← สารบัญ ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ตอนที่ 16016

บทที่ 16 เค็มเกินไป

หลังจากนั้น เจียงพั่นอวี๋ก็พาถานเยี่ยนลู่ไปที่สหกรณ์การค้าอีกครั้งเพื่อซื้อถุงมือทำงาน

หลังจากซื้อเสร็จ ทั้งสองก็ไม่มีอะไรต้องซื้ออีกแล้ว แม้ตอนนี้เจียงพั่นอวี๋จะมีเงินติดตัวไม่น้อย แต่ยุคนี้จะซื้ออะไรก็ต้องใช้คูปอง ไม่มีคูปอง ต่อให้มีเงินก็ทำได้เพียงยืนมองตาปริบ ๆ

จากนั้นทั้งสองก็เดินเล่นในตัวตำบล แวะดูร้านอาหารของรัฐ สถานีรับซื้อของรัฐ และที่ทำการรัฐบาลตำบล ซึ่งแม้จะเรียกว่าอาคารสำนักงาน แต่แท้จริงก็เป็นเพียงอาคารสองชั้นหลังเล็ก ๆ เท่านั้น

เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว ทั้งสองจึงกลับไปยังจุดนัดพบ ก่อนเดินทางกลับหมู่บ้านเหลียนซานพร้อมกับเยาวชนลงชนบทคนอื่น ๆ

กว่าจะเดินมาถึงหน้าจุดพักเยาวชนลงชนบทก็เกือบห้าโมงเย็นแล้ว อีกเพียงครึ่งชั่วโมงฟ้าก็จะมืด คนที่ออกไปทำงานในไร่ต่างก็ทยอยเลิกงานกลับมา

ตรงหน้าจุดพักเยาวชนลงชนบทเกิดเหตุเล็ก ๆ ขึ้น ไก่ตัวหนึ่งไม่รู้วิ่งมาจากไหน พอเดินผ่านหน้าพวกเขา ก็ถ่ายมูลกองหนึ่งไว้ตรงปลายเท้าของถานเยี่ยนลู่พอดี

ถานเยี่ยนลู่เกือบเหยียบเข้าให้ รีบยกเท้าหลบไปด้านข้าง แต่กลับไปเหยียบก้อนหินกลม ๆ เข้าอีกก้อน ร่างทั้งร่างจึงเสียหลักหงายไปด้านหลัง

ด้านหลังของเธอบังเอิญเป็นเหลียนซิวหราน เขารีบยื่นมือออกมารับตัวเธอไว้ทัน จึงไม่ปล่อยให้ถานเยี่ยนลู่ล้มลงจริง ๆ

“สหายถาน ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” เหลียนซิวหรานช่วยพยุงเธอให้ยืนมั่นคง ก่อนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

ถานเยี่ยนลู่ส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นอะไร ในสายตาของเจียงพั่นอวี๋ เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก หากเห็นใครกำลังจะล้ม ก็ยื่นมือช่วยไว้ตามสัญชาตญาณ จะมีอะไรใหญ่นักหนา

แต่ในสายตาของบางคน เรื่องนี้กลับไม่ธรรมดาเลย และหนึ่งในนั้นก็คือจ้าวซิ่วจูที่เพิ่งเลิกงานกลับมา

เธอมองแผ่นหลังของถานเยี่ยนลู่ พลางคิดอยู่ในใจว่าถานเยี่ยนลู่เองก็คงชอบเหลียนซิวหรานเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นทำไมไม่ล้มไปทางคนอื่น แต่กลับล้มเข้าหาเขาพอดี

ตั้งแต่จ้าวซิ่วจูเห็นเหลียนซิวหรานครั้งแรกในวันนี้ เธอก็ถูกหน้าตาอันโดดเด่นของเขาดึงดูด และเริ่มมีใจให้เขาแล้ว ตอนรับประทานอาหารกลางวัน เธอตั้งใจสังเกตมือของเหลียนซิวหรานเป็นพิเศษ นั่นเป็นมือที่เห็นได้ชัดว่าไม่เคยผ่านงานหนักหรืองานไร่มาตั้งแต่เด็ก เล็บทั้งสิบสะอาด กลมมนเป็นระเบียบ สีผิวของฝ่ามือ ลำคอ และใบหน้าก็เป็นสีเดียวกันทั้งหมด ไม่เหมือนบางคนที่ออกไปทำงานกลางแจ้งจนคอและมือคล้ำไปหมด ที่สำคัญ ในบรรดาเยาวชนลงชนบทรุ่นใหม่ทั้งแปดคน มีเพียงเสื้อผ้าของเหลียนซิวหรานที่ตัดจากผ้าเตอเจี๋ยเหลียง แถมยังไม่ได้มีแค่ชุดเดียว

บนราวไม้ไผ่ในลานยังตากเสื้อผ้าที่เยาวชนลงชนบทรุ่นใหม่ซักไว้ตั้งแต่เช้าอยู่ เสื้อผ้าที่เหลียนซิวหรานตากไว้ก็ล้วนทำจากผ้าเตอเจี๋ยเหลียง และยังใหม่ถึงแปดเก้าส่วน เพียงเท่านี้ก็พอมองออกแล้วว่าฐานะทางบ้านของเขาดีเพียงใด จ้าวซิ่วจูลงชนบทมานานขนาดนี้ เพิ่งจะได้พบผู้ชายที่มีเงื่อนไขดีเช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงอดใจหวั่นไหวไม่ได้ ในส่วนลึกของจิตใจ เธอเริ่มมองเหลียนซิวหรานเป็นของของตัวเองไปแล้ว ผู้หญิงคนไหนที่เข้าใกล้เขา ล้วนกลายเป็นคนที่เธอไม่ชอบทั้งนั้น

ดังนั้นในเวลานี้ เธอจึงยิ่งมองถานเยี่ยนลู่ไม่เข้าตา เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ในใจ จ้าวซิ่วจูก็เผลอเอาอารมณ์ส่วนตัวติดไปกับการทำอาหาร

พอถึงเวลาอาหารเย็น ทุกคนต่างนั่งล้อมโต๊ะ มองอาหารตรงหน้าแล้วไม่รู้จะเริ่มกินอย่างไร มื้อเย็นมีเพียงโจ๊กแป้งข้าวโพด กะหล่ำปลีผัดพริก และผักดองเค็มอีกสองจาน แต่พริกที่ใส่มานั้นมากเกินไปจริง ๆ กลิ่นฉุนจนแสบจมูกไปหมด

หลี่เกาหยางเหลือบมองจ้าวซิ่วจูกับหลี่อวิ๋นอิง สีหน้าแฝงความไม่เห็นด้วย เพราะอาหารเผ็ดขนาดนี้ใช่ว่าทุกคนจะกินได้

หลี่อวิ๋นอิงยักไหล่แล้วพูดว่า “อย่ามองฉันสิคะ อาหารจานนี้ฉันไม่ได้เป็นคนผัด ฉันก็ไม่รู้ว่าซิ่วจูจะใส่พริกลงไปเยอะขนาดนี้ กว่าจะรู้ก็ผัดเสร็จแล้ว จะให้ตักออกก็เสียดายของเกินไป”

จ้าวซิ่วจูตอบกลับทันที “ฉันไม่มีอารมณ์กินข้าว อยากกินเผ็ดหน่อยก็เท่านั้นเอง ในเมื่อฉันเป็นคนผัด ก็ต้องผัดตามรสชาติที่ฉันชอบสิ”

“ฉันก็ไม่ได้ทำเผ็ดแบบนี้ทุกครั้ง สักครั้งจะเป็นอะไรไป”

“อีกอย่างก็มีผักดองอยู่ไม่ใช่หรือ ถ้ากินเผ็ดไม่ได้ก็กินผักดองสิ ยังไงก็เป็นกับข้าวเหมือนกัน”

น้ำเสียงของจ้าวซิ่วจูประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด พูดจาไม่ไว้หน้าใครเลย

หลี่เกาหยางขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าจ้าวซิ่วจูเป็นอะไรไป แต่คิดว่าเยาวชนลงชนบทรุ่นใหม่เพิ่งมาถึง จึงควรไว้หน้าเยาวชนลงชนบทรุ่นพี่อย่างเธอสักหน่อย เขาจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว

เมื่อหลี่เกาหยางเริ่มกิน คนอื่น ๆ ก็เริ่มลงมือเช่นกัน แต่กะหล่ำปลีผัดพริกจานนั้นแทบไม่มีใครแตะ

ถานเยี่ยนลู่ไม่ได้กลัวอาหารเผ็ด เธอคีบกะหล่ำปลีเข้าปากคำหนึ่ง แต่กลับสำลักขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเผ็ด หากเป็นเพราะเกลือในกับข้าวยังละลายไม่หมด คำที่เธอกินเข้าไปทั้งเค็มทั้งขม จนต้องรีบหันหน้าแล้วคายออกลงพื้น

เหลียนซิวหรานซึ่งนั่งอยู่ใกล้ประตู เห็นดังนั้นก็หยิบแก้วเคลือบของถานเยี่ยนลู่มารินน้ำให้เธอหนึ่งแก้ว

ถานเยี่ยนลู่รีบดื่มน้ำรวดเดียว จึงค่อยรู้สึกดีขึ้น

หลี่เกาหยางเข้าใจว่าเธอถูกพริกเล่นงาน จึงพูดว่า “เป็นอะไร เผ็ดมากหรือ ถ้ากินไม่ไหวก็กินผักดองแทนสิ อันนี้ดองใหม่ปีนี้ รสชาติก็ไม่เลวนะ”

ถานเยี่ยนลู่ส่ายหน้า “ไม่ใช่เพราะเผ็ดค่ะ แต่เพราะเค็ม ในกับข้าวยังมีเม็ดเกลือที่ละลายไม่หมดเลย ทั้งเค็มทั้งขม พวกคุณลองชิมดูสิ”

หลี่เกาหยางจึงคีบกะหล่ำปลีเข้าปากหนึ่งคำ ก่อนรีบคายออกทันที “สหายจ้าวซิ่วจู คุณใส่เกลือไปเท่าไรกันแน่ เค็มขนาดนี้จะให้พวกเรากินยังไง”

จ้าวซิ่วจูวางตะเกียบลงแล้วตอบอย่างไม่พอใจ “ก็ลองคิดดูสิ คนตั้งเยอะ มีกับข้าวแค่จานเดียว ถ้าไม่ใส่เกลือเยอะหน่อยจะพอกินได้ยังไง”

เธอหันไปมองถานเยี่ยนลู่ “สหายถาน ถ้ารู้สึกเค็ม ก็ข้าวเยอะ ๆ กินกับข้าวน้อย ๆ สิ เธอเล่นกินกับข้าวเหมือนกินข้าว มันจะไม่เค็มได้ยังไง”

คำพูดนี้ทำให้หลายคนเริ่มไม่พอใจ ถานเยี่ยนลู่เองก็หน้าตึงขึ้น “สหายจ้าว พวกเราจ่ายเงินสำหรับค่าอาหารแล้วนะคะ หรือว่าพวกคุณรับเงินไปแล้ว แต่ไม่คิดจะให้พวกเรากินกับข้าว”

“เลยตั้งใจใส่เกลือเยอะขนาดนี้ เพื่อให้พวกเราถอดใจใช่ไหม คิดรอบคอบดีนี่คะ แต่ก็คงต้องถามฉันก่อนว่าฉันจะยอมเสียเปรียบหรือเปล่า”

พอหลี่เกาหยางได้ยินก็รีบอธิบายทันที ว่าพวกเขาไม่มีความคิดแบบนั้นเด็ดขาด

แต่ในตอนนั้นเอง เจียงพั่นอวี๋ก็ได้รับภารกิจจากระบบ

【ติ๊ง! จ้าวซิ่วจูอิจฉาถานเยี่ยนลู่เพราะต้องการความรัก ในฐานะข้าราชการสายกินเผือก โปรดเปิดเผยความในใจของจ้าวซิ่วจูต่อหน้าทุกคน และสนับสนุนให้เธอกล้าสารภาพรัก!】

【รางวัลภารกิจ: บิสกิตอัดแท่งคุณค่าทางโภชนาการสูง 1 ห่อ น้ำตาลทรายแดง 1 ชั่ง】

ความจริงทุกคนต่างรู้ดีว่า เมื่อหลี่เกาหยางและคนอื่น ๆ รับเงินไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลจะไม่ให้กับข้าวกิน เพราะในยุคนี้ผักในชนบทไม่ใช่ของหายาก ทุกบ้านต่างปลูกกันมากมาย ไม่มีความจำเป็นต้องมางกเรื่องนี้

แต่คำพูดของจ้าวซิ่วจูน่าหมั่นไส้เกินไป ถานเยี่ยนลู่จึงรู้สึกว่า วันนี้เธอจะยอมเสียเปรียบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นต่อไปคนอื่นก็คงเห็นว่าเธอเป็นลูกพลับนิ่มที่รังแกได้ง่าย เธออ้าปากจะพูดต่อ แต่เจียงพั่นอวี๋ที่เงียบมาตลอดกลับชิงพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงของเธอไม่รีบร้อน แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ

“สหายจ้าวซิ่วจู ฉันรู้ว่าทำไมคุณถึงผัดกับข้าวเค็มขนาดนี้”

“ก็เพราะคุณชอบสหายเหลียนซิวหรานไม่ใช่หรือ”

“ตอนเย็นตอนพวกเรากลับมา สหายเหลียนซิวหรานยื่นมือช่วยพยุงถานเยี่ยนลู่”

“คุณเห็นเข้า คุณก็อิจฉา คุณก็หึง เพราะอย่างนั้นวันนี้คุณถึงตั้งใจผัดกับข้าวให้ทั้งเผ็ดทั้งเค็ม”

“คุณจงใจทำแบบนี้เพื่อเล่นงานเยาวชนลงชนบทรุ่นใหม่อย่างพวกเรา และอยากข่มถานเยี่ยนลู่ตั้งแต่วันแรก ใช่ไหม”