← สารบัญ ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ฉันอาศัยการเผือกจนได้โควตางานรัฐในยุค 70

ตอนที่ 17017

บทที่ 17 สารภาพรัก

ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา เหลียนซิวหรานที่ถูกเอ่ยชื่อกะทันหันก็ขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เขากวาดตามองจ้าวซิ่วจูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างพินิจ ก่อนก้มตาลง ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือขวาถูเข้าหากัน ราวกับกำลังพยายามขจัดความรำคาญในใจออกไป

ภายในห้องเงียบกริบทันที แต่เจียงพั่นอวี๋ยังพูดไม่จบ ใบหน้าของจ้าวซิ่วจูแดงก่ำ เธออยากขัดจังหวะไม่ให้เจียงพั่นอวี๋พูดต่อ แต่เจียงพั่นอวี๋กลับรัวคำพูดไม่หยุดเหมือนประทัด เผยความในใจของจ้าวซิ่วจูออกมาจนหมด

“ในเมื่อคุณชอบสหายเหลียนซิวหราน ก็พูดออกมาตรง ๆ สิ”

“จะมาลงกับสหายถานเยี่ยนลู่ทำไม”

“หรือว่าต่อไปสหายเหลียนซิวหรานเจอผู้หญิงคนไหน พูดกับผู้หญิงคนไหนสักประโยค คุณก็จะข่มคนคนนั้นทุกครั้ง”

“ระหว่างคุณกับสหายเหลียนซิวหรานยังไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันเลยไม่ใช่หรือ แล้วที่คุณทำแบบนี้ สหายเหลียนเห็นด้วยหรือเปล่า”

“แต่ก็ดีเหมือนกัน วันนี้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพอดี งั้นคุณก็สารภาพรักกับสหายเหลียนตรงนี้เลยสิ”

“ถ้าสหายเหลียนตอบตกลง พวกคุณสองคนมีความสัมพันธ์กันแล้ว คุณจะคอยดูแลหรือคอยห้ามเขา พวกเราก็ไม่มีใครว่าอะไร”

“ทุกคนที่อยู่ที่นี่จะได้เป็นพยาน ว่าคุณชอบสหายเหลียนซิวหราน”

“เอ้า สหายเหลียนก็อยู่ตรงนี้แล้ว รีบสารภาพรักสิ อย่ามัวชักช้า อย่าถ่วงเวลาพวกเรากินข้าวเลย”

ทั้งที่บนโต๊ะอาหารมีคนนั่งอยู่กว่าสิบคน แต่ทุกคนกลับเงียบราวกับรูปปั้นดินเหนียว

มีเพียงลูกตาที่กลอกไปมารวดเร็ว ดวงตาแต่ละคู่เปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความตื่นเต้น

ถึงตอนนี้ถานเยี่ยนลู่ก็เลิกโมโหแล้ว เจียงพั่นอวี๋ยังคงพูดและทำอะไรได้ตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ลงมือครั้งเดียวก็แทงเข้าจุดสำคัญ ช่างเฉียบขาดจริง ๆ

ส่วนเสิ่นซือเหลยมองจ้าวซิ่วจูด้วยความเห็นใจ ครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยหัวแข็งแบบนี้ แต่หลังจากปะทะกับเจียงพั่นอวี๋มาแล้ว เธอก็รู้ว่าหัวของตัวเองไม่ได้แข็งอย่างที่คิด เสิ่นซือเหลยเชื่อว่า หลังจากวันนี้จ้าวซิ่วจูคงไม่กล้ายุ่งกับเจียงพั่นอวี๋อีก

ไม่ใช่แค่จ้าวซิ่วจูเท่านั้น ต่อไปในจุดพักเยาวชนลงชนบท คงมีไม่กี่คนที่กล้าปะทะกับเจียงพั่นอวี๋ตรง ๆ

อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ เจียงพั่นอวี๋ซ่อนกรรไกรไว้ใต้หมอนของตัวเอง ถ้าไปยั่วโมโหเธอหนักเข้า วันดีคืนดีอีกฝ่ายลุกขึ้นมากลางดึกแล้วแทงคนเข้า จะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้

เวลานี้จ้าวซิ่วจูไม่ได้มีเพียงใบหน้าที่แดงก่ำ แม้แต่หู คอ และแทบทั้งตัวก็แดงไปหมด คนในยุคนี้ล้วนถือเนื้อถือตัว ต่อให้เขียนจดหมายรักก็ยังใช้ถ้อยคำอ้อมค้อม การสารภาพรักต่อหน้าก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเลือกสถานที่ลับตาคนแล้วค่อยพูดกันเงียบ ๆ แทบไม่มีใครเอาเรื่องรักหรือไม่รัก ชอบหรือไม่ชอบมาพูดต่อหน้าผู้คน การสารภาพรักกลางที่สาธารณะจึงเกิดขึ้นน้อยมาก

ยิ่งตอนนี้จ้าวซิ่วจูถูกเจียงพั่นอวี๋เปิดโปงความในใจ แถมยังถูกผลักให้ต้องสารภาพรักต่อหน้าทุกคนอีก

จ้าวซิ่วจูทั้งโกรธทั้งอาย จนไม่รู้จะเอามือเอาเท้าไปวางไว้ตรงไหน มีคนกว่าสิบคู่กำลังจ้องมองเธอไม่กะพริบ ให้เธอสารภาพรักกับเหลียนซิวหรานต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้

สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง แถมยังเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้หน้าหนา จ้าวซิ่วจูไม่มีทางทำใจเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองต่อหน้าผู้คนได้ แต่ถ้าจะให้ปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบเหลียนซิวหราน เธอก็ไม่อยากโกหกความรู้สึกของตัวเอง ต่อให้เธอหน้าด้านพอจะสารภาพรักกับเหลียนซิวหราน แล้วเขาจะตอบรับหรือ

นับดูแล้ว พวกเขาเพิ่งรู้จักกันตั้งแต่เช้าวันนี้เอง เว้นเสียแต่ว่าเหลียนซิวหรานจะเสียสติ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางตอบรับคำสารภาพรักของเธอแน่นอน

จ้าวซิ่วจูถูกเจียงพั่นอวี๋ย้อนจนพูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่

ในใจเธอได้แต่หวังว่า ถ้าตอนนี้เป็นลมไปได้ก็คงดี แต่เคราะห์ร้ายที่ร่างกายแข็งแรงเกินไป กลอกตาขาวอยู่ตั้งนานก็ไม่ยอมเป็นลมเสียที

สุดท้ายคนที่ออกมาคลี่คลายสถานการณ์กลับเป็นเหลียนซิวหราน เขาหยิบกะหล่ำปลีผัดพริกเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน ก่อนเงยหน้ามองทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกคุณไม่หิวกันหรือครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอกินก่อนนะ”

“อ้อ... ใช่ ๆ ฉันก็หิวแล้ว”

“ใช่เลย หิวจะแย่อยู่แล้ว รีบกินข้าวกันเถอะ กินเสร็จจะได้ไปนอน”

เหลียนซิวหรานค่อย ๆ เคี้ยวกะหล่ำปลีผัดพริกทีละคำ ความจริงเขาไม่ได้อยากช่วยจ้าวซิ่วจูออกจากสถานการณ์นี้นัก แต่หลี่เกาหยางส่งสายตาให้เขาอยู่ตลอด เพิ่งมาถึงที่นี่วันแรก อย่างไรเสียเขาก็ควรไว้หน้าหัวหน้าจุดพักเยาวชนลงชนบทอยู่บ้าง

คนกว่าสิบคนต่างก้มหน้าก้มตากินข้าวทันที ไม่มีใครหันไปมองจ้าวซิ่วจูอีก เธอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกอับอายจนแทบกินอะไรไม่ลง มื้อนี้จึงหมดรสชาติไปโดยสิ้นเชิง

เหลียนซิวหรานกินข้าวเสร็จก็ลุกออกไปอย่างรวดเร็ว แต่เจียงพั่นอวี๋ยังไม่คิดปล่อยจ้าวซิ่วจู เพราะเธอยังไม่ได้รับรางวัลภารกิจ

อยู่ ๆ เจียงพั่นอวี๋ก็ถามขึ้นอีกว่า “สหายจ้าว เมื่อกี้ทำไมคุณไม่พูดล่ะ โอกาสดีออกนะ เผื่อสหายเหลียนจะตอบตกลงก็ได้”

“แค่ก! แค่ก! แค่ก!” จ้าวซิ่วจูถูกยกเรื่องเมื่อครู่ขึ้นมาอีกครั้ง ก็สำลักจนไอไม่หยุด

เจียงพั่นอวี๋ขยับเข้าไปยืนข้างเธอ จ้องมองด้วยดวงตาใสแจ๋ว ราวกับว่าถ้าจ้าวซิ่วจูยังไม่ให้คำตอบ เธอก็จะไม่ยอมไปไหน

จ้าวซิ่วจู...

สุดท้ายเธอจึงพูดอ้อมแอ้มออกมาคำหนึ่ง “เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร”

หวังจะใช้ประโยคเดียวไล่เจียงพั่นอวี๋ไป แต่จะเป็นไปได้อย่างไร หน้าตาของเจียงพั่นอวี๋ดูเด็กกว่าวัยจริง ๆ เป็นใบหน้าแบบเด็กน้อยโดยแท้ ประกอบกับร่างกายที่ขาดสารอาหารมานาน จึงแทบไม่มีพัฒนาการ ดูแล้วไม่ต่างจากเด็กประถม จะมีใครบอกว่าเธอเป็นเด็กประถมก็คงไม่เกินจริง

ตัวยาฟื้นฟูระบบประสาทช่วยซ่อมแซมความผิดปกติภายในร่างกายได้ก็จริง แต่ไม่ใช่อาหารบำรุง จึงไม่อาจเติมสารอาหารให้ร่างกายได้ หากเจียงพั่นอวี๋อยากแข็งแรงขึ้น ก็ต้องอาศัยการบำรุงด้วยตัวเองหลังจากนี้ แต่รูปลักษณ์แบบนี้กลับทำให้เธอได้เปรียบไม่น้อย อย่างเช่นตอนนี้ จ้าวซิ่วจูก็ไม่สะดวกจะถือสาเด็กคนหนึ่ง

เจียงพั่นอวี๋ทำสีหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจ “อ้อ... ที่แท้คุณไม่ได้ชอบสหายเหลียนซิวหรานนี่เอง”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณถึงคอยหาเรื่องถานเยี่ยนลู่ หรือว่าอิจฉาที่เธอสวยกว่า”

จ้าวซิ่วจูแทบจะถูกเจียงพั่นอวี๋ทำให้โมโหตาย เมื่อไรกันที่เธอบอกว่าไม่ได้ชอบเหลียนซิวหราน แล้วเมื่อไรกันที่เธอบอกว่าอิจฉาความสวยของถานเยี่ยนลู่ เธอยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยต่างหาก

แม้ในใจจ้าวซิ่วจูจะคิดเช่นนั้น แต่ใครใช้ให้เจียงพั่นอวี๋พูดสิ่งที่เธอคิดออกมาตรง ๆ กันล่ะ

เด็กคนนี้ไม่กลัวหรือว่าสักวันจะโดนดักตีหัวเอา ช่างเป็นเด็กที่ปากร้ายจริง ๆ

เจียงพั่นอวี๋ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ หน้าตาเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา ต่อให้คุณอิจฉาที่ถานเยี่ยนลู่สวย ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”

“เฮ้อ... ยังอายุแค่นี้แท้ ๆ ทำไมถึงคิดเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ไม่ออกนะ”

ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังนั่งกินข้าวอยู่ หรือคนที่กินเสร็จแล้วออกไปนั่งรับลมในลาน ต่างก็พูดไม่ออก หลายคนรีบก้มหน้าลงกะทันหัน มุมปากกระตุกไม่หยุด เห็นได้ชัดว่ากำลังกลั้นหัวเราะ

ไม่มีใครคาดคิดว่าเจียงพั่นอวี๋จะเปิดโปงความในใจของอีกฝ่ายออกมาตรง ๆ แบบนี้

เด็กคนนี้ห้ามไปหาเรื่องเด็ดขาด ดูจ้าวซิ่วจูสิ จะร้องไห้อยู่แล้ว

จ้าวซิ่วจูทั้งอับอายทั้งโกรธ น้ำตาเอ่อคลอเต็มเบ้า เธอกัดฟันพูดว่า “ฉันไม่ได้อิจฉาถานเยี่ยนลู่ เจียงพั่นอวี๋ เธอเลิกพูดจาเหลวไหลเสียที!”

เจียงพั่นอวี๋กลับหัวเราะคิก ก่อนพยักหน้ารัว ๆ ด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังปลอบเด็ก “ใช่ ๆ คุณไม่ได้อิจฉาถานเยี่ยนลู่ แล้วก็ไม่ได้ชอบสหายเหลียนซิวหราน พวกเราทุกคนรู้แล้ว”

พูดจบเธอก็คีบกะหล่ำปลีผัดพริกคำโตใส่ชามของจ้าวซิ่วจู “มา ๆ กินผัก กินผัก กินผักที่ฉันคีบให้”

“คุณห้ามโกรธฉันแล้วนะ คุณก็บอกเองว่าฉันยังเป็นเด็ก ถ้าฉันพูดอะไรไม่ถูกใจ ก็ช่วยให้อภัยด้วย อีกอย่าง โกรธบ่อย ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ แก่เร็วนะ”

จ้าวซิ่วจู “...”

จู่ ๆ จ้าวซิ่วจูก็ร้องไห้โฮออกมา เธอเองก็ไม่อยากร้องไห้หรอก แต่เธออัดอั้นเสียจนทนไม่ไหวแล้ว เจียงพั่นอวี๋ เด็กน่าหมั่นไส้คนนี้ ทำไมถึงชอบบิดความหมายคำพูดของเธออยู่เรื่อย เธอทนไม่ไหวจริง ๆ

ลงชนบทมาปีกว่าแล้ว ต่อให้งานไร่จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เธอก็ไม่เคยร้องไห้

แต่วันนี้กลับถูกเจียงพั่นอวี๋แกล้งจนร้องไห้...แล้วเธอจะไปหาความยุติธรรมจากที่ไหนกัน?