← สารบัญ สามีข้ามาจากอนาคต

สามีข้ามาจากอนาคต

ตอนที่ 47047

บทที่ 47 การเริ่มต้นครั้งใหม่ของจินเสี่ยวเยี่ย พวกเขาสั่งอาหารมาหลายอย่าง แต่หลีชิงจื้อไม่ได้เอาแต่กินกับข้าว เพียงชั่วครู่เดียว เขาก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ตักข้าวมาให้ถึงหกชามแล้ว อ้อ...ชามของหอสุราแห่งนี้เล็กกว่าชามของบ้านสกุลจูมาก สองชามจึงจะเท่ากับหนึ่งชามของบ้านสกุลจู เมื่อเห็นดังนั้น หลีชิงจื้อก็ยิ้ม “ข้ากินจุไปสักหน่อย...” พูดจบ เขาก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ตักข้าวมาให้อีกหนึ่งชาม ติงสี่ “...” เขาเป็นคนที่ขึ้นชื่อว่ากินจุมาโดยตลอด เมื่อก่อนเวลาออกมากินข้าวข้างนอกแล้วกินมากเกินไป ยังเคยถูกคนหัวเราะเยาะว่าราวกับผีอดตายมาเกิด แต่ตอนนี้...หลีชิงจื้อกินไม่น้อยกว่าเขาเลย! คนที่ผอมถึงเพียงนี้ กินของเข้าไปมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน? หากหลีชิงจื้อกินจนร่างกายพัง จะยังเขียนหนังสือให้เขาได้หรือ? จะยังเขียนหนังสือของจูเฉียนต่อได้หรือ? ตอนนี้เขาอยากรู้เนื้อหาตอนต่อของหนังสือจูเฉียนเสียเหลือเกิน! ติงสี่กำลังกลัดกลุ้ม ก็เห็นหลีชิงจื้อหยุดกิน ในที่สุดหลีชิงจื้อก็หยุดกิน ติงสี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ผ่านไปไม่นาน หลีชิงจื้อก็เริ่มกินอีกครั้ง ติงสี่ “...” สาเหตุที่หลีชิงจื้อหยุดกินชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะอิ่ม แต่เป็นเพราะเขาเห็นเหยาเจิ้นฟู่ เขากับจูเฉียนและติงสี่กำลังนั่งกินอาหารอยู่ริมหน้าต่างบนชั้นสองของหอสุรา เมื่อมองลงไปจากหน้าต่าง เขาก็บังเอิญเห็นเหยาเจิ้นฟู่ออกมาจากประตูบานหนึ่งในตรอกฝั่งตรงข้ามหอสุรา อีกทั้งยังอาลัยอาวรณ์อยู่กับสตรีวัยราวสามสิบกว่าปีที่หน้าประตู ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากอาลัยอาวรณ์กันอยู่พักหนึ่ง เหยาเจิ้นฟู่ก็เดินตามสตรีผู้นั้นกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ทั้งสองดูสนิทสนมกันอย่างยิ่ง...วันนี้เหยาเจิ้นฟู่ไม่ต้องไปเรียนหนังสือแต่ยังเข้าอำเภอ ก็เพื่อมาพบหญิงคนรักอย่างนั้นหรือ? ก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อเพียงรู้สึกว่าเหยาเจิ้นฟู่เป็นคนใจกว้างไม่พอ และไม่เข้าใจความลำบากของบิดามารดา อย่างแรกไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนอย่างหลัง...ที่เหยาเจิ้นฟู่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะนายท้ายเรือเหยาตามใจเกินไป ก่อนหน้านี้เขาเคยแนะนำให้นายท้ายเรือเหยาพาเหยาเจิ้นฟู่ไปทำนา แต่คำตอบแรกที่ได้รับก็คือ “ลูกชายข้าเป็นบัณฑิต จะไปทำนาได้อย่างไร?” เมื่อนายท้ายเรือเหยาพูดเช่นนั้นแล้ว เขาย่อมไม่พูดอะไรต่อให้เสียมารยาท แต่ตอนนี้...เหยาเจิ้นฟู่กลับมีหญิงคนรักอยู่ในอำเภอ! หลีชิงจื้อรู้ว่าจินเสี่ยวเยี่ยกับจินโม่ลี่ไม่ได้สนิทกันนัก แต่ทั้งสองก็ยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และไม่ได้ตัดขาดการไปมาหาสู่โดยสิ้นเชิง เขาจึงคิดว่าเมื่อกลับไปแล้ว ควรบอกเรื่องนี้ให้จินเสี่ยวเยี่ยรู้สักหน่อย เมื่อจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจแล้ว หลีชิงจื้อก็สั่งข้าวเพิ่มอีกหนึ่งชาม ติงสี่ “...” หากหลีชิงจื้อยังกินต่อไป คงได้อาเจียนแน่! แต่หลีชิงจื้อไม่ได้อาเจียน หลังจากกินเสร็จ สีหน้าของเขายังคงเป็นปกติ เมื่อเห็นว่ายังมีกับข้าวเหลืออยู่บนโต๊ะ ก็ถามขึ้นว่า “นายท่านติง กับข้าวเหล่านี้ข้าขอนำกลับบ้านได้หรือไม่?” ทุกครั้งที่จูเฉียนกับติงสี่ออกมากินข้าวข้างนอก เพื่อรักษาหน้า ทั้งสองจะต้องสั่งอาหารหลายอย่าง จนสุดท้ายกินไม่หมดและเหลือทิ้งไว้ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับพวกเขา หากเลี้ยงแขกแล้วอาหารบนโต๊ะถูกกินจนหมด ถือเป็นเรื่องเสียหน้ามาก ส่วนการนำอาหารที่กินไม่หมดกลับบ้าน ก็ยิ่งน่าอับอายเข้าไปใหญ่! แต่ตอนนี้...หลีชิงจื้อกลับจะนำอาหารเหลือกลับบ้าน? ทั้งสองต่างอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่หลังจากหายอึ้งแล้ว ก็พลันนึกถึงเรื่องในอดีตของตนเอง สมัยที่ชีวิตยังลำบาก หากกินอาหารไม่หมด พวกเขาก็ต้องหอบกลับบ้านเช่นกัน รวมทั้งตอนเพิ่งเริ่มทำการค้า ตอนนั้นมีเงินติดตัวไม่มาก แต่ก็จำเป็นต้องเลี้ยงรับรองผู้คน สั่งอาหารมาหลายอย่างจนกินไม่หมด เพื่อรักษาหน้าก็ไม่อาจนำกลับบ้านได้ พอกลับถึงบ้านก็เสียดายแทบแย่... ติงสี่กล่าวว่า “แน่นอนว่าได้” หลีชิงจื้อกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณนายท่านติง” จากนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาให้นำกระดาษน้ำมันมาห่อกับข้าวประเภทเนื้อสัตว์ที่เหลืออยู่บนโต๊ะ เขากินข้าวไปถึงแปดชาม แต่กินกับข้าวไม่มาก จึงยังเหลืออยู่อีกไม่น้อย ไม่ใช่ว่าเขาวางแผนจะห่อกลับบ้านตั้งแต่แรก เพียงแต่กลัวว่าหากตนเองกินมากเกินไป คนอื่นจะไม่พอกิน อีกทั้งเขารู้ธรรมเนียมของผู้คนในยุคนี้ดี หากเขากินกับข้าวจนหมด ติงสี่ย่อมต้องสั่งอาหารเพิ่มอีกแน่นอน หลังห่อกับข้าวที่เหลือเรียบร้อยแล้ว ตะกร้าในมือของหลีชิงจื้อก็เต็มแน่น แถมยังหนักไม่น้อย เวลานี้ก็สายมากแล้ว เมื่อครู่เขายังเห็นเหยาเจิ้นฟู่รีบจากไปอย่างลุกลี้ลุกลน...หลีชิงจื้อจึงหิ้วตะกร้าไปหานายท้ายเรือเหยา เมื่อหลีชิงจื้อไปถึง เหยาเจิ้นฟู่ก็มาถึงก่อนแล้ว กำลังหอบหายใจไม่หยุด พอเห็นหลีชิงจื้อ เหยาเจิ้นฟู่ก็แค่นเสียงเบา ๆ “เจ้ามาช้าอีกแล้ว!” หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ขออภัย...นายท้ายเรือเหยา วันนี้บ้านสกุลจูมีไก่ ข้ายังไม่ได้แตะต้องเลย จึงหอบกลับมา ท่านนำกลับไปกินกับข้าวเถอะ” นายท้ายเรือเหยาอยากกินเนื้อมาก แต่ก็เกรงใจ “เช่นนั้นจะดีหรือ?” “วันนี้นายท่านจูยังให้กับข้าวอย่างอื่นแก่ข้าอีก” หลีชิงจื้อกล่าวพลางชี้ไปยังกระดาษน้ำมันหลายห่อ เมื่อนายท้ายเรือเหยาได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่ปฏิเสธอีก แต่เหยาเจิ้นฟู่กลับกล่าวว่า “ท่านพ่อ เหตุใดแม้แต่ของเหลือจากคนอื่นก็ยังจะเอา!” นายท้ายเรือเหยารู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างยิ่ง และในเวลานั้นเอง เสียงของจินเสี่ยวซู่ก็ดังขึ้น “หากท่านไม่เอาก็ดีเลย พี่เขย ท่านให้ไก่ข้าเถอะ!” หลีชิงจื้อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นจินเสี่ยวเยี่ยกับจินเสี่ยวซู่กำลังพายเรือลำหนึ่งอ้อมโค้งน้ำตรงหน้าเข้ามา เรือที่ทั้งสองพายดูเก่าอยู่บ้าง จินเสี่ยวซู่ยืนอยู่หัวเรือ จ้องตะกร้าในมือของหลีชิงจื้อพลางกลืนน้ำลาย “พี่เขย แม้แต่กับข้าวเหลือข้าก็ไม่รังเกียจ นับประสาอะไรกับของที่ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง! ให้ข้ากินเถอะ!” หลังจากหลีชิงจื้อพาลูกทั้งสองเข้าอำเภอไปแล้วในวันนี้ จินเสี่ยวเยี่ยก็หุงข้าวหม้อหนึ่งอยู่ที่บ้าน เมื่อก่อนนางไม่ค่อยหุงข้าวสวย แต่ระยะนี้หลีชิงจื้อนำเงินกลับบ้านทุกวัน...ตอนนี้นางจึงหุงข้าวสวยทุกวัน ความรู้สึกหิวโหยนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ ในเมื่อกินให้อิ่มได้ นางก็ไม่อยากทนหิวอีก หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จินเสี่ยวซู่ก็มาถึง จากนั้นทั้งสองก็เดินเท้าไปหานายท้ายเรือเฒ่าที่ต้องการปล่อยเช่าเรือด้วยกัน ทั้งสองเดินไปถามทางไปตลอด จนกระทั่งเที่ยงวันจึงหาตัวอีกฝ่ายพบ และได้เห็นเรือลำนั้น นายท้ายเรือเฒ่าผู้นี้มีที่ดินไม่มาก นาข้าวมีเพียงกว่าหนึ่งหมู่เล็กน้อย ผลผลิตที่ได้ยังไม่พอเลี้ยงคนทั้งบ้าน โชคดีที่ตอนแยกเรือน บิดาของเขาแบ่งเรือลำหนึ่งให้ เขาจึงอาศัยเรือลำนี้หาเลี้ยงครอบครัวได้ นายท้ายเรือเฒ่ามีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวสองคน บุตรสาวทั้งสองแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ส่วนบุตรชายก็แต่งงานและมีลูกแล้วเช่นกัน เมื่อหลายปีก่อน เขาตั้งใจจะยกเรือลำนี้ให้บุตรชาย ส่วนตัวเองก็อยู่บ้านทำไร่ทำนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ แต่บุตรชายกลับถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน แล้วได้รับบาดเจ็บโดยไม่คาดคิด หลังจากนั้นก็มีไข้สูงไม่ยอมหาย สุดท้ายก็เสียชีวิต โชคดีที่บุตรชายของเขาทิ้งหลานชายไว้คนหนึ่ง เขาจึงยังคงพายเรือหาเลี้ยงหลานต่อไป แต่เมื่อไม่นานมานี้ ระหว่างช่วยผู้เช่าเรือขนสินค้า เขาได้รับบาดเจ็บที่เอว จนไม่อาจทำงานหนักได้อีก เขาไม่สามารถพายเรือต่อไปได้ จึงคิดจะปล่อยเช่าเรือ นายท้ายเรือเฒ่าเก็บค่าเช่าไม่แพง เพราะเรือของเขาค่อนข้างเก่า อีกทั้งหลานชายของเขากับน้องชายของลูกสะใภ้ต่างก็หมายตาเรือลำนี้ไว้ และไม่ยอมให้ผู้อื่นมาเช่า หลังจากจินเสี่ยวเยี่ยสอบถามจนเข้าใจสถานการณ์และตรวจดูเรือเรียบร้อยแล้ว ก็คิดจะเช่าเรือลำนี้ ที่หลานชายของนายท้ายเรือเฒ่ากับน้องชายของลูกสะใภ้ต่างก็อยากได้เรือลำนี้ ทำให้เรื่องค่อนข้างยุ่งยากจริง ๆ คนในหมู่บ้านเดียวกับนายท้ายเรือเฒ่าล้วนไม่กล้าเช่าเรือ เพราะถูกคนทั้งสองก่อกวน แต่จินเสี่ยวเยี่ยไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกับนายท้ายเรือเฒ่า หรือหลานชายของนายท้ายเรือเฒ่ากับน้องชายของลูกสะใภ้จะกล้าตามไปหาเรื่องนางถึงหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน? จินเสี่ยวเยี่ยตกลงค่าเช่าได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสองตกลงกันว่าจะจ่ายค่าเช่าทุกสิบวัน โดยวันนี้ยังไม่นับเป็นค่าเช่า จากนั้นนางก็พายเรือของนายท้ายเรือเฒ่าออกมา ระหว่างนั้น หลานชายของนายท้ายเรือเฒ่าเคยมาหาถึงที่ แต่จินเสี่ยวเยี่ยไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย “ข้ามาจากหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน แซ่จิน หากเจ้ามีอะไรไม่พอใจ ก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียน!” พูดจบ จินเสี่ยวเยี่ยยังเสริมอีกประโยค “พี่น้องฝ่ายบ้านเดิมของข้ามีหลายคน ลุงใหญ่ของข้าทำงานอยู่ในกองทหารรักษาการณ์ท้องถิ่น!” สุดท้ายหลานชายของนายท้ายเรือเฒ่าก็ไม่กล้าก่อเรื่องอีก