← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 30030

บทที่ 30 เขียนอัตชีวประวัติ

ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้ยินคำพูดของหลีชิงจื้อก็ยิ้มออกมา ไม่ว่าใครก็ล้วนชอบฟังคำชมทั้งนั้น

หลีชิงจื้อเอ่ยถามต่อด้วยรอยยิ้ม “ยังไม่ทราบว่านายท่านแซ่อะไรหรือ?”

หลีชิงจื้อชอบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ แม้รูปลักษณ์ของเขาในเวลานี้จะดูย่ำแย่ ผ่ายผอมจนเสียรูปไปแล้ว แต่ความชื่นชอบอันจริงใจที่ฉายอยู่ในแววตานั้นมิอาจเสแสร้งได้

“ข้าแซ่จู ชื่อจูเฉียน” ชายวัยกลางคนยิ้มพลางเผยฟันเหลืองทั้งปาก

ดังที่หลีชิงจื้อคาดไว้ จูเฉียนเป็นเศรษฐีใหม่จริง ๆ ครอบครัวของเขายากจนยิ่ง ตั้งแต่วัยเด็กก็แทบไม่มีอะไรกิน บิดาจึงจำใจส่งเขาไปเป็นคนรับใช้ในจวนตระกูลใหญ่

ที่นั่นเอง เขาได้เห็นวิถีชีวิตที่แต่ก่อนแม้แต่จะจินตนาการก็ยังนึกไม่ออก เขาจึงสาบานว่าจะต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้! บ่าวรับใช้คนอื่น ๆ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ทำงานไปตามหน้าที่อย่างไร้จุดหมาย แต่เขาไม่เหมือนคนเหล่านั้น เขาขยันเป็นพิเศษ และพยายามเรียนรู้ทุกสิ่งที่มีโอกาสได้เรียน

เขาทำสัญญาอยู่กับตระกูลนั้นเป็นเวลาห้าปี ครั้นครบกำหนดและออกมา ตอนอายุเพียงสิบแปดปี เขาก็นำเงินเก็บทั้งหมดของตน รวมทั้งเงินที่ยืมมา ไปซื้อสินค้าแล้วเช่าเรือล่องออกจากอำเภอฉงเฉิงเพื่อค้าขาย

การค้าขายไม่ใช่เรื่องง่าย หากโชคร้ายก็อาจพบโจรผู้ร้าย แต่โชคของเขาดี เขาประสบความสำเร็จ

เขาเดินทางค้าขายครั้งแล้วครั้งเล่า จากเดิมที่เช่าเรือ ภายหลังก็ซื้อเรือของตนเอง จนกิจการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ทุกวันนี้ แม้เขาจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยที่สุดในอำเภอฉงเฉิง แต่ก็ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมือง อีกทั้งยังผูกขาดเส้นทางการค้าอยู่สายหนึ่ง

หลีชิงจื้อยิ้มพลางเอ่ยถาม “นายท่านจู ข้าเป็นบัณฑิตที่มีความรู้เพียงธรรมดา แต่ถนัดการคำนวณบัญชี ไม่ทราบว่านายท่านกำลังรับคนทำบัญชีหรือไม่?”

จูเฉียนมองหลีชิงจื้อด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาอายุเกินสี่สิบปีแล้ว ทำการค้ามานานกว่ายี่สิบปี พบผู้คนมานับไม่ถ้วน ในจำนวนนั้นมีบัณฑิตอยู่มาก บัณฑิตเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนดูแคลนเขา แม้บางคนจะยากจนและหวังได้เงินจากเขา แต่เวลาพูดคุยก็มักแฝงความหยิ่งทะนงไว้เสมอ

ทว่าเขาไม่ใส่ใจนัก เขารู้ดีว่าบัณฑิตมีฐานะสูงกว่า เขายอมรับเรื่องนี้มานานแล้ว และเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงคอยเร่งเร้าบุตรชายให้ขยันศึกษาเล่าเรียนอยู่ทุกวัน ชายหนุ่มตรงหน้าแม้จะดูอิดโรย แต่จากบุคลิกแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นบัณฑิต

เพียงแต่...บัณฑิตผู้นี้ไม่เพียงแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเขาเท่านั้น ยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอทำงานเป็นคนทำบัญชีเองอีกด้วย

จูเฉียนชอบคนที่รู้จักแสวงหาโอกาสด้วยตนเอง เพราะตัวเขาเองก็เป็นคนเช่นนั้น ถึงกระนั้นเขาก็กล่าวว่า “ขออภัย เวลานี้ข้ายังไม่ขาดคนทำบัญชี”

เขาไม่ได้ขาดคนทำบัญชีจริง ๆ และย่อมไม่มีทางยอมให้คนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาดูแลกิจการของตน

หลีชิงจื้อไม่ได้แปลกใจกับคำตอบนี้

ผู้คนในยุคนี้ เวลาจะรับคนเข้าทำงานมักเลือกคนรู้จัก หรือไม่ก็ต้องมีผู้แนะนำ มิฉะนั้นหากรับคนมาแล้วอีกฝ่ายขโมยเงินหนีไป ก็อาจตามตัวไม่พบอีกเลย แต่เมื่อได้พบจูเฉียน หลีชิงจื้อก็นึกถึงอีกวิธีหนึ่งในการหาเงินขึ้นมาได้ “นายท่านจู ถ้าเช่นนั้น ท่านสนใจให้ผู้ใดเขียนหนังสือให้สักเล่มหรือไม่ขอรับ?”

“หนังสืออะไร?” จูเฉียนถามด้วยความสงสัย

หลีชิงจื้อกล่าวว่า “นายท่านจู ตระกูลใหญ่ไม่เพียงมีลำดับวงศ์สกุลเท่านั้น คนในตระกูลที่มีผลงานโดดเด่นหลายคนยังเขียนความสำเร็จของตนเอง รวบรวมเป็นหนังสือไว้ให้ลูกหลานศึกษา...นายท่านสนใจให้ผู้ใดเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของท่านหรือไม่?”

เหตุที่หลีชิงจื้อถามเช่นนี้ เพราะทันทีที่เห็นจูเฉียน เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งในชาติที่แล้ว

ครั้งหนึ่งระหว่างเร่ร่อนเพียงลำพัง เขาเคยเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่าหรูหรา และพบหนังสือกองรวมกันอยู่กว่าพันเล่ม หนังสือทั้งหมดนั้นล้วนเป็นอัตชีวประวัติของเจ้าของคฤหาสน์

เจ้าของคฤหาสน์เป็นคนที่ร่ำรวยขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาจ้างคนมาเขียนอัตชีวประวัติตามความคิดของตนเอง จากนั้นก็เสียเงินขอเลขมาตรฐานหนังสือและจัดพิมพ์ด้วยทุนของตน เขาแจกหนังสือออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังเหลือเก็บไว้ที่บ้านอีกไม่น้อย

ในชาติที่แล้วหลีชิงจื้ออ่านหนังสือมามาก ก่อนหน้านี้ระหว่างคิดจะรับคัดลอกหนังสือ เขาก็เคยนึกว่าจะลองเขียนนิยายหาเงินดูได้หรือไม่

แต่ตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่เงินซื้อกระดาษกับพู่กัน! ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลองคิดดูให้ดี ต่อให้เขียนนิยายก็ใช่ว่าจะขายได้ แต่หากเขียนอัตชีวประวัติให้จูเฉียน...จูเฉียนจะไม่ยอมจ่ายเงินได้หรือ?

“ทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?” จูเฉียนถามด้วยความตกตะลึง

“ย่อมทำได้” หลีชิงจื้อตอบอย่างหนักแน่น ในยุคนี้มีคนจำนวนมากเขียนอัตชีวประวัติไว้ให้ลูกหลานอ่าน และยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ลูกหลานก็เรียบเรียงหนังสือบันทึกประวัติชีวิตของพวกเขา

เขาจำได้ว่า ในภายหลังนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก เวลาศึกษาประวัติศาสตร์ ก็มักใช้อัตชีวประวัติที่บางตระกูลเก็บรักษาไว้ของบรรพบุรุษเป็นข้อมูลอ้างอิง

หลีชิงจื้อคิดเช่นนั้น พลางอธิบายให้นายท่านจูฟังอย่างละเอียดว่าอัตชีวประวัติคืออะไร

เขารู้สึกว่าคนอย่างจูเฉียน ผู้ซึ่งแทบอยากให้ทุกคนรู้ว่าตนร่ำรวย จะต้องอยากมีอัตชีวประวัติเป็นของตนเองแน่ จูเฉียนหวั่นไหวขึ้นมาจริง ๆ

หลายปีมานี้ แม้เขาจะร่ำรวยแล้ว แต่ก็ยังถูกผู้คนดูแคลนอยู่เสมอ แม้ฐานะของพ่อค้าในราชวงศ์ปัจจุบันจะสูงกว่าสมัยราชวงศ์ก่อน แต่ก็ยังมิได้สูงส่งนัก

บัดนี้...เขาจะมีหนังสือที่บันทึกเรื่องราวชีวิตของตนเองได้อย่างนั้นหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบัณฑิตมาเป็นผู้เขียนหนังสือให้เขาอีกด้วย?

หลีชิงจื้อกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ “นายท่านจู ก่อนหน้านี้ข้าป่วยหนักจนใช้เงินเก็บในบ้านหมดสิ้น ทั้งยังเป็นหนี้ จึงตั้งใจหาหนทางทำมาหากิน หากนายท่านว่าจ้างให้ข้าเขียนหนังสือ ข้าย่อมทุ่มเทเต็มกำลัง ทำให้นายท่านพอใจอย่างแน่นอน”

จูเฉียนถามอีกครั้ง “แล้วการเขียนหนังสือนี้ ต้องใช้เงินเท่าใด?”

หลีชิงจื้อตอบว่า “นายท่านเห็นสมควรให้เท่าใดก็เท่านั้น”

จูเฉียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “เจ้ามาเขียนหนังสือที่บ้านข้าทุกวัน ข้าจะเลี้ยงอาหารวันละสามมื้อ และให้ค่าตอบแทนวันละหนึ่งเฉียนเงิน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ข้าจะมอบรางวัลให้อีก เจ้าตกลงหรือไม่?”

หลีชิงจื้อแทบไม่ต้องคิดก็รีบตอบตกลง “ขอขอบคุณนายท่านจู!”

วันละหนึ่งเฉียนเงิน สิบวันก็หนึ่งตำลึง หนึ่งเดือนก็สามตำลึง คิดเป็นเกือบสี่พวงเงินแล้ว!

นี่ยังนับว่าเป็นเพียงเงินมัดจำ พอเขียนหนังสือเสร็จ ยังจะมีค่าตอบแทนเพิ่มเติมอีก!

ส่วนเหตุผลที่จูเฉียนให้เขาไปเขียนหนังสือที่จวนของตนนั้น...คงเพราะกลัวว่าหากจ่ายเงินมัดจำให้ เขาจะถือเงินหนีไป

อีกทั้งการเขียนหนังสือเช่นนี้ ย่อมต้องพูดคุยกับจูเฉียนให้มากจึงจะทำได้

สำหรับหลีชิงจื้อในเวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาอาชีพเลี้ยงชีพ บ้านสกุลจูทั้งเลี้ยงอาหารทั้งจ่ายเงิน จึงไม่มีอะไรจะดีกว่านี้แล้ว

หลีชิงจื้อเริ่มสนทนากับจูเฉียนทันที พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมเขาอย่างแนบเนียน

เขารู้สึกว่าจูเฉียนเป็นคนที่ไม่เลวจริง ๆ ดังนั้นเวลาชมจึงเต็มไปด้วยความจริงใจ จูเฉียนฟังแล้วสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อหลีชิงจื้อเอ่ยปากขอพาเด็กทั้งสองไปที่จวนสกุลจูด้วยระหว่างเขียนหนังสือ จูเฉียนก็รับปากทันที เด็กสองคนเท่านั้น จะตามไปด้วยก็ไม่เป็นไร หลีชิงจื้อกล่าวขอบคุณอีกครั้ง

เขารู้ว่าจินเสี่ยวเยี่ยมีเรื่องต้องทำมากมาย แต่ที่ผ่านมาเด็กทั้งสองคอยทำให้ไปไหนมาไหนไม่สะดวก หากเขาช่วยดูแลเด็ก ๆ ได้ จินเสี่ยวเยี่ยก็จะเบาแรงลงมาก

ก่อนวันสิ้นโลก หลีชิงจื้อเพิ่งบรรลุนิติภาวะ ยังไม่ค่อยได้สัมผัสสังคมมากนัก แต่เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ความโหดร้ายของโลกก็เปิดเผยต่อหน้าเขาในทันที ประสบการณ์ชีวิตของเขาจึงไม่น้อย

ยิ่งประกอบกับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม...เวลาสนทนากับจูเฉียน เขาจึงคุยได้แทบทุกเรื่อง และยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน คนข้างกายของจูเฉียนก็เอ่ยถามว่าควรจัดเตรียม “อาหารมื้อสาย” หรือไม่ นี่เป็นคำเรียกตามภาษาถิ่น ซึ่งหมายถึงมื้อกลางวัน

จูเฉียนหันมาทางหลีชิงจื้อ “คุณชายหลี พวกเราไปหาอะไรกินกันดีหรือไม่?”

“ข้าหิวจนท้องร้องแล้ว ย่อมยินดีอย่างยิ่ง” หลีชิงจื้อย่อมไม่ปฏิเสธ