สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 46 — 046
บทที่ 46 หนังสือที่ทำให้ผู้คนวางไม่ลง ในเวลาเดียวกัน สหายร่วมสำนักสองคนของจูสวินเหมี่ยวก็มาที่บ้านสกุลจู เพื่อมาเยี่ยมจูเฉียน ทั้งสองต่างกล่าวยกย่องจูเฉียนเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยคำชื่นชมเขามากมาย อีกทั้งยังบอกว่าจะตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับจูเฉียน ส่วนจูเฉียน...จูเฉียนฟังไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกเขาพูดอะไร ทั้งสองพูดจาแบบนักปราชญ์ แถมยังอ้างอิงเรื่องราวโบราณหลายเรื่อง เขาฟังแล้วงุนงงไปหมด โชคดีที่หนังสือซึ่งหลีชิงจื้อเขียนไม่ได้เป็นเช่นนั้น! ถึงกระนั้น จูเฉียนก็ยังต้อนรับทั้งสองอย่างอบอุ่น แต่เขาไม่ได้แนะนำหลีชิงจื้อให้ทั้งสองรู้จัก หลังจากจูสวินเหมี่ยวทราบว่าหลีชิงจื้อคิดจะเข้าสอบรับราชการ ก็ย้ำกับจูเฉียนเป็นพิเศษว่า อย่าเล่าเรื่องของหลีชิงจื้อให้ผู้อื่นฟัง เรื่องที่หลีชิงจื้อช่วยบิดาของเขาเขียนหนังสือ ต่อให้ผู้อื่นรู้เข้า ก็ไม่กระทบต่อการเข้าสอบรับราชการของหลีชิงจื้อ แต่หากมีคนฉวยเรื่องนี้มาโจมตี กล่าวหาว่าหลีชิงจื้อเขียนบทความประจบเอาใจพ่อค้า...อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดี จูเฉียนรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่สนทนากับสหายร่วมสำนักของจูสวินเหมี่ยว จึงไม่ได้พูดคุยกับพวกเขามากนัก เมื่อทราบว่าสวีฉี่เฟยคัดลอกเนื้อหาช่วงต้นของหนังสือเสร็จเรียบร้อยแล้ว...หลังรับประทานอาหารเสร็จ จูเฉียนก็ถือหนังสือที่คัดลอกไว้ ไปพบสหายคนหนึ่งของตน หลังจากมีเงิน จูเฉียนก็หวังให้ทุกคนรู้ว่าเขามั่งคั่ง เขาจึงชอบสวมเสื้อผ้าหรูหรา และชอบสวมเครื่องประดับราคาแพง เขาไม่เคยปิดบังความมั่งคั่งของตนเอง เรื่องนี้ทำให้นักอ่านหนังสือบางคนดูแคลนเขา คิดว่าเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเงินทอง แต่อย่างไรเสีย ในอำเภอฉงเฉิงก็ยังมีคนที่มีรสนิยมตรงกับเขาอยู่! สหายของเขา ติงสี่ ก็เป็นหนึ่งในนั้น บิดาของติงสี่เป็นพ่อค้าเร่ประเภทที่หอบสินค้าเดินทางไปค้าขายตามที่ต่าง ๆ หลังจากแต่งงานกับมารดาของติงสี่และมีบุตรแล้ว เขากลับไปมีหญิงอื่นอยู่ข้างนอก จึงปฏิบัติต่อสองแม่ลูกอย่างย่ำแย่ ตลอดปีให้เงินพวกเขาไม่กี่ตำลึง สำหรับครอบครัวชาวนาทั่วไป หากมีที่ดินและมีรายได้พิเศษปีละไม่กี่ตำลึง ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างดี แต่คนที่อาศัยอยู่ในอำเภอต้องซื้อทั้งข้าว ผัก และฟืน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ...เงินเพียงเท่านั้นย่อมไม่พอใช้ มารดาของติงสี่จึงทำได้เพียงรับจ้างทอผ้าเพื่อหาเงิน ในอำเภอฉงเฉิง คนมีฐานะบางคนจะซื้อกี่ทอผ้ามาตั้งไว้ที่บ้านหลายหลัง แล้วจ้างคนมาทอผ้า มารดาของติงสี่ก็ทำงานเช่นนี้ ถึงแม้มารดาของติงสี่จะหาเงินได้ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านสกุลติงก็ยังลำบาก ช่วงแรกเป็นเพราะนางส่งติงสี่ไปเรียนหนังสือ ส่วนภายหลัง... มารดาของติงสี่ล้มป่วย ขณะที่ติงสี่กลับตัวใหญ่เป็นพิเศษ และกินเก่งเป็นพิเศษ เพื่อให้ตนเองอิ่มท้อง ติงสี่ซึ่งอายุเพียงสิบสี่ปี แต่รูปร่างสูงใหญ่ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ก็เริ่มไปรับจ้างแบกสินค้าที่ท่าเรือหาเงิน และเพราะร่างกายกำยำ จึงถูกเลือกให้ไปเป็นผู้คุ้มกันสินค้า ครั้งหนึ่งเขาเคยช่วยชีวิตพ่อค้าผู้หนึ่ง จึงได้รับเงินตอบแทนก้อนหนึ่ง เขานำเงินก้อนนั้นมาเป็นทุนตั้งสำนักคุ้มกันสินค้า อีกทั้งยังทำการค้าไปพร้อมกันด้วย ยี่สิบปีผ่านไป ทุกวันนี้ทรัพย์สินของติงสี่ยังสู้จูเฉียนไม่ได้ แต่ก็นับว่ามั่งคั่งมาก ภายในสำนักคุ้มกันสินค้าของเขายังมีผู้คุ้มกันสินค้าร่างกำยำอยู่เป็นจำนวนมาก ทันทีที่เห็นจูเฉียน ติงสี่ซึ่งสูงกว่าเขาอยู่หนึ่งศีรษะก็เดินเข้ามาตบไหล่จูเฉียนฉาดหนึ่ง “เหล่าจู เหตุใดวันนี้ถึงมีเวลามาหาข้า?” หากจูเฉียนไม่ได้อ้วนมีเนื้อหุ้มตัวมาก ป่านนี้คงเจ็บไปแล้ว เขาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “เหล่าติง เลิกลงไม้ลงมือเสียที เจ้าไม่รู้แรงมือของตัวเองหรือ?” “ข้ายังไม่ได้ออกแรงเลย เป็นเพราะร่างกายเจ้าอ่อนแอเกินไปต่างหาก!” ติงสี่ลูบเคราที่ยาวของตน เขาเลื่อมใสกวนอวิ๋นฉางที่สุด จึงไว้เคราแบบเดียวกัน ทั้งยังดูแลอย่างพิถีพิถัน ตัดแต่งจนเป็นระเบียบเรียบร้อย จูเฉียนคร้านจะเถียงกับเขา จึงเข้าเรื่องทันที “วันนี้ข้ามาหาเจ้า เพราะอยากให้เจ้าอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง” “ให้ข้าอ่านหนังสือ? เจ้าไม่รู้หรือว่าพอข้าอ่านหนังสือทีไร ก็ปวดหัวทุกที?” ติงสี่ขมวดคิ้ว “หนังสือเล่มนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าอ่านแล้วก็จะรู้เอง” จูเฉียนหยิบอัตชีวประวัติของตนส่งให้ติงสี่ ติงสี่แค่นเสียงเบา ๆ บนโลกนี้จะมีหนังสือที่เขาอ่านแล้วไม่ปวดหัวด้วยหรือ? เป็นไปไม่ได้! ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดจะอ่านนิยายอยู่เหมือนกัน แต่เพิ่งเปิดเรื่องมาก็เจอบทกวีช่วงหนึ่งแล้ว เขาอ่านไม่เข้าใจเลย ถึงอย่างนั้น เพราะเป็นหนังสือที่จูเฉียนส่งมาให้ เขาจึงรับมาอ่าน จูเฉียนกล่าวว่า “นี่คือหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับข้า!” แม้ติงสี่จะเป็นสหายของจูเฉียน แต่เรื่องราวในอดีตของจูเฉียนนั้น เขารู้ไม่มากนัก จูเฉียนชอบเล่าเรื่องเหล่านั้นให้คนในครอบครัวฟัง แต่ต่อหน้าสหายกลับไม่ค่อยพูดถึง เมื่อได้ยินว่าเป็นอัตชีวประวัติของจูเฉียน ติงสี่ก็อ่านอย่างตั้งใจ แล้ว... เขาอ่านจนจบโดยไม่รู้ตัว เมื่ออ่านจบ ติงสี่ก็ถามว่า “แล้วต่อจากนี้ล่ะ?” “ตอนต่อไปยังเขียนไม่เสร็จ” จูเฉียนตอบ “ยังเขียนไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร เจ้าเล่าให้ข้าฟังสิ!” ติงสี่กล่าวอย่างร้อนใจ เขาไม่คิดเลยว่าสหายของตนอย่างจูเฉียน จะเป็นคนที่เก่งกาจและมีความคิดถึงเพียงนี้! จูเฉียนปฏิเสธ “ข้าเล่าเองกับเขียนออกมาไม่เหมือนกัน” เรื่องธรรมดา ๆ ที่เขาเล่าออกมานั้น พอเขียนออกมากลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง! ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เขาเผชิญอันตรายแล้วหนีรอดมาได้ หากเล่าเองก็มีเพียงไม่กี่ประโยค แถมตอนนึกย้อนกลับไปยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่พอหลีชิงจื้อช่วยเขียน กลับทำให้เขาดูองอาจและหลักแหลมขึ้นมา ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอยากอ่านตอนต่อไปแล้ว! ติงสี่ “...” เวลานั้นจูเฉียนยิ้มบาง ๆ อีกครั้ง “เหล่าติง เจ้าอยากมีหนังสือที่เขียนเรื่องของเจ้าสักเล่มหรือไม่?” ติงสี่อยากได้แน่นอน! บ่ายวันนั้นเอง หลีชิงจื้อเพิ่งเขียนไปได้ไม่กี่อักษร จูเฉียนกับติงสี่ก็มาด้วยกัน ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อคิดไว้แล้วว่า หลังเขียนหนังสือของจูเฉียนเสร็จ จะหางานอื่นทำต่อ ไม่คิดเลยว่าเพียงพริบตาเดียว จูเฉียนก็แนะนำงานให้เขาอีกงานหนึ่ง หลีชิงจื้อตั้งใจจะเข้าสอบรับราชการจริง แต่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เขายังไม่มีทางเข้าสอบได้ ทั้งร่างกายของเขายังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทั้งความรู้ก็ยังไม่เพียงพอ เวลานี้มีโอกาสหาเงินเพิ่ม ย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง หลีชิงจื้อจึงตอบตกลง ติงสี่ดีใจมากเมื่อเห็นหลีชิงจื้อตอบรับ จึงยื่นมือออกไปหมายจะตบไหล่ของหลีชิงจื้อ แต่พอเห็นรูปร่างผอมราวกับลำไผ่ของหลีชิงจื้อ...มือที่ยื่นออกไปก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะค่อย ๆ ชักกลับมาเงียบ ๆ เขากลัวจริง ๆ ว่าหากตบลงไปเพียงครั้งเดียว หลีชิงจื้อคงกระดูกแทบแตกทั้งร่าง “ท่านหลี ตอนเขียนหนังสือให้ข้า ท่านต้องเขียนให้ข้าดูองอาจหน่อยนะ!” ติงสี่กล่าว “นายท่านติงวางใจได้ ข้าจะเขียนตามที่ท่านต้องการอย่างแน่นอน” หลีชิงจื้อรู้สึกว่าสิ่งที่ตนกำลังเขียนก็คืองานที่เขียนตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาย่อมต้องทำตามความต้องการของอีกฝ่าย ติงสี่ดีใจมาก “เช่นนั้นข้าจะรอ! ท่านหลี ข้าเลี้ยงอาหารท่านดีกว่า!” หลีชิงจื้อตอบรับด้วยความยินดี ติงสี่พาหลีชิงจื้อไปเลี้ยงอาหารที่หอสุราแห่งหนึ่งใกล้บ้านสกุลจู เขาสั่งอาหารรวดเดียวแปดอย่าง ในจำนวนนี้หกอย่างเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ “ท่านหลี ท่านผอมเกินไปแล้ว ควรกินให้มากหน่อย” หลีชิงจื้อทำได้เพียงกล่าวว่า “ปกติข้าก็กินไม่น้อย” ติงสี่ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย หลีชิงจื้อจึงได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ ก่อนจะมองติงสี่ด้วยความอิจฉาอยู่บ้าง ติงสี่มีอายุราวสี่สิบกว่าปี กล้ามเนื้อแน่นทั้งตัว ต้นขาของเขายังใหญ่กว่าเอวของหลีชิงจื้อเสียอีก...นี่คือรูปร่างที่ผู้ชายในยุคปัจจุบันใฝ่ฝันมากที่สุด! ส่วนเหตุที่บอกว่าเป็นรูปร่างที่ผู้ชายในยุคปัจจุบันชื่นชอบ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่ได้ชอบรูปร่างเช่นนี้ ในชาติก่อน หลีชิงจื้อใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากมีรูปร่างแบบติงสี่ เขามีความสามารถพิเศษซึ่งสามารถใช้ปรับสภาพร่างกายของตนเองได้ ตามหลักแล้ว เขาสามารถมีกล้ามเนื้อได้ แต่ในวันสิ้นโลกกลับมีอาหารไม่เพียงพอ ต่อให้แม่บ้านเก่งเพียงใด หากไร้ข้าวสารก็หุงข้าวไม่ได้ ในเมื่อเขาได้รับอาหารไม่เพียงพอ ก็ไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาได้เลย! อันที่จริงตัวเขาในวันสิ้นโลกก็ผอมไม่ต่างจากตอนนี้ ก่อนตายยังผอมกว่าตอนนี้เสียอีก แต่ในอนาคต เขาน่าจะมีรูปร่างแบบติงสี่ได้ อาหารของบ้านสกุลจูนับว่าดีมากแล้ว แต่ก็ยังเทียบกับหอสุราไม่ได้ เพียงอาหารจานแรกที่ยกมา ก็ทำให้หลีชิงจื้อตกตะลึงแล้ว วัตถุดิบของอาหารจานนี้เขาเคยกินมาก่อน เป็นปลาเหยื่อขาวที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่จานนี้นำไปทอด! ปลาเหยื่อขาวทั้งเรียวยาวและตัวเล็ก เมื่อนำไปหมักแล้วทอดจนกรอบ กระดูกทุกชิ้นก็สามารถเคี้ยวกินได้ทั้งหมด...หลีชิงจื้อคีบให้ลูกทั้งสองคนละตัว ส่วนตัวเองก็ลองชิมหนึ่งตัว ก่อนจะประทับใจในรสชาติทันที ของทอดช่างเป็นอาหารที่ทำให้ผู้คนยากจะต้านทานได้จริง ๆ! แม้เครื่องปรุงในสมัยโบราณจะมีไม่มากเท่ายุคปัจจุบัน แต่วิธีการปรุงอาหารกลับพิถีพิถันอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น อาหารขึ้นชื่อของหอสุราแห่งนี้ คือการนำไก่ทั้งตัวลงทอดในน้ำมันก่อน แล้วจึงนำขึ้นมาต้มต่อในน้ำพะโล้สูตรพิเศษ...ไก่ที่ทำออกมาด้วยวิธีนี้เข้าเนื้อทุกส่วน โดยเฉพาะหนังไก่ที่อร่อยเป็นเลิศ “ท่านหลี กินให้มากหน่อย” ตอนแรกติงสี่เอาแต่คอยตักอาหารให้หลีชิงจื้อ แต่พอตักไปตักมา เขากลับเงียบลง สุดท้ายถึงกับกล่าวว่า “ท่านหลี...ท่านดูแลร่างกายด้วย...” หลีชิงจื้อกินมากเสียจนติงสี่ตกใจ แม้แต่จูเฉียนก็เริ่มเป็นห่วงเช่นกัน...ความอยากอาหารของหลีชิงจื้อนั้น แทบจะตามติงสี่ทันแล้ว!