← สารบัญ ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ตอนที่ 13013

บทที่ 13 พูดคุย

ถานเยี่ยนลู่ช่วยเจียงพั่นอวี๋ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรก เพราะเจียงพั่นอวี๋เป็น “พวกเดียวกัน” ในเมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว จะไม่ช่วยคนของตัวเอง แต่จะไปช่วยคนนอกได้อย่างไร ข้อที่สอง เพราะเจียงพั่นอวี๋ทั้งตัวเล็กและผอมบาง ขณะที่เสิ่นซือเหลยกลับก้าวร้าวคุกคามผู้อื่น ไม่กล้าไปรังแกคนที่แข็งแกร่งกว่า จึงเลือกแต่คนที่อ่อนแอกว่ามารังแก ถานเยี่ยนลู่รับไม่ได้กับพฤติกรรมรังแกคนอ่อนแอของเสิ่นซือเหลย จึงคิดจะออกหน้าช่วยเจียงพั่นอวี๋

แต่ผลกลับเหนือความคาดหมาย คนเราดูจากภายนอกไม่ได้จริง ๆ อย่ามองว่าเจียงพั่นอวี๋หน้าตาเรียบร้อยน่ารัก เพราะแท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่ภายนอกดูอ่อนโยน แต่ภายในเจ้าเล่ห์ร้ายลึก นิสัยแบบนี้เธอชอบ!

การเดินทางบนรถไฟใช้เวลานาน พวกเยาวชนลงชนบทจึงไม่ได้มีแค่กินกับนอนเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมฆ่าเวลาด้วย อย่างเช่นการร้องเพลงปลุกใจหมู่ ต่อให้ร้องเพี้ยนแค่ไหนก็ยังร้องได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าร้องดีหรือร้องแย่ ก็ไม่มีใครหัวเราะเยาะหรือดุด่า

แน่นอนว่าก็มีคนที่ไม่ชอบร้องเพลงเช่นกัน อย่างหยางกุ้ยอิงกับเฉินล่าเหมย ทั้งสองไม่สนใจกิจกรรมร้องเพลงเลย แต่กลับชอบนั่งคุยเรื่องชาวบ้านและข่าวซุบซิบมากกว่า เจียงพั่นอวี๋เองก็ไม่ได้ไปร่วมวงร้องเพลง พอว่างไม่มีอะไรทำ เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องสั้น ๆ ให้ถานเยี่ยนลู่ฟัง

ดังนั้น เรื่องเล่าเวอร์ชันซุบซิบเกี่ยวกับหญิงสาวผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้อื่นจึงเริ่มต้นขึ้น

“แถวสถานสงเคราะห์ของพวกเรา มีพี่สาวคนหนึ่งค่ะ เธอสวยมาก ทั้งถนนไม่มีใครสวยสู้เธอได้เลย”

“น่าเสียดายที่เธอชะตาไม่ดี อายุยังน้อยแท้ ๆ ก็เสียสติไปแล้ว”

“หา? เพราะอะไรเหรอ?” คนที่ถามคือ ต้วนเจิ้ง ส่วนถานเยี่ยนลู่แม้จะไม่พูดอะไร แต่แววตาก็เต็มไปด้วยความอยากรู้

“ใช่สิ เพราะอะไรล่ะ?” หยางกุ้ยอิงกับเฉินล่าเหมยก็ขยับเข้ามาใกล้ พลางหยิบถั่วลิสงออกมาหนึ่งกำมือ ค่อย ๆ แกะไปพลางถามไปพลาง

เจียงพั่นอวี๋ถอนหายใจเบา ๆ “เฮ้อ... พ่อแม่ของพี่สาวคนนั้นใจร้ายมาก อยากจับลูกสาวแต่งงานกับชายแก่คนหนึ่ง ได้ยินว่าฝ่ายชายให้สินสอดไม่น้อยเลย”

“พวกเขายังบอกอีกว่า ถ้าเธอคลอดลูกชายได้ ก็จะหาทางหางานให้เธอ”

“แต่ชายแก่คนนั้นอายุเกือบหกสิบแล้ว พี่สาวคนนั้นจะยอมได้ยังไง สุดท้ายก็เลยสมัครไปลงชนบท”

“ได้ยินว่าพอไปถึงชนบทก็ถูกหลอกอย่างหนัก สุดท้ายก็เสียสติอยู่ที่ชนบทนั่นเอง”

“หา! เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วสำนักงานเยาวชนลงชนบทไม่จัดการหรือ?” ถานเยี่ยนลู่อดถามออกมาไม่ได้

“ฉันก็ฟังคนอื่นเล่ามาอีกทีนะ ได้ยินว่าตอนพี่สาวคนนั้นไปลงชนบท เธอพกเงินไปเยอะ แถมยังสวยมาก ผ่านไปไม่นานก็มีคนหมายตาเธอ”

“เขาว่ากันว่ามีคนจ้างพวกอันธพาลมาคอยก่อกวนเธอ ทำเอาเธอตกใจมาก จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งออกมาปกป้องเธอ พี่สาวคนนั้นกำลังลนลาน สุดท้ายก็เลยรีบแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น แล้วก็แต่งงานอยู่ที่ชนบทเลย”

“แล้วใครเป็นคนขู่เธอล่ะ? ทำไมเธอไม่ไปขอความช่วยเหลือจากกองการผลิต ถ้าสำนักงานเยาวชนลงชนบทรู้ เรื่องแบบนี้คงไม่ปล่อยไว้แน่ แล้วทำไมถึงรีบแต่งงานเสียล่ะ?” ต้วนเจิ้งเป็นคนช่างสงสัย ถามติดกันเสียหลายคำถาม

เจียงพั่นอวี๋ลดเสียงลง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า “ได้ยินว่าคนที่จ้างคนไปขู่เธอ ก็คือผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยนั่นแหละ”

“เพราะเขารู้ว่าพี่สาวคนนั้นมีเงิน แถมยังหน้าตาดี”

“ได้ยินว่าบ้านผู้ชายคนนั้นยากจนมาก ทั้งบ้านอาศัยเขาหาเลี้ยงคนเดียว นอกจากพ่อแม่ของตัวเอง ยังมีน้องสาว แล้วยังต้องเลี้ยงเด็กอีกสองคน”

“หลังจากพี่สาวคนนั้นแต่งเข้าไป เงินที่เก็บสะสมไว้ก็ถูกใช้ไปกับผู้ชายคนนั้นและเด็ก ๆ จนหมด”

“ไม่เพียงต้องลงนาไปทำงาน พอกลับบ้านก็ยังถูกแม่สามีกับน้องสาวของสามีคอยใช้งานและกลั่นแกล้ง”

“แถมยังได้ยินว่าเด็กสองคนนั้นเอาแต่ใจมาก ไม่ยอมให้พี่สาวคนนั้นมีลูก”

“ที่น่าโมโหก็คือ ผู้ชายคนนั้นกลับเห็นด้วย ไม่ยอมให้พี่สาวคนนั้นมีลูกจริง ๆ”

“หา! แบบนี้ก็เกินไปแล้ว แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงต่อ?” คนที่ถามประโยคนี้กลับเป็นเสิ่นซือเหลย ซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ มาตลอด

ทั้งสามหันไปมองเธอพร้อมกัน ทำเอาเสิ่นซือเหลยหน้าแดงทันที “ฉันก็แค่ถาม ทำไมต้องมองฉันแบบนั้นด้วย? พวกคุณเล่าได้ แล้วฉันจะฟังไม่ได้หรือไง!”

ทั้งสามจึงหันกลับมาเหมือนเดิม และไม่สนใจเสิ่นซือเหลยอีก

หยางกุ้ยอิงหันไปถามเจียงพั่นอวี๋ว่า “น้องเจียง พี่สาวคนนั้นไปลงชนบทที่ไหนกัน ทำไมถึงถูกรังแกขนาดนี้ ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว สีหน้าล้วนแสดงออกว่าคิดเหมือนกัน

เจียงพั่นอวี๋จึงเล่าต่อว่า “หลังจากนั้น ผู้ชายคนนั้นก็เอาเงินของพี่สาวคนนั้นไปหาทางซื้อโควตาเป็นคนงานในเมือง”

“เขาได้เป็นคนงานอยู่ในอำเภอ แล้วทั้งครอบครัวก็ย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง”

“แต่ชีวิตดี ๆ ผ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งปี ผู้ชายคนนั้นก็ตาย”

“หลังจากเขาตาย พี่สาวคนนั้นถึงเพิ่งรู้ว่าของมีค่าทั้งหมดในบ้าน ถูกผู้ชายคนนั้นยกให้แม่ของเขากับลูกสองคนไปหมดแล้ว”

“แม้แต่งานของผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้ตกเป็นของพี่สาวคนนั้น เธอไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง”

“พี่สาวคนนั้นไม่ยอม จึงคิดจะฟ้องร้องครอบครัวนั้น แต่พวกคุณรู้ไหม สุดท้ายเธอกลับถูกพวกนั้นแอบขายเสียเอง”

“ได้ยินว่าถูกขายเข้าไปในหุบเขาห่างไกล กว่าจะได้รับการช่วยเหลือออกมา ก็ถูกทรมานจนเสียสติ แถมยังพูดไม่ได้อีก”

“ต่อมามีคนส่งเธอกลับบ้าน แต่คืนหนึ่งเธอเกิดอาการคลุ้มคลั่ง วิ่งไปที่ริมแม่น้ำ แล้วตกลงไปในน้ำ จากนั้นก็จากไป”

ถานเยี่ยนลู่อดถอนหายใจไม่ได้ “น่าสงสารเหลือเกิน แล้วครอบครัวของผู้ชายคนนั้นเป็นยังไงต่อ?”

เจียงพั่นอวี๋ยกแก้วขึ้นจิบน้ำ ก่อนตอบอย่างเอื่อย ๆ “ครอบครัวของผู้ชายคนนั้นอยู่กันอย่างมีความสุขน่ะสิ เพราะพี่สาวคนนั้นไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเขา ตอนแต่งงานก็ไม่มีพยานอะไรทั้งนั้น”

“ดังนั้นตอนผู้ชายคนนั้นตาย ครอบครัวเขาก็ไม่ยอมรับว่ามีลูกสะใภ้คนนี้ อีกทั้งได้ยินว่าคนแถบนั้นชอบรังแกคนต่างถิ่น พี่สาวคนนั้นก็เลยเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ได้”

“อีกอย่างก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าครอบครัวนั้นเป็นคนขายเธอ เพราะอย่างนั้น ชีวิตของพี่สาวคนนั้นจึงถูกทำลายไปทั้งชีวิต”

“ก่อนฉันออกเดินทาง ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ยังกำชับฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ห้ามแต่งงานกับคนในชนบทส่งเดชเด็ดขาด”

เรื่องซุบซิบฉบับดัดแปลงเกี่ยวกับหญิงสาวผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้อื่นที่เจียงพั่นอวี๋แต่งขึ้นนี้ แท้จริงแล้วเธอตั้งใจเล่าเพื่อค่อย ๆ เตือนถานเยี่ยนลู่ หากทำให้ถานเยี่ยนลู่เกิดความระแวดระวังขึ้นได้ก็ถือว่าดี ต่อให้ตอนนี้ถานเยี่ยนลู่ยังไม่ใส่ใจ แต่หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับเกาเส้าหลิน แล้วมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นสักนิดก็ยังดี

ถึงอย่างไรก็ไม่อาจตัดความสัมพันธ์อันเลวร้ายระหว่างถานเยี่ยนลู่กับเกาเส้าหลินออกไปได้โดยตรง แต่ถ้าค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดของถานเยี่ยนลู่ทีละน้อยอย่างแนบเนียน เจียงพั่นอวี๋คิดว่ายังพอทำได้

ถานเยี่ยนลู่ก็ไม่ทำให้ความตั้งใจของเจียงพั่นอวี๋สูญเปล่า หลังฟังเรื่องทั้งหมด เธอพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว พวกเรายังอายุน้อย จะแต่งงานอีกสักสองสามปีก็ยังไม่สาย”

เจียงพั่นอวี๋พยักหน้าตาม ส่วนเสิ่นซือเหลยที่ก่อนหน้านี้เพิ่งผิดใจกับพวกเธอ ก็พยักหน้ารัว ๆ เหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเช่นกัน

เพราะเรื่องสั้นที่เจียงพั่นอวี๋เล่าขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ของทุกคนใกล้ชิดกันมากขึ้น ในที่สุดเสิ่นซือเหลยก็เริ่มร่วมวงสนทนากับพวกเธอ เพียงแต่ความสนิทสนมของเธอยังเทียบไม่ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างเจียงพั่นอวี๋ ถานเยี่ยนลู่ และต้วนเจิ้ง

ทั้งสี่คนรวมกับคุณป้าทั้งสอง จึงเริ่มถกเถียงกันถึงเรื่องของพี่สาวที่เจียงพั่นอวี๋แต่งขึ้น

หยางกุ้ยอิงพูดขึ้นว่า “ถ้าจะให้ป้าว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นประสบการณ์น้อย แถมยังใจเสาะเกินไป พวกอันธพาลมารังแกถึงตัวแล้ว ทำไมไม่ไปหาคนที่คอมมูนล่ะ”

“ดันโง่แต่งงานเสียเอง ก่อนแต่งก็ไม่รู้จักดูให้ดีก่อนว่าผู้ชายแบบนั้นควรแต่งด้วยหรือเปล่า”

เฉินล่าเหมยพยักหน้าเห็นด้วย “จริงเลย เด็กคนนั้นซื่อเกินไป ฐานะของบ้านผู้ชายแบบนั้น อย่าว่าแต่ผู้หญิงในเมืองเลย ต่อให้เป็นสาวชนบทก็ไม่มีใครอยากแต่งด้วย แต่พอถูกขู่ไม่กี่ครั้ง ก็รีบแต่งงานทันที”

“ป้าไม่ได้ดูถูกพวกเด็กผู้หญิงในเมืองนะ พวกเธอเรียนหนังสือเก่งจริง แต่บางครั้งป้าก็รู้สึกว่าพวกเธอเรียนมากเกินไป จนเรียนเสียคน”

“ในหัวคิดแต่เรื่องความรัก แค่ลูกอมไม่กี่เม็ดกับดอกไม้ดอกเดียวก็ถูกหลอกจนลืมเหนือใต้ แต่ของพวกนั้นกินแทนข้าวไม่ได้สักหน่อย”

น้ำเสียงของเฉินล่าเหมยเต็มไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ ราวกับเรื่องที่เธอพูดนั้นไม่ใช่แค่ความเห็นลอย ๆ หากเป็นเรื่องของใครบางคนที่เธอเคยพบเห็นมาด้วยตัวเอง