สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 36 — 036
บทที่ 36 ความคิดที่จะออกเรือค้าขาย
เด็กสาวผู้นี้มีความทะเยอทะยานอยู่ในแววตา! บ้านของพวกเขามีที่นาเพียงสองหมู่ แม้ช่วงฤดูทำนาจะยุ่งมาก แต่ช่วงที่ว่างก็มีเวลาว่างไม่น้อย อีกทั้งจินเสี่ยวเยี่ยก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดบ้านตลอดเวลา
จินเสี่ยวเยี่ยจึงเล่าความคิดของตนออกมา ที่อำเภอฉงเฉิงแห่งนี้ เรือไม่ได้มีไว้ซื้อเท่านั้น แต่ยังสามารถเช่าได้ด้วย มีคนจำนวนหนึ่งประกอบอาชีพให้เช่าเรือ พวกเขาซื้อเรือมาหลายลำ แล้วอาศัยปล่อยเช่าเพื่อเก็บค่าเช่าเป็นรายได้เลี้ยงชีพ
นอกจากนี้ยังมีบางครอบครัวที่มีเรือเป็นของตนเอง แต่ไม่อยากประกอบอาชีพเป็นนายท้ายเรือ จึงปล่อยเรือให้ผู้อื่นเช่าเพื่อเก็บค่าเช่าแทน การซื้อเรือสักลำมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย แต่หากเป็นการเช่า ค่าเช่าวันละเพียงห้าสิบเหวิน ในช่วงสามปีแรกหลังจากหลีชิงจื้อหายตัวไป จินเสี่ยวเยี่ยไม่เคยคิดจะทำการค้าเลย
ทั้งการตั้งครรภ์ การคลอดลูก นาของครอบครัว รวมถึงหนี้สินของหลีเหล่าเกิน ล้วนตกอยู่บนบ่าของนาง นางไม่มีเวลาจะไปคิดเรื่องอื่นแม้แต่น้อย เวลานั้นนางยังไม่รู้จักโลกภายนอกมากนัก และไม่กล้าลงมือทำอะไรโดยผลีผลาม
แต่ในช่วงสองปีมานี้...นางเกิดความคิดอยากเช่าเรือออกไปทำการค้าไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
เพียงแต่นางยังต้องดูแลเด็กทั้งสอง หากออกไปสองสามวันเป็นครั้งคราวก็ยังพอไหว แต่หากต้องออกไปทุกวันย่อมไม่ได้
อีกทั้งนางยังเป็นสตรี การออกไปเพียงลำพังเสี่ยงต่ออันตราย ส่วนจะพาใครไปด้วย...หลีเหล่าเกินก็พึ่งพาไม่ได้เลย เดิมทีนางตั้งใจว่าจะเริ่มจากค้าขายของกระจุกกระจิกจำพวกเข็มกับด้ายก่อน พอผ่านไปอีกสองปี เด็กทั้งสองโตขึ้น จึงค่อยให้หลีเหล่าเกินเฝ้าบ้าน แล้วชวนน้องชายของนาง จินเสี่ยวซู่ ไปเช่าเรือด้วยกัน
“เรื่องเช่าเรือยังไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้ข้ายังไม่มีเงินทุน แต่พอท่านเขียนหนังสือเสร็จ แล้วนายท่านจูจ่ายค่าตอบแทน ข้าก็ทำได้แล้ว” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว
นางไม่ได้คิดจะเช่าเรือไปทำการค้าทันที ตั้งใจว่าจะรอใช้หนี้ของครอบครัวให้หมดเสียก่อน
งานเขียนหนังสือเช่นนี้ หลีชิงจื้อหาได้ครั้งหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะหาได้เป็นครั้งที่สอง หากมัวแต่ใช้เงินค่าตอบแทนไปวัน ๆ โดยไม่มีรายได้เพิ่ม สุดท้ายเงินก็ย่อมหมดไป ทางที่ดีที่สุดคือหาวิธีหาเงินอย่างต่อเนื่อง
นางอยากหาเงินให้ได้มาก ๆ ซื้อที่นาเพิ่มอีกหลายหมู่ เพื่อในภายหน้าจะแบ่งให้ต้าเหมากับเอ้อร์เหมา
หลีชิงจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง
อัตชีวประวัติของจูเฉียน เขาจะต้องเขียนออกมาให้ดีที่สุด เช่นนั้นจึงจะหาเงินทุนก้อนแรกมาให้จินเสี่ยวเยี่ยได้!
รุ่งเช้าตรู่ เมื่อเห็นว่ามีข้าวสวยให้กิน หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาตื่นเต้นกันอย่างยิ่ง
พอเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยแล้ว เด็กทั้งสองก็เดินวนรอบหลีชิงจื้ออย่างมีความสุข
“ท่านพ่อ ดูเสื้อผ้าใหม่ของข้าสิ!”
“ท่านพ่อ ข้าดูดีหรือไม่?”
“ท่านพ่อ...”
...............................................................................
“ต้าเหมากับเอ้อร์เหมาเป็นเด็กที่ดูดีที่สุด ในโลกนี้ไม่มีเด็กคนใดหน้าตาดีไปกว่าพวกเจ้าอีกแล้ว!”
หลีชิงจื้อเอ่ยชมไม่ขาดปาก ก่อนจะนั่งกินข้าวบนธรณีประตูพร้อมกับเด็กทั้งสอง
เมื่อกินข้าวเสร็จ ก็ได้เวลาที่นายท้ายเรือเหยาจะออกเดินทางเข้าอำเภอพอดี หลีชิงจื้อจึงพาเด็กทั้งสองขึ้นเรือของนายท้ายเรือเหยา
เหยาเจิ้นฟู่มาถึงช้ากว่าคนอื่น พอขึ้นเรือก็เริ่มบ่นทันที “ท่านพ่อ เหตุใดทุกวันท่านต้องออกเดินทางแต่เช้าถึงเพียงนี้? ทำให้ข้าต้องไปถึงสำนักศึกษาเป็นคนแรกทุกวัน”
หลีชิงจื้อได้ยินแล้วก็รู้สึกจนใจ การไปถึงสำนักศึกษาเป็นคนแรกไม่ใช่เรื่องดีหรือ? ตอนที่เขาเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย เขาก็ไปถึงห้องเรียนแต่เช้าทุกวันเพื่ออ่านหนังสือ
ในเวลานั้นเขารู้สึกว่าลำบากมาก แต่เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง...ช่วงมัธยมปลายปีสุดท้ายที่เคยแสนเหน็ดเหนื่อย กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่งดงามในความทรงจำของเขา อย่างน้อยตอนนั้นเขาก็ไม่ต้องอดอยาก ไม่ต้องหนาวเหน็บ และไม่ต้องหวาดระแวงว่าขณะนอนหลับจะมีผู้ใดมากัดกินเขา
จากท่าทีของเหยาเจิ้นฟู่ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนหนังสือนัก แต่เหยาเจิ้นฟู่ก็ไม่ใช่ลูกของเขา เขาจึงไม่มีสิทธิ์พูดอะไร
นายท้ายเรือเหยาได้ยินคำพูดของบุตรชาย ก็เพียงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนโดยไม่กล่าวสิ่งใด
ที่จริง หากไม่ใช่เพราะบุตรชายไม่อยากไปสำนักศึกษาเร็วเกินไป เขาคงออกเรือเร็วกว่านี้อีกครึ่งชั่วยาม เช่นนั้นก็จะหาเงินเพิ่มได้อีกเล็กน้อย
เมื่อวานเหยาเจิ้นฟู่ไม่ยอมพูดกับหลีชิงจื้อ แต่วันนี้กลับเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน
“พี่หลี เถ้าแก่จูแห่งห้างการค้าซุ่นหลง เมื่อก่อนก็เป็นเพียงคนรับใช้ที่คอยปรนนิบัติผู้อื่น ทุกวันนี้ก็เห็นแก่เงินเสียยิ่งกว่าอะไร...ผู้คนในอำเภอต่างพากันรังเกียจที่จะคบหา ท่านเองก็อย่าเข้าใกล้เขามากนัก มิฉะนั้นผู้อื่นจะพลอยดูแคลนท่านไปด้วย”
หลีชิงจื้อจึงได้แต่ตอบว่า “พี่เหยา ตอนนี้ข้าไม่มีสิ่งใดเลย เดิมทีก็ไม่มีผู้ใดเห็นคุณค่าข้าอยู่แล้ว”
เหยาเจิ้นฟู่แค่นเสียงเบา ๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก เมื่อมาถึงอำเภอ เหยาเจิ้นฟู่ก็ลงจากเรือ มุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา เขามักบอกคนอื่นว่าที่บ้านมีที่นาอยู่ไม่น้อย แต่ไม่เคยบอกเลยว่าบิดาของตนเป็นคนพายเรือ เพราะรู้สึกว่าเสียหน้า ถึงขั้นไม่ยอมลงเรือที่ท่าน้ำใกล้สำนักศึกษา เพราะกลัวสหายร่วมสำนักจะเห็นนายท้ายเรือเหยา
ในสำนักศึกษาของพวกเขาไม่ได้มีแต่คนร่ำรวย มีหลายคนที่ยากจนกว่าเขา แต่ก็มีบางคนที่มั่งคั่งเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นคุณชายจูแห่งห้างการค้าซุ่นหลง ทุกครั้งที่มาเรียนจะมีเด็กรับใช้ติดตามมาหนึ่งคน คอยวิ่งจัดการธุระให้ ตอนเที่ยงยังมีคนหาบสำรับอาหารนานาชนิดมาส่งถึงที่
ผู้คนใช้ชีวิตหรูหราเพียงนั้น แต่บิดาของเขากลับเป็นเพียงคนพายเรือ...
เมื่อเหยาเจิ้นฟู่จากไปแล้ว หลีชิงจื้อจึงค่อย ๆ ลงจากเรือ แล้วเดินไปยังที่อยู่ที่จูเฉียนบอกไว้เมื่อวาน
บ้านสกุลจู
หลังจากกลับถึงบ้านเมื่อวาน จูเฉียนก็เล่าเรื่องที่ตนจ้างคนมาเขียนหนังสือให้ฟังแล้ว
เมื่อรู้ว่ามีบัณฑิตยากจนผู้หนึ่ง เพียงได้รับค่าจ้างวันละหนึ่งเฉียนเงิน ก็ยินดีเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวชีวิตของจูเฉียน คนในบ้านสกุลจูล้วนเกิดความสนใจขึ้นมา
จูเฉียนมัวแต่ยุ่งกับการค้าขายในช่วงวัยหนุ่ม จึงแต่งงานค่อนข้างช้า ภรรยาของเขาอายุน้อยกว่าเขาสิบกว่าปี และให้กำเนิดบุตรชายสองคนกับบุตรสาวหนึ่งคน
บุตรชายคนโตปีนี้อายุสิบห้าปี กำลังเรียนอยู่ในสำนักศึกษา บุตรชายคนเล็กเพิ่งอายุเจ็ดปี เพราะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงตั้งใจจะรอให้อากาศเย็นลงก่อนค่อยส่งไปเรียน ส่วนบุตรสาวปีนี้อายุสิบเอ็ดปี ยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์สมวัยเด็ก และกำลังเรียนรู้การดูแลบัญชีอยู่กับมารดาที่บ้าน
คนที่สนใจเรื่องการเขียนหนังสือมากที่สุดก็คือบุตรชายคนโตของจูเฉียน จูสวินเหมี่ยว
จูสวินเหมี่ยวเข้าเรียนในสำนักศึกษาตั้งแต่อายุหกขวบ บัดนี้เรียนมาเก้าปีแล้ว ผลการเรียนของเขาไม่เลว แต่ทุกครั้งที่อาจารย์สั่งให้แต่งบทความ เขากลับทุกข์ใจเสียยิ่งกว่าอะไร ตอนนี้กลับมีคนจะมาเขียนหนังสือให้บิดาของเขาอีกหรือ?
“ท่านพ่อ บัณฑิตหลีจะมาเมื่อใด? ให้เขาเขียนหนังสือให้ข้าสักเล่มได้หรือไม่?” จูสวินเหมี่ยวถาม
ค่าจ้างวันละหนึ่งเฉียนเงิน หนึ่งเดือนก็เพียงสามตำลึงเท่านั้น แต่เงินใช้จ่ายส่วนตัวของเขาในแต่ละเดือนมีถึงห้าตำลึง!
“เจ้าเพิ่งอายุสิบกว่าปี ผ่านเรื่องราวมาไม่เท่าใด จะให้คนอื่นเขียนหนังสือให้ทำไม?” จูเฉียนมองบุตรชายอย่างจนปัญญา
เขาไม่เหมือนกัน
ทุกวันนี้ชีวิตของเขาดีขึ้นแล้ว จึงมักหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต ช่วงเวลานั้นเขาลำบากอย่างแท้จริง
ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขายังเล่าเรื่องเหล่านี้ให้คนในบ้านฟังได้ แต่เมื่อวันหนึ่งเขาจากโลกนี้ไป เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดนึกถึงเรื่องเหล่านั้นอีก
แต่หากเขียนออกมาเป็นหนังสือ...
ลูกหลานรุ่นหลังของตระกูลจูย่อมรู้ว่ากว่าเขาจะสร้างเนื้อสร้างตัว จนทำให้บ้านสกุลจูร่ำรวยขึ้นมาได้นั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง!