← สารบัญ (ราชานักฆ่า) กลับมามีชีวิตใหม่

(ราชานักฆ่า) กลับมามีชีวิตใหม่

ตอนที่ 49เฉียวอิง บทที่ 0037

บทที่ 37

เมื่อกว่าสองปีก่อน ตอนที่เสวี่ยอิงออกปฏิบัติภารกิจ ระหว่างทางผ่านป่าลึกบนภูเขา เธอพบโสมป่าสองต้นนี้อยู่ตรงปากถ้ำแห่งหนึ่ง

เธอรู้สึกว่าหาได้ยาก จึงเก็บมันไปด้วย

ตอนนั้นคนที่อยู่กับเธอ คือเพื่อนร่วมสำนักที่เคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เป็นคู่หูเพียงคนเดียวในองค์กรอันอิงที่เธอไว้ใจได้

แต่ภารกิจครั้งนั้น เพื่อนไม่สามารถมีชีวิตรอดออกมาพร้อมเธอได้

เสวี่ยอิงฝังศพอีกฝ่ายไว้ที่นั่น แล้วตอนเดินทางผ่านเมืองหลวง ขณะที่จิตใจยังเลื่อนลอยสับสน เธอก็โยนโสมป่าสองต้นทิ้งไว้ที่หมิงซานถังตามอารมณ์

ของที่ให้ไปแล้ว ไม่มีเหตุผลจะเอาคืน โสมป่านี้ท่านหมิงจะขาย จะให้ หรือจะกินเอง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนั้นท่านหมิงเห็นว่าเธอสภาพจิตใจไม่ค่อยดี ยังเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความห่วงใย

แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเคยรับปากว่าจะใช้ช่วยชีวิตคนเท่านั้น ถ้าราคานี่เป็นราคาที่ท่านหมิงตั้งจริง ปากพูดอย่างหนึ่งลับหลังทำอีกอย่าง งั้นวันนี้หลังจากมาเอาของแล้ว ต่อไปเฉียวอิงจะไม่เหยียบเข้าหมิงซานถังอีกแม้แต่ก้าวเดียว

“เอาบันไดไปหยิบของจากช่องที่สองทางขวาชั้นบนสุดมาให้คุณหนูเฉียว” ท่านหมิงสั่งเด็กฝึกงาน

“อาจารย์ ให้ผมไปหยิบเองเถอะครับ” ชายวัยกลางคนไม่รู้ว่าสำนึกผิดจริงหรืออยากแก้ตัว เลยคิดจะแสดงผลงานชดเชย

ท่านหมิงมองเขา ก่อนใจอ่อนพยักหน้า

ชายวัยกลางคนแอบถอนหายใจโล่งอก รีบรับบันไดจากเด็กฝึกงาน ปีนขึ้นไป เปิดช่องเก็บของ มือเพิ่งสอดเข้าไป ก็ได้ยินท่านหมิงพูดว่า

“เอาลงมาทั้งสองต้น”

“...ครับ” ชายวัยกลางคนลังเลเล็กน้อย ก่อนตอบรับ

ท่านหมิงหันมาพูดกับเฉียวอิงต่อ “โสมป่าสองต้นอายุสองร้อยปีนี้ มีเด็กคนหนึ่งเป็นคนให้ผม เธอกับคุณ...”

เขามองสำรวจเฉียวอิง ก่อนยิ้มอย่างใจดี “อายุไล่เลี่ยกัน นิสัยก็คล้ายกันอยู่บ้าง” จากนั้นก็อดถอนหายใจไม่ได้ “น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว คุณหนู ผมว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน โสมป่าสองต้นนี้ผมยกให้คุณ คุณเอากลับไปใช้เถอะ”

“เอากล่องมา ผมจะจัดใส่กล่องให้คุณหนูเฉียว” ชายวัยกลางคนถือโสมป่าสองต้นอยู่ในมือ มือไม้คล่องแคล่วจัดห่ออย่างรวดเร็ว ให้เด็กฝึกงานเอากล่องมา แล้วกำลังจะใส่ลงไป

“เดี๋ยวก่อน” จู่ๆ เฉียวอิงก็เรียกเขาไว้

ชายวัยกลางคนสะดุ้ง รีบเงยหน้ามองเฉียวอิง แววตาลุ่มลึกคลุมเครือ “มีปัญหาอะไรหรือ?”

“ฉันอยากดูว่าโสมป่าอายุสองร้อยปีหน้าตาเป็นยังไง”

เฉียวอิงแบมือขอโสมป่าจากเขา

“ทำไม? หรือของของหมิงซานถังเราจะมีปัญหาได้? อีกอย่าง เด็กสาวอย่างคุณจะดูเป็นอะไร” แววตาของชายวัยกลางคนเผยความร้ายกาจเหมือนงูพิษ “อาจารย์ของผมหวังดีให้ของคุณฟรีๆ แต่คุณกลับไม่รู้จักบุญคุณ”

“จั๋วจ้ง พูดอะไรแบบนั้น” ท่านหมิงตำหนิ

“ลูกค้ามาซื้อยา จะขอดูของก่อนก็เป็นเรื่องปกติ เอาของให้ลูกค้าดู” ท่านหมิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

แต่ชายวัยกลางคนกลับถือโสมไว้แน่นไม่ขยับ

ตอนนี้ท่านหมิงจะยังดูไม่ออกได้ยังไงว่ามีปัญหา เขารีบเดินเข้าไป แย่งโสมป่าจากมือชายวัยกลางคนมาโดยตรง

พอเปิดดู ก็พบว่านี่ไม่ใช่โสมป่าอายุสองร้อยปีอะไรเลย

แต่มันคือโสมเพาะเลี้ยงธรรมดาในร้านชัดๆ

ท่านหมิงตกใจมาก “โสมป่าสองต้นของฉันล่ะ?”

เขาหันไปถามชายวัยกลางคนทันที พร้อมรีบให้เด็กฝึกงานปีนบันไดขึ้นไปดู ผลคือในช่องเก็บของว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย

“ท่านหมิง ไม่มีครับ” เด็กฝึกงานพูด

ชายวัยกลางคนคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ แล้วคลานเข่าเข้ามาหาท่านหมิง จับชายกางเกงของเขาไว้ น้ำตาไหลพรากทันที

“อาจารย์ครับ อาจารย์ เป็นเพราะผมโลภเงินชั่ววูบ ผมสมควรตาย ท่านจะด่าจะตีก็ได้ครับ” ชายวัยกลางคนร้องไห้คร่ำครวญ ดูสำนึกผิดอย่างมาก

“แก...” ท่านหมิงชี้หน้าเขา โกรธจนพูดไม่ออก

“กันโจรจากภายนอกง่าย แต่กันโจรในบ้านยากจริงๆ!” ท่านหมิงโกรธจนยกมือตบ

“โสมป่าแบบนี้ร้อยปีถึงจะเจอสักครั้ง เอาไปให้ฟรี คนพวกนั้นก็ไม่ซาบซึ้งในบุญคุณท่านหรอก อีกฝ่ายต้องการเอาไปช่วยชีวิตคน พวกเราเก็บค่ายาสักหน่อย มันไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลเหรอครับ”

“แก...ไอ้สารเลว” ท่านหมิงตัวสั่นด้วยความโกรธ สุดท้ายฝ่ามือนั้นก็ตบลงบนใบหน้าชายวัยกลางคนอย่างแรง

ชายวัยกลางคนล้มลงกับพื้น ก่อนลุกขึ้นมาตบหน้าตัวเองหลายฉาด แล้วรีบกลับไปจับเสื้อท่านหมิงอีกครั้ง

“อาจารย์ครับ ท่านก็ตีแล้ว ด่าก็ด่าแล้ว ยกโทษให้ผมครั้งนี้เถอะครับ ผมไม่กล้าอีกแล้ว”

ท่านหมิงผลักเขาออกทันที แล้วชี้ไปทางประตู “ไสหัวไปซะ ออกไปจากหมิงซานถัง อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกอีก”

พอเห็นท่านหมิงสีหน้าเด็ดขาด ความสำนึกผิดและความหวาดกลัวในแววตาชายวัยกลางคนก็หายไปในพริบตา กลายเป็นความเย็นชาและโหดเหี้ยมแทน

เขาค่อยๆ หยุดร้องไห้ มองท่านหมิงแวบหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ลุกขึ้น เดินออกไปโดยไม่หันกลับมา

“ขโมยของ ยักยอกเงิน เอาโสมเพาะเลี้ยงมาปลอมเป็นโสมป่าร้อยปี ทำลายชื่อเสียงร้อยปีของหมิงซานถัง แล้วจะเดินจากไปง่ายๆ แบบนี้ บนโลกนี้มีเรื่องดีขนาดนั้นด้วยเหรอ” เสียงเรียบเฉยของเฉียวอิงดังขึ้น

ทำให้ชายวัยกลางคนหยุดฝีเท้าทันที

เขาหันมาจ้องเฉียวอิงอย่างดุร้าย พร้อมขู่ “เด็กเวร นี่ไม่ใช่เรื่องที่แกจะมาพูดได้ ถ้ายังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีก เชื่อไหมว่าฉันจะทำให้แกพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต”

เดิมทีท่านหมิงคิดถึงความสัมพันธ์อาจารย์ลูกศิษย์ จึงตั้งใจปล่อยเขาไป แต่ตอนนี้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่สำนึกผิดเลย ทั้งยังเต็มไปด้วยความอาฆาต ไม่คู่ควรจะเป็นหมอด้วยซ้ำ เขาเกลียดตัวเองที่มองคนผิด จึงตะโกนไปทางรปภ.หน้าประตู

“จับเขาไว้—เสี่ยวลิ่ว โทรแจ้งตำรวจ!”

พอชายวัยกลางคนเห็นแบบนั้น ก็เริ่มกลัวขึ้นมา เขาผลักรปภ.ที่เพิ่งวิ่งเข้ามาออก แล้วหันหลังเตรียมวิ่งหนี

แต่วินาทีต่อมา เฉียวอิงที่เคลื่อนตัวราวกับภูตผีก็ปรากฏตัวด้านหลังเขา ก่อนจะจัดการจับกดเขาไว้ได้อย่างง่ายดาย

ชายวัยกลางคนถูกเฉียวอิงเหยียบไว้ใต้เท้า หลังดิ้นรนแล้วพบว่าลุกยังไงก็ไม่ขึ้น ก็เริ่มด่าทอ พร้อมข่มขู่เฉียวอิง

ไม่นาน ตำรวจก็มาพาตัวชายวัยกลางคนไป

“ขอโทษจริงๆ ที่ให้คุณมาเห็นเรื่องน่าขายหน้าแบบนี้” ท่านหมิงพยายามกลั้นความเจ็บปวดไว้ แล้วให้ผู้ช่วยเอาโสมที่ดีที่สุดในร้านอีกสองต้นมาให้เฉียวอิง

พร้อมกันนั้นก็เอาของที่เฉียวอิงต้องการให้เธอ

มันคือชุดเข็มสำหรับฝังเข็ม

เฉียวอิงรับมา มันเหมือนกับชุดที่เธอเคยใช้ทุกอย่าง

ผู้คนรู้กันแค่ว่าหมอซีลี่มีมีดผ่าตัดที่สามารถชุบชีวิตคนได้ แต่ไม่รู้เลยว่าความสามารถด้านแพทย์แผนจีนของหมอซีลี่นั้นยิ่งสูงส่งจนถึงขั้นเหนือธรรมดา เข็มเงินเพียงเล่มเดียวแทบจะมีพลังฟื้นคืนชีพ สร้างเนื้อสร้างกระดูกได้

“คุณหนู บอกผมได้ไหมว่าเพื่อนคนนั้นของคุณคือใคร?”

บรรพบุรุษของท่านหมิงเคยเป็นช่างตีเหล็ก ฝีมือยอดเยี่ยม แต่ทักษะนี้มีเพียงคุณตาทวดวัยเกือบร้อยปีของเขาที่สืบทอดมา

เข็มเงินที่ขายตามท้องตลาด กับเข็มที่คุณตาทวดของเขาตีขึ้นมานั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คุณตาทวดเคยพูดไว้ว่า จะมอบให้เฉพาะคนที่มีวาสนาต่อกัน และเก็บแค่ค่าวัสดุเท่านั้น คนที่รู้ว่าคุณตาทวดมีฝีมือแบบนี้มีไม่กี่คน และจนถึงตอนนี้ เขาเคยมอบให้แค่เด็กคนนั้นเพียงคนเดียว

ตอนรับสายจากเฉียวอิง เขายังคิดว่าคนที่โทรมาคือเด็กคนนั้น แต่เสียงกลับไม่เหมือน พอได้เจอตัววันนี้ ก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นคนละคนกัน

“ก็คือคนที่ท่านกำลังคิดอยู่นั่นแหละค่ะ” เฉียวอิงตอบ

พอท่านหมิงได้ยิน ก็ไม่ได้ตกใจมากนัก เขาถามต่อ “เธอสบายดีไหม?”

“สบายดีค่ะ” เฉียวอิงมองท่านหมิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเมตตาอ่อนโยน ก่อนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเพิ่ม “เธอฝากฉันมาเยี่ยมท่านด้วย”

ใครจะคิดว่าท่านหมิงกลับทำหน้าเหมือนบอกว่า “อย่าคิดจะหลอกฉัน” ก่อนแค่นเสียงเบาๆ

“เธอไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก”

แม้จะเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ท่านหมิงดูออกว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่คนที่จะห่วงใยใครง่ายๆ

เฉียวอิงจึงไม่ได้พูดอะไรอีก รับยาและเข็มมา แล้วเดินออกไป