สามีข้ามาจากอนาคต
ตอนที่ 57 — 057
บทที่ 57 รอยร้าวในบ้านสกุลเหยา ถึงตอนที่เหยาเจิ้นฟู่แต่งงาน เงินเก็บของครอบครัวพวกเขาก็เหลือเพียงร้อยกว่าตำลึงแล้ว เพราะต้องการเก็บเงินไว้ให้เพียงพอสำหรับให้เหยาเจิ้นฟู่เดินทางไปสอบซิ่วไฉที่เมืองเอกของแคว้น... พวกเขาจึงขายที่ดินผืนหนึ่งให้หลีชิงจื้อ จากนั้น... ค่าใช้จ่ายของเหยาเจิ้นฟู่ก็ยิ่งมากขึ้น ค่าเล่าเรียนที่สำนักศึกษาปีละเจ็ดตำลึง ค่าอาหารที่สำนักศึกษาตลอดทั้งปีอีกราวสองตำลึง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยังไม่นับว่ามากนัก แต่ค่าซื้อกระดาษ พู่กัน หนังสือ เสื้อผ้า ค่าสอบเซี่ยนซื่อ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการสังสรรค์กับสหายร่วมสำนัก... เหยาเจิ้นฟู่เพียงคนเดียวกลับใช้เงินปีละถึงห้าสิบตำลึง นายท้ายเรือเหยาทำงานหาเงินแทบเป็นแทบตาย ก็ยังไม่พอให้บุตรชายใช้ จึงทำได้เพียงนำเงินเก็บออกมาใช้ ความเป็นอยู่ของบ้านสกุลเหยาก็ยิ่งตกต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนบ้านสกุลเหยายังซื้อเนื้อมากินได้เป็นครั้งคราว แต่ทุกวันนี้มากที่สุดก็เพียงซื้อเต้าหู้ราคาอีแปะเดียว สองปีมานี้ เพื่อหาเงิน นายท้ายเรือเหยาตรากตรำทำงานทุกวันจนเหนื่อยแทบขาดใจ ปวดเอวเสียจนหลายครั้งยืนตัวตรงไม่ได้ ส่วนมารดาเหยานั้นหรือ? อารมณ์ของนางก็ยิ่งนับวันยิ่งหงุดหงิด ทั้งสองต่างไม่อยากให้เหยาเจิ้นฟู่อ่านหนังสือต่อแล้ว แต่เหยาเจิ้นฟู่กลับพูดอยู่เสมอว่า เขาใกล้จะสอบผ่านแล้ว... คราวนี้เหยาเจิ้นฟู่อ้าปากก็ขอเงินหนึ่งร้อยตำลึง พวกเขาจะเอาที่ไหนมาให้? ทั้งสองต่างเกลี้ยกล่อมให้เหยาเจิ้นฟู่เลิกสอบเสีย คิดว่าเหมือนอย่างหลีชิงจื้อ หางานคัดลอกหนังสือทำ ใช้ชีวิตอย่างมั่นคงก็ดีอยู่แล้ว หากที่บ้านมีคนหาเงินสองคน ประกอบกับที่นาอีกกว่าสิบหมู่ของครอบครัว... อีกไม่นานฐานะของบ้านก็จะกลับมาดีดังเดิม แต่เหยาเจิ้นฟู่ไม่ยอม แถมยังทะเลาะกับพวกเขาอย่างรุนแรง จู่ ๆ มารดาเหยาก็เอ่ยขึ้นว่า “ต่อให้สอบผ่านเซี่ยนซื่อแล้วจะอย่างไร? ในอำเภอฉงเฉิงมีถงเซิงตั้งมากมาย! ต่อให้สอบได้เป็นซิ่วไฉ อย่างซิ่วไฉหลี่ที่หาเงินเก่งก็มีไม่กี่คน ซิ่วไฉในหมู่บ้านข้าง ๆ นั่นก็ใช่ว่าจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าพวกเราสักเท่าไร...” หากจะนำเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมา พวกเขาต้องขายที่ดิน! แล้วหลังจากนั้นเล่า? เมื่อสอบผ่านเซี่ยนซื่อแล้ว ยังต้องไปสอบฝู่ซื่อกับย่วนซื่อที่เมืองเอกของแคว้น ถึงตอนนั้นพวกเขาจะต้องขายที่ดินอีกหรือไม่? กว่าจะถึงวันที่บุตรชายสอบได้เป็นซิ่วไฉ เกรงว่าที่ดินของครอบครัวคงไม่เหลือแล้ว! นายท้ายเรือเหยาถอนหายใจ “เจิ้นฟู่มุ่งมั่นจะสอบจริง ๆ...” ความจริงเมื่อสองปีก่อน นายท้ายเรือเหยาก็เคยคิดจะให้บุตรชายเลิกเรียนหนังสือแล้ว เพียงแต่บุตรชายไม่ยินยอม เขาคิดว่าบุตรชายเพิ่งอายุยี่สิบต้น ๆ ที่บ้านยังพอรับภาระไหว จึงปล่อยตามใจอีกฝ่าย แต่ตอนนี้... พวกเขาแบกรับไม่ไหวแล้ว ในห้องข้าง ๆ เหยาเจิ้นฟู่ก็นอนไม่หลับเช่นกัน เขาถูกพี่ชายของสวี่เหนียงข่มขู่จนหวาดกลัว ภายในใจเต็มไปด้วยความร้อนรน เรื่องฐานะทางบ้าน เขาก็พอรู้อยู่บ้าง... บ้านของพวกเขาแทบไม่เหลือเงินแล้ว แต่บ้านของพวกเขายังมีที่ดิน ขายออกไปสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรใช่หรือไม่? ขณะที่เหยาเจิ้นฟู่กำลังสับสนวุ่นวาย จินโม่ลี่ก็เอ่ยเสียงเบาว่า “อาฟู่ การสอบเป็นซิ่วไฉไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เช่นนั้น... เลิกสอบเถอะดีหรือไม่?” จะสอบซิ่วไฉไปทำไมกัน! สู้ไปทำการค้าจะดีกว่า นางจำได้ว่าในชาติก่อน ช่วงเวลานี้เหยาเจิ้นฟู่เลิกเรียนหนังสือแล้ว ได้ยินว่าเป็นเพราะจินเสี่ยวเยี่ยทะเลาะกับเขาทุกวัน จนเขาไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ก็เพราะเลิกเรียนหนังสือ เขาจึงหันไปทำการค้า และกิจการก็ยิ่งทำยิ่งใหญ่โต “เจ้าคิดจะให้ข้าเลิกสอบซิ่วไฉหรือ? เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่!” จู่ ๆ เหยาเจิ้นฟู่ก็ตะโกนลั่น จินโม่ลี่มีบุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวหนึ่งคน เด็กทั้งสองยังเล็กและนอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ เมื่อเหยาเจิ้นฟู่ตะโกนเช่นนั้น เด็กทั้งสองก็สะดุ้งตื่นและพากันร้องไห้ แต่เหยาเจิ้นฟู่ยังไม่ยอมเลิกรา “ร้องไห้ ร้องไห้ รู้จักแต่ร้องไห้! โชควาสนาของข้าถูกพวกเจ้าร้องไห่ไล่หนีไปหมดแล้ว! จินโม่ลี่ ที่ข้าสอบซิ่วไฉไม่ผ่าน ก็เพราะแต่งงานกับตัวกาลกิณีอย่างเจ้า!” เมื่อเทียบกับจินโม่ลี่ เหยาเจิ้นฟู่ชอบสวี่เหนียงมากกว่า แต่หากให้เลือกคนใดคนหนึ่ง เขาย่อมเลือกจินโม่ลี่ จินโม่ลี่เป็นภรรยาที่เขาแต่งเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามประเพณี ทั้งสองยังมีบุตรด้วยกันอีก แต่ก่อนเหยาเจิ้นฟู่ยังปฏิบัติต่อจินโม่ลี่ไม่เลว อย่างน้อยก็ไม่เคยพูดจารุนแรงเช่นนี้ ทว่าสองวันที่ผ่านมา เขาอัดอั้นอยู่เต็มอก จึงระบายความโกรธทั้งหมดใส่จินโม่ลี่ “เจ้าบอกมาสิว่าเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง? งานก็ทำไม่ดี ลูกก็เลี้ยงไม่ดี ทั้งวันยังทำหน้าเหมือนถูกคนรังแก!” เหยาเจิ้นฟู่ต่อว่าจินโม่ลี่ไม่หยุด ท่ามกลางความมืด จินโม่ลี่หลั่งน้ำตาเงียบ ๆ ทั้งคนเต็มไปด้วยความสับสน นางไม่เคยคิดเลยว่าเหยาเจิ้นฟู่จะพูดกับนางเช่นนี้! เมื่อตอนเย็น นางเห็นชาวบ้านจำนวนมากพากันไปแลกดอกไม้ผ้ากับจินเสี่ยวเยี่ย จึงคิดจะขอไข่ไก่จากแม่สามีสักสองฟอง เพื่อนำไปแลกดอกไม้ผ้าสักดอก แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก คนในบ้านก็ทะเลาะกันเสียก่อน เมื่อที่บ้านเป็นเช่นนี้ นางย่อมไม่กล้าพูดเรื่องแลกดอกไม้ผ้าอีก... ตอนนั้นนางก็รู้สึกน้อยใจมากอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าพอตกกลางคืน จะยิ่งน้อยใจยิ่งกว่าเดิม จินโม่ลี่ร้องไห้อยู่เกือบครึ่งคืน เดิมทีเหยาเจิ้นฟู่ก็หงุดหงิดอยู่แล้ว พอนางร้องไห้อยู่ข้าง ๆ เขาก็ยิ่งดุด่าว่ากล่าว จนเด็กทั้งสองร้องไห้ไม่หยุดตามไปด้วย ............................................................................................... เช้าวันรุ่งขึ้น หลีชิงจื้อตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกคันที่ใบหน้า เขายกมือขึ้นแตะ จึงรู้ว่าบนใบหน้าถูกแมลงกัดไปหนึ่งแห่ง ดูท่าว่าร่างกายของเขาจะดีขึ้นมากจริง ๆ ถึงขั้นยุงเริ่มมากัดเขาแล้ว! ก่อนหน้านี้ ยุงกัดแต่เด็กทั้งสอง ไม่เคยกัดเขาเลย เมื่อสะดุ้งตื่นแล้ว หลีชิงจื้อก็ลุกจากที่นอนไปเข้าห้องสุขา ห้องสุขาของบ้านพวกเขาเป็นเพียงโอ่งใบหนึ่งที่ฝังลงในดิน ด้านบนพาดแผ่นไม้ไว้สำหรับนั่งยอง ๆ ขับถ่าย หน้าร้อนเช่นนี้ กลิ่นในห้องสุขาย่อมไม่ชวนรื่นรมย์นัก แต่ทุกบ้านในยุคนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ห้องสุขาของบ้านพวกเขานับว่าสะอาดใช้ได้แล้ว บางบ้านสร้างห้องสุขาไว้ติดกับคอกหมู เพียงเดินผ่านก็ทำให้คนอดเร่งฝีเท้าขึ้นไม่ได้ หลังจากหลีชิงจื้อเข้าห้องสุขาเสร็จ จินเสี่ยวเยี่ยก็ตื่นขึ้นพอดี เขาจึงเดินเข้าครัวไปทำอาหาร จินเสี่ยวเยี่ยเข้ามาช่วยด้วย ระหว่างที่หลีชิงจื้อก่อไฟ นางก็ฝึกเขียนอักษรอยู่ข้างเตา หลีชิงจื้อกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง “เสี่ยวเยี่ย วันนี้ข้าสอนอักษรตัวใหม่ให้เจ้าดีหรือไม่?” จินเสี่ยวเยี่ยมองเขาแวบหนึ่ง “วันนี้ไม่เรียนอักษรใหม่ อีกเดี๋ยวคงมีคนมาแลกดอกไม้ผ้าอีกแน่” สิ้นเสียงของนาง ก็มีเสียงดังมาจากนอกบ้าน “เสี่ยวเยี่ย ที่เจ้ายังมีดอกไม้ผ้าอยู่หรือไม่?” “ยังมีอยู่!” จินเสี่ยวเยี่ยตอบ นางคิดว่าดอกไม้ผ้าน่าจะขายดี จึงกำชับให้พี่หวังเตรียมมาเพิ่มเป็นพิเศษ “ข้าจะมาแลกหนึ่งดอก” คนที่มาหาจินเสี่ยวเยี่ยถือไข่ไก่มาสองฟองแล้วเดินเข้ามา จินเสี่ยวเยี่ยยิ้มรับ ก่อนหยิบดอกไม้ผ้าออกมาให้อีกฝ่ายเลือก คนผู้นั้นเลือกดอกหนึ่งแล้วจากไป ไม่นานก็มีอีกคนหนึ่งหิ้วตะกร้าฟักเขียวมาที่บ้าน เพื่อมาแลกดอกไม้ผ้าเช่นกัน ความจริงแล้ว เมื่อวานชาวบ้านหลายคนไม่ได้คิดจะแลกดอกไม้ผ้า เพราะถึงจะราคาไม่แพง แต่ก็ต้องใช้ไข่ไก่ตั้งสองฟอง เก็บไข่ไก่ไว้กินเองไม่ดีกว่าหรือ? แต่เมื่อวานกลับมีคนแลกกันไม่น้อย! ชาวบ้านก็เป็นเช่นนี้เอง หากของสิ่งหนึ่งไม่มีใครมี ทุกคนก็ไม่คิดอะไร แต่เมื่อบ้านใดบ้านหนึ่งมีขึ้นมา คนรอบข้างก็อยากมีตาม คนที่มาแลกดอกไม้ผ้าพูดว่า “พี่สะใภ้น้องสะใภ้ของข้าเลือกดอกสีแดงสดไปดอกหนึ่ง ข้าก็เอาแบบนั้นเหมือนกัน” “ดอกไม้ผ้าที่มีมากที่สุดก็คือสีแดงสด ท่านเลือกได้ตามสบาย” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว ดอกไม้ผ้าพวกนี้แทบทั้งหมดเป็นสีแดงสด เพียงแต่เกสรใช้สีต่างกัน บ้างก็สีเหลือง บ้างก็สีน้ำเงิน คนผู้นั้นเลือกดอกหนึ่งอย่างชื่นอกชื่นใจแล้วจากไป ไม่นานก็มีคนมาอีก... หลีชิงจื้อช่วยจินเสี่ยวเยี่ยจัดของ ความจริงก็เพียงช่วยเก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าไม้ไผ่เท่านั้น ขณะกำลังยุ่งอยู่พอดี อาหญิงเล็กก็มาถึง ตลอดสองเดือนมานี้ หลีชิงจื้อได้พูดคุยกับอาหญิงเล็กอีกหลายครั้ง จึงรู้เรื่องของครอบครัวนางแทบทุกอย่างแล้ว อาหญิงเล็กมีบุตรชายอายุสิบเจ็ดปีคนหนึ่ง นิสัยซื่อ พูดไม่เก่ง และมีบุตรสาวอายุสิบสี่ปีอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนิสัยเหมือนนางจนเป็นที่โปรดปรานของนาง ส่วนแม่สามีนั้นขี้เหนียวเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พ่อสามีกับแม่สามีไม่ค่อยลงรอยกัน สำหรับสามีของนาง... ก็ซื่อเหมือนบุตรชาย ไม่ค่อยยุ่งเรื่องใดทั้งสิ้น อาหญิงเล็กเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่จริง ๆ เรื่องอะไรก็เล่าออกมาหมด แม้แต่เรื่องในห้องนอนระหว่างนางกับสามี ก็ยังเล่าให้หลีชิงจื้อฟัง ต่อให้หลีชิงจื้อเป็นคนชอบพูดคุย ก็ยังรู้สึกรับมือไม่ค่อยไหว “เสี่ยวเยี่ย ได้ยินว่าเจ้ากำลังขายดอกไม้ผ้า? ให้ข้าสักดอกได้หรือไม่?” อาหญิงเล็กถาม จินเสี่ยวเยี่ยตอบว่า “อาหญิงเล็ก ดอกไม้ผ้าพวกนี้ไม่ใช่ของข้า ข้าเพียงช่วยผู้อื่นขาย จะยกให้คนอื่นตามใจได้อย่างไร?” คนในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนจำนวนไม่น้อยล้วนเป็นญาติพี่น้องกับนาง หากนางยกให้อาหญิงเล็ก แล้วคนอื่นจะต้องยกให้ด้วยหรือไม่? แล้วนางจะยังหาเงินได้อย่างไร?