← สารบัญ ฉันเป็นนางร้าย “ในนิยายยุค 80”

ฉันเป็นนางร้าย “ในนิยายยุค 80”

ตอนที่ 41บทที่ 41

กู้เฉิงเจ๋อตัดสินใจแล้วว่า ตั้งแต่วันนี้ไป เขาจะไปขายเสื้อผ้ากับเจียงเหยาทุกวันหลังเลิกงาน เขาเป็นผู้ชาย จะปล่อยให้ภาระหาเงินเลี้ยงบ้านตกอยู่ที่ผู้หญิงฝ่ายเดียวได้ยังไง

ทั้งสองคนเหนื่อยมาก พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็ขึ้นเตียงนอนกัน หลับสนิททั้งคืน

กู้เฉิงเจ๋อเป็นคนที่มีนาฬิกาชีวิตเป๊ะมาก เขาตื่นเช้าเป็นประจำ เจียงเหยาเลยต้องตื่นตามไปด้วย แต่เขากลับกดตัวเธอให้นอนต่อ

“ยังเช้าอยู่เลย เธอนอนต่อเถอะ”

รถเข็นขายของจะเริ่มตอนเที่ยง ขอแค่ไม่ช้าเกินไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องรีบไปแต่เช้า

แต่เจียงเหยาส่ายหน้า ลุกขึ้นทันที “วันนี้ยังต้องขายเสื้อผ้าอีก ฉันต้องเข้าเมืองไปซื้อเตารีด จะได้รีดเสื้อให้เรียบร้อย ตอนเที่ยงเก็บร้านอาหารเสร็จก็จะไปตั้งแผงขายเสื้อเลย”

เธอพูดไปแต่งตัวไป พร้อมบอกแผนทั้งหมดให้กู้เฉิงเจ๋อฟัง

เมื่อได้ยินอย่างนั้น กู้เฉิงเจ๋อก็ปล่อยมือ พอล้างหน้าเสร็จก็เข้ามาช่วยเธอจัดเสื้อผ้าในกระสอบ

แต่เจียงเหยากลับเร่งให้เขาออกไปก่อน ให้เขาไปซื้อของกินรองท้องระหว่างทาง

กู้เฉิงเจ๋อกลับจับมือเธอไว้แน่น

“ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านเช่าก่อน”

เขารู้ว่าเจียงเหยาต้องเอาเสื้อผ้าไปไว้ก่อนถึงจะไปตลาดได้ คงไม่สะดวกแบกกระสอบเสื้อผ้าไปตลาดซื้อของแน่

เจียงเหยาชะงัก คิดถึงเรื่องหย่า เลยรีบปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ “ฉันนั่งรถเมล์ไปก็ได้”

“รถเมล์เช้าๆ ไม่สะดวกหรอก ช่วงเวลาเร่งด่วน คนเยอะ เธอยังต้องหอบของอีก จะขึ้นไปได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย”

เจียงเหยาไม่สามารถโต้แย้งสิ่งที่เขาพูดได้

“ไปกันเถอะ!”

ชายหนุ่มพูดจบก็ไม่ให้ปฏิเสธอีก

เขาพาเจียงเหยานั่งจักรยาน โดยมีเธออุ้มกระสอบเสื้อผ้าไว้ในอ้อมแขน ไปส่งเธอถึงหน้าบ้านเช่า แต่กู้เฉิงเจ๋อกลับไม่ขี่จักรยานกลับไป

เจียงเหยาสงสัย เขาจึงอธิบายว่า “จะได้ใช้จักรยานขนของไปขายสะดวกหน่อย ยังไงเธอก็ต้องไปตลาดซื้อของกับไปตั้งแผงขายเสื้อ”

พูดจบเขาก็เดินไปป้ายรถเมล์ พอดีรถเมล์มาพอดี

เขาขึ้นรถไป เจียงเหยาตะโกนตามหลัง “อย่าลืมหาอะไรกินด้วยนะ!”

ชายหนุ่มโบกมือจากบนรถเมล์ให้เธอ เธอยืนมองจนรถเมล์ค่อยๆ ห่างออกไป หัวใจก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

เงียบไปพักใหญ่ถึงได้รู้สึกตัวอีกครั้ง ความใส่ใจของกู้เฉิงเจ๋อทำให้ใจของเธอว้าวุ่นขึ้นมา ไม่ควรเป็นแบบนี้ เขาเป็นพระเอก เธอเป็นแค่นางร้าย ไม่ควรเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น

มีจักรยานแล้วก็สะดวกขึ้นเยอะ เจียงเหยาไม่คิดมากอีก เก็บของล็อกประตูแล้วปั่นจักรยานออกไป

เธอแวะร้านค้าในเมืองเพื่อซื้อเตารีด แล้วไปตลาดซื้อของต่อ

พ่อค้าขายหมูเห็นเจียงเหยา ก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง ยังถามด้วยว่าไม่มาซื้อของสองสามวัน ไปไหนมา

เธอก็เล่าว่าไปปักกิ่งมา

หลังจากทักทายกันเสร็จ เจียงเหยาก็แบกของกลับบ้าน

ตอนนี้เธอเน้นขายข้าวและบะหมี่ ไม่ทำหมั่นโถวใส่เนื้อแล้ว ไม่ต้องรอแป้งหมัก ย่นเวลาไปได้เยอะ

พอกลับถึงบ้าน เธอก็ลงมือเคี่ยวเนื้อ ล้างผัก เตรียมไว้ก่อน ตอนสายๆ จะได้หุงข้าว รีดบะหมี่ให้ทันขาย

ระหว่างนั้นเธอก็ไม่หยุดพัก หยิบเตารีดมารีดเสื้อผ้าในกระสอบให้เรียบร้อย

เธอวางแผนจะไปตั้งแผงแถวถนนหน้าตลาด คนเดินเยอะ วันนี้จะลองไปขายที่นั่นก่อน ยังไงคนต้องไปตลาดซื้อของ โอกาสขายได้ก็เยอะ

ช่วงบ่าย เธอวางแผนจะไปที่ร้านของลุงหวังเฉิงเว่ย เอาขนมไปให้

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ต้องสร้างขึ้นมา หวังเฉิงเว่ยเปิดร้านเสื้อผ้าในเมืองเหอซาน มีทั้งคอนเนคชั่นและทรัพยากร เจียงเหยาไม่ได้อยากเกาะเขาหรือเอาเปรียบ แค่รู้สึกซาบซึ้งที่ให้เช่าบ้านแบบจ่ายรายเดือน ก็อยากแสดงน้ำใจ

ตอนเที่ยง รถเข็นอาหารของเธอขายดีเป็นพิเศษ จนเธอแทบอยากงอกแขนออกมาอีกสองข้าง

“น้องสาว สองสามวันนี้เธอไม่ออกมาขาย ฉันต้องกินข้าวโรงอาหารจนจะอ้วกแล้ว!”

ลูกค้าประจำคนหนึ่งพูดติดตลก

เจียงเหยายิ้ม “ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกค่ะ”

“จริงๆ นะน้องสาว ฝีมือเธอดีเกินไป ปากพวกเราก็เลยถูกเลี้ยงจนเรื่องมาก กลับไปกินข้าวโรงอาหารแล้วกลืนแทบไม่ลง!”

คนอื่นๆ ก็พากันพูดคุยเสียงดัง เจียงเหยาก็พูดตอบไปเรื่อยๆ มือก็ไม่หยุดทำอาหาร

“ทุกคนชอบก็ดีแล้วค่ะ อยากกินอะไรก็บอกมา เดี๋ยวจะจัดให้ แต่อาจจะไม่ได้ทำทุกวันนะคะ ขึ้นอยู่กับเวลา”

ยุคต้นๆ ของทศวรรษ 1980 ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนยังไม่ดี คนส่วนใหญ่ทำอาหารง่ายๆ บางทีทั้งครอบครัวกินแค่หม้อเดียว บางมื้อใส่แค่เกลือ ยังไม่ใส่ซีอิ๊วเลยด้วยซ้ำ

คนที่ไม่ได้เป็นแม่บ้าน ไม่รู้หรอกว่าค่าอาหารค่ากับข้าวมันแพงแค่ไหน ประชาชนทั่วไปขอแค่มีอะไรกินก็พอแล้ว ไม่มีใครเรื่องมากนัก

แต่เครื่องปรุงที่ใช้ก็มักจะน้อย ทำให้อาหารไม่อร่อยเท่าไร

ส่วนเจียงเหยา ขายของกิน จะไม่ใส่เครื่องปรุงก็คงไม่ได้ เธอใส่ใจรายละเอียด ลงมือทำอย่างตั้งใจ อาหารที่ทำจึงอร่อย

ลูกค้าก็เป็นกันเองมาก “น้องสาว เธอทำอะไร พวกเราก็ชอบกินหมดแหละ ฮ่าๆ!”

ฝีมือทำอาหารของเธอดีจริง หลายเมนูพวกเขายังไม่เคยได้ยินชื่อ แต่พอกินแล้วก็ถูกปาก ช่วงแรกยังมีคนสั่งเมนูอยู่บ้าง ตอนนี้ เธอทำอะไรมาก็ยินดีจะกิน เพราะทุกจานอร่อยจนอยากกลืนลิ้นลงไปด้วย

บรรยากาศครึกครื้นตรงหน้า ทำให้เจียงเหยาตาแดงรื้น

ร่างกายเหนื่อย แต่ชีวิตกลับเต็มเปี่ยม เธอชอบความรู้สึกแบบนี้มาก

หลังเก็บร้านและล้างจานเสร็จ ก็ผ่านไปกว่าชั่วโมงแล้ว

วันนี้ลูกค้าเยอะมาก เธอทำยอดขายทะลุเป้า ทำลายสถิติร้านรถเข็นของตัวเอง แค่เที่ยงวันเดียว ก็ขายได้กว่า 200 หยวน

หักต้นทุนนู่นนี่นั่นออกไป ยังเหลือกำไรตั้ง 100 หยวน

ถ้าช่วงบ่ายออกไปขายเสื้ออีก ก็คงเก็บเงินครบคืนหนี้ 500 หยวนให้กู้เฉิงเจ๋อได้เร็วขึ้น

เจียงเหยาตื่นเต้นมาก

คนทั่วไปก็ไม่ได้มีเงินเหลือใช้ เธอเองก็อยากคืนเงินให้เพื่อนบ้านเร็วๆ เช่นกัน

พอรีดเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็ขี่จักรยานไปที่ร้านของหวังเฉิงเว่ย

ตอนบ่ายสองถึงสามโมง อากาศร้อนจัด บนถนนแทบไม่มีคน เธอเลยยังไม่ออกไปตั้งแผงทันที คิดว่าเย็นลงค่อยไปขายเสื้อ

ช่วงเวลานี้ถือว่าเหมาะกับการไปเยี่ยมเยือน

พอหวังเฉิงเว่ยเห็นเธอมาถึง ก็ต้อนรับด้วยความดีใจ

“ลุงหวัง นี่ขนมที่ฉันซื้อจากปักกิ่ง เอาไปลองชิมดูนะคะ”

เจียงเหยายื่นขนมในกล่องเหล็กของเต้าหย่างชุนให้เขา

เขายิ้มรับพร้อมบอกว่าเธอเกรงใจเกินไปแล้ว

ทั้งสองเข้าไปในร้าน หวังเฉิงเว่ยรีบสั่งให้พนักงานชงชา

เจียงเหยาก็มองไปรอบๆ ร้านเขา เขาดูมีพลังมาก ตอนนี้เสื้อผ้าทุกชุดถูกแขวนไว้อย่างเป็นระเบียบ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่โยนกองไว้ดูรกรุงรัง ดูแล้วสบายตากว่าเดิมเยอะ

หวังเฉิงเว่ยตื่นเต้นมาก ชมไม่หยุดว่าความคิดของเจียงเหยาดีจริง

ลูกค้าชอบของลดราคา ยังไงเสื้อผ้าก็ต้องซื้ออยู่แล้ว พอมาที่นี่ได้ทั้งส่วนลด แถมยังมีจับฉลากอีก

แม้จะไม่ได้รางวัลใหญ่ แต่ก็ยังได้ของใช้จำเป็นติดมือกลับบ้าน สบู่ ผงซักฟอก ของพวกนี้ยังไงก็ต้องซื้อ แต่ได้มาฟรี ใครจะไม่ดีใจ

ร้านอื่นซื้อของไม่มีใครให้จับฉลากหรอก

ลูกค้ารู้สึกว่าได้ของแถม เจ้าของร้านก็ระบายสต็อกได้ ยังได้กำไร พนักงานก็ได้ค่าคอม ทุกคนมีความสุขหมด

พอพูดถึงสามวันแรกที่จัดโปรโมชั่น หวังเฉิงเว่ยก็พูดไม่หยุด มือไม้พริ้วเหมือนเต้นรำ เขาบอกว่านั่นคือสามวันที่ร้านทำยอดขายได้ดีที่สุดตั้งแต่เปิดมา ถ้าเป็นแบบนั้นทุกวัน ต่อให้แจกจักรยานทุกวันก็ยอม

พอเห็นร้านเขาขายดี เจียงเหยาก็รู้สึกดีใจแทนเขาด้วย...