Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ ทะลุมิติไปเป็นนางร้ายตัวแสบแห่งนิยายยุค 70

ทะลุมิติไปเป็นนางร้ายตัวแสบแห่งนิยายยุค 70

ตอนที่ 2 — บทที่ 2

ชาวบ้านอาจมองไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่เล่ออี้ที่ผ่านยุคข้อมูลข่าวสารมหาศาลมาแล้วกลับมองออกอย่างชัดเจน

ได้เลย... พี่สาวลูกพี่ลูกน้องคนนี้ไม่ธรรมดา เก่งที่สุดในการเหยียบคนอื่นเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แถมยังทำให้ทุกคนพากันชื่นชมได้อีก

เธอเริ่มไม่พอใจขึ้นมาแล้ว

ทำไมต้องเหยียบพวกบ้านสามด้วย? เพียงเพราะเธอเป็นนางเอกงั้นหรือ?

“พอเถียงกันได้แล้ว ชีวิตของพ่อฉันสำคัญกว่า”

เล่ออี้น้ำตาคลอ มองไปทางเล่อกั๋วเฉียง ดวงตาแดงก่ำ

“ลุงใหญ่ ขอร้องล่ะค่ะ ได้โปรดช่วยพ่อฉันด้วย ฉันจะคุกเข่ากราบลุง...”

เมื่อเด็กพูดถึงขนาดนี้แล้ว จะปฏิเสธได้อย่างไร? หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจริงๆ ไม่มีใครรับผิดชอบไหว ต่อให้เล่อกั๋วเฉียงไม่ชอบน้องชายแค่ไหน ก็ต้องคำนึงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน

เล่อกั๋วเฉียงรีบยื่นมือมาห้ามหลานสาวไม่ให้คุกเข่า หลานคนนี้ปกติแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่คิดว่าจะกตัญญูถึงเพียงนี้ ทำให้เขาใจอ่อนลงบ้าง

“ใครก็ได้ รีบพากั๋วหรงไปสถานีอนามัย”

เล่ออี้ก็แค่แสร้งทำเป็นจะคุกเข่าเท่านั้น ไม่ได้คิดจะคุกเข่าจริง พอถูกห้ามก็รีบยืนตรงทันที

ใครจะเล่นละครไม่เป็นกัน? คนเราจะอยู่รอดได้ ก็ต้องอาศัยฝีมือการแสดงทั้งนั้น

เล่อชุนเหมยมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองลึกๆ แววตาไหววูบเล็กน้อย

ชาวบ้านคนหนึ่งแบกเล่อกั๋วหรงขึ้นหลัง รีบวิ่งไปสถานีอนามัย อู๋เสี่ยวชิงจับมือลูกสาวข้างหนึ่ง จูงมือลูกชายอีกข้าง รีบวิ่งตามไปเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่าย

ชาวบ้านคนอื่นอิจฉากันไม่น้อย ต่างตะโกนบอกหัวหน้าทีม

“หัวหน้าทีม ครั้งนี้ต้องให้หมอเท้าเปล่าตรวจให้ชัดนะ ว่าป่วยจริงหรือแกล้งป่วย คุณจะเข้าข้างน้องชายตัวเองตลอดไม่ได้นะ”

“ใช่แล้ว หัวหน้าทีม ฉันไม่ได้มีปัญหากับคุณหรอก แต่สองผัวเมียกั๋วหรงทำเกินไปจริงๆ เอะอะก็อู้งาน คุณต้องจัดการพวกเขาหน่อย”

“คอยหลบเลี่ยงงานทุกครั้ง ยังสู้พวกเยาวชนที่ถูกส่งมาชนบทไม่ได้เลย น่าอายจริงๆ”

เล่อกั๋วเฉียงจะทำอะไรได้ นอกจากยิ้มขื่นๆ

เขาไม่อยากจัดการหรือ? ไม่ใช่หรอก แต่จัดการไม่ได้ต่างหาก!

ทุกคนพากันกรูเข้าไปในสถานีอนามัย หมอเท้าเปล่าเห็นเล่อกั๋วหรงเข้ามาก็มุมปากกระตุกเล็กน้อย แต่รีบเดินเข้ามาทันที

“รีบวางเขาลงบนเตียง ผมจะตรวจดู”

ชาวบ้านมองหมอเท้าเปล่าตรวจร่างกายไปมาอย่างละเอียด ก่อนจะถามด้วยความอยากรู้

“หมอหลี่ เป็นลมจริงหรือเปล่า?”

เล่ออี้มองหมอด้วยความตึงเครียด ชายวัยเกือบห้าสิบปี ผมหงอกไปกว่าครึ่ง ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะพูดว่า

“ทั้งหิว ทั้งกระหาย แถมยังทำงานหนักเกินไป ร่างกายรับไม่ไหวก็เลยเป็นลม”

อู๋เสี่ยวชิงร้องไห้โฮขึ้นมาทันที เรียกหา “พ่อของลูก” ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงร้องชวนให้คนฟังรู้สึกสะเทือนใจ

หัวใจของเล่ออี้กระตุกวูบ แอบกังวลอยู่ในใจ

เป็นลมจริงเหรอ?

เมื่อชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็เงียบลง

เอาเถอะ ถ้าเป็นลมจริงก็ไม่มีอะไรให้จับผิดแล้ว

แต่ก็ยังรู้สึกแปลกใจ “แล้วทำไมถึงเป็นลมบ่อยนักล่ะ?”

“ร่างกายอ่อนแอ”

หมอเท้าเปล่าตอบเพียงสั้นๆ เท่านั้น

ชาวบ้านเงียบไปครู่หนึ่ง ต่างกล่าวลาแล้วรีบกลับไปทำงานกันต่อ ช่างเป็นสหายผู้รักการทำงานเสียจริง

ทันทีที่ทุกคนออกไปหมด หมอเท้าเปล่าก็ยื่นมือไปบีบจุดใต้จมูกของเล่อกั๋วหรงอย่างแรง

ได้ยินเพียงเสียงร้องลั่น

“โอ๊ย! เจ็บๆ!”

เล่อกั๋วหรงปัดมือหมอออกทันที ก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง

เล่อหรานน้อยยิ้มกว้างทันที พ่อหายแล้ว ดีใจจัง

อู๋เสี่ยวชิงเม้มปาก เดินไปหาที่นั่งอย่างสบายอารมณ์ ราวกับอยู่บ้านตัวเอง ท่าทางเหมือนชินกับเรื่องแบบนี้มานานแล้ว

หมอเท้าเปล่าจ้องเขาเขม็งอย่างไม่สบอารมณ์

“เล่นแบบนี้ทุกครั้ง สักวันก็ต้องถูกจับได้”

เล่อกั๋วหรงกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มกริ่มพลางประสานมือคำนับ

“ฮ่าๆ ไม่มีทางถูกจับได้หรอก ก็มีคุณช่วยปิดบังให้ผมนี่นา รีบจ่ายน้ำตาลทรายแดงให้ผมสักหนึ่งเหลียงสิ จะได้บำรุงร่างกาย”

น้ำตาลทรายแดงเป็นของหายาก แต่ผู้ป่วยมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการนี้

หมอเท้าเปล่าส่ายหน้า ก่อนจะหยิบกุญแจจากกระเป๋า เปิดลิ้นชัก แล้วค่อยๆ หยิบห่อน้ำตาลทรายแดงเล็กๆ ออกมาอย่างเสียดาย

“ชาติก่อนฉันคงติดหนี้นายไว้แน่ๆ”

เล่ออี้มองตาค้าง สมองมึน งง ไปหมด

นี่... แกล้งเป็นลมงั้นเหรอ?

ไม่น่าใช่! ฝีมือการแสดงยังเหนือกว่าเธอเสียอีก แบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย!

แต่ปัญหาคือ... ทำไมหมอถึงยอมช่วยปกปิดให้เขาด้วย?

น้ำตาลทรายแดงละลายน้ำหวานหอมไหลลงท้อง ความสบายค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เล่ออี้แลบลิ้นเลียริมฝีปาก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าน้ำตาลทรายแดงช่างอร่อยเหลือเกิน

ทั้งครอบครัวผลัดกันจิบคนละอึกสองอึก จนแบ่งน้ำตาลทรายแดงชามใหญ่หมดเกลี้ยง ทุกคนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ในใจต่างเบิกบานเป็นอย่างมาก

เล่ออี้มองพ่อ มองแม่ แล้วหันไปมองน้องชายที่มีสีหน้าเปี่ยมสุข แววตาของเธอมีรอยยิ้มอบอุ่นเพิ่มขึ้นอีกนิด

ในยุคที่ผู้ชายมีค่ากว่าผู้หญิงเป็นเรื่องปกติ การที่เล่อกั๋วหรงกับอู๋เสี่ยวชิงปฏิบัติต่อลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกลับกลายเป็นเรื่องแปลก หากมีข้าวก็กินด้วยกัน หากมีน้ำแกงใส่เนื้อก็แบ่งกันดื่ม เรื่องนี้ทำให้เล่ออี้พอใจมาก

หมอเท้าเปล่ามองครอบครัวนี้ด้วยสายตารังเกียจ ทุกครั้งที่มาก็อาศัยโอกาสมาดื่มน้ำตาลทรายแดงฟรี

“รีบไสหัวไปได้แล้ว”

ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงสามปีแห่งภัยพิบัติทางธรรมชาติ เล่อกั๋วหรงเคยให้มันเทศเขาสองหัว ช่วยชีวิตลูกชายของเขาไว้ เขาก็คงขี้เกียจช่วยปกปิดเรื่องนี้

เล่อกั๋วหรงรีบล้มตัวลงนอนบนเตียงคนไข้ทันที ทำท่าทางอ่อนแรงราวกับป่วยหนัก แสดงได้สมจริงจนเห็นได้ชัดว่าเป็นมือเก่า

อู๋เสี่ยวชิงชำเลืองมองออกไปด้านนอก ท้องฟ้ามืดมากแล้ว ปกติป่านนี้ทุกคนคงกินข้าวเย็นกันไปแล้ว

“ไม่รู้เย็นนี้จะได้กินอะไร แม่คงเตรียมอาหารไว้แล้วมั้ง”

พอสิ้นเสียง เมื่อครู่ที่ยังทำท่าใกล้ตายอยู่ เล่อกั๋วหรงก็เด้งลุกขึ้นนั่งทันที ดวงตาเป็นประกาย

“คนเราก็เหมือนเหล็ก ข้าวก็คือเหล็กกล้า ไม่กินสักมื้อก็หิวแทบตาย ไป กลับบ้านกินข้าวกัน”

อู๋เสี่ยวชิงรีบทำทีประคองเล่อกั๋วหรงที่แสร้งทำเป็นอ่อนแรงกลับบ้าน ทั้งสองประสานงานกันอย่างรู้ใจ พอเจอคนในหมู่บ้านก็อธิบายว่า เขาทำงานหนักจนร่างกายบอบช้ำ หมอบอกให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน

ทั้งสองเดินไปบอกไป ไม่นานข่าวก็แพร่ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เล่ออี้จูงมือน้องชายเดินตามอยู่ด้านหลังช้าๆ มุมปากยกขึ้นอย่างอดไม่ได้

บ้านตระกูลเล่อมีเพียงบ้านดินเก่าๆ ทรุดโทรมสี่ห้อง ย่าเล่ออยู่ครึ่งห้อง อีกครึ่งใช้เป็นห้องครัว แต่ละครอบครัวได้ห้องละหนึ่งห้อง ส่วนหน้าบ้านต่อเพิงเล็กๆ สำหรับทำอาหารไว้อีกแห่ง

ย่าเล่อในฐานะหัวหน้าครอบครัว เป็นคนดูแลทุกเรื่องในบ้าน ไม่ว่าจะกินอะไร ดื่มอะไร ล้วนต้องฟังคำตัดสินของเธอ

เงินทุกหยวนต้องส่งให้เธอเก็บ ห้ามแอบเก็บเงินส่วนตัว ต่อให้ลูกชายคนโตเป็นหัวหน้าหน่วยผลิตก็ยังต้องเชื่อฟังเธอ นิสัยแข็งกร้าวเป็นเช่นนี้เอง

ปกติลูกสะใภ้ทั้งสามคนจะผลัดกันทำอาหาร แต่ช่วงฤดูงานเก็บเกี่ยวต่างต้องลงนา ย่าเล่อจึงลงมือทำอาหารเอง เพื่อเตรียมของกินให้คนกว่าสิบชีวิตในบ้าน

วันนี้เป็นช่วงงานเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มแรงให้ลูกหลาน เธอจึงยอมเอาข้าวสารที่ปกติเสียดายไม่ค่อยกล้ากินออกมา หยิบมันเทศสองสามหัวมาล้าง ปอก หั่น แล้วต้มรวมกับข้าว ไม่นานก็ได้หม้อข้าวมันเทศร้อนๆ ควันฉุย

จากนั้นก็นึ่งหมั่นโถวข้าวโพดอีกหม้อ ผัดผักจานหนึ่ง แตงกวาคลุกเย็นอีกจาน ทั้งหมดเป็นอาหารที่กินกันเป็นประจำ

เธอยังตั้งใจซื้อเต้าหู้มาสองก้อน ทำแกงจืดเต้าหู้ผักใส่ไข่ ไข่ลอยเป็นแพอยู่บนผิวน้ำแกง ดูน่ากินเป็นอย่างยิ่ง

บทที่ 3

ขณะกำลังตักอาหารขึ้นจากเตา เล่อชุนเหมยก็เดินเข้ามา

“ย่า ให้หนูช่วยนะคะ ย่าเหนื่อยแล้ว”

ภายใต้แสงตะเกียงสลัวๆ เธอหยิบกระบวยตักน้ำใส่กะละมัง ล้างหน้า จากนั้นก็ล้างมือจนสะอาด แล้วแต้มครีมไขหอยกาบเล็กน้อยมาทาที่มือ

แม้เธอจะสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะ แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้ม พูดจาอ่อนโยน รักความสะอาดเป็นพิเศษ ผิวพรรณขาวสะอาด ไม่เหมือนเด็กสาวชาวบ้านที่โตมาแบบเลี้ยงตามมีตามเกิด

ครีมไขหอยกาบนั้นก็มีเพียงเธอคนเดียวที่ได้ใช้ เป็นสิทธิพิเศษที่ย่าเล่อมอบให้

ย่าเล่อหันกลับมาเห็นหลานสาวคนโปรดที่สุด ก็ยิ้มจนตาหยี

“ก็มีแต่เธอนี่แหละที่เป็นเด็กดี”

เธอตักแกงจืดเต้าหู้หนึ่งชามส่งให้หลานสาวอย่างรวดเร็ว ตั้งใจตักไข่กับเต้าหู้ให้มากเป็นพิเศษ เล่อชุนเหมยไม่กลัวร้อน ยกดื่มรวดเดียวจนหมด แม้แต่น้ำแกงก็ไม่เหลือสักหยด

หลังดื่มเสร็จ เธออดเลียริมฝีปากไม่ได้

“อร่อยจริงๆ ค่ะย่า ฝีมือ ย่าดีมาก”

ยุคนี้มีแต่เวลาญาติมาเยี่ยมเท่านั้นถึงจะยอมซื้อเต้าหู้มาทำเลี้ยงแขก ปกติจะได้กินที่ไหนกัน

แม้แต่คนในเมือง ถ้าอยากกินเต้าหู้ก็ยังต้องใช้คูปองซื้อ

ย่าเล่อมองแล้วรู้สึกปวดใจ จะเป็นเพราะฝีมือเธอดีได้อย่างไร ที่แท้ก็เพราะปกติหลานแทบไม่ได้กินต่างหาก

ไม่รู้ว่าเธอหยิบไข่ต้มอุ่นๆ ออกมาจากไหนลูกหนึ่ง

“กินซะ บำรุงร่างกายหน่อย วันนี้เหนื่อยมากใช่ไหม ย่าก็บอกแล้วว่าให้อยู่บ้านช่วยย่าทำกับข้าว”

ปกติเธอไม่ค่อยยอมให้หลานสาวลงนา ตอนนี้หลานอายุสิบสี่แล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะแต่งงานได้ ผิวพรรณต้องดูแลให้ดี

เธอยังคำนวณไว้ในใจว่าจะหาทางให้หลานสาวแต่งเข้าครอบครัวในเมือง จะได้เป็นคนเมือง ใช้ชีวิตสุขสบาย แล้วทั้งบ้านก็จะได้อาศัยบุญไปด้วย

แต่หลานสาวกลับยืนกราน บอกว่าไม่อยากเป็นภาระ ไม่อยากให้ใครเอาไปนินทา และไม่อยากทำให้พ่อที่เป็นหัวหน้าหน่วยผลิตลำบาก จึงต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง

ช่างเป็นเด็กที่รู้ความเสียจริง

ดวงตาของเล่อชุนเหมยเป็นประกาย แม้จะได้กินไข่ต้มทุกสามสี่วันครั้งหนึ่ง แต่เธอก็ยังอยากกินอยู่ดี ทว่าพอรับไข่มา เธอไม่ได้รีบกิน กลับผ่าออกเป็นสองซีก แล้วยัดอีกครึ่งเข้าปากย่าเล่อทันที

ย่าเล่อได้ลิ้มรสของอร่อยที่หาได้ยาก ในใจหวานยิ่งกว่าดื่มน้ำตาลทรายแดงเสียอีก

“ชุนเหมย รีบกินเถอะ อย่าให้คนอื่นเห็น”

ทุกคนต่างพูดกันว่าเธอลำเอียงรักหลานสาวคนโต แต่หลานสาวคนโตของเธอกตัญญูถึงเพียงนี้ จะไม่ให้เธอลำเอียงได้อย่างไร

ความจริงแล้ว ย่าเล่อมักจะแอบทำอาหารพิเศษให้เล่อชุนเหมยอยู่บ่อยๆ แอบยัดของกินให้บำรุงร่างกาย แต่ถ้าคนอื่นในบ้านรู้เข้า จะต้องไม่พอใจแน่นอน

เล่อชุนเหมยถือไข่อีกครึ่งไว้ สีหน้าดูลังเลเล็กน้อย

“ทำแบบนี้ไม่ค่อยดีเลยนะคะ พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อไปค่อยกินพร้อมกันดีกว่า”

ย่าเล่อชอบเด็กที่รู้จักกาลเทศะและมีมารยาทแบบนี้ที่สุด

“เธอนี่นะ ดีไปทุกอย่าง เสียอย่างเดียว ใจดีเกินไป”

มุมปากของเล่อชุนเหมย ยกขึ้นเล็กน้อย กำลังจะส่งไข่เข้าปาก จู่ๆ ก็มีมือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นเฉียงเข้ามาจากด้านข้าง ฉวยไข่ไปอย่างรวดเร็ว

เล่อชุนเหมยรู้สึกเพียงว่าฝ่ามือว่างเปล่า ความโกรธพุ่งขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ เธอหันไปจ้องคนที่แย่งไข่ทันที เป็นเล่อกั๋วหรง ใบหน้าของเขาดำทะมึนไม่น่ามอง

เธอร้องในใจว่าแย่แล้ว รีบถอยหลังหลายก้าวไปหลบอยู่ด้านหลังย่าเล่อ ทำท่าทางหวาดกลัวจนย่าเล่อปวดใจอย่างยิ่ง

“อายุก็มากแล้ว ยังมีหน้ามาแย่งของกินของหลานสาวอีก รีบคืนมาเดี๋ยวนี้!”

เล่อกั๋วหรงรู้มานานแล้วว่าแม่ลำเอียง คอยแอบทำอาหารพิเศษให้หลานสาวอยู่บ่อยๆ เลี้ยงจนแข็งแรงสมบูรณ์ แต่ลูกชายลูกสาวของเขากลับไม่ได้ส่วนแบ่ง ผอมจนเห็นแต่หนังหุ้มกระดูก

ครั้งนี้ดันมาเห็นกับตาว่ากำลังแอบทำอาหารพิเศษให้หลาน เขาจะอารมณ์ดีได้อย่างไร? ต่อหน้าผู้เป็นแม่ เขาจงใจงับไข่คำหนึ่งอย่างตั้งใจ ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็ส่งไข่แดงที่เหลือให้เล่ออี้ ส่วนไข่ขาวให้เล่อหราน

เล่อหรานยังเป็นเด็ก อ้าปากงับคำเดียวก็กลืนลงท้องทันที อร่อยจริงๆ ครั้งสุดท้ายที่เขาได้กินไข่ก็ตอนตรุษจีน รสชาตินั้นยังทำให้เขาคิดถึงมาจนถึงทุกวันนี้

พอกินหมดแล้ว เขายังเม้มปากเคี้ยวเบาๆ ด้วยความเสียดาย ราวกับยังไม่หายอยาก เล่ออี้เห็นภาพนั้นแล้วรู้สึกจุกในใจ บ้านยากจน ไข่ที่มีในบ้านล้วนเก็บไว้แลกน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว และน้ำส้มสายชู เว้นแต่เวลาป่วยถึงจะได้กินไข่ตุ๋นสักชาม

เธอจึงยัดไข่แดงเข้าปากน้องชาย เจ้าตัวเล็กดีใจแทบจะลอยได้ รอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า เหมือนลูกสุนัขตัวน้อยที่คอยเอาใจเจ้าของ พี่สาวดีกับเขาที่สุด เขาชอบพี่สาวที่สุดเลย

การกระทำของเล่อกั๋วหรง ในสายตาของย่าเล่อคือการยั่วยุ! เธอโกรธจนหน้าแดงทันที

“ไอ้ลูกอกตัญญู คำพูดของแม่ก็ไม่ฟังแล้วหรือ? แม่เลี้ยงแกมาทำไมกัน? พ่อของแกเอ๊ย ทำไมถึงจากไปเร็วอย่างนี้ ทิ้งให้ฉันต้องอยู่คนเดียวมารับความลำบากแบบนี้...”

เธอเป็นแม่ม่ายแก่ประจำหมู่บ้าน เลี้ยงลูกสี่คนมาด้วยตัวเองเพียงลำพัง นิสัยทั้งแข็งกร้าว ดุดัน และชอบควบคุมทุกอย่างเป็นที่สุด

เล่อกั๋วหรงเห็นแม่ใช้ไม้ตายร้องไห้อาละวาดแบบนี้มาจนชินแล้ว จึงเลียนแบบทันที เขากลิ้งลงไปกับพื้นแล้วร้องโอดโอย

“พ่อเอ๊ย ถ้าพ่อยังอยู่ก็คงดี พ่อไม่รู้หรอกว่าลูกชายคนเล็กที่พ่อรักที่สุดถูกคนรังแกจนเป็นยังไง ผมทุกข์เหลือเกิน ชีวิตนี้มันลำบากเกินไปแล้ว ผมแทบไม่มีทางรอดแล้ว!”

ผู้ชายตัวโตกลับทิ้งศักดิ์ศรีมานอนดิ้นอาละวาด เรียกได้ว่าถอดแบบแม่มาไม่มีผิด

ย่าเล่อโกรธจนตาเขม็ง ยกมือฟาดศีรษะลูกชายหนึ่งที

“ใครบังคับแกกัน? ฮะ? ไอ้ลูกเนรคุณ แม่อุ้มชูเลี้ยงแกมาตั้งแต่แบเบาะ พอโตมีเมียก็ลืมแม่ เอาแต่ต่อต้านฉันทุกวัน!”

ในสายตาของเธอ ลูกชายแท้ๆ ไม่มีวันผิด ต่อให้ผิดก็ต้องเป็นเพราะถูกคนอื่นชักนำ

ส่วนคนอื่นคนนั้น แน่นอนว่าคือลูกสะใภ้คนเล็ก เธอจึงหันไประบายความโกรธใส่อู๋เสี่ยวชิงทันที

“รู้อย่างนี้ ตอนนั้นไม่น่าให้ตัวกาลกิณีเข้าบ้านเลย! ตอนนั้นฉันห้ามแล้ว แกก็ไม่ฟัง จะเป็นจะตายยังไงก็จะเอาหล่อนมาเป็นเมีย อู๋เสี่ยวชิง ตั้งแต่เข้าบ้านนี้มา แกเคยทำเรื่องดีๆ บ้างไหม? ทั้งวันเอาแต่ขี้เกียจ แล้วยังคอยยุยงผัวให้ทะเลาะกับคนในบ้าน!”

เมื่อก่อนเธอรักลูกชายคนเล็กมาก แต่ลูกชายคนเล็กกลับไม่เอาไหน ไม่ยอมฟังคำคัดค้านของเธอ ดื้อดึงจะแต่งงานกับอู๋เสี่ยวชิงที่มีภูมิหลังครอบครัวซับซ้อน ทำให้เธอโกรธจนฝังใจ

ครอบครัวของฝ่ายนั้นมีประวัติทางชนชั้นไม่ดี อีกทั้งยังเลี้ยงลูกสาวมาแบบทะนุถนอม ทำงานในไร่ในนาแทบไม่ได้ หน้าตาดีแล้วเอามากินแทนข้าวได้หรือ?

อู๋เสี่ยวชิงรู้มานานแล้วว่าแม่สามีไม่ชอบเธอ แล้วจะอย่างไรล่ะ? สามีภรรยารักกันดี สามีคอยปกป้องเธอ แถมยังมีลูกชายลูกสาวครบ เธอจะไปกลัวอะไร?

“แม่ ถ้าแม่วางตัวเป็นธรรม ใครจะอยากทะเลาะกันล่ะ? คนโบราณพูดไว้ว่า แต่งกับไก่ก็อยู่กับไก่ แต่งกับหมาก็อยู่กับหมา ฉันฟังสามีของฉัน”

เธอไม่เหมือนคนอื่น เพราะเคยเรียนหนังสือ สมัยสาวๆ ทั้งหน้าตาและบุคลิกโดดเด่น เป็นสาวงามที่มีผู้ชายมากมายหมายปอง หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในตอนนั้น เธอก็คงไม่แต่งงานกับชาวนาที่อ่านหนังสือไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว

เล่อกั๋วหรงมีข้อเสียมากมาย แต่มีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง คือเชื่อฟังเธอทุกอย่าง และคอยปกป้องเธอได้

ย่าเล่อตัวสั่นด้วยความโกรธ ชี้นิ้วใส่หน้าอู๋เสี่ยวชิง

“เชื่อไหมว่าฉันจะให้ลูกฉัน หย่าแก!”

หลายปีมานี้อู๋เสี่ยวชิงต่อสู้เชิงไหวพริบกับแม่สามีมาตลอด จนสั่งสมประสบการณ์ไว้มากมาย คนเราหน้าต้องหนาพอ และต้องกล้าได้กล้าเสีย

“เชื่อสิ เชื่อแน่นอน ถึงตอนนั้นฉันจะไปนั่งร้องไห้อยู่หน้าที่ว่าการตำบล ให้ทุกคนรู้ว่าแม่สามีบังคับลูกชายกับลูกสะใภ้ให้หย่ากัน แบบนี้ถือเป็นเศษเดนของยุคเก่าหรือเป็นการฟื้นคืนแนวคิดศักดินากันแน่? ท่านประธานเคยพูดไว้ว่า ทุกคนมีสิทธิ์ในเสรีภาพในการแต่งงาน ใครคัดค้านก็เป็นพวกปฏิเสธคำท่านประธาน!”

เล่ออี้มองแม่ของตัวเองด้วยความนับถือ พลังการต่อสู้นี่สุดยอดจริงๆ คนเดียวรับมือได้สองคน มีพ่อแม่แบบนี้ เธอแค่ยืนอยู่ข้างๆ คอยร้องเชียร์ก็พอ สุดยอด!

คำพูดชุดนี้ทำให้สีหน้าของย่าเล่อเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง จากแดงเป็นขาว จากขาวเป็นดำ แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่เก็บความอัดอั้นไว้ในอกจนหายใจแทบไม่ออก ร่างกายโอนเอนไปมา

ผู้หญิงปากจัดไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือผู้หญิงปากจัดที่มีความรู้

อู๋เสี่ยวชิงกำลังจะเข้าไปพยุง แต่เล่อชุนเหมยกลับไวกว่า ก้าวเข้าไปประคองแขนย่าเล่อแล้วถอยหลังสองก้าว มองอู๋เสี่ยวชิงด้วยสายตาระแวดระวัง

“อาสะใภ้สาม พูดให้น้อยหน่อยเถอะค่ะ ยังไงย่าก็เป็นผู้ใหญ่ พวกเราควรกตัญญูและให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่พูดอะไรก็ต้องฟัง ไม่กตัญญูก็ไม่ต่างอะไรจากหมูหมา แน่นอนนะคะ หนูไม่ได้หมายถึงพวกคุณ อย่าคิดมากเลย”

ประโยคสุดท้าย ถ้าไม่พูดก็ยังดี แต่พอพูดออกมา กลับยิ่งได้อารมณ์ประชดประชันเต็มๆ

อู๋เสี่ยวชิงขมวดคิ้ว ชำเลืองมองข้าวสวยขาวอวบอิ่ม แล้วส่งสายตาให้สามี เล่อกั๋วหรงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบตักข้าวทันที ข้าวสวยแน่นเต็มชาม วางหมั่นโถวข้าวโพดไว้ด้านบนหนึ่งก้อน ส่วนมันเทศก็เขี่ยไว้ข้างๆ เพราะกินจนเบื่อแล้ว

ปกติทุกคนกินแต่ข้าวหยาบ วันนี้ได้กินข้าวสวย กลิ่นหอมจนบรรยายไม่ถูก

เขายัดชามข้าวสองชามใส่มือเล่ออี้ แล้วผลักเธอเบาๆ ให้รีบกลับห้อง เล่ออี้รีบกอดชามข้าวไว้แน่น ก่อนหันหลังวิ่งเข้าห้องทันที

เล่อหรานรีบวิ่งตามไปเหมือนหางตัวน้อย วิ่งไปก็กลืนน้ำลายไป อยากกินจนแทบทนไม่ไหว

ส่วนอู๋เสี่ยวชิงก็ตักแกงจืดเต้าหู้มาสองชามใหญ่ ตักแต่เนื้อเน้นๆ มีเล่อกั๋วหรงยืนขวางอยู่ด้านหน้า ย่าเล่อจึงห้ามไม่ทัน ได้แต่ด่าด้วยความโมโห บอกว่าขี้เกียจกว่าหมู แต่กลับกินยิ่งกว่าหมูเสียอีก

สองสามีภรรยาไม่คิดจะเถียงแม้แต่คำเดียว ต่างคนต่างอุ้มอาหารแล้วรีบวิ่งกลับเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูดังปัง ตัดเสียงด่าของย่าเล่อไว้ด้านนอก ก่อนจะนั่งกินข้าวกันอย่างมีความสุข

ข้าวสวยเม็ดอ้วนใสหอมกรุ่น อร่อยจริงๆ!

เต้าหู้นุ่มลื่น อร่อยมาก! ไข่ฝอยก็หอมสุดๆ อร่อยยิ่งกว่าเดิม!

จะด่าก็ด่าไปสิ ยังไงก็ไม่ทำให้เนื้อหลุดสักชิ้น โอกาสแบบนี้หาได้ยาก กินให้อิ่มสำคัญที่สุด ปกติแม่ของเขาจะคำนวณจำนวนคนก่อนหุงข้าว ประหยัดเสียยิ่งกว่าประหยัด ทุกคนได้กินแค่พอรองท้อง ส่วนที่เหลือก็แอบเก็บไว้ทำอาหารพิเศษให้เล่อชุนเหมยกับน้องอีกสองคน

ด้านนอก เล่อชุนเหมยฟังเสียงย่าด่าทอไปพลาง ก้มมองข้าวในชามที่หายไปเกือบหนึ่งในสาม สีหน้าบูดบึ้ง ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ก่อนจะแค่นเสียงในใจ

อาสามกับภรรยาก็ยังเป็นพวกตัวปัญหาเหมือนเดิม ส่วนลูกทั้งสองคนของพวกเขาก็เป็นตัวปัญหาตัวน้อยเหมือนกัน น่ารำคาญจริงๆ!

บทที่ 4

เล่อหรานลูบท้องน้อยที่ป่องออกมาด้วยความอิ่ม พลางยิ้มโง่ๆ อย่างพึงพอใจ

“ถ้าได้กินข้าวสวยทุกวันก็คงดี”

ความฝันของเด็กน้อยช่างเรียบง่ายเพียงเท่านี้

อู๋เสี่ยวชิงมองอยู่เงียบๆ แล้วถอนหายใจอย่างไร้เสียง ปู่ของเธอเคยเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ตอนเด็กๆ เธอสวมเสื้อผ้าดี กินดีอยู่ดี ใช้ชีวิตอย่างคุณหนูผู้มีความสุข

น่าเสียดายที่พ่อของเธอไม่เอาไหน ถูกคนมีเจตนาร้ายล่อลวงจนติดยาเสพติด ทำทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลหมดสิ้น จากคุณหนูที่ไม่เคยขาดแคลน กลายเป็นคนยากจนหมดตัว

แต่ใครจะคิดว่าเรื่องนั้นกลับกลายเป็นโชคดีในโชคร้าย ทำให้เธอรอดพ้นจากการถูกลากตัวไปประณามวิจารณ์ได้อย่างหวุดหวิด ได้แต่บอกว่าชะตาชีวิตของคนเราคาดเดาไม่ได้จริงๆ

ตอนที่เธอสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอก็ตัดสินใจแต่งเข้าตระกูลเล่อซึ่งเป็นครอบครัวชาวนายากจนมาหลายชั่วอายุคนทันที อาศัยร่มเงาของตระกูลเล่อ ใช้ชีวิตเรียบง่ายในชนบท และหลีกเลี่ยงอันตรายมาได้

หลายปีมานี้ชีวิตของเธอไม่ได้ดีนักแต่ก็ไม่ถึงกับแย่ แม่สามีรังเกียจ คนในบ้านสามีดูแคลน ชาวบ้านก็ไม่ค่อยยอมรับเธอ แต่เล่อกั๋วหรงดีกับเธอมาก มีอะไรกินก็แบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง เธอใช้ชีวิตรอดมาได้อย่างปลอดภัย ยังจะหวังอะไรได้อีก?

เพียงแต่ทุกครั้งที่เห็นลูกชายลูกสาวผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เธอก็อดปวดใจไม่ได้

เล่อกั๋วหรงเป็นคนหยาบๆ ไม่ทันสังเกตอารมณ์ของภรรยา เขาอุ้มลูกชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ลูบหลังเบาๆ

“พ่อจะพยายามทำให้พวกเราได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

“พ่อดีที่สุด พ่อเก่งที่สุด!” เจ้าตัวเล็กปากหวานราวกับทานน้ำผึ้งมา

ห้องเล็กๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเสียงหัวเราะ เล่ออี้เอนศีรษะพิงไหล่อู๋เสี่ยวชิง ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้จะยากจน แต่มีครอบครัวแบบนี้ เธอก็ชอบมาก

อู๋เสี่ยวชิงลูบผมนุ่มของลูกสาวเบาๆ แล้วพูดเสียงอ่อนโยน

“กั๋วหรง เสี่ยวอี้อายุสิบขวบแล้ว ถ้ายังไม่ได้ไปโรงเรียนอีก คงเสียเวลาเรียนแน่”

ต่อให้ยากจนแค่ไหน ก็ห้ามจนเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ต่างก็ควรได้เรียนหนังสือ

แต่บ้านตระกูลเล่อ อนุญาตให้เฉพาะเด็กผู้ชายได้เรียน เงินเพียงน้อยนิดของครอบครัวก็ถูกใช้ไปกับเด็กผู้ชายทั้งหมด

แน่นอนว่าเล่อชุนเหมยเป็นข้อยกเว้นเสมอ เธออายุมากที่สุด ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีสามที่ตำบล ขอเพียงเธออยากเรียนต่อ ต่อให้ต้องขายหม้อขายกระทะ คนในบ้านก็จะส่งเสียเธอจนจบ

ส่วนหลานชายคนโตของตระกูลเล่อนั้น ครอบครัวตั้งใจจะผลักดันให้ได้โควตาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแรงงาน ชาวนา และทหาร ดังนั้นจึงต้องมีแนวคิดที่ดี มีภูมิหลังครอบครัวสะอาด ประพฤติตัวดี และมีชื่อเสียงดี ด้วยเหตุนี้ตระกูลเล่อจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ลูกสามคนของบ้านใหญ่ รวมถึงลูกชายคนโตของบ้านรอง ทั้งสี่คนนี้แทบสูบเงินจนบ้านที่ยากจนอยู่แล้วแทบไม่เหลืออะไร

เล่อกั๋วหรงถอนหายใจเบาๆ เขาเคยพูดเรื่องนี้มากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็ถูกแม่ปฏิเสธ บอกว่าผู้หญิงเรียนหนังสือมากไปก็มีแต่จะไปเป็นประโยชน์ให้ครอบครัวคนอื่น สู้อยู่บ้านช่วยทำงานให้บ้านเดิมจะดีกว่า

แต่เล่อชุนเหมยไม่เหมือนกัน เธอเป็นเด็กนำโชค ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งมีประโยชน์ อนาคตต้องได้แต่งงานกับครอบครัวดีๆ แน่นอน แล้วบ้านเดิมก็จะพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

พูดเสียมั่นอกมั่นใจ ราวกับกำหนดอนาคตของครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าวไว้แล้ว เป็นความคิดแบบไหนกัน?

“ผมจะหาทางเอง ต่อให้ต้องยืมเงิน ก็จะส่งเสี่ยวอี้ไปเรียนให้ได้”

ปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมขนาดนี้ แต่ยังหวังให้สองสามีภรรยาทำงานหนักแทบเป็นแทบตาย เสียสละเพื่อครอบครัวนี้ ทำไมพวกเขาต้องยอมด้วย?

อู๋เสี่ยวชิงขมวดคิ้วแน่น

“ถ้าแยกบ้านได้ก็คงดี”

เล่อกั๋วหรงเองก็อยากแยกบ้านเหมือนกัน ถ้าเงินอยู่ในมือของตัวเอง จะใช้ยังไงก็ได้ แต่...มันยากเหลือเกิน

เล่ออี้นั่งฟังเงียบๆ จนเข้าใจสถานการณ์ของครอบครัวตัวเองอย่างถ่องแท้

การที่ลุงใหญ่เป็นหัวหน้าหน่วยผลิตนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีคือ ไม่มีใครกล้ามารังแก

ข้อเสียคือ อำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ในมือบ้านใหญ่กับย่าเล่อ

เอาเถอะ เล่ออี้ตั้งเป้าหมายแรกให้ตัวเองทันที...หาเงินสักก้อน เก็บสะสมทรัพย์สินของครอบครัวก่อน

เป้าหมายรอง...ต้องเข้าเรียนให้ได้

เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศรอบบ้านเงียบสนิท ทุกคนกำลังนอนชดเชยความเหนื่อยล้า ในครัวว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ทั้งข้าว แป้ง น้ำมัน และอาหารต่างๆ ล้วนถูกล็อกไว้ในห้องของย่าเล่อ

ลูกย่อมรู้ใจแม่ดีที่สุด เล่อกั๋วหรงกรอกตาอย่างจนปัญญา เขารู้ว่าแม่ตั้งใจทำแบบนี้!

เขาลูบท้องที่ว่างเปล่าของตัวเอง มองภรรยาและลูกสาวที่มีสีหน้าหม่นหมอง ก่อนหันหลังเดินออกไป

“ฉันจะไปขอยืมมันเทศจากหมอหลี่สักสี่หัว เอามารองท้องก่อน”

จะให้เขาก้มหัวยอมรับผิดกับแม่ ไม่มีทางเด็ดขาด

ถ้าเขายอมก้มหัวเมื่อไร ชีวิตของทั้งครอบครัวก็จะยิ่งลำบากกว่าเดิม

เล่ออี้ใจเต้นวูบ รีบวิ่งตามไปทันที

“พ่อ รอหนูด้วย ไปด้วยกัน”

เล่อกั๋วหรงเดินตรงไปที่สถานพยาบาลประจำหมู่บ้าน หมอเท้าเปล่าแซ่หลี่มาถึงแล้ว กำลังถือหนังสืออ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ

“แค่ก...แค่ก...”

หมอหลี่เงยหน้าขึ้น พอเห็นเป็นสองพ่อลูกก็กระตุกมุมปาก

“ทำไมมาอีกแล้ว? น้ำตาลทรายแดงให้ไม่ได้แล้วนะ”

“ขอยืมมันเทศสี่หัวก่อน ตอนเย็นจะเอามาคืน”

หมอหลี่มองพวกเขาด้วยความเห็นใจ ก่อนชี้ไปที่กระบุงตรงมุมห้อง เป็นสัญญาณให้หยิบเอาเอง

เล่อกั๋วหรงก็ไม่เกรงใจ ยุคนี้ยืมเงินยาก แต่ยืมมันเทศสักไม่กี่หัวไม่ใช่เรื่องใหญ่

เล่ออี้ยิ้มตาหยี เดินเข้าไปหาหมอหลี่ ดวงตาคู่โตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้องหนังสือในมือของเขาไม่วางตา เป็นหนังสือแพทย์แผนจีน

“ลุงหลี่ หนูขอดูได้ไหมคะ?”

หมอหลี่มองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของเด็กน้อย แล้วถอนหายใจเบาๆ ในใจ เด็กคนนี้คงอยากเรียนหนังสือสินะ น่าเสียดายจริงๆ

เขายื่นหนังสือให้เงียบๆ

เล่ออี้เปิดดู พบว่าเป็นหนังสือแนะนำสมุนไพรจีน มีทั้งภาพประกอบและคำอธิบายละเอียด ภาพแต่ละภาพสมจริงอย่างมาก

เล่ออี้แกล้งทำเป็นไร้เดียงสา ชี้ไปที่สมุนไพรต้นหนึ่ง

“ลุงหลี่ นี่คืออะไรคะ?”

“เชอเฉียน มีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกายและบำรุงสายตา”

“แล้วต้นนี้ล่ะคะ?”

“ชิงฮาว มีสรรพคุณช่วยลดความร้อน คลายร้อน และบรรเทาอาการคัน”

“แล้วต้นนี้ล่ะคะ?”

“ฉงโหลว มีสรรพคุณช่วยขับพิษ ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และใช้ลดไข้ได้”

ยิ่งพูดต่อ หมอหลี่ก็ยิ่งตกตะลึง เขาพบว่าเล่ออี้มีความจำเป็นเลิศ เพียงอธิบายแค่ครั้งเดียว เธอก็จำได้ไม่ลืม

สมุนไพรหลายชนิดหน้าตาคล้ายกันมาก คนทั่วไปแทบแยกไม่ออก แต่เธอกลับตอบได้ทันทีโดยไม่ผิดแม้แต่น้อย

นี่มันน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว!

เขาอดตื่นเต้นไม่ได้

“กั๋วหรง ลูกสาวของนายฉลาดมาก พรสวรรค์แบบนี้หาได้ยากยิ่งในคนร้อยคน ต้องส่งเธอไปเรียนหนังสือให้ได้นะ”

เล่อกั๋วหรงเองก็ตกตะลึงเหมือนกัน

ลูกสาวของเขาเก่งขนาดนี้เลยหรือ? เป็นไปไม่ได้มั้ง?

“เหมือนแม่ของเธอไม่มีผิด ฉลาดจริงๆ!”

บ้านตระกูลเล่อไม่มีพันธุกรรมด้านการเรียนที่ดี หลานชายหลานสาวหลายคนผลการเรียนอยู่ในระดับธรรมดา แต่ตระกูลอู๋ไม่เหมือนกัน เคยมีบัณฑิตสอบจอหงวนระดับซิ่วไฉมาก่อน

เรียน ต้องเรียนให้ได้!

แต่ปัญหาคือ เงินล่ะ? เงินเพียงเล็กน้อยก็ทำให้วีรบุรุษจนมุมได้แล้ว จะหวังขอเงินจากแม่ของเขา อย่าได้คิดเลย

เล่ออี้เม้มริมฝีปาก ก่อนถามอย่างประหม่า

“ลุงหลี่ บนภูเขาแถวนี้ก็น่าจะมีสมุนไพรใช่ไหมคะ? ขายเป็นเงินได้หรือเปล่า?”

“ได้สิ ได้แน่นอน” หมอหลี่เคยเรียนกับหมอแผนจีนเฒ่ามาหลายปี รักษาอาการปวดหัว เป็นไข้เล็กๆ น้อยๆ ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าลึกซึ้งกว่านั้นก็ไม่ไหว “แต่คนทั่วไปแยกวัชพืชกับสมุนไพรไม่ออก เลยไม่มีใครขึ้นเขาไปขุด”

ดวงตาของเล่อกั๋วหรงเป็นประกาย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว เขาหันไปมองลูกสาวโดยไม่รู้ตัว

สองพ่อลูกสบตากัน เพียงมองตาก็รู้ใจ คิดตรงกันพอดี เอาแบบนี้แหละ!

ก่อนกลับ เล่อกั๋วหรงฝืนขอยืมหนังสือเล่มนั้นมาจนได้ หลังจากทั้งครอบครัวกินมันเทศต้มเป็นมื้ออาหารแล้ว ก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นเขา

เล่อหรานยังเล็กเกินไป อู๋เสี่ยวชิงจึงอยู่ดูแลเขาที่บ้าน อีกอย่างเธอเองก็ปีนเขาไม่ไหว

เส้นทางบนภูเขาขรุขระและเดินลำบาก แต่สำหรับเล่อกั๋วหรงแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่

ในช่วงหลายปีแห่งภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตอนนั้นคนทั้งหมู่บ้านไม่มีอาหารกิน ต่างออกหาอาหารกันทุกหนทุกแห่ง เขากับเพื่อนๆ จึงขึ้นเขาไปขุดผักป่า คุ้ยหาไข่นก หาเก็บผลไม้ป่า ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด

ต้นไม้นานาพันธุ์เขียวชอุ่ม ต้นไผ่เขียวขจี ทางเดินเล็กๆ คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา พื้นที่ลาดเต็มไปด้วยหญ้าป่าหนาทึบ มีดอกไม้ป่าที่ไม่รู้จักชื่อแซมอยู่เป็นหย่อมๆ ทิวทัศน์งดงามอย่างยิ่ง

อากาศสดชื่น มีกลิ่นหอมธรรมชาติของต้นสนโชยมา เล่ออี้อดสูดหายใจลึกๆ ไม่ได้

เล่อกั๋วหรงใช้มือข้างหนึ่งจับมือลูกสาว อีกมือถือไม้เท้า คอยสังเกตรอบด้านและเงี่ยหูฟังทุกความเคลื่อนไหว ระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะบนภูเขามีอันตรายอยู่ทุกที่

สายตาของเขาหยุดลงที่จุดหนึ่ง

“ดูนั่นสิ นั่นอะไร?”

“เกาลัด!” เล่ออี้ตาเป็นประกาย เกาลัดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จะเอาไปคั่ว ต้ม ทำกับข้าว หรือทำขนมก็ได้ วิธีการกินมีมากมาย นับว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่งเหมือนกัน

เล่อกั๋วหรงปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนใช้ไม้ตีดังปั้กๆ ไม่หยุด ลูกเกาลัดที่หุ้มด้วยเปลือกหนามฟูๆ ร่วงลงมาราวกับเม็ดฝน กระแทกพื้นดังระงม

เล่ออี้ยืนอยู่ไกลๆ ในใจดีใจจนแทบบินได้ คราวนี้ได้กินให้อิ่มเสียที

“พ่อ พอแล้วค่ะ มากกว่านี้พวกเราก็ขนไม่ไหว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”

เล่อกั๋วหรงกระโดดลงจากต้นไม้ เปลือกหนามแหลมคมตำมือมาก เขาไม่ยอมให้ลูกสาวช่วย นั่งลงบนก้อนหินแล้วค่อยๆ แกะเปลือกหนาม เอาเม็ดเกาลัดข้างในออกมา ก่อนโยนใส่กระสอบทีละเม็ด

ตอนออกจากบ้านเขาเตรียมของมาเพิ่มนิดหน่อย ตอนนี้ก็ได้ใช้ประโยชน์พอดี

เขายิ้มอย่างภูมิใจ

ไม่ให้พวกเรากินข้าวใช่ไหม? ได้สิ! งั้นเกาลัดพวกนี้ก็เก็บไว้กินเอง ไม่ต้องเอาไปส่งส่วนกลาง!

เล่ออี้เองก็อยู่เฉยไม่เป็น เดินสำรวจไปรอบๆ ทันใดนั้นสายตาของเธอก็หยุดนิ่ง

เอ๊ะ...คุ้นๆ นะ

เธอรีบถอนต้นไม้ต้นหนึ่งแล้ววิ่งไปหาเล่อกั๋วหรง

“พ่อ ดูนี่สิ นี่ใช่ฉงโหลวหรือเปล่า?”

“ฉงโหลว? คืออะไร?” เล่อกั๋วหรงกำลังจมอยู่กับความสุขจากการเก็บเกี่ยว ยังไม่ทันตั้งตัว

“อีกชื่อหนึ่งคือ เยี่ยอี้จือฮวา หรือ เจ่าซิว รสขม มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ช่วยขับพิษ ลดความร้อน...” เล่ออี้ร่ายสรรพคุณออกมายาวเหยียด เล่อกั๋วหรงถึงกับอึ้ง

เธอจำได้หมดเลยหรือ?

เมื่อเห็นพ่อยังไม่ตอบสนอง เล่ออี้ก็เริ่มร้อนใจ

“หมอหลี่บอกว่าใช้เป็นยาลดไข้ได้ พ่อ รีบเอาหนังสือสมุนไพรออกมาเทียบดูเร็ว”

เล่อกั๋วหรงหยิบหนังสือออกมาอย่างเหม่อลอย มือสั่นขณะเปิดหา ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งหาไม่เจอ

มันอยู่หน้าไหนนะ?

“หน้ายี่สิบเก้า”

เสียงใสกังวานของเล่ออี้ดังขึ้นข้างหู

เล่อกั๋วหรงรีบพลิกไปยังหน้าที่ยี่สิบเก้า และก็เป็นอย่างที่คิด เขาเห็นภาพของฉงโหลวอยู่ตรงนั้น เหมือนกับต้นที่เล่ออี้ถืออยู่ในมือไม่มีผิด

รูม่านตาของเขาสั่นไหว หัวใจสะเทือนอย่างรุนแรง

“เสี่ยวอี้...ลูกรู้ได้ยังไงว่าอยู่หน้ายี่สิบเก้า?”

เล่ออี้ทำหน้าสงสัย

“ก็เมื่อวานหนูอ่านแล้วนี่คะ”

ท่าทางที่เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาของเธอ ทำให้เล่อกั๋วหรงเริ่มสงสัยในชีวิต

คนกับคน...ต่างกันได้ขนาดนี้เลยหรือ?

เมื่อวานเขาก็อ่านเหมือนกัน แต่จำอะไรไม่ได้สักอย่าง ไม่ต้องพูดถึงการจำได้ว่าแต่ละหน้าเขียนอะไร

แต่ลูกสาววัยสิบขวบของเขา แค่อ่านครั้งเดียวกลับจำได้ทั้งหมด!

ให้ตายเถอะ...นี่เขาให้กำเนิดลูกสาวที่ไหนกัน?

ชัดๆ ว่านี่มันเด็กอัจฉริยะ!

เด็กนำโชคจะนับเป็นอะไร ลูกสาวบ้านเขาเป็นเด็กอัจฉริยะต่างหาก!!

บทที่ 5

ยามเย็น ควันจากการหุงหาอาหารลอยขึ้นทั่วหมู่บ้าน อู๋เสี่ยวชิงพาลูกชายมายืนรออยู่เชิงเขา ใจเต้นไม่เป็นสุข

ขึ้นเขาไปทั้งวัน ป่านนี้แล้วยังไม่กลับมา ทำให้เธอเป็นห่วงเหลือเกิน จะเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า?

จนท้องฟ้าเริ่มมืด ชาวบ้านต่างทยอยกลับไปกินข้าวเย็น อู๋เสี่ยวชิงจึงเห็นร่างที่คุ้นเคยในที่สุด

ชายคนหนึ่งที่แทบถูกกระสอบสองใบกดจนหลังงอ...คนนั้นไม่ใช่เล่อกั๋วหรงหรือ?

เธอรีบวิ่งเข้าไปช่วยยกของลง เปิดกระสอบดู ก็พบว่ากระสอบหนึ่งเต็มไปด้วยเกาลัด แบบนี้ดีเลย อย่างน้อยก็ช่วยให้อิ่มท้องได้

ส่วนอีกกระสอบ...เป็นผักป่างั้นหรือ? ทำไมเก็บมาเยอะขนาดนี้?

เล่อกั๋วหรงเหงื่อท่วมตัว เหนื่อยจนหอบไม่หยุด แต่ดวงตากลับเป็นประกายผิดปกติ

“พวกนี้เป็นสมุนไพร ขายเป็นเงินได้”

อู๋เสี่ยวชิงตื่นเต้นทันที

“จริงเหรอ? แล้วจะเอาไปขายที่ไหน? โรงพยาบาลหรือ?”

“ส่งให้หมอหลี่ก็พอ เขาจัดการเองได้” สมุนไพรต้องผ่านการแปรรูปก่อนถึงจะขายได้ราคา เรื่องของผู้เชี่ยวชาญก็ให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ

อีกด้านหนึ่ง เล่ออี้โยนตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กที่แบกมาตลอดทางลงกับพื้น ก่อนทรุดนั่งลงทันที ใบหน้าแดงก่ำ อ่อนล้าจนแทบหมดแรง

การหาเงินนี่มันยากจริงๆ แค่เดินขึ้นลงเขาก็แทบแย่แล้ว ยังต้องแบกของลงมาอีก

เล่อหรานเดินวนอยู่ข้างตัวเธอ เรียก “พี่สาว” ไม่หยุด เสียงหวานจนใจละลาย แถมยังหยิบหมั่นโถวข้าวโพดที่แอบเก็บไว้ยื่นให้เล่ออี้กิน

เล่ออี้หยิบเกาลัดคั่วสุกกำหนึ่งส่งให้เขา

เล่อหรานกินเนื้อเกาลัดหอมๆ แล้วก็ยิ้มจนดอกไม้แทบผลิบาน

สถานพยาบาลประจำหน่วยผลิตตั้งอยู่เชิงเขา เดิมเป็นบ้านร้างของชาวบ้านที่ไม่มีทายาท หลังจากซ่อมแซมเล็กน้อยก็กลายเป็นสถานพยาบาล มีบ้านเรียบง่ายเพียงสองห้อง ห้องหนึ่งใช้ตรวจรักษา อีกห้องเป็นที่พักของหมอหลี่

ภายใต้แสงไฟสลัว หมอหลี่มองสมุนไพรเต็มพื้น ก่อนหันไปมองเด็กหญิงที่ยิ้มเขินๆ อย่างอ่อนโยน สีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย

“ใช่แล้ว นี่คือฉงโหลว...เสี่ยวอี้เป็นคนหาเจอเองหรือ?”

นอกจากฉงโหลวแล้ว ยังมีใบหม่อน เชอเฉี่ยนเฉ่า สือชางผู่ จินอิ๋นฮวา และสมุนไพรอีกหลายชนิด มีครบหลากหลาย และไม่ผิดแม้แต่ชนิดเดียว

เล่อกั๋วหรงยิ้มจนปากแทบฉีก สีหน้าภูมิใจสุดๆ

“ใช่แล้ว! เสี่ยวอี้เก่งมาก แค่มองแวบเดียวก็จำได้ ผมเองยังไม่อยากเชื่อเลย ผมว่ามันก็เหมือนหญ้าป่าทั่วไป แล้วเธอแยกออกได้ยังไง?”

“ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ หนังสือแพทย์ของคุณหนาตั้งขนาดนั้น เธอดูแค่รอบเดียวก็จำได้หมด ยังบอกให้ผมเปิดไปหน้ายี่สิบเก้าเพื่อเทียบฉงโหลว ฮ่าๆ เด็กสมัยนี้ฉลาดกันทุกคนหรือว่า ลูกสาวผมฉลาดเป็นพิเศษ?”

“ปกติเสี่ยวอี้ของผมดูเงียบๆ ไม่ค่อยพูด เหมือนหัวไม่ค่อยไว แต่ที่จริงหัวดีมาก ใช่ไหม? ลูกบ้านคุณฉลาดแบบนี้ไหม? หาสมุนไพรเป็นไหม? อ่านหนังสือแพทย์ได้หรือเปล่า?”

เขาโอ้อวดจนแทบลอยขึ้นฟ้า หมอหลี่กลอกตาใส่ด้วยความหมั่นไส้ ในใจทั้งอิจฉาและขมขื่น

เดิมทีเขาก็มีภรรยาและลูก แต่เมื่อหลายปีก่อนเกิดเรื่องบางอย่าง ภรรยาขอหย่าแล้วพาลูกแต่งงานใหม่ ย้ายไปไกลจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

“จะภูมิใจอะไร คนที่ฉลาดคือลูกสาวนาย ไม่ใช่นายเสียหน่อย”

“แต่ก็ลูกสาวที่ผมให้กำเนิดนี่!”

แม้ทั้งสองจะชอบเถียงกันไม่หยุด จนคนอื่นคิดว่าไม่ถูกกัน แต่ความจริงความสัมพันธ์กลับดีมาก นี่คือวิธีเข้ากันแบบฉบับของพวกเขา

อู๋เสี่ยวชิงลูบศีรษะลูกสาวด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนตัดสินใจแน่วแน่ว่า ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ต้องส่งลูกสาวเรียนหนังสือ จะปล่อยให้พรสวรรค์ดีๆ สูญเปล่าไม่ได้

เธอไม่ได้หวังอะไรมาก ขอเพียงเสี่ยวอี้เรียนต่อจนจบโรงเรียนอาชีวศึกษาระดับกลาง พอเรียนจบก็จะได้รับการจัดสรรงานจากรัฐ ชีวิตนี้ก็ถือว่าพลิกชะตาได้ กลายเป็นคนเมืองที่มีสิทธิ์ซื้ออาหารตามระบบรัฐ แล้วอนาคตก็แต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะใกล้เคียงกัน เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว

เล่ออี้รู้สึกว่าศีรษะอบอุ่นจากมือของแม่ เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มหวาน

“แม่ช่วยสอนพื้นฐานให้หนูนะคะ หนูจะพยายามเรียนประถมให้จบภายในสองปี ค่าเทอมที่เหลือจะได้เก็บไว้ให้น้องชายเรียน ดีไหมคะ?”

เธอตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้ตัวเอง

ใช้เวลาสองปีเรียนจบประถม สองปีเรียนจบมัธยมต้น สองปีเรียนจบมัธยมปลาย อายุสิบหกสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ สมบูรณ์แบบ!

ในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลน หากอยากก้าวหน้า ความธรรมดาไม่มีทางพอ ต้องเปล่งประกายให้โดดเด่น จนไม่มีใครสามารถบดบังแสงของเธอได้

การมีชื่อเสียง ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเด็ก

“ได้ๆ แม่จะสอนพื้นฐานให้ แต่บ้านเราไม่มีหนังสือเรียนประถมนะ คนบ้านใหญ่กับบ้านรองไม่มีทางยอมให้ยืมแน่”

“ผมมี”

หมอหลี่หยิบหนังสือเรียนออกมาหลายเล่ม เป็นหนังสือภาษา... เอ๊ย ภาษาจีนและคณิตศาสตร์ของชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งถึงปีที่ห้า ซึ่งเป็นหนังสือที่ลูกชายของเขาเคยใช้

เขาลูบปกหนังสือเบาๆ แววตาฉายความเศร้าจางๆ

เล่อกั๋วหรงเห็นเข้าก็ยกมือแตะไหล่เขาเบาๆ

“อย่าเสียใจไปเลย สักวันหนึ่งนายต้องได้เจอลูกอีกแน่ ถ้าไม่อย่างนั้น ให้ลูกของฉันเรียกนายว่าพ่อบุญธรรมดีไหม?”

หมอหลี่รู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่พอคิดดูแล้วก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธ

“พ่อครับ ผมหิวแล้ว”

เล่อหรานเอามือกุมท้อง มองพ่อแม่ตาปริบๆ

เด็กกำลังโตชอบวิ่งเล่น ย่อยอาหารเร็ว ตอนนี้ท้องร้องโครกครากแล้ว

เล่ออี้เองก็หิวเหมือนกัน แม้จะกินเกาลัดคั่วบนเขาไปบ้าง แต่เดินลงมาตลอดทางก็ใช้แรงมาก จนหิวอีกครั้ง

เล่อกั๋วหรงจับมือลูกคนละข้างเดินออกไป

“พี่หลี่ ฝากทุกอย่างด้วยนะ อ้อ...เก็บเกาลัดไว้ยี่สิบชั่งให้พี่เป็นของกินมื้อดึกด้วย”

หมอหลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างอบอุ่น

เจ้าหมอนี่นี่นะ...

ครอบครัวสี่คนเดินกลับบ้านท่ามกลางความมืด ระหว่างทางเจอหญิงชาวบ้านหลายคน ต่างก็เดินเข้ามาทัก

“กั๋วหรง วันนี้ก็ไม่ไปทำงานอีกแล้ว วันๆ เอาแต่ขี้เกียจ ทำให้หัวหน้าหน่วยผลิตขายหน้าหมด”

“บอกว่าป่วย แต่ยังเที่ยวไปทั่ว กลับบ้านเอาป่านนี้ ไม่แปลกหรอกที่แม่ของนายจะโมโห นายก็ไม่ใช่เด็กแล้ว จะรู้จักโตเสียทีไม่ได้หรือ?”

พออ้าปากก็มีแต่คำตำหนิ เล่อกั๋วหรงโกรธจนแทบกระอักเลือด ใส่ร้ายเขาอีกแล้ว!

เขาถอนหายใจเบาๆ

“เฮ้อ...ผมก็ไม่อยากขึ้นเขาไปหาผักป่าหรอก แต่มันไม่มีข้าวให้กินนี่”

คุณยายเฉินขมวดคิ้วทันที

“กั๋วหรง คำพูดของนายมันไร้ยางอายเกินไป เมื่อคืนครอบครัวสี่คนของนายแย่งข้าวสวยทั้งหมดกับแกงจืดเต้าหู้หม้อใหญ่ไปกินในห้อง ทำเอาแม่ของนายร้องไห้ นายปกติก็ทั้งขี้เกียจทั้งตะกละอยู่แล้ว ยังอกตัญญูอีก แบบนี้ใช้ไม่ได้”

ป้าหก ถลึงตาใส่พวกเขาอย่างไม่พอใจ

“พวกนายกินกันจนอิ่ม แล้วปล่อยให้คนอื่นทำงานทั้งที่ท้องหิว แบบนี้ไม่มีจิตสำนึกเลย”

เล่อกั๋วหรงกับอู๋เสี่ยวชิงตกตะลึง

นี่พูดเรื่องอะไรกัน?

ทั้งสองรีบอธิบายสุดชีวิต แต่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งถูกมองว่าแก้ตัว ไม่มีใครเชื่อเลย เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของพวกเขาแย่ขนาดไหน

เล่อกั๋วหรงกลั้นไม่ไหวแล้ว

“ใครแย่งข้าวสวยทั้งหมด? ใครพูด? มั่วทั้งนั้น!”

เขาจงใจเหลือไว้มากกว่าครึ่ง ส่วนแกงจืดเต้าหู้ก็เหลือเต็มหม้อ พอให้ทุกคนในบ้านกินได้สบาย แล้วข่าวลือแบบนี้มาจากไหน?

คุณยายเฉินไม่เคยชอบสองสามีภรรยาคู่นี้อยู่แล้ว

“มีมือมีเท้าดีๆ แต่เอาแต่ขี้เกียจ”

“คนในบ้านของพวกนายพูดกันเอง แม้แต่ชุนเหมยก็ไม่ได้ปฏิเสธ ส่วนพวกนายสองผัวเมีย วันๆ ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่ทำให้ผู้ใหญ่เดือดร้อน รังแกเด็กในบ้าน”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คนเราน่ะ ต้องมีมโนธรรม”

เล่อกั๋วหรงโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ

เขาไปทำเรื่องชั่วช้าอะไรไว้กัน?

“พวกเขาพูด พวกคุณก็เชื่ออย่างนั้นหรือ?”

ป้าหก ตอบทันที

“ฉันเชื่อแค่ชุนเหมย เธอเคยช่วยชีวิตเจ้าโก่วตันของบ้านฉัน แล้วยังช่วยคนในหมู่บ้านอีกตั้งหลายคน”

เธอเริ่มพรั่งพรูคำชมเล่อชุนเหมยไม่หยุด ยกย่องเสียราวกับอยู่บนสวรรค์ เป็นแฟนคลับตัวยงอย่างแท้จริง

“ไม่เชื่อเธอ แล้วจะให้เชื่อนายหรือ? ฝันไปเถอะ”

เล่ออี้มองภาพตรงหน้าจนตาค้าง

ฐานมวลชนของนางเอกแข็งแกร่งเกินไปแล้วหรือเปล่า?

ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับเธอ ล้วนเสียเปรียบและไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนเลยจริงๆ

ชื่อเสียงของครอบครัวตัวเองในหมู่บ้านกลับย่ำแย่ถึงขนาดนี้ เล่ออี้ อดถอนหายใจไม่ได้

เล่อกั๋วหรงพุ่งตรงกลับบ้านด้วยความเดือดดาล เขาจะถามคนในบ้านให้รู้เรื่อง ว่าทำไมถึงพูดจาใส่ร้ายกันแบบนั้น?

เล่ออี้รีบเดินตามไป

“พ่อ อย่าเพิ่งโมโหเลยค่ะ ไม่ดีต่อสุขภาพ กินข้าวให้อิ่มก่อนแล้วค่อยคุย”

เธอกลัวว่าถ้าทะเลาะกันขึ้นมา คืนนี้คงไม่ได้กินข้าวแน่

เล่อกั๋วหรงคิดดูแล้วก็เห็นด้วย

กินให้อิ่มก่อน จะได้มีแรงทะเลาะ!

เขากดความโกรธเอาไว้แล้วเดินเข้าบ้าน ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ต่างหันมามอง สีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่น่าดู

ย่าเล่อทำหน้าบึ้งตึง

“โอ้ ฉันนึกว่าพวกแกเที่ยวเล่นจนไม่คิดจะกลับบ้านแล้วเสียอีก”

“กินข้าวกันหมดแล้วหรือ?” เล่อกั๋วหรงกวาดตามองทุกคน บนโต๊ะไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย เขาจึงเดินตรงเข้าไปค้นหาอาหารในครัว

ผลปรากฏว่าหม้อเย็นชืด ไม่มีข้าวหรือกับข้าวเหลือแม้แต่นิดเดียว

“แม่ ข้าวล่ะ?”

“กินหมดแล้ว ใครใช้ให้พวกแกกลับบ้านเอาป่านนี้?” ย่าเล่อยังไม่หายโกรธ “วันๆ ไม่ทำงาน เอาแต่ขอของกินจากฉัน ฉันอายุก็มากแล้ว ยังต้องเลี้ยงทั้งครอบครัวของแกอีก”

พี่สะใภ้ใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“อดข้าวสักมื้อไม่ตายหรอก เมื่อคืนพวกแกกินกันจนอิ่มแปล้ไม่ใช่เหรอ?”

พี่สะใภ้รองชี้หน้าพวกเขาด้วยความโมโห

“ข้าวสวยขาวๆ ทั้งหม้อนั่นนะ พวกแกมีหน้ากินกันเองหมดได้ยังไง? พวกเราทำงานเหนื่อยแทบตาย ส่วนพวกแกกินดีอยู่ดี แถมไม่ต้องทำอะไรอีก...”

ปกติพี่สะใภ้ทั้งสองก็ไม่ค่อยลงรอยกันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว ต่างโกรธจนแทบทนไม่ไหว

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-ffe63e5e/2

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

Sansi_Qi (KIDCAT)Sansi_Qi (KIDCAT) ✓ดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย