สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 56 — 056
บทที่ 56 เงินหนึ่งร้อยตำลึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังมีเนื้อให้กินอีก หลีชิงจื้อนำเนื้อที่หอบกลับบ้านออกมา จินเสี่ยวเยี่ยแบ่งออกเป็นสามส่วน หลีเหล่าเกินก็รีบหยิบขึ้นมากินอย่างอดใจไม่ไหว ขณะพวกเขากำลังรับประทานอาหาร ก็มีคนถือไข่ไก่มาถึง “เสี่ยวหลีเอาอาหารกลับมาอีกแล้วหรือ? ทำงานอยู่บ้านนายท่านจูนี่ดีจริง ๆ” “เนื้อจานนี้ดูน่ากินเหลือเกิน” “ทั้งเสี่ยวหลีทั้งเสี่ยวเยี่ยต่างก็มีความสามารถ หลีเหล่าเกิน เจ้าช่างมีวาสนาดีนัก!” ... ครั้งหนึ่งคนทั้งหมู่บ้านเคยคิดว่าหลีชิงจื้อมีปัญหาทางสมอง แต่ต่อมาหลีชิงจื้อถึงกับรับจ้างคัดลอกหนังสือได้... เช่นนั้นสมองของเขาคงไม่มีปัญหาแล้ว ส่วนร่างกายนั้น... ผ่านมาตั้งนานยังไม่อ้วนขึ้นเลยสักนิด คงจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ถึงหลีชิงจื้อจะมีปัญหา เขาก็ยังหาเงินได้! แถมยังหอบเนื้อกลับบ้านได้อีก! ทุกวันนี้คนในหมู่บ้านต่างรู้สึกว่าหลีชิงจื้อเป็นคนมีอนาคต หลีเหล่าเกินฟังคำพูดของทุกคนแล้วก็ยิ้มจนหน้าบาน ส่วนจินเสี่ยวเยี่ยกลับวางตะเกียบลง แล้วหยิบดอกไม้ผ้าออกมาให้ทุกคนเลือก ดอกไม้ผ้าเหล่านี้ล้วนมีสีสันสดใส ชาวบ้านไม่ค่อยเลือกดอกไม้สีเรียบ ๆ ส่วนดอกไม้สีขาวนั้น ย่อมสวมใส่ก็ต่อเมื่อมีคนในบ้านเสียชีวิต คนที่นำไข่ไก่มาแลกมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกดอกไม้ที่ตนชอบได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อฟ้ามืดลง ก็ไม่มีใครมาอีก จินเสี่ยวเยี่ยจึงอาศัยความมืดเดินไปอาบน้ำหลังบ้าน เพราะมัวแต่ต้อนรับชาวบ้านจนไม่มีเวลาไปอาบน้ำที่ลำธาร จินเสี่ยวซู่กับหลีเหล่าเกินจึงช่วยหาบน้ำมาให้นาง เพื่อให้นางตักน้ำชำระร่างกายได้ หลังอาบน้ำเสร็จและเอนกายนอนบนที่นอน จินเสี่ยวเยี่ยยังตื่นเต้นไม่หาย “อาชิง ดอกไม้ผ้านี่ขายดีทีเดียว พรุ่งนี้ข้าจะไปหาพี่หวัง ให้ช่วยทำเพิ่มอีกหน่อย! แล้วก็ให้นางลองคิดลวดลายแบบอื่น ๆ ดูด้วย...” “เสี่ยวเยี่ย เจ้าฉลาดจริง ๆ” หลีชิงจื้อเอ่ยชม “อาชิง ตอนนี้ข้าหาเงินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ!” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวต่อ “น่าเสียดายที่ทุกวันยังต้องจ่ายค่าเช่าเรือตั้งสี่สิบอีแปะ!” หลายวันมานี้ จินเสี่ยวเยี่ยหาเงินได้วันละประมาณหนึ่งร้อยอีแปะ แต่หลังจ่ายค่าเช่าเรือก็เหลือเพียงหกสิบอีแปะ หนึ่งเดือนรวมกันยังไม่ถึงสองพวงเงิน อีกทั้งนางกับจินเสี่ยวซู่มีอยู่สองคน เมื่อนำมาคิดรวมกันแล้วก็ยิ่งเหลือไม่มาก แต่ต่อไปหากขายดอกไม้ผ้า นางน่าจะหาเงินได้อีกไม่น้อย! จินเสี่ยวเยี่ยเต็มไปด้วยกำลังใจ พลางวาดฝันถึงอนาคต “รอข้าหาเงินได้แล้ว จะต้องซื้อที่นาสักหลายหมู่ แล้วก็สร้างบ้าน ถึงตอนนั้นจะสร้างบ้านหลังใหญ่สี่ห้อง ต้าเหมากับเอ้อร์เหมาคนละสองห้อง!” “ได้” หลีชิงจื้อยิ้มรับ ก่อนถามว่า “เช่นนั้นพวกเราซื้อเตียงก่อนดีหรือไม่?” ทุกครั้งที่หาเงินได้ พอกลับถึงบ้านเขาก็มอบให้จินเสี่ยวเยี่ยทั้งหมด เวลานี้ในมือนางน่าจะมีเงินอยู่บ้างแล้ว แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับไม่ซื้ออะไรเลย ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขายังแทบไม่ต่างจากเดิม จินเสี่ยวเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ข้าจะให้คนช่วยซื้อไม้กระดานมาสักหน่อย ต่อเป็นเตียงใช้ไปก่อนก็พอ ตอนนี้พวกเรายังมีเงินไม่มาก แทนที่จะซื้อเตียง สู้ซื้อผ้าห่มเพิ่มอีกสองผืนก่อนดีกว่า ผ้าห่มที่บ้านเราไม่พอใช้” ตอนที่นางแต่งงานกับหลีชิงจื้อเป็นฤดูร้อน หลีชิงจื้อจึงเตรียมไว้เพียงผ้าห่มบางผืนเดียว ส่วนตอนที่นางออกเรือน บิดามารดาก็มอบผ้าห่มให้นางเพียงผืนเดียวเช่นกัน หลีเหล่าเกินไม่มีผ้าห่มใช้ ก่อนหน้านี้นางจึงยกผ้าห่มบางที่หลีชิงจื้อเตรียมไว้ให้หลีเหล่าเกิน ส่วนผ้าห่มในสินเดิมของนาง นางกับเด็กทั้งสองใช้ร่วมกัน ผ้าห่มผืนนั้นไม่ได้ใหญ่ ก่อนหน้านี้นางนอนกับหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมา สามคนก็ยังพอคลุมได้ แต่ตอนนี้มีหลีชิงจื้อเพิ่มเข้ามาอีกคน แน่นอนว่าย่อมไม่พอ ส่วนผ้าห่มของหลีเหล่าเกินก็ค่อนข้างบาง ควรทำให้หนาขึ้นเช่นกัน “นอกจากผ้าห่มแล้ว ยังต้องเตรียมเสื้อกันหนาวด้วย ท่านไม่มีเสื้อกันหนาวเลย ส่วนเสื้อกันหนาวเก่าของท่านพ่อก็ขาดเสียจนใส่แล้วไม่อุ่น...” จินเสี่ยวเยี่ยยกนิ้วนับไปทีละอย่าง ของทั้งหมดนี้ล้วนราคาไม่ถูก หากจะจัดหาครบ คงต้องใช้เงินหลายตำลึง ทุกครั้งที่คิดว่าที่บ้านยังขาดสิ่งใด จินเสี่ยวเยี่ยก็รู้สึกว่าทรัพย์สินในบ้านของตนมีน้อยเหลือเกิน ทั้งหม้อ ชาม ทัพพี โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง... ยังมีของอีกมากที่บ้านของนางไม่มี แต่ไม่เป็นไร ค่อย ๆ เก็บสะสมไป สักวันก็จะมีครบเอง หากนางขยันมากขึ้นอีกหน่อย ก็ยังเก็บสะสมไว้ให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาในภายหน้าได้อีก จินเสี่ยวเยี่ยพูดไปพูดมาก็ผล็อยหลับไป ทั้งยังกรนเบา ๆ ด้วย เพราะนางเหนื่อยเกินไปจริง ๆ หลีชิงจื้อนอนอยู่บนเตียง พลางทอดสายตามองไปข้างเตียง ค่ำคืนนี้มืดสนิท เขามองไม่เห็นจินเสี่ยวเยี่ยที่ปูนอนบนพื้นข้างเตียง แต่เขารับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของนาง สมัยอยู่ในวันสิ้นโลก ต่อให้มีเสียงเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยอยู่ข้างกาย เขาก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ แต่ตอนนี้... ไม่ว่าจะเป็นเสียงกบร้องจากด้านนอก เสียงกรนแผ่วเบาของจินเสี่ยวเยี่ย หรือเสียงลมหายใจของเด็ก ๆ ล้วนทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลีชิงจื้อหลับตาลง แล้วเริ่มโคจรพลังพิเศษ ร่างกายของเขาดีขึ้นมากแล้ว ระยะนี้เขามักใช้พลังพิเศษ “ชำระล้าง” สมองของตนเป็นครั้งคราว ผลลัพธ์ดีมาก ทุกวันนี้เพียงอ่านทวนอีกไม่กี่รอบ เขาก็สามารถท่องจำหนังสือได้แล้ว แต่เพราะต้องเสียเวลาไปกับการเขียนหนังสือและฝึกลายมือ หนังสือที่เขาท่องจำได้จึงยังมีไม่มาก ต่อให้ท่องจำได้แล้ว ก็ยังไม่เข้าใจเนื้อหาในหนังสืออย่างแท้จริง ภายหน้าเขาจำเป็นต้องหาอาจารย์ เพื่อศึกษาอย่างเป็นระบบ ขณะครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำต่อไป หลีชิงจื้อก็ค่อย ๆ หลับลึกเช่นกัน ...................................................................... แต่บ้านสกุลเหยาที่อยู่ข้าง ๆ กลับมีคนทั้งบ้านนอนไม่หลับตลอดคืน นายท้ายเรือเหยานอนพลิกตัวไปมาไม่หยุด มารดาเหยาก็ลืมตาโพลง นอนไม่หลับเช่นกัน เมื่อวานบุตรชายของพวกเขามาขอเงินหนึ่งร้อยตำลึงจากทั้งสอง และระหว่างมื้อเย็นของวันนี้ ก็ยังยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้ง ก่อนหน้านี้บุตรชายของพวกเขาเคยเข้าสอบระดับเซี่ยนซื่อ แต่สอบไม่ผ่าน ทว่าตอนนี้... จู่ ๆ บุตรชายกลับมาบอกพวกเขาว่า จะสอบผ่านเซี่ยนซื่อหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับเซี่ยนลิ่ง หากอยากสอบผ่าน ก็ต้องทำให้เซี่ยนลิ่งคุ้นหน้าคุ้นตาเสียก่อน ตามที่บุตรชายของพวกเขาพูด บรรดานักเรียนในอำเภอฉงเฉิงที่ครอบครัวมีฐานะ ต่างก็ให้บิดาเชิญเซี่ยนลิ่งไปรับประทานอาหาร หรือไม่ก็มอบของกำนัลให้เซี่ยนลิ่ง จึงสอบผ่านเซี่ยนซื่อได้โดยง่าย ส่วนที่เขาสอบไม่ผ่าน ก็เพราะเซี่ยนลิ่งไม่รู้จักแม้กระทั่งว่าเขาเป็นผู้ใด ตลอดเวลาที่พูด บุตรชายของพวกเขาเอาแต่โทษทั้งสองคนอยู่เสมอ คิดว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ จึงทำให้เขาสอบเซี่ยนซื่อไม่ผ่าน ทั้งยังบอกอีกว่า หากเขาสอบผ่านเซี่ยนซื่อได้ การสอบระดับฝู่ซื่อกับย่วนซื่อหลังจากนั้นก็ย่อมผ่านเช่นกัน แล้วเขาก็จะได้เป็นซิ่วไฉ นายท้ายเรือเหยารู้ว่า สิ่งที่เหยาเจิ้นฟู่พูดนั้นก็มีเหตุผลอยู่บ้าง หากมีความสัมพันธ์กับเซี่ยนลิ่ง การสอบผ่านเซี่ยนซื่อก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่หนึ่งร้อยตำลึงเงิน... นั่นตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเงินเชียวนะ! เดิมทีบิดามารดาของนายท้ายเรือเหยามีบุตรชายอยู่สองคน แต่พี่ชายของนายท้ายเรือเหยาล้มป่วยเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย สุดท้ายจึงเหลือเพียงนายท้ายเรือเหยาคนเดียว บ้านสกุลเหยามีฐานะมั่งคั่ง นายท้ายเรือเหยาจึงได้รับทรัพย์สินจากบิดามารดามาไม่น้อย เขาเป็นคนหัวไว จึงนำเงินไปซื้อเรือลำหนึ่ง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ครอบครัวของพวกเขาก็มีรายได้ที่มั่นคง เมื่อแรกแต่งงาน นายท้ายเรือเหยาออกไปรับจ้างพายเรือ แม้บางวันจะหาเงินได้เพียงสี่สิบหรือห้าสิบอีแปะ แต่หากโชคดีก็หาได้ถึงสองหรือสามร้อยอีแปะต่อวัน เมื่อนำมาคิดเฉลี่ยแล้ว หนึ่งเดือนสามารถหาเงินได้ถึงสองตำลึง ประกอบกับครอบครัวของพวกเขามีนาและที่ดินอยู่ไม่น้อย จึงมีผลผลิตเป็นจำนวนมาก... ในเวลานั้น บ้านของพวกเขามีเนื้อกินเป็นครั้งคราว และในแต่ละปียังเก็บเงินได้ถึงยี่สิบหรือสามสิบตำลึง ครั้นเหยาเจิ้นฟู่อายุได้แปดขวบ ครอบครัวของพวกเขาเก็บเงินได้กว่าสองร้อยตำลึงแล้ว อีกทั้งเหยาเจิ้นฟู่ยังดูเป็นเด็กฉลาดหลักแหลม... ด้วยความที่มีบุตรเพียงคนเดียว เขาจึงเกิดความคิดจะส่งบุตรชายไปเรียนหนังสือ เพราะเห็นว่าซิ่วไฉในหมู่บ้านข้างเคียงมีความรู้ไม่เพียงพอ หลังจากสอบถามดูแล้ว เขาจึงส่งเหยาเจิ้นฟู่ไปเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอฉงเฉิง ในช่วงสองสามปีแรก ค่าใช้จ่ายในการเรียนของเหยาเจิ้นฟู่ยังไม่มากนัก เพียงเงินที่นายท้ายเรือเหยาหาได้จากการรับจ้างพายเรือ ก็เพียงพอจะส่งเสียให้บุตรชายเรียนหนังสือแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ค่าใช้จ่ายก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เพียงค่าเรียนกับซิ่วไฉหลี่เพื่อให้ช่วยอธิบายความหมายของคัมภีร์ ก็ต้องจ่ายเพิ่มปีละห้าตำลึงแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือ กระดาษ และพู่กันของเหยาเจิ้นฟู่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ...พวกเขาจึงจำเป็นต้องนำเงินเก็บที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาใช้ กระทั่งถึงคราวที่เหยาเจิ้นฟู่จะแต่งงาน...