ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70
ตอนที่ 14 — 014
บทที่ 14 จุดพักเยาวชนลงชนบท
เจียงพั่นอวี๋และคนอื่น ๆ ไม่ได้โต้แย้ง เพราะพี่สาวในเรื่องที่เธอเล่าก็ดูจะโง่เขลาจริง ๆ เธอจึงยิ้มแล้วพูดต่อว่า “คุณป้าคะ พวกป้าผ่านโลกมามาก พวกเราจะไปเทียบได้ยังไง พวกป้ากำลังจะกลับบ้าน แต่พวกเรากลับต้องจากบ้านไปไกลหลายพันลี้ ไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ตอนนี้ในใจก็หวั่น ๆ กันทั้งนั้น พวกป้าเป็นคนท้องถิ่น ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ ว่าในหมู่บ้านมีใครบ้างที่ไม่ควรไปหาเรื่อง” น้ำเสียงของเจียงพั่นอวี๋เต็มไปด้วยความเอาอกเอาใจ เพราะตั้งใจจะให้คุณป้าทั้งสองเอ็นดู
ถ้าล้วงเอาเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับครอบครัวเกาออกมาจากปากคนท้องถิ่นทั้งสองได้ จนทำให้ถานเยี่ยนลู่มีภาพลบต่อเกาเส้าหลิน ก็คงจะดีที่สุด
ถานเยี่ยนลู่ ต้วนเจิ้ง และคนอื่น ๆ ต่างตาเป็นประกาย รีบช่วยพูดจาดี ๆ คอยยื่นน้ำและเอาใจคุณป้าทั้งสองกันใหญ่ คุณป้าทั้งคู่ก็ถูกคำชมเสียจนยิ้มหน้าบาน ก่อนจะเล่าเรื่องต่าง ๆ ในหมู่บ้านให้ฟัง “ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านพวกเรานามสกุลเฉียน เป็นคนดี ถ้ามีเรื่องอะไรไปหาเขา ส่วนใหญ่เขาก็ช่วยจัดการให้ได้”
“อีกคนคือสมุห์บัญชีประจำหมู่บ้าน เขาแซ่จิน สมุห์บัญชีจินก็ไม่ใช่คนเลวหรอก แต่ลูกสาวของเขาถูกคนในบ้านตามใจจนเสียคน”
“เด็กคนนั้นไม่ใช่คนดี ถ้าพวกเธออยากใช้ชีวิตสงบ ๆ ก็อย่าไปมีเรื่องกับเธอ”
“ในหมู่บ้านยังมีบ้านแซ่ไล่อีกครอบครัวหนึ่ง บ้านนั้นก็ไม่ใช่คนดี ทั้งบ้านเกียจคร้าน ลูกชายหลายคนของบ้านนั้นแต่งเมียไม่ได้ เอาแต่จ้องพวกสาว ๆ ที่เพิ่งมาลงชนบท”
“พวกเธออย่าไปกลัว ถ้าพวกนั้นกล้ามอง ก็ย้อนกลับไป หรือไม่ก็เดินกันหลาย ๆ คน อย่างไรก็อย่าไปเดินเพ่นพ่านต่อหน้าพวกมัน ถ้าพวกมันเห็นว่าพวกเธอขี้กลัว ก็จะยิ่งหาเรื่อง”
หลังจากหยางกุ้ยอิงพูดจบ เฉินล่าเหมยก็เสริมขึ้นว่า “การทำงานในหมู่บ้านพวกเราแบ่งเป็นหน่วยย่อย ถึงเวลาจะไม่ได้เลือกเองว่าจะอยู่หน่วยไหน ต้องจับสลากเอา”
คุณป้าทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องในหมู่บ้านให้พวกเจียงพั่นอวี๋ฟังไม่น้อย
รถไฟแล่นติดต่อกันถึงสองวันหนึ่งคืน กว่าจะถึงมณฑลเป่ย์ก็เป็นช่วงพลบค่ำ ทุกคนที่นั่งรถไฟมานานต่างปวดเมื่อยไปทั้งตัว เพียงขยับนิดเดียวก็รู้สึกเหมือนกระดูกลั่น
ก่อนหน้านี้พวกเขาตกลงกันไว้แล้วว่าให้เด็กผู้หญิงลงจากรถไฟก่อน จากนั้นฝ่ายผู้ชายจะช่วยยกสัมภาระออกมาทางหน้าต่างตู้รถไฟ แล้วค่อยไปสมทบกันอีกครั้ง เมื่อออกจากสถานีได้ก็พบว่าเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว
สมัยนี้ยังไม่มีไฟถนน อีกทั้งฟ้าก็มืดเร็ว ทุกคนจึงจำเป็นต้องค้างคืนอยู่ในสถานีรถไฟก่อนหนึ่งคืน
พอฟ้าเริ่มสาง ทุกคนก็แบกสัมภาระเดินไปยังสถานีรถโดยสาร จากนั้นนั่งรถเข้าอำเภอ แล้วต่อรถไปตำบล ก่อนจะเดินไปยังสำนักงานเยาวชนลงชนบท เมื่อไปถึงก็ยังต้องรอให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเยาวชนลงชนบทแจ้งหมู่บ้านให้มารับพวกเขา
กว่าจะผ่านขั้นตอนทั้งหมดของวันนั้นได้ แต่ละคนก็เหนื่อยแทบหมดแรง ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ยังต้องหอบสัมภาระใบใหญ่ใบเล็ก เปลี่ยนรถต่อกันทั้งวัน พอไปถึงสำนักงานเยาวชนลงชนบท ต่างก็ทรุดนั่งลงกับพื้นจนแทบขยับตัวไม่ไหว เหมือนต้นกุยช่ายที่ทิ้งค้างคืนไว้ เหี่ยวเฉาไร้เรี่ยวแรงไปหมด
ส่วนหยางกุ้ยอิงกับเฉินล่าเหมย แยกจากพวกเขาตั้งแต่ถึงตัวตำบล เพราะทั้งสองเป็นคนท้องถิ่น จึงกลับบ้านเองได้โดยไม่ต้องมีใครมารับ
ทุกคนพักเอาแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปรินน้ำร้อนจากสำนักงานเยาวชนลงชนบทมาดื่ม แล้วกินเสบียงแห้งที่พกติดตัวมา จึงพอมีแรงกลับคืนมาบ้าง
จนกระทั่งเวลาสองทุ่มกว่า ในที่สุดก็มีคนมารับเยาวชนลงชนบทรุ่นใหม่กลุ่มนี้ ความจริงแล้วคนที่รออยู่ในสำนักงานเยาวชนลงชนบทไม่ได้มีเพียงเจียงพั่นอวี๋กับพวกเท่านั้น แต่ยังมีเยาวชนลงชนบทจากทั่วประเทศรวมกันถึงสามสิบสี่สิบคน ซึ่งต่างมารวมตัวกันในคืนนี้
คนที่มารับล้วนเป็นผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เบื้องล่าง เนื่องจากมีการจัดสรรรายชื่อไว้ล่วงหน้าแล้ว เยาวชนลงชนบทแต่ละคนจึงหาหมู่บ้านที่ตัวเองถูกส่งไปได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนเจียงพั่นอวี๋และพวกถูกจัดสรรให้ไปหมู่บ้านเหลียนซาน ตำบลอวี้ซาน อำเภอซวงหลิน ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเหลียนซานแต่งตัวแบบชาวนาเต็มตัว พอเห็นพวกเขาก็ชี้ไปที่เกวียนสองล้อด้านหลังแล้วพูดว่า “เอาสัมภาระวางขึ้นไป อีกเดี๋ยวต้องเดินกลับหมู่บ้าน”
เมื่อไม่ต้องแบกของเอง ทุกคนก็โล่งใจขึ้นไม่น้อย ต่างช่วยกันยกสัมภาระขึ้นเกวียน
ไม่นานก็มีเยาวชนลงชนบทอีกหลายคนเดินมาสมทบ ผู้ใหญ่บ้านตรวจรายชื่อเรียบร้อยแล้ว จึงพาทุกคนออกจากสำนักงานเยาวชนลงชนบท มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเหลียนซาน
เพราะต้องเดินท่ามกลางความมืด ขบวนคนจึงเดินกันไม่เร็ว ระหว่างทางเยาวชนลงชนบทก็ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ไม่นานก็รู้ข้อมูลของหมู่บ้านเหลียนซานหลายอย่าง เช่น งานในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสิบหน่วยย่อย และเมื่อพวกเขาไปถึง เยาวชนลงชนบทรุ่นนี้ก็จะถูกแยกกระจายเข้าไปอยู่ตามแต่ละหน่วย
สิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่ามา ตรงกับที่หยางกุ้ยอิงและเฉินล่าเหมยบอกไว้ไม่มีผิด เพราะพวกเขาเป็นจือชิงที่เพิ่งมาใหม่ จึงยังไม่มีเสบียงกิน ทางหมู่บ้านจะให้ยืมธัญพืชส่วนหนึ่งไปก่อน เมื่อถึงสิ้นปี ตอนคำนวณคะแนนงานและแบ่งธัญพืช ก็จะหักคืนจากคะแนนงานของแต่ละคน หากยังมีคะแนนงานเหลือ ก็สามารถแลกเป็นธัญพืชไว้กินได้ หรือจะแลกเป็นเงินก็ได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นวิธีปฏิบัติตามปกติ
แต่ถ้าตอนนี้พวกเขามีเงินติดตัว ก็สามารถใช้เงินแลกคะแนนงาน แล้วนำคะแนนงานไปแลกธัญพืชได้เหมือนกัน
กว่าทุกคนจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านเหลียนซานก็ล่วงเลยสามทุ่มกว่าแล้ว ภายใต้ผืนราตรี หมู่บ้านเหลียนซานเงียบสงบอย่างยิ่ง ที่แห่งนี้เองคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ผู้ใหญ่บ้านพาพวกเขาไปลงทะเบียนที่สำนักงานกองการผลิต ระหว่างกำลังจัดการเอกสารก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ผู้ใหญ่บ้านชี้ไปทางเขาแล้วแนะนำว่า “เขาชื่อหลี่เกาหยาง เป็นหัวหน้าจุดพักเยาวชนลงชนบทและเป็นผู้รับผิดชอบที่นี่ ถ้ามีเรื่องอะไรก็ไปหาเขาได้”
จากนั้นผู้ใหญ่บ้านหันมาพูดกับจือชิงทุกคนว่า “พวกเธอตามเขาไปที่จุดพักเยาวชนลงชนบทก่อน จัดการที่พักแล้วพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เช้าค่อยไปที่ยุ้งฉางเพื่อรับธัญพืชของพวกเธอ แล้วจัดการเรื่องที่ต้องทำให้เรียบร้อย ถ้าขาดอะไรหรือยังไม่มีอะไร ก็รีบไปจัดหามาให้ครบ เพราะพอเริ่มลงแปลงทำงานแล้ว จะลางานส่งเดชไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกหักคะแนนงาน”
พูดจบก็หันไปกำชับหลี่เกาหยาง “คนพวกนี้ฝากเธอดูแลด้วย จะจัดการยังไงก็ทำตามระเบียบ”
“รับทราบครับ ผู้ใหญ่บ้าน” หลี่เกาหยางตอบรับ ก่อนพาจือชิงที่เพิ่งมาถึงเดินตรงไปยังจุดพักเยาวชนลงชนบท
เจียงพั่นอวี๋กวาดตามองไปรอบ ๆ จุดพักเยาวชนลงชนบทแห่งนี้ จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ทั้งหมดเป็นเรือนแถวเพียงหนึ่งแถว แต่ละห้องแขวนม่านประตูคนละสี ม่านสีเข้มเป็นหอพักผู้ชาย ม่านสีอ่อนเป็นหอพักผู้หญิง ส่วนห้องที่แขวนม่านลูกปัดหญ้าก็คือห้องครัว
เยาวชนลงชนบทรุ่นใหม่ที่มาถึงพร้อมกันในครั้งนี้มีทั้งหมดแปดคน เป็นผู้ชายสี่คน ผู้หญิงสี่คน เจียงพั่นอวี๋ ถานเยี่ยนลู่ เสิ่นซือเหลย และเฉินเสี่ยวเสวี่ยที่เพิ่งรู้จักกัน เดินตามเยาวชนลงชนบทรุ่นพี่หลี่อวิ๋นอิงไปยังหอพักผู้หญิง
เมื่อเข้าไปในห้อง ภายในมีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งที่ให้แสงสลัว ๆ นอกจากหลี่อวิ๋นอิงแล้ว ยังมีเยาวชนลงชนบทรุ่นพี่อีกคนชื่อจ้าวซิ่วจู หลังจากทั้งสองทักทายกับพวกเธอแล้ว ก็ล้มตัวลงนอนทันที
ภายในห้องมืดสลัว ทุกคนต่างเหนื่อยล้าจนอยากรีบพักผ่อน ห้องก็ไม่ได้กว้างนัก ส่วนที่นอนว่างมีอยู่ไม่กี่แห่ง เด็กสาวทั้งสี่จึงใช้วิธีเป่ายิ้งฉุบเลือกที่นอน เสิ่นซือเหลยโชคร้ายที่สุด แพ้ตั้งแต่ต้นจนจบ สุดท้ายจึงเหลือเพียงที่ริมประตู ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แย่ที่สุด เพราะด้านหลังประตูมีถังส้วมสำหรับใช้ตอนกลางคืนตั้งวางอยู่
เวลานอน ปลายเท้าของเสิ่นซือเหลยหันตรงไปยังถังส้วม ห่างกันเพียงก้าวสองก้าว กลิ่นจึงลอยมาถึงได้ตลอด จะอึดอัดแค่ไหนก็ไม่ต้องพูดถึง
ส่วนเจียงพั่นอวี๋กับถานเยี่ยนลู่เลือกที่นอนด้านใน ตำแหน่งสุดท้ายเฉินเสี่ยวเสวี่ยก็ไม่ต้องเลือกอะไรอีก เพราะเหลือเพียงที่ข้าง ๆ เสิ่นซือเหลย
กิจกรรมแทบทุกอย่างของเด็กผู้หญิงล้วนทำอยู่บนที่นอน เพราะพื้นที่ภายในห้องมีจำกัด จะเรียกว่าเตียงก็ไม่ถูกนัก เพราะแท้จริงแล้วเป็นเตียงอิฐแบบภาคเหนือ เนื่องจากอากาศหนาวจัด หากฤดูหนาวไม่ก่อไฟอุ่นเตียงอิฐก็แทบทนไม่ไหว
เตียงอิฐเป็นแบบก่อด้วยดิน แม้หลี่อวิ๋นอิงจะทำความสะอาดไว้แล้ว แต่ก็ยังมีฝุ่นจับอยู่บ้าง พวกเธอไม่มีแรงแม้แต่จะปูหนังสือพิมพ์รองพื้น เพียงเปิดสัมภาระ คลี่ผ้าห่ม ดับตะเกียง แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงอิฐ หลับทันทีที่หลับตา แสดงให้เห็นว่าทุกคนเหนื่อยล้ากันเพียงใด
เจียงพั่นอวี๋ตื่นขึ้นท่ามกลางเสียงไก่ขันก้องกังวาน หลังจากได้นอนเต็มอิ่มหนึ่งคืน ในที่สุดเธอก็รู้สึกว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงกลับมาไม่น้อย ถานเยี่ยนลู่และคนอื่น ๆ ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็ถูกเสียงไก่ขันปลุกให้ตื่นตามกันขึ้นมา