือกแล้วร้อยออกทางปาก มัดไว้สำหรับใช้หิ้ว แถบนี้มีแม่น้ำลำคลองมาก ผู้คนจึงจับปลากินได้ก็จริง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังคงยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก การจับปลาก็มักจับตามคูส่งน้ำที่ใช้เข้านา จึงจับได้เพียงปลาเล็กกุ้งน้อย ยากจะได้ปลาตัวใหญ่ หากอยากกินปลาตัวใหญ่ ก็ต้องซื้อจากผู้ที่ยึดอาชีพหาปลา คนบนเรือที่จินเสี่ยวซู่พูดถึง หมายถึงผู้คนที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดทั้งปี หลายคนหาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลา ราคาปลาถูกกว่าเนื้อหมูมากก็จริง แต่ปลาตัวใหญ่ราวสามชั่งเช่นนี้ หากซื้อก็ต้องเสียถึงสิบอีแปะ จินเสี่ยวซู่จับปลาเป็น เดิมทีตั้งใจว่ารอให้ว่างอีกไม่กี่วันจะไปจับปลามาให้หลีชิงจื้อกิน แต่เมื่อได้ยินว่าหลีชิงจื้อถึงกับกินหญ้า เขาจึงยอมควักเงินที่แอบเก็บสะสมไว้ ซื้อปลาตัวหนึ่งมาส่งให้โดยเฉพาะ “ที่บ้านยังมีงาน ข้าไปก่อนนะ” จินเสี่ยวซู่พูดจบก็รีบจากไป บ้านสกุลจินนับว่าเป็นครอบครัวฐานะดีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้าน พวกเขามีนาถึงสิบสองหมู่ ลุงใหญ่ของจินเสี่ยวเยี่ยทำงานเป็นพ่อครัวอยู่กับทหารรักษาการณ์ท้องถิ่น ไม่ได้กลับบ้าน แต่เขามีลูกชายสามคน รวมกับจินเสี่ยวซู่และบิดาของจินเสี่ยวซู่อีกสองคน เป็นชายฉกรรจ์ห้าคน ตามหลักแล้วงานย่อมเสร็จเร็ว แต่ลูกพี่ลูกน้องของจินเสี่ยวเยี่ยเหล่านั้นมักผลักงานสกปรกและงานหนักให้จินเสี่ยวซู่กับบิดาทำอยู่เสมอ สองพ่อลูกจึงทั้งยุ่งและเหน็ดเหนื่อยมาก หลีชิงจื้อมัวแต่จดจ่ออยู่กับปลาตัวนั้น พอรู้ตัวอีกที จินเสี่ยวซู่ก็เดินจากไปแล้ว แต่น้องภรรยาของเขาเป็นคนดีจริง ๆ! นี่คือปลา! ปลาหนักตั้งสามชั่ง! หลีชิงจื้อมองปลาในมือ พลางกลืนน้ำลายอีกครั้ง เด็กทั้งสองเองก็อยากกินเช่นกัน ต่างจ้องปลาพร้อมถามว่า “ท่านพ่อ วันนี้พวกเราจะได้กินปลาใช่หรือไม่?” หลีชิงจื้อตอบว่า “ได้ วันนี้กินครึ่งตัวก่อน อีกครึ่งหนึ่งหมักเกลือไว้ พรุ่งนี้ค่อยกิน” หลีชิงจื้อกลับบ้านไปหยิบมีด ก่อนนำปลาไปจัดการที่ริมแม่น้ำ คนทั่วไปมักไม่กินเครื่องในปลา แต่เขาไม่ยอมทิ้งแม้แต่น้อย ทั้งไส้ปลาและกระเพาะปลาล้วนล้างสะอาดเก็บไว้ จากนั้นคลุกเกลือ แล้ววางไว้บนชั้นนึ่งตอนทำอาหาร เมื่อหลีเหล่าเกินกลับมาเห็นว่ามีปลา ก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบ ส่วนจินเสี่ยวเยี่ยกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ขณะที่หลีชิงจื้อ... อาหารที่อัดแน่นไปด้วยโปรตีนเช่นนี้ เขาจะไม่ชอบได้อย่างไร! ส่วนเรื่องกลิ่นคาว... แม้แต่เด็กทั้งสองยังไม่ถือสาเลย! วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้กินของโอชะอย่างที่สุด ขอบคุณสวรรค์จริง ๆ!