ไลฟ์ดูดวง (ต้องสะสมบุญ) ดังเป็นพลุแตก
ตอนที่ 10 — บทที่_10
บทที่ 10
【วันนี้ฉันได้เปิดโลกทัศน์ใหม่เลย ไม่คิดเลยว่าโลกนี้จะมีผีจริงๆ】
【ไม่ใช่แค่ผีหรอก ยังมีมังกรอีก! พวกเธอเห็นมั้ยที่สตรีมเมอร์ใช้ยันต์เรียกมังกรออกมา มันสุดยอดแบบเท่ระเบิดเลย】
【พูดไปแล้วก็ภูมิใจในความเป็นจีนของเรา อนิเมะประเทศญี่ปุ่นยังต้องเก็บลูกแก้วมังกรตั้งเจ็ดลูก แต่ของเราแค่ยันต์ใบเดียวกับท่ามือไม่กี่ท่าก็พอแล้ว】
【ทุกคนกำลังโฟกัสผิดจุดรึเปล่า มีแค่ฉันคนเดียวเหรอที่สังเกตว่านี่อาจจะมี “ผู้ฝึกตน” อยู่จริงบนโลกนี้!? ท่านสตรีมเมอร์ ขายวิชาที่คุณฝึกให้ฉันได้ไหม? จะราคาเท่าไหร่ฉันก็ยอมจ่าย!】
【อยากซื้อบวกหนึ่ง】
【บวกสอง】
【บวก】
หลังจากถกเถียงกันอย่างดุเดือด สไตล์ของไลฟ์สดก็เริ่มหลุดออกนอกประเด็น หน้าจอเต็มไปด้วยคนที่อยากซื้อเคล็ดวิชา
แม้จะยังมีบางคนสงสัยว่าเป็นการจัดฉากหรือใช้เทคนิคพิเศษ แต่ก็ถูกกลืนหายไปในกระแสคอมเมนต์อย่างไร้ร่องรอย
กระทั่งฉีเหมี่ยวขึ้นรถแท็กซี่เรียบร้อยถึงนึกขึ้นได้ว่าไลฟ์ยังเปิดค้างอยู่
เธออดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะคุยกับผู้ชมอีกเล็กน้อยแล้วกดปิดไลฟ์
หลังจากนั้นเธอก็เริ่มไออย่างรุนแรง ร่างกายแทบจะหายใจไม่ทัน รสชาติของสนิมเหล็กกระจายอยู่ในลำคอ
เลือดสีแดงสดค่อยๆ ซึมออกมาจากมุมปาก
คนขับรถหันมามองไม่หยุด สีหน้าราวกับกลัวว่าเธอจะตายอยู่ในรถของเขา
ผ่านไปนานฉีเหมี่ยวถึงจะหายใจได้โล่งขึ้น
นี่คือผลสะท้อนจากการฝืนใช้ “ยันต์มังกรเทพ”
หากในตอนนั้นพวกวิญญาณยังกล้ากว่านี้อีกหน่อย หรือมีตัวที่แข็งแกร่งปะปนอยู่ พวกมันก็คงจะรู้ว่ามังกรทองที่เห็นนั้นแค่เปลือกนอก ไม่มีพลังโจมตีใดๆ จริงๆ
แม้จะเป็นของที่ยังไม่สมบูรณ์ดี แต่ก็สูบพลังวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยนิดของเธอจนหมดเกลี้ยง
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ขาดทุน”
ในดวงตาเธอมีแววสว่างขึ้นเล็กน้อย
ในเขตวิญญาณนั้นมีพลังอาฆาตหนาแน่น รอให้เธอพักผ่อนฟื้นตัวอีกคืน แล้วกลับไปดูดซับพลังทั้งหมดนั้นอีกครั้ง ระดับพลังของเธอต้องพุ่งขึ้นแน่นอน
เทียบกับสิ่งที่ได้ ตอนนี้ที่เสียไปก็แค่นิดเดียว
คิดแบบนั้นแล้ว ตอนที่เธอลงจากรถเดินกลับที่พักก็รู้สึกตัวเบาเป็นพิเศษ
พอกลับถึงห้องก็ล้มตัวนอนทันที ระหว่างนั้นยังฝันว่าพลังวิญญาณฟื้นเต็มที่ และเธอสามารถย้ายภูเขาถมทะเลได้แค่สะบัดมือ
อีกด้านหนึ่ง ที่บ้านตระกูลฉี
หลังจากไลฟ์ปิดไปสิบกว่านาที ฉีหวยซานยังถือมือถือค้างนิ่งอยู่
ลู่หมิงเจ๋อแย่งมือถือของตัวเองคืนมา แล้วชนไหล่เขาเบาๆ
“เฮ้ กลับมาได้แล้ว คิดอะไรอยู่?”
“เมื่อกี้...นั่นคือฉีเหมี่ยวจริงๆ เหรอ?” น้ำเสียงของฉีหวยซานฝืดมาก ในดวงตามีแต่ความไม่เชื่อ
ลู่หมิงเจ๋อหัวเราะ “บนโลกนี้ไม่มีใครหน้าเหมือนกันขนาดนั้นหรอก นายตกใจที่น้องสาวนายเก่งขนาดนั้นเหรอ?”
แล้วเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ลูบมือพลางพูดว่า “ครอบครัวนายจะรับเธอกลับมาเมื่อไหร่เหรอ? ถ้าเธอกลับมา นายช่วยบอกให้เธอดูดวงให้ฉันหน่อยได้มั้ย? ช่วงนี้รู้สึกว่าดวงไม่ดีเลย อยากให้เธอช่วยหน่อย”
“นายเชื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้จริงๆ เหรอ?” ฉีหวยซานลุกจากโซฟาด้วยความหัวเสีย
ไม่รู้ทำไม พอได้ยินลู่หมิงเจ๋อชมฉีเหมี่ยว เขารู้สึกเหมือนมีคนตบหน้าแรงๆ อย่างจัง
น้องสาวที่เขาไม่เคยเห็นค่า ในสายตาคนอื่นกลับกลายเป็นของล้ำค่า
“ฉีเหมี่ยวโตมากับบ้านเด็กกำพร้า ไม่เคยเห็นโลกกว้างหรอก จะไปมีความสามารถอะไรได้ ก็คงเรียนกลโกงมาจากพวกหมอดูหลอกลวงใต้สะพานลอยนั่นแหละ”
พูดจบ เขาก็คิดถึงตอนที่เคยสืบประวัติฉีเหมี่ยว แล้วเจอบ้านเด็กกำพร้าแห่งนั้น
ใกล้ๆ กันก็มีสะพานลอยอยู่ เขาเชื่อสนิทใจเลยว่า ฉีเหมี่ยวต้องเรียนวิธีหลอกคนจากพวกนั้นแน่ๆ!
เขาโน้มน้าวตัวเองอย่างมั่นใจ “แน่นอนว่าเป็นแบบนั้น! ดีล่ะ ฉีเหมี่ยว! เธออย่าหวังมาทำให้ตระกูลฉีต้องขายหน้า ฉันจะแจ้งเธอเอง เอาให้รู้ซึ้ง!”
พูดจบ ฉีหวยซานก็แย่งมือถือจากลู่หมิงเจ๋อมากดแจ้งรายงานทันที
ลู่หมิงเจ๋อจะห้ามก็ไม่ทัน ได้แต่ถอนหายใจข้างๆ เพื่อนสนิทด้วยความสงสัย
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉีหวยซานถึงไม่ชอบฉีเหมี่ยวขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เธอเป็นน้องสาวแท้ๆ ที่พลัดพรากกันไปตั้งสิบแปดปี
ถ้าเป็นเขา เขาคงอยากมอบทุกอย่างที่ดีที่สุดให้เธอ
แต่คนในตระกูลฉีกลับเหมือนตกอยู่ในภวังค์ มีแต่คนหันไปเอาใจฉีถิงอวี่ ปล่อยให้ฉีเหมี่ยวต้องเจ็บปวด
เท่าที่เขารู้ ถ้าเป็นเขาเจอแบบนั้น เขาคงไม่ยอมให้คนในบ้านสักคนอยู่เป็นสุข โดยเฉพาะฉีถิงอวี่
เพราะแบบนี้ลู่หมิงเจ๋อจึงไม่ได้รู้สึกไม่ชอบฉีเหมี่ยว ตรงกันข้าม เขายังรู้สึกโล่งใจที่เธอเลือกจะออกจากตระกูลฉีด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของครอบครัวคนอื่น เขาในฐานะคนนอกก็พูดอะไรมากไม่ได้
ได้แต่หวังว่าอนาคตของฉีเหมี่ยวจะดีขึ้นเรื่อยๆ ก็พอแล้ว
ในห้องเช่าของเธอ ฉีเหมี่ยวไม่รู้เลยว่า ฉีหวยซานได้ดูไลฟ์ของเธอ และยังแอบแจ้งรายงานเธออีกด้วย
เธอนอนหลับสบายจนเช้า ลืมตาตื่นอีกทีก็สายของวันรุ่งขึ้นแล้ว
หลังจากพักฟื้นมาทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้ร่างกายของเธอฟื้นตัวเต็มที่ และยิ่งไปกว่านั้น เธอก็พบว่า พลังวิญญาณที่เสียไปไม่เพียงฟื้นคืนกลับมา แต่ยังมากกว่าเดิมถึงสองเท่า
“พังแล้วสร้างใหม่ สมกับคำนี้จริงๆ การปล่อยให้พลังหมดสิ้น ก็ถือเป็นการฝึกวิธีหนึ่งเหมือนกัน”
เธอพอใจมากจนอดอารมณ์ดีไม่ได้
เมื่ออารมณ์ดีขนาดนี้ เธอจึงตัดสินใจเปิดไลฟ์อีกครั้ง
ทันทีที่เริ่มไลฟ์ มีผู้ชมทะลักเข้ามามากมาย จำนวนผู้ชมออนไลน์แซงหน้าครั้งก่อนทันที สร้างสถิติใหม่ให้กับช่องของเธอ
แม้ตอนนี้เธอจะยังอยู่ในระดับกลางของแพลตฟอร์ม ไลฟ์ของเธอก็ยังไม่ถึงระดับที่มีผู้ชมหลักล้านเหมือนพวกไลฟ์เบอร์ใหญ่
แต่ด้วยกระแสโดเนตจากท่านประธานฟู่ และยอดผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เธอมีแนวโน้มจะเติบโตได้อีกมาก
เธอกล่าวว่า “วันนี้ก็เหมือนเดิมนะ ใครที่พิมพ์คำว่า ‘เทพเซียนบนดิน’ บนแถบคอมเมนต์ ฉันจะเลือกแบบสุ่ม”
พูดยังไม่ทันขาดคำ คอมเมนต์ทั้งหน้าจอก็พิมพ์เหมือนกันเป๊ะ
เธอเลือกผู้ชมคนหนึ่งชื่อว่า 【ชายหนุ่มมหา’ลัย】 มาร่วมพูดคุย
หน้าจอไลฟ์แบ่งเป็นสองส่วน ทันใดนั้น ภาพของชายหนุ่มหน้าตาหล่อใสอายุราวยี่สิบต้นๆ ก็ปรากฏขึ้นอีกฝั่ง
【กรี๊ด! ผู้ชายหล่อมาก ฉันยอมแล้ว!】
【หน้าตาแบบนี้ ฉันคุ้นๆ นะ…อ๋อ! นี่มันแฟนหนุ่มที่ฉันไม่เคยเจอตัวจริงของฉันนี่นา】
【555 ขอให้เกียรติตัวเองด้วย】
แม้แต่ฉีเหมี่ยวยังเผลอยิ้มตามคอมเมนต์ เธอถามว่า “คุณอยากดูเรื่องอะไรเหรอ?”
ชายหนุ่มหน้าแดงนิดๆ ดูเขินๆ แล้วตอบว่า “อาจารย์ครับ ผมอยากรู้ว่า ถ้าตอนนี้ผมชวนแฟนที่คุยกันทางเน็ตมาเจอหน้ากัน มันจะเหมาะสมไหมครับ?”
【นายหน้าแบบนี้ยังต้องหาแฟนในเน็ตเหรอ!?】
【นี่นายเขินเหรอ!? ใสซื่อขนาดนี้ สเปกเลยค่ะ ซู้ด~】
【อยากเจอก็ไปเจอสิ จะกลัวอะไร? หรือกลัวถูกลักทรัพย์ ลวนลาม? (กระซิบเบาๆ...ก็ไม่แน่นะ...)】
ชายหนุ่มรีบส่ายหัว “ไม่ใช่ครับ เธอเป็นผู้หญิงดีๆ คนหนึ่ง ผมชอบเธอมาก ก็เลยไม่อยากให้เธอลำบากใจ”
“ผมเคยชวนเธอออกมาเจอหน้ากันแล้ว แต่เธอปฏิเสธทุกครั้ง ผมคิดว่าเธอคงกลัวว่าผมจะเป็นคนไม่ดี ก็เลยอยากถามอาจารย์ว่า ผมควรพูดยังไงถึงจะโน้มน้าวเธอได้?”
“พูดจริงๆ เลยนะครับ ผมอยากเจอเธอตัวเป็นๆ อยากกอดเธอไว้แน่นๆ...”
เสียงเขาเบาลงเรื่อยๆ หน้าก็แดงจัดยิ่งกว่าเดิม
พูดถึงว่าอยากกอดไว้ในอ้อมแขนอะไรแบบนั้น…
ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไม่ดี
แต่ภาพของเขาตอนนี้กลับทำให้เหล่าคนดูในไลฟ์คึกคักกันใหญ่ คำอย่าง “อยากบีบแก้ม” “อยากขย้ำ” เต็มไปหมด
ฉีเหมี่ยวมองเขาผ่านหน้าจอด้วยสีหน้าแปลกๆ
“เอ่อ...ไม่ต้องเขินหรอก บางทีแฟนในเน็ตของคุณ...อาจจะคิดแบบเดียวกันก็ได้”
“หะ?” หนุ่มมหา’ลัยเงยหน้ามองงงๆ ไม่เข้าใจความหมายของเธอ
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้นที่ฝั่งของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มอีกคน รูปร่างสูง 185 ซม. หุ่นล่ำ หน้าตาหล่อคม เดินเข้ามาในกล้อง
เขาเดินเข้ามาแล้วซบหลังหนุ่มมหา’ลัยอย่างสนิทสนม มือใหญ่ๆ ก็ลูบหัวเขาเล่น
“เสี่ยวหนาน นายทำอะไรอยู่?”
พูดยังไม่ทันจบ เขาก็มองเห็นฉีเหมี่ยวบนหน้าจอ สีหน้าชะงักลงทันที ดวงตาเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น
เขาถามเสียงเข้ม “เสี่ยวหนาน เธอคือใคร?”