← สารบัญ ฉันเป็นนางร้าย “ในนิยายยุค 80”

ฉันเป็นนางร้าย “ในนิยายยุค 80”

ตอนที่ 42บทที่ 42

“เสี่ยวเจียง เธอนี่แหละคือคนที่นำโชคมาให้ลุงเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียดีๆ ของเธอ ร้านลุงคงเจ๊งไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงกำไรเลย แค่ค่าเช่าร้านยังไม่พอจ่าย! ส่วนโกดังเก่าหลังนั้น เธออยากใช้ยังไงก็ใช้ไปเลย ค่าเช่าก็ไม่ต้องแล้ว!”

หวังเฉิงเว่ยเป็นคนใจกว้าง

แต่เจียงเหยาไม่ได้คิดจะเอาเปรียบใคร เธอปฏิเสธน้ำใจของหวังเฉิงเว่ยทันที

“ลุงหวัง แค่ได้ช่วยลุงก็ถือว่าฉันดีใจแล้วค่ะ ค่าเช่าฉันยังต้องจ่าย ไม่อย่างนั้นฉันจะรู้สึกไม่สบายใจเวลาจะใช้โกดังของลุง”

ค่าเช่าเดือนละ 10 หยวนก็ถือว่าไม่แพงอะไร ที่จ่ายเป็นรายเดือนก็สะดวกกับเธอมากแล้ว ตอนนี้หวังเฉิงเว่ยจะไม่เก็บค่าเช่า ก็เพื่อขอบคุณเธอที่ช่วยคิดแผนร้านเสื้อ

เจียงเหยารู้สึกว่าหวังเฉิงเว่ยเป็นคนมีน้ำใจ ไม่ได้ฉวยโอกาสเหมือนพ่อค้าเจ้าเล่ห์บางคน ก่อนหน้านี้ที่เขายอมให้จ่ายค่าเช่ารายเดือน เธอก็รู้สึกซาบซึ้งแล้ว การช่วยเขาออกไอเดียก็เพื่อตอบแทนน้ำใจ ไม่ใช่จะมาเอาเปรียบใคร

หวังเฉิงเว่ยมองใบหน้าที่ซื่อตรงของเจียงเหยาแล้วพยักหน้าอย่างลับๆ ผู้หญิงคนนี้จริงใจ วันหน้าเขาคงต้องหาทางตอบแทนเธอให้มากกว่านี้

“ว่าแต่เธอไปปักกิ่งมานี่ ไปซื้อเสื้อผ้ามาขายเหรอ?”

เขาเปลี่ยนเรื่อง เพราะก่อนหน้านี้เจียงเหยาเคยบอกว่าจะลองค้าขายเสื้อผ้า

เจียงเหยาพยักหน้า “ซื้อมาแล้วค่ะ เตรียมจะตั้งแผงขายก่อน”

เธอไม่ได้ปิดบัง บอกแผนของตัวเองให้หวังเฉิงเว่ยฟังตรงๆ

ก่อนเปิดร้านเสื้อผ้า หวังเฉิงเว่ยก็เคยขายของตามตลาดนัดมาก่อน เขาเลยแบ่งปันประสบการณ์ตรงให้เจียงเหยา

ทั้งเวลาออกขาย สถานที่ตั้งแผง เขาผ่านมาหมดแล้ว

เจียงเหยาฟังอย่างตั้งใจ

จนหวังเฉิงเว่ยเริ่มรู้สึกเขิน เพราะประสบการณ์ของเขาทั้งหมดมันมาจากการลองผิดลองถูก เลือกของขายไม่แม่น วิธีขายก็ไม่ได้เรื่อง ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียของเจียงเหยา คงยังติดสต๊อกจนถึงชาติหน้า

ทั้งสองคนคุยกันนาน หวังเฉิงเว่ยอยากรั้งเจียงเหยาไว้กินข้าวเย็น แต่เธอปฏิเสธ บอกว่าจะไปตั้งแผงขายเสื้อผ้า เรื่องกินค่อยว่ากันวันหลัง

หวังเฉิงเว่ยเสียดาย แต่ก็กลัวจะรบกวนธุระของเธอ จึงเดินมาส่งถึงหน้าร้าน

จากร้านของหวังเฉิงเว่ย เจียงเหยาไปต่อที่ห้างสรรพสินค้า ซื้อราวแขวนเสื้อพับได้ไว้ใช้ตั้งแผง

เอาเสื้อแขวนดีกว่าโยนกองไว้บนพื้นแน่นอน

พอกลับถึงบ้านเช่า เจียงเหยารีดเสื้อผ้าที่จะเอาออกขายให้เรียบร้อย แล้วต้มน้ำทำบะหมี่ กะว่าจะกินข้าวเย็นแล้วค่อยออกไปตั้งแผง

ตอนกำลังกินอยู่ กู้เฉิงเจ๋อก็เดินเข้ามา

เจียงเหยาขมวดคิ้ว “คุณมาทำไม?”

ผู้ชายตอบ “ฉันจะไปขายเสื้อกับเธอ”

“คุณเลิกงานแล้วก็รีบมาหาฉันเลยเหรอ?”

เจียงเหยาถาม ทั้งที่ในใจก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

กู้เฉิงเจ๋อพยักหน้า “อืม”

ในใจเจียงเหยาเริ่มรู้สึกซับซ้อน ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกู้เฉิงเจ๋อเหมือนจะยิ่งคลุมเครือขึ้นทุกที

“คุณยังไม่ได้กินข้าวใช่มั้ย? ในหม้อมีบะหมี่อยู่ กินก่อนแล้วค่อยไปตั้งแผงกัน”

พูดจบ เธอก็ก้มหน้ากินบะหมี่ต่อ เหมือนไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการมาของเขา แต่ถ้ามองมือที่จับตะเกียบแน่น ก็จะรู้ว่าเธอไม่ได้ใจเย็นอย่างที่แสดงออก

ทั้งสองตั้งแผงที่ถนนหน้าตลาด เป็นเส้นทางที่คนเลิกงานแล้วต้องผ่านเพื่อมาซื้อของก่อนกลับบ้าน

เสื้อผ้าที่เจียงเหยาเลือกมีดีไซน์ทันสมัย แถมยังมีกู้เฉิงเจ๋อผู้ชายหน้าตาดีมายืนด้วย เลยดึงดูดสายตาของผู้หญิงหลายคน

เมืองเหอซานในมณฑลจี้เป่ย เป็นเมืองที่ยากจนที่สุด ราคาขายของย่อมสู้พวกตลาดในปักกิ่งไม่ได้ อย่าหวังจะได้กำไรเยอะ แค่ไม่ขาดทุน กำไรเล็กน้อย ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว

แม้เจียงเหยาจะอ้วน รูปลักษณ์ไม่ดี แต่เธอมีไหวพริบ พูดจาเก่ง ปากหวาน

คำพูดของเธอถูกจริตผู้หญิง

เธอมักชมจุดเด่นของลูกค้าอย่างจริงใจ ไม่ดูเสแสร้ง ลูกค้าผิวขาวสวยก็ไม่ต้องพูดถึง แต่ต่อให้เจอลูกค้าที่เตี้ย อ้วน ดำ เจียงเหยาก็ชมได้จนอีกฝ่ายยิ้มแก้มปริ

อย่างชมว่าตาดูดี มีประกายเหมือนอัญมณีอะไรแบบนั้น พูดด้วยท่าทีจริงจัง ไม่มีแววล้อเลียนเลย

พอลูกค้าอารมณ์ดี การตัดสินใจก็ง่ายขึ้น ถึงจะปากเก่ง แต่เสื้อผ้าที่เธอจัดก็เข้ากันดีจริง ลูกค้าก็เลยพอใจ

เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากหน้าตาของกู้เฉิงเจ๋ออย่างเต็มที่ เจียงเหยายังจับเขาแต่งตัวใหม่ทั้งชุด

ผู้ชายรูปร่างสูงเพรียว เป็นเหมือนไม้แขวนเสื้อธรรมชาติ แถมยังเรียกความสนใจจากลูกค้าผู้ชายได้อีก

มีผู้ชายหลายคนเดินมาถามหาชุดที่เขาใส่อยู่ ไม่สนใจเลยว่าเข้ากับตัวเองหรือไม่ เห็นแค่เขาใส่แล้วดูดี ก็อยากได้ชุดนั้นเหมือนกัน

ลูกค้าผู้ชายซื้อขายง่ายกว่า ดูเสื้อแล้วก็ถามราคา จ่ายเงิน ไม่ต่อราคา ไม่เหมือนผู้หญิงที่เจียงเหยาต้องใส่ “คุณค่า” ลงไปมากกว่านั้น

บางคนต่อราคาหนัก เจียงเหยาก็ยอมลดให้แค่สองหยวน บางครั้งยังต้องแถมของเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วย

การต่อราคาก็มีเทคนิค ลดเยอะไป ลูกค้าจะรู้สึกว่าโดนโก่งราคา สุดท้ายอาจเดินหนีไปเลยก็ได้

แต่ถ้าลดนิดหน่อย แล้วทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้กำไรเยอะ แบบนั้นต่างหากถึงจะได้ผล เจียงเหยาเก่งเรื่องนี้มาก

ดูจากลูกค้าที่เดินออกไปพร้อมกับเสื้อผ้าในมือ ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องก็รู้แล้วว่าอารมณ์ดีแค่ไหน

ส่วนลูกค้าผู้ชายก็สะดวกมาก

เจียงเหยาเห็นพวกเขาจ่ายเงินกันง่ายๆ แล้วก็เริ่มรู้สึกเสียดาย เธอควรตั้งราคาสูงกว่านี้อีกหน่อยหรือเปล่า?

เธอมองกู้เฉิงเจ๋อด้วยสายตาซับซ้อน เขาสะดุ้ง เธอมองเขาแบบนี้ทำไม?

สายตานั้นมันคือความอิจฉาชัดๆ ถ้าเธอไม่อ้วน รูปร่างดี ใส่ชุดที่จัดเองแบบสวยๆ ยืนอยู่ตรงนี้ก็คงเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ได้เหมือนกัน

เสียดายว่ายุคแปดศูนย์ คนส่วนใหญ่ยังลำบาก แทบไม่มีใครอ้วน

เจียงเหยารู้สึกว่าเธอยังไม่มีเวทีให้แสดงฝีมือเต็มที่

ถ้าน้ำหนักเท่านี้ไปอยู่ยุคปัจจุบัน เธอคงได้ไลฟ์ขายเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่แน่ๆ

โชคดีที่เธอปากดีพอใช้ รูปลักษณ์ไม่พอ ก็ใช้สมองมาช่วยแทน!

หลังจบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนมัธยมปลายจากเมืองเหอซานก็เริ่มออกมาเดินเล่นกัน

ตอนนี้เป็นช่วงที่เด็กนักเรียนผ่อนคลายที่สุด พอถึงเวลาต้องรอลุ้นคะแนนกับเลือกคณะ ก็จะเครียดขึ้น

นักเรียนมัทธยมปลายหลายคนก็มาเดินเล่นในเมือง ทำให้ร้านของเจียงเหยาได้อานิสงส์ด้วย

ลูกค้าที่เป็นนักเรียน เธอก็ลดราคาให้เลย

เพราะรู้ว่าฐานะทางการเงินยังไม่ดี ถ้าแข็งราคาเกินไป พ่อค้าแม่ค้าก็อดขายไปเปล่าๆ ขายของให้กำไรน้อยหน่อย ดีกว่าไม่ได้ขายเลย

เวลาลดราคาให้เด็ก เธอยังหาข้ออ้างดีๆ มาประกอบ

“อนาคตเธอจะได้เป็นนักศึกษานะ ฉันนับถือคนมีการศึกษา เสื้อชุดนี้ลดให้ 30% เลย”

เธอตั้งราคาขายไว้สูงอยู่แล้ว ลด 30% ก็ยังมีกำไรเยอะอยู่

ในยุคต้นของทศวรรษ 1980 อัตราการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่ำมาก น้อยกว่า 5% ด้วยซ้ำ

ไม่เหมือนยุคหลัง ที่มีนักศึกษาเต็มบ้านเต็มเมือง แต่พอเรียนจบก็หางานลำบาก

ในยุคนี้ ถ้าใครสอบติดมหาวิทยาลัยได้ ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

พอนักเรียนได้ยินคำว่า “นักศึกษาในอนาคต” แถมราคาก็ยังพอรับไหว ก็ยิ้มแย้มจ่ายเงินทันที

กู้เฉิงเจ๋อยืนดูอยู่เงียบๆ ซื้อกันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ หันไปมองเจียงเหยาอีกที ผู้หญิงคนนี้มันนักต้มตุ๋นระดับเทพเลยจริงๆ!