สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 35 — 035
บทที่ 35 เสื้อผ้าชุดใหม่ของเด็กทั้งสอง ซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ จินเสี่ยวเยี่ยแบ่งให้หลีเหล่าเกินไปสองลูก ตัวนางเองกินไปหนึ่งลูก ตอนนี้ยังเหลืออีกเจ็ดลูก นางจึงหยิบออกมาสามลูก ส่วนที่เหลืออีกสี่ลูกแบ่งให้หลีชิงจื้อสองลูก และให้เด็กทั้งสองคนละหนึ่งลูก “ซาลาเปาพวกนี้พวกท่านกินเป็นมื้อเย็นเถิด ส่วนข้าจะกลับไปบ้านสกุลจินเพื่อยืมเสื้อผ้า” ลูกพี่ลูกน้องฝ่ายบิดาของจินเสี่ยวเยี่ยมีทั้งหมดสามคน ในจำนวนนี้สองคนอายุมากกว่านาง อีกคนอายุน้อยกว่า ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองที่อายุมากกว่านางต่างแต่งงานและมีลูกกันแล้ว นางจึงตั้งใจจะไปขอยืมเสื้อผ้าเด็กมาสองชุดให้ต้าเหมากับเอ้อร์เหมา ซาลาเปาสามลูกนั้น นางกินเองหนึ่งลูก อีกสองลูกถือเป็นของตอบแทนที่อีกฝ่ายยอมให้ยืมเสื้อผ้า เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยจากไป หลีชิงจื้อก็พาเด็กทั้งสองไปล้างเนื้อล้างตัวที่ริมแม่น้ำ แล้วสอนพวกเขาท่องหนังสือต่อ หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาเองก็ไม่มีอะไรทำ อีกทั้งยังชอบท่องหนังสือตามเขา แต่สุดท้ายทั้งสองก็ยังเป็นเด็ก ตอนแรกยังตั้งใจท่องดี ๆ ต่อมากลับยิ่งท่องยิ่งเสียงดัง จนกลายเป็นตะโกนแข่งกันว่าใครเสียงดังกว่า หลีชิงจื้อไม่ได้ห้าม เพราะอย่างไรเสียเวลานี้ทุกคนก็ยังไม่เข้านอน ไม่ไกลออกไป บ้านสกุลเหยา เหยาเจิ้นฟู่ได้ยินเสียงท่องหนังสือดังแว่วมาจากไกล ๆ จึงหันไปมองบุตรชาย “เสี่ยวเป่า พ่อไม่ได้สอนเจ้าท่องหนังสือไว้หรือ? ลองท่องให้พ่อฟังหน่อย” เมื่อได้ยินดังนั้น บุตรชายของเหยาเจิ้นฟู่ก็เริ่มท่องอย่างร่าเริง แต่ท่องได้เพียงไม่กี่ประโยคก็หยุด เพราะจำส่วนที่เหลือไม่ได้แล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นหลีชิงจื้อสอนเด็กทั้งสองท่องหนังสือ เหยาเจิ้นฟู่ก็เคยสอนบุตรชายของตนอยู่บ้าง เพียงแต่เขาไม่มีความอดทน สอนได้ไม่กี่ครั้งก็เลิก เด็กจึงจำไม่ได้เป็นธรรมดา “เหตุใดไม่ท่องต่อ? จำไม่ได้หรือ?” เหยาเจิ้นฟู่ขมวดคิ้ว “เหตุใดเจ้าถึงโง่เช่นนี้ แม้แต่หนังสือ สามอักษร ก็ยังท่องไม่ได้!” ปกติเหยาเจิ้นฟู่ออกแต่เช้ากลับค่ำ จึงไม่ค่อยสนิทกับบุตรอยู่แล้ว พอเห็นว่าลูกแม้แต่ท่องหนังสือก็ยังทำไม่ได้ ความไม่พอใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จึงดุด่าเด็กอยู่หลายคำ เด็กน้อยน้อยใจจนดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาคลอ และภาพนั้นยิ่งทำให้เหยาเจิ้นฟู่หงุดหงิดกว่าเดิม เขาสะบัดประตูเดินออกไปด้วยความโมโห เมื่อเห็นดังนั้น จินโม่ลี่ก็ตาแดงขึ้นมาเช่นกัน มารดาเหยาไม่เคยชอบท่าทีเช่นนี้ของจินโม่ลี่อยู่แล้ว จึงเริ่มด่าทันที ด่าจนจินโม่ลี่ร้องไห้ออกมา หากไม่ใช่เพราะชาติที่แล้ว หลังจากแต่งงานครั้งที่สอง นางมีความสัมพันธ์กับแม่สามีไม่ดี ถูกอีกฝ่ายเล่นงานมาหลายปี เกรงว่านางคงทนไม่ไหวไปนานแล้ว อย่างน้อยชีวิตในตอนนี้ก็ยังดีกว่าช่วงหลังของชาติที่แล้วมาก ไม่ต้องเลี้ยงไหม และไม่ต้องลงนา งานที่ต้องทำก็น้อยลงมาก ในใจของนางยังมีความหวังอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือรอให้บ้านสกุลเหยาร่ำรวย เมื่อถึงตอนที่บ้านจ้างคนรับใช้ได้แล้ว มารดาเหยาก็คงไม่ด่านางทุกวันเช่นนี้อีก ชาติที่แล้ว ตอนจินเสี่ยวเยี่ยเพิ่งแต่งเข้าบ้านสกุลเหยา มารดาเหยาก็อารมณ์ร้ายเช่นกัน ทะเลาะกับจินเสี่ยวเยี่ยอยู่เสมอ แต่เมื่อบ้านสกุลเหยามีเงินมากขึ้น อารมณ์ของนางก็ค่อย ๆ ดีขึ้น และไม่ทะเลาะกับจินเสี่ยวเยี่ยอีกเลย เรื่องราวของบ้านสกุลเหยา หลีชิงจื้อไม่รู้แม้แต่น้อย หลังจากพาเด็กทั้งสองอาบน้ำแล้ว ทั้งสามก็ช่วยกันกินซาลาเปา ซาลาเปาเย็นชืดไปแล้ว หากนำไปนึ่งอีกครั้ง รสสัมผัสจะดีขึ้นมาก แต่การก่อไฟในชนบทเป็นเรื่องยุ่งยาก หลีชิงจื้อจึงไม่คิดจะเสียเวลา อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือเด็กทั้งสอง ก็ไม่ได้ใส่ใจกับรสสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้น ระหว่างกินซาลาเปา หลีเอ้อร์เหมาถามขึ้นว่า “ท่านพ่อ พรุ่งนี้พวกเราจะได้กินซาลาเปาอีกหรือไม่?” “พ่อก็ไม่แน่ใจ แต่รับรองว่าได้กินของอร่อยแน่นอน” อาหารที่บ้านสกุลจูจัดให้เขาไม่น่าจะแย่ สำหรับเด็กสองคนที่กินแต่ข้าวกับผักอยู่ทุกวันแล้ว คงถือว่าอร่อยมาก “แต่ถึงตอนนั้นพวกเจ้าต้องเชื่อฟัง ห้ามวิ่งซุกซนเด็ดขาด” “พวกเราจะเชื่อฟังแน่นอนขอรับ!” หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมารับปากพร้อมกัน ขอเพียงไม่วิ่งซุกซนก็ได้กินของอร่อย เช่นนั้นพวกเขาไม่มีทางวิ่งซุกซนแน่นอน! “พ่อเชื่อว่าต้าเหมากับเอ้อร์เหมาต้องเป็นเด็กดีแน่” หลีชิงจื้อลูบศีรษะที่ตัดสั้นของเด็กทั้งสอง ก่อนจะก้มลงหอมแก้มเล็ก ๆ ของพวกเขา ผู้คนในยุคนี้ต่างไว้ผมยาวก็จริง แต่เด็กเล็กมักถูกโกนผม โดยเฉพาะในชนบท ไว้ผมยาวให้เด็กดูแลลำบาก อีกทั้งยังเป็นเหาง่าย ระหว่างที่กำลังพูดกัน จินเสี่ยวเยี่ยก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้าที่ขอยืมมา “ข้าตกลงกับเขาแล้วว่าจะยืมสองวัน นอกจากนี้ยังขอยืมผ้ามาจากท่านแม่อีกเล็กน้อย พรุ่งนี้จะตัดเสื้อผ้าใหม่ให้ต้าเหมากับเอ้อร์เหมา” “เสี่ยวเยี่ย ลำบากเจ้าแล้ว” หลีชิงจื้อจับมือนางไว้ ก่อนจะลูบเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว จินเสี่ยวเยี่ยทำงานหนักมาตลอด มือจึงหยาบกร้าน แต่เขากลับชอบการได้สัมผัสตัวนางเหลือเกิน! จินเสี่ยวเยี่ยถึงกับพูดไม่ออก...ตั้งแต่หลีชิงจื้อกลับมา เขาก็ชอบแตะเนื้อต้องตัวนางอยู่เรื่อย! จินเสี่ยวเยี่ยไม่ได้รังเกียจที่หลีชิงจื้อเข้ามาใกล้ชิดนาง แต่หลีชิงจื้อหาโอกาสเมื่อใดก็จับมือนางเมื่อนั้น...นางยังไม่ค่อยชินอยู่บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของหลีชิงจื้อยังอ่อนแอถึงเพียงนี้ ตอนนี้ยังไม่ควรคิดเรื่องพวกนั้นจะดีกว่า! ที่จริงแล้วหลีชิงจื้อไม่ได้คิดจะทำอะไร เขาเพียงอยากมีการสัมผัสทางกายกับใครสักคน โดยเฉพาะกับจินเสี่ยวเยี่ย จินเสี่ยวเยี่ยคือภรรยาของเขา เป็นคนที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขาก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้นแล้ว เตียงของบ้านพวกเขากว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรครึ่ง เมื่อหลีชิงจื้อพาเด็กทั้งสองขึ้นนอน ก็ไม่มีที่ให้จินเสี่ยวเยี่ยอีก ดังนั้นช่วงนี้จินเสี่ยวเยี่ยจึงนอนบนพื้นมาตลอด และคืนนี้ก็เช่นกัน หลังจากล้มตัวลงนอน หลีชิงจื้อเล่านิทานให้เด็กทั้งสองฟังสองเรื่อง จากนั้นก็พาทั้งสองทบทวนสูตรคูณ...เมื่อเด็กทั้งสองหลับแล้ว เขาจึงเรียกเบา ๆ ว่า “เสี่ยวเยี่ย” “อืม?” จินเสี่ยวเยี่ยขานรับ นางยังไม่หลับ เพราะกำลังคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ หลีชิงจื้อกล่าวว่า “เสี่ยวเยี่ย นายท่านจูบอกแล้วว่า เมื่อข้าเขียนหนังสือเสร็จ ท่านจะให้เงินข้าเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง ถึงตอนนั้นพวกเราไปซื้อเตียงใหม่กันเถิด...” หน้าร้อนยังพอทนได้ จินเสี่ยวเยี่ยนอนบนพื้นก็ไม่เป็นไร แต่หน้าหนาวเช่นนั้นไม่ได้แน่ ฤดูหนาวทางใต้ แม้อุณหภูมิจะดูไม่ต่ำมาก ชาวหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนก็ยังมีผักเขียวหรือหัวไชเท้าให้กิน แต่ที่นี่มีความชื้นสูงมาก หากนอนบนพื้น ความชื้นที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดินจะทำให้ร่างกายหนาวเย็นไปทั้งตัว ยิ่งไปกว่านั้น พื้นบ้านของพวกเขายังเป็นพื้นดินอีกด้วย! หลีชิงจื้อคิดจะซื้อเตียงเพราะเรื่องนี้จริงหรือ? จินเสี่ยวเยี่ยกระแอมเบา ๆ ก่อนถามว่า “นายท่านจูจะให้ค่าตอบแทนท่านอีกเท่าใด?” “ตอนนี้ยังไม่ทราบ” หลีชิงจื้อตอบ “หากข้าเขียนได้ดี ก็คงให้ไม่น้อย” คิดไม่ถึงว่าจะยังมีรายได้เพิ่มอีกก้อนหนึ่ง จินเสี่ยวเยี่ยรู้สึกยินดีไม่น้อย จึงเริ่มคุยกับหลีชิงจื้อถึงสิ่งของต่าง ๆ ที่บ้านยังขาดอยู่ นอกจากเตียงแล้ว บ้านของพวกเขายังต้องมีโต๊ะสักตัว โอ่งใส่น้ำสักใบ จินเสี่ยวเยี่ยยังอยากได้ถังใส่ข้าวสาร ถังใส่มูลสัตว์ แล้วก็ถังใส่ข้าวเปลือกอีกด้วย... “ข้าวของในบ้านพวกเรามีน้อยเกินไป ต้องค่อย ๆ เก็บสะสม แต่ก่อนอื่นต้องใช้หนี้ให้หมดเสียก่อน...” จินเสี่ยวเยี่ยวางแผนถึงอนาคต หลีชิงจื้อฟังแล้วรู้สึกหัวใจร้อนผ่าว สิ่งที่จินเสี่ยวเยี่ยพูดล้วนเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้เองที่ประกอบขึ้นเป็นครอบครัวหนึ่ง ตอนนี้เขามีครอบครัวแล้ว เขาจะต้องตั้งใจสะสมทรัพย์สินของบ้าน ทำให้คนในครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ รุ่งเช้าวันถัดมา หลีชิงจื้อยังคงตื่นแต่เช้าตรู่เช่นเดิม ด้านนอกฟ้ายังมืดอยู่ แต่จินเสี่ยวเยี่ยตื่นแล้ว พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวฝั่งหลีชิงจื้อ นางก็เอ่ยว่า “อาชิง ท่านนอนต่ออีกสักหน่อยเถิด ข้าจะไปทำอาหารเช้า” ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้ออยู่แต่บ้าน ไม่มีงานอื่นทำ จินเสี่ยวเยี่ยจึงยกหน้าที่ทำอาหารให้เขา แต่ตอนนี้หลีชิงจื้อได้งานที่ดีถึงเพียงนี้...นางจึงตั้งใจจะรับหน้าที่ทำอาหารกลับมาทำเอง ปกติบ้านของพวกเขาไม่กินอาหารเช้าแต่เช้าถึงเพียงนี้ แต่วันนี้หลีชิงจื้อต้องออกไปทำงาน ก่อนออกจากบ้านย่อมต้องกินอะไรสักหน่อย “ข้าไปกับเจ้าด้วย” หลีชิงจื้อกล่าว แม้นายท่านจูจะบอกว่ามีอาหารเลี้ยง แต่เขายังไม่รู้ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันแรก เขาจึงตั้งใจจะกินอะไรรองท้องก่อนออกจากบ้าน ตัวเขาหิวสักหน่อยไม่เป็นไร แต่จะปล่อยให้เด็กทั้งสองหิวตลอดไม่ได้ จินเสี่ยวเยี่ยย่อมไม่ขัดข้อง ทั้งสองจึงเข้าไปในครัวพร้อมกัน ............................................................... บ้านสกุลเหยาที่อยู่ข้าง ๆ เริ่มก่อไฟทำอาหารแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยจึงถือฟืนเดินไปขอไฟกลับมา ข้าวสารขาวที่พวกเขาตำไว้ก่อนหน้านี้ยังเหลืออยู่บ้าง นางจึงหุงข้าวขาว แล้วนำปลาเค็มที่ซื้อมาเมื่อวานไปนึ่งด้วย หลังจากนั้นก็เหลือเพียงคอยก่อไฟ ซึ่งหลีชิงจื้อเป็นคนทำ แสงไฟจากเตาไฟส่องกระทบใบหน้าของหลีชิงจื้อ สว่างวูบไหวอยู่เป็นระยะ จินเสี่ยวเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หลีชิงจื้อ ภายหน้าข้าอยากเช่าเรือสักลำมาทำการค้า” “ดีสิ เสี่ยวเยี่ย แล้วเจ้าอยากค้าขายอะไร?” หลีชิงจื้อตอบรับทันที ก่อนหน้านี้เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่า จินเสี่ยวเยี่ยไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่บ้าน ทำแต่งานไร่งานนาและเลี้ยงดูลูกทุกวันอย่างสงบเสงี่ยม