ค่ายกลแสวงนิรันดร์
ตอนที่ 953 — ตอนที่ 953 รูปปั้นศพเนื้อหนัง
“นี่มัน… ตัวบัดซบอะไรกันแน่…”
นายสองฮุยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
ก่อนจะเปิดโลงศพ เขาคาดเดาไว้แล้วว่าภายในโลงทองแดงขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้ อาจจะมี ‘ของใหญ่’ ซุกซ่อนอยู่
ทว่าเขาก็คิดไม่ถึงว่า สิ่งนี้จะใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ ทั้งยังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ มันแลดูประหนึ่งรูปปั้นศพเนื้อหนังที่เกิดจากซากศพอันนับไม่ถ้วนถูกนำมาซ้อนทับถักทอ แล้วหล่อหลอมเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
รูปปั้นศพเนื้อหนังตนนี้ มีความสูงกว่าสิบคนยืนต่อกัน กลิ่นอายแผ่กำจายออกมาอย่างเต็มพิกัด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเหม็นเน่าเตะจมูก ไอเย็นยะเยือกเสียดแทงถึงกระดูก ชวนให้ผู้คนบังเกิดความหวาดผวาขึ้นในกมลสันดาน
เผ่าพันธุ์ซากศพล้วนละโมบกลืนกินเลือดเนื้อ
รูปปั้นศพเนื้อหนังมหึมาถึงเพียงนี้ย่อมมิใช่ข้อยกเว้น
ครั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนเป็นโดยรอบ บนศีรษะอันบิดเบี้ยวผิดรูปใหญ่โตมโหฬารของรูปปั้นศพเนื้อหนังพลันปริแยกออกเป็นรอยแยกสองสาย ประหนึ่งดวงตาสีดำสนิทระคนแดงก่ำคู่หนึ่ง ที่กำลังจ้องเขม็งมายังพวกของนายสองฮุย
ในเวลาเดียวกัน ร่างของมันพลันกระดิกขยับไหว แขนเนื้อหนังสะบัดวูบหนึ่ง ก็กวาดซัดพายุคาวฝนโลหิตสายหนึ่งโหมกระหน่ำเข้าใส่ทุกคน
นายสองฮุยตระหนกตกใจยิ่ง ทว่าก็มิได้คิดหลบหนี
ศัตรูร้ายกาจอยู่เบื้องหน้า ยิ่งคิดหนีก็ยิ่งตายไว
ยิ่งไปกว่านั้น เขายืนอยู่ใกล้ที่สุด ยามนี้คิดจะหนีก็ไม่อาจหนีพ้นได้แล้ว
“ทุกคนร่วมมือกันเร็ว สะกดเดรัจฉานตัวนี้ไว้!”
นายสองฮุยแผดเสียงร้องตะโกน จากนั้นกัดฟันกรอด ควักขวดสุราโลหิตที่เก็บสะสมไว้ออกมาเทราดลงบนค่ายกลจนหมดขวด พลางกัดปลายนิ้วตนเองแล้วแต้มลงระหว่างคิ้ว มือซ้ายประสานมุทรา ท่องบทสวดอันลึกล้ำพิสดาร กระตุ้นเร้าจานค่ายกลเต๋าโบราณที่ตนวางเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่างสุดกำลัง ซึ่งเป็นจานค่ายกลประหลาดที่คล้ายค่ายกลก็มิใช่ คล้ายแผ่นยันต์ก็ไม่เชิง
ชั่วพริบตา แสงสว่างเจิดจ้าพลันปะทุขึ้นบนจานค่ายกล
ลวดลายอักษรจ้วนอันโบราณลึกซึ้งสายแล้วสายเล่าควบแน่นปรากฏขึ้น กลายเป็นม่านแสงชั้นหนึ่ง
พายุคาวฝนโลหิตที่รูปปั้นศพเนื้อหนังกวาดซัดออกมา ประดุจคลื่นโลหิตสีแดงฉาน ซัดสาดเข้าปะทะกับม่านแสงโดยตรง
เสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น คลื่นพลังอันรุนแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ม่านแสงของจานค่ายกลหม่นแสงลงไปหลายส่วน ขณะที่คลื่นโลหิตของรูปปั้นศพก็ถูกแผดเผาระเหยไปเช่นกัน
การโจมตีระลอกแรกของรูปปั้นศพเนื้อหนังถูกคลี่คลายลงเช่นนี้ ทว่าเพียงชั่วพริบตา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเนื้อเน่าและกลิ่นคาวคลื่นไส้ รูปปั้นศพก็ยกแขนมหึมาขึ้นสูง แล้วฟาดกดลงมาอีกครา
ท่อนแขนอันใหญ่โตมโหฬารที่เกาะเกี่ยวไปด้วยซากศพอันดุร้ายน่าเกลียดน่ากลัว ซัดถล่มลงมาดั่งฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย มุ่งเป้าเข้าหานายสองฮุย
นายสองฮุยกำลังกระตุ้นเร้าจานค่ายกล ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ยามเห็นแขนศพที่ขยับไหวพร้อมกับไอความตายอันมืดมนโถมซัดเข้ามา จึงตัดสินใจเด็ดขาด กัดฟันจุดระเบิดยันต์หยกเหลืองทันที
ยันต์ลายโลหิตหยกเหลืองระเบิดออก ลำแสงสีทองสว่างไสวเจิดจรัสพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา ระเบิดแขนของรูปปั้นศพเนื้อหนังจนแหลกละเอียดเป็นจุณ
เศษเนื้อและหยาดโลหิตนับไม่ถ้วนร่วงพรูลงมาราวกับห่าฝน
นายสองฮุยรีบกระตุ้นสมบัติวิเศษประจำกาย ซึ่งเป็นโล่ธาตุดินผืนหนึ่งขึ้นมาปกป้องรอบกาย เพื่อป้องกันมิให้สายฝนเลือดเนื้อของรูปปั้นศพตนนี้แปดเปื้อนลมปราณและโลหิตของตน
แขนของรูปปั้นศพเนื้อหนังถูกยันต์หยกเหลืองที่นายสองฮุยจุดระเบิดทำลายจนแหลกสลาย
ทว่าเพียงชั่วพริบตา เศษซากเนื้อหนังและชิ้นส่วนอวัยวะนับไม่ถ้วนกลับเริ่มควบแน่นรวมตัวกันใหม่อีกครา จนก่อกำเนิดเป็นแขนศพข้างใหม่ขึ้นมา
แขนข้างนี้ยิ่งดูหนาใหญ่กำยำกว่าเดิม พันวนด้วยไอดำทมิฬอันเยือกเย็น ทั้งยังมีน้ำหนองโลหิตหยดติ๋งๆ ลงมา
มิทันที่นายสองฮุยจะได้ตั้งตัว แขนข้างนั้นก็แฝงเพลิงโทสะ ไอดำ และหยาดโลหิต ฟาดกดทับลงมายังเขาอีกระลอก
ทว่ากระบวนท่าและไพ่ตายของนายสองฮุยกลับร่อยหรอจนแทบสิ้นแล้ว
หากต้องรับการโจมตีนี้เข้าไปตรงๆ อีกคราจนโล่วิเศษประจำกายแตกสลาย เช่นนั้นชีวิตของเขาก็คงต้องทิ้งไว้ที่นี่เป็นแน่
“ช่วยเร็วเข้า!”
นายสองฮุยหันขวับไป แผดเสียงร้องตะโกนอย่างแหบแห้ง
สือโถวไม่เสียเวลาคิด พุ่งเข้ามายืนเคียงข้างนายสองฮุยเป็นคนแรก แผดเสียงคำรามลั่น กระตุ้นพลังขั้นก่อแก่นทองคำ ปกคลุมทั่วร่างด้วยเกราะดินหินชั้นหนึ่ง หมายจะร่วมมือกับนายสองฮุยต้านรับการโจมตีของรูปปั้นศพตนนี้อย่างสุดกำลัง
ส่วนเฮ่าจื่อที่อยู่อีกด้าน แววตาไหววูบเล็กน้อย มิได้ขยับเข้าช่วย ทว่ากลับค่อยๆ ลอบถอยหลังไปหลายก้าว
ทว่ากลับเป็นนักพรตชุดคลุมดำอีกสี่คนนั้นที่ยื่นมือเข้าช่วยในยามนี้
ดูเหมือนว่านายสองฮุยจะยังมีประโยชน์อยู่ พวกเขาจึงมิประสงค์จะให้นายสองฮุยต้องมาตายตกอยู่ที่นี่
คุณชายชุดคลุมดำตวัดกระบี่ยาว ฟันประกายแสงโลหิตออกมาสายแล้วสายเล่า
ชายชราชุดคลุมดำผู้นั้นซัดมีดสั้นรูปทรงประหลาดเล่มหนึ่งออกมา บนใบมีดเปล่งประกายแสงดำขลับทมิฬ
ส่วนชายฉกรรจ์อีกสองคนดูเหมือนจะเป็นผู้บำเพ็ญสายกายา มิได้ใช้อาวุธวิญญาณหรือสมบัติวิเศษใดๆ หากแต่ใช้พละกำลังของกายเนื้อโดยตรง โถมทะยานเข้าประหัตประหารรูปปั้นศพเนื้อหนัง
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทดังสนั่น เลือดเนื้อปลิวกระจัดกระจายไปทั่ว
ชิ้นส่วนซากศพของผีดิบบางชิ้นถึงกับลอยละลิ่วข้ามศีรษะของโม่ฮว่าไป
ส่วนโม่ฮว่านั้น ได้วาดค่ายกลทองศิลาระดับสองสิบเก้าลวดลายไว้บนพื้นแต่เนิ่นๆ แล้วมุดเข้าไปหลบซ่อนตัว เพื่อป้องกันมิให้ถูกลูกหลงจากการต่อสู้
ค่ายกลระดับสองสิบเก้าลวดลายนั้น เมื่อเทียบกับยี่สิบลวดลายแล้ว อย่างไรเสียก็ยังขาดอยู่อีกหนึ่งลวดลาย ย่อมไม่อาจต้านทานการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นก่อแก่นทองคำได้
ทว่าหากเพียงแค่ต้านรับคลื่นสะท้อนจากการต่อสู้ ย่อมมิใช่ปัญหาใหญ่อันใด
โม่ฮว่ารู้ดีว่าตนเองนั้น ‘กายเนื้อบอบบาง’ ดังนั้นจึงรีบหมอบราบลงกับพื้นแต่เนิ่นๆ หดตัวคุดคู้อยู่ภายในค่ายกล
คลื่นสะท้อนจากการต่อสู้ซัดสาดเข้ามา
แรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลกระแทกเข้าใส่ค่ายกลของเขา จนแสงประกายของค่ายกลวูบวาบไม่มั่นคง เส้นลวดลายค่ายกลมีทีท่าว่าจะปริแตก คล้ายจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ
ทว่าค่ายกลทองศิลานี้ก็มิได้ทำให้โม่ฮว่าต้องผิดหวัง ในที่สุดก็ยังคงยืนหยัดต้านทานเอาไว้ได้
รอจนกระทั่งคลื่นลมสงบลงเล็กน้อย โม่ฮว่าจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็แลเห็นเบื้องหน้าโลงทองแดงสีเหลืองสว่างขนาดมหึมา นายสองฮุยอยู่ในสภาพซมซานสะบักสะบอม โล่วิเศษประจำกายในมือหม่นแสงลงไปไม่น้อย
เกราะดินหินบนร่างของสือโถวเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวระแหง
เฮ่าจื่อยื่นนิ่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้าซีดขาวไปบ้าง ทว่าดูแล้วมิได้เป็นอะไรมากนัก
ชายฉกรรจ์ชุดคลุมดำสองคนนั้น เสื้อคลุมดำบนร่างฉีกขาดไปเกินครึ่ง เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้ออันปูดโปนเป็นลอนคลื่นใต้เสื้อคลุม ทว่ายังคงมิได้เปิดเผยใบหน้าออกมา
ส่วนคุณชายชุดคลุมดำและชายชราชุดคลุมดำผู้นั้น คนหนึ่งควบคุมกระบี่ อีกคนหนึ่งควบคุมมีด ยืนอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล จึงมิได้รับผลกระทบอันใดมากนัก
ทว่าทางฝั่งตรงข้ามของทุกคน ภายใต้การร่วมมือกันของยอดฝีมือขั้นก่อแก่นทองคำหกเจ็ดคน แขนทั้งสองข้างของรูปปั้นศพเนื้อหนังขนาดมหึมาตนนั้น ล้วนถูกระเบิดจนพังยับเยินไปหมดสิ้นแล้ว
โม่ฮว่าลอบตระหนกในใจ
รูปปั้นศพเนื้อหนังตนนี้แข็งแกร่งยิ่ง ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นก่อแก่นทองคำไม่กี่คนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักพรตชุดคลุมดำเหล่านั้น ดูเหมือนจะมิได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่นายสองฮุยผู้นั้น ฝีมือก็มิใช่ชั่ว
พวกเขามิเพียงต้านรับการโจมตีของรูปปั้นศพตนนี้เอาไว้ได้ ซ้ำยังตอบโต้กลับไปจนระเบิดแขนทั้งสองข้างที่ถักทอขึ้นจากซากศพของมันจนขาดกระเด็น
โม่ฮว่าหันไปมองรูปปั้นศพเนื้อหนังที่ฟักตัวออกมาจากโลงทองแดงสีเหลืองสว่าง ซึ่งรวมตัวขึ้นจากฝูงซากศพ คิ้วของเขาพลันขมวดมุ่นขึ้นเล็กน้อย
‘เป็นกลิ่นอายของ “บาปเต๋า” จริงๆ ด้วย…’
‘ทว่าระดับการแปรเปลี่ยนสู่บาปมารยังมิได้ลึกล้ำ มีเพียงเส้นสายจางๆ คล้ายยังมิได้ฟักตัวออกมาอย่างสมบูรณ์ เป็นเพียงแค่เค้าโครงแรกเริ่มเท่านั้น…’
หากมิใช่เพราะเป็นเช่นนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ คงกลายเป็นคนตายไปนานแล้ว
ความน่าสะพรึงกลัวของบาปเต๋า โม่ฮว่าย่อมรู้ซึ้งกระจ่างแจ้งยิ่งกว่าผู้ใด
อย่าว่าแต่ขั้นก่อแก่นทองคำหกเจ็ดคนตรงหน้าเลย ต่อให้มาเพิ่มอีกหกสิบคน หรือหกร้อยคน ก็ไม่อาจช่วยสิ่งใดได้เลย
ไม่ว่าจะอย่างไร ล้วนมีจุดจบเพียงคำว่า ‘ตาย’ คำเดียวเท่านั้น
‘บาปเต๋า’ ระดับสามที่แท้จริงตนหนึ่ง เพียงพอที่จะทำให้อาณาเขตเขากูซานต้องล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง หรืออาจถึงขั้นลุกลามไปถึงอาณาเขตเฉียนเสวียโจว ทำให้ทั่วทั้งดินแดนเฉียนเสวียต้องตกอยู่ในมหาหายนะครั้งใหญ่หลวง
‘บาปเต๋าตนนี้ ถือกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือว่า… มีคนจงใจเพาะเลี้ยงกันแน่’
เพาะเลี้ยงบาปเต๋า…
หัวใจของโม่ฮว่าพลันสะท้านวาบ
คงมิใช่ว่า… เป็นท่านอาจารย์ลุงที่เพาะเลี้ยงมันไว้หรอกนะ?!
บาปเต๋าแฝงไอแห่งความวิปริตแปรเปลี่ยนของฟ้าดิน สิ่งอันน่าสะพรึงกลัวพรรค์นี้ ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาสามัญย่อมหลบหลีกแทบไม่ทัน ผู้เดียวที่มีคุณสมบัติคู่ควรจะเพาะเลี้ยง มีความสามารถจะเพาะเลี้ยง และยังเคยเพาะเลี้ยงมันขึ้นมาได้จริงๆ เท่าที่โม่ฮว่ารู้จัก ก็มีเพียงท่านอาจารย์ลุงของเขาเท่านั้น
‘ท่านอาจารย์ลุง…’
โม่ฮว่าขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงส่ายศีรษะ
ไม่น่าจะใช่…
อาณาเขตเฉียนเสวียโจวมิเหมือนกับอาณาเขตเทือกเขาต้าเฮยซาน
อาณาเขตเทือกเขาต้าเฮยซานเป็นเพียงดินแดนห่างไกลระดับสอง ขุนเขาสูงชันผู้คนยากไร้ หนทางการบำเพ็ญเพียรยากลำบากยิ่ง
ทว่าอาณาเขตเฉียนเสวียโจวกลับเป็นดินแดนใหญ่ระดับห้า วิถีแห่งการบำเพ็ญเต๋ารุ่งเรืองเฟื่องฟู ตระกูลใหญ่และสำนักตั้งตระหง่านเรียงราย ทั้งยังมีบรรพชนขั้นถ้ำสุญตาคอยปกปักรักษา
แม้จะเป็นดินแดนชายขอบอย่างเขากูซาน ก็ล้วนอยู่ในเขตอิทธิพลของบรรดาตระกูลใหญ่
หากเป็นเรื่องวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ก็ว่าไปอย่าง ทว่าจอมมารผู้มีสมญา ‘นักพรต’ อย่างท่านอาจารย์ลุง พวกเขาย่อมไม่มีทางไม่ระแวดระวัง
โดยทั่วไปแล้ว มือของท่านอาจารย์ลุง ย่อมไม่น่าจะเอื้อมมาถึงอาณาเขตเฉียนเสวียโจวได้
และด้วย ‘วาสนาชะตากรรม’ ระหว่างตนกับท่านอาจารย์ลุง หากอีกฝ่ายมาจริงๆ ตนก็คงได้พบเจอไปนานแล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องสัมผัสรับรู้ได้บ้าง
แน่นอนว่า โม่ฮว่าย่อมปรารถนาให้ชาตินี้ตนไม่ต้องเจอกับท่านอาจารย์ลุงอีกเลยจะดีที่สุด
เขากลัวว่าท่านอาจารย์ลุงจะใจแคบคิดแค้นฝังหุ่น
ด้วยความแค้นผูกพันระหว่างพวกเขาสองคน ขอเพียงได้เผชิญหน้ากัน ท่านอาจารย์ลุงย่อมต้องเอาชีวิตน้อยๆ ของเขาเป็นแน่
ทว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของวันข้างหน้า
ปัญหาใหญ่ที่สุดตรงหน้าเวลานี้ ยังคงเป็นรูปปั้นศพเนื้อหนังที่เริ่มผลิกลิ่นอายบาปเต๋าตนนี้
รูปปั้นศพเนื้อหนังตนนี้ถูกฝังไว้ในส่วนลึกของเขากูซาน นับเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงยิ่ง
หากไม่กำจัดภัยคุกคามนี้ทิ้งไป อย่าว่าแต่พวกตนไม่กี่คนนี้จะสามารถมีชีวิตรอดออกไปจากสุสานได้หรือไม่เลย แม้กระทั่งเมืองกูซานทั้งเมือง ก็เกรงว่าจะตกอยู่ในอันตรายจนยากจะรอดพ้น
เมื่อใดที่รูปปั้นศพเนื้อหนังตนนี้กลายเป็น ‘บาปเต๋า’ ขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าทั่วทั้งอาณาเขตเฉียนเสวียโจว คงต้องเผชิญกับมหันตภัยแห่งการสังหารอันโหดเหี้ยมทารุณ
ท่ามกลางมรสุมคลื่นลมโหมกระหน่ำ ตระกูลใหญ่อาศัยรากฐานอันสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน อาจจะยังพอรักษาตัวรอดอยู่ได้
ทว่าผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมหนักหนาสาหัสที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระชั้นล่างสุด
ในใจของโม่ฮว่าลอบทอดถอนใจแผ่วเบา
และในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ทางด้านไกลก็พลันบังเกิดความเคลื่อนไหวประหลาดขึ้นอีกครา พร้อมกับสายลมคาวเลือดที่พัดตลบย้อนกลับมา รูปปั้นศพเนื้อหนังขนาดมหึมาก็เริ่มควบแน่นฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
พวกของนายสองฮุยที่เพิ่งจะผ่อนลมหายใจได้เพียงชั่วครู่ หัวใจพลันดิ่งวูบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจังทันควัน
รูปปั้นศพเนื้อหนังส่งเสียงแผดคำรามกึกก้อง ในน้ำเสียงนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยจิตพยาบาทเคียดแค้น ประหนึ่งมีคนใกล้ตายนับไม่ถ้วนกำลังดิ้นรนกรีดร้องคำราม
ในเวลาเดียวกัน เนื้อหนังของมันก็ค่อยๆ กระดิกดิ้นรนและแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย
เศษซากชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนบนร่างของมันคล้ายกับมีชีวิตขึ้นมา ภูตศพที่ประกอบร่างขึ้นใหม่ตนแล้วตนเล่า ค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากเนื้อหนังเน่าเปื่อยของมัน
“แย่แล้ว!”
นายสองฮุยไม่รู้ว่ารูปปั้นศพเนื้อหนังนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้นกันแน่ ทว่าเขาก็รู้ดีว่า ภายในสุสานโบราณ ยิ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงประหลาดพิสดารมากเท่าใด ก็ยิ่งไม่อาจปล่อยให้มันดำเนินต่อไปได้
นายสองฮุยควักยันต์หยกเหลืองออกมาอีกหนึ่งแผ่น บนแผ่นยันต์นี้สลักอักขระสีโลหิตไว้หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม
“ฆ่า!”
นายสองฮุยวาดเร้ากระตุ้นแผ่นยันต์ แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทองสายแล้วสายเล่า พุ่งทะยานเข้าสังหารรูปปั้นศพเนื้อหนัง
คนอื่นๆ ก็ตระหนักได้ว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี จึงพากันลงมือ มีด กระบี่ ยันต์ คาถาอาคม และพละกำลัง โหมกระหน่ำเข้าห้ำหั่นรูปปั้นศพเนื้อหนัง ตลอดจนภูตศพตัวเล็กตัวใหญ่ที่มันฟักกำเนิดออกมา
ภาพเหตุการณ์พลันดุเดือดนองเลือดถึงขีดสุด
ทุ่มเทห้ำหั่นสังหารอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็สามารถยับยั้งความเปลี่ยนแปลงวิปริตของรูปปั้นศพเอาไว้ได้
ทว่ารูปปั้นศพเนื้อหนังตนนี้ กลับยังคงประหนึ่งเป็นอมตะไม่มีวันตาย ต่อให้ถูกสังหารฟาดฟันอย่างไร ก็ยังคงค่อยๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อยู่ดี
นายสองฮุยใบหน้าซีดเผือด “นี่มันเป็นตัวบัดซบอันใดกันแน่ เหตุใดถึงไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที…”
พลังวิญญาณในร่างของเขาหลงเหลืออยู่น้อยนิดเต็มที สมบัติวิเศษประจำกายก็หม่นแสงลงไปมาก หากยังคงดึงดันสู้ต่อไปเช่นนี้ ย่อมต้องถูกผลาญพลังจนตายตกเป็นแน่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ นายสองฮุยก็กัดฟันกล่าวว่า “ไม่ไหวแล้ว ถอยร่นออกไปก่อนค่อยคิดหาทาง!”
คนอื่นๆ ต่างก็รู้ซึ้งถึงผลได้ผลเสียในยามนี้ จึงพากันพยักหน้าเห็นพ้อง
ทุกคนต่างงัดกลเม็ดเด็ดพรายออกมาเปิดฉากโจมตีเป็นระลอกสุดท้าย จากนั้นจึงอาศัยจังหวะเวลาที่รูปปั้นศพเนื้อหนังกำลังฟื้นตัว รีบเร่งถอยร่นออกมาอย่างรวดเร็ว
ทว่าพอนายสองฮุยถอยหนี ค่ายกลก็ขาดสะบั้นลง ส่งผลให้ขาดฮวงจุ้ยที่คอยสะกดข่มโลงทองแดงไป
ยันต์หยกเหลืองระเบิดไปแล้ว อักษรจ้วนแห่งเต๋าโดยรอบก็มลายสิ้นไปโดยสมบูรณ์
เมื่อปราศจากพันธนาการเหล่านี้ ร่างเนื้อของรูปปั้นศพเนื้อหนังกลับยิ่งฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ มันก็ขยับบิดตัวจนกลับคืนสู่สภาพสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ตนเดิม
เมื่อเห็นทุกคนคิดจะหลบหนี รูปปั้นศพเนื้อหนังพลันเกรี้ยวกราด ท่อนแขนมหึมาอันผิดรูปทั้งสองข้างกวัดแกว่งไปมากลางหลุมลึกอย่างบ้าคลั่ง ประดุจอสรพิษยักษ์สองตัวที่กวาดซัดเอาเศษดินและน้ำหนองโลหิตคละคลุ้งเต็มฟ้า หมายจะไล่ล่าสังหารพวกของนายสองฮุยที่กำลังเตลิดหนี
ทว่าต่อให้แขนของมันจะยาวเพียงใด ก็ย่อมมีขีดจำกัด
อีกทั้งมันฟักกำเนิดขึ้นมาจากโลงทองแดง ดูเหมือนว่าจะไม่อาจแยกจากโลงทองแดงได้
ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่อาจคว้าจับตัวพวกของนายสองฮุยที่อยู่ในขั้นก่อแก่นทองคำได้เลย
เมื่อเห็นพวกของนายสองฮุยหนีห่างออกไปเรื่อยๆ ‘เนื้อหนัง’ ที่จ่ออยู่ตรงปากต้องหลุดลอยไป รูปปั้นศพเนื้อหนังก็คลุ้มคลั่งเดือดดาล พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่ระคนไปด้วยเสียงกรีดร้องอันดุร้ายน่าสะพรึงกลัว บนร่างของมันก็เริ่มแยกตัวสร้างภูตศพออกมาทีละตัวอย่างสุดกำลัง
ภูตศพเหล่านี้ฟักตัวออกมาจากร่างเนื้อของมัน แฝงพิษศพและไอมรณะของมันเอาไว้ ประหนึ่ง ‘ทายาท’ ของมัน
เหล่าทายาทของรูปปั้นศพเนื้อหนังแยกตัวหลุดออกจากร่างเนื้อ แยกเขี้ยวขู่ฟ่อ กวัดแกว่งกรงเล็บ แล้วโถมทะยานดุจเกลียวคลื่นสมุทร ไล่ล่าสังหารผู้คนที่กำลังวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง
‘ทายาท’ ภูตศพเหล่านี้เบียดเสียดหนาแน่น ต่อเนื่องไม่ขาดสาย จนทำให้นายสองฮุยเห็นแล้วถึงกับหนังศีรษะชาดิก
แม้กระทั่งโม่ฮว่า ก็ยังตกใจจนสะดุ้งโหยง
เขาหลบซ่อนตัวอยู่ตรงริมขอบหลุมลึก รูปปั้นศพเนื้อหนังย่อมทำอันตรายเขาไม่ได้
ทว่าทายาทภูตศพที่แยกตัวออกมาดั่งระลอกคลื่นเหล่านี้กลับแตกต่างออกไป
หากถูกคลื่นศพเหล่านี้กลืนกิน ตนย่อมต้องตายอย่างไร้ที่ฝังเป็นแน่
โม่ฮว่าไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบสับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิตทันที
ทว่าท่ามกลางความโกลาหล เงาร่างของโม่ฮว่าที่กำลังวิ่งหนี ก็สะดุดตาคนผู้หนึ่งเข้าจนได้
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น ย่อมเป็นเฮ่าจื่อ
ครั้นเห็นเงาร่างของโม่ฮว่า เขาก็ประหนึ่งแมวเห็นหนู ความโลภพลันเข้าครอบงำจิตใจ พุ่งทะยานไล่กวดตามหลังโม่ฮว่าไปอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้
ในใจของเขาคิดว่า การลักลอบขุดสุสานในครานี้คงจบสิ้นแล้วเป็นแน่
รูปปั้นศพมหึมาถึงเพียงนี้ ไม่อาจสังหารให้ตายได้เลย สามารถหนีรอดออกไปได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว
ในเมื่อการเดินทางเที่ยวนี้ถูกลิขิตให้ต้องคว้าน้ำเหลว เช่นนั้นมิสู้จับตัวโม่ฮว่ามาเค้นคอสอบถามที่ซ่อนของป้ายยันต์คลำทองจะดีกว่า
ขอเพียงป้ายยันต์คลำทองมาอยู่ในกำมือ ตนก็จะได้บินหนีไปให้ไกลแสนไกล
จากนั้นค่อยเปลี่ยนหน้าตาชื่อเสียง ไปแสวงหาวาสนาอันยิ่งใหญ่ชุดนั้น
ดวงตาของเฮ่าจื่อเริ่มแดงระเรื่อ หว่างคิ้วเริ่มปรากฏสีเขียวคล้ำดั่งเหล็ก เขามีสีหน้ามืดมนอำมหิตขณะไล่กวดตามหลังโม่ฮว่ามาติดๆ
ฝูงภูตศพไล่กวดตามหลังเขา ส่วนเขาก็ไล่กวดตามหลังโม่ฮว่า
สถานการณ์เช่นนี้ แตกต่างจากในทางแยกเมื่อก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ในทางแยก โม่ฮว่ายังอาศัยวิชาตัวเบาพลิกแพลงโยกหลบ มีพื้นที่ให้ร่ายรำหลบหลีก
ทว่าเวลานี้ ฝูงภูตศพกลุ่มใหญ่กำลังไล่กวดมาด้านหลัง
พวกเขาสองคนทำได้เพียงวิ่งตรงไปข้างหน้าเท่านั้น หากโม่ฮว่าใช้ย่างก้าววารีรินโยกหลบซ้ายขวาเพียงไม่กี่ครา ก็อาจถูกฝูงภูตศพด้านหลังไล่ตามทันได้โดยง่าย
หากถูกกลืนหายเข้าไปในคลื่นศพ มือผีดิบอันนับไม่ถ้วนเอื้อมมาตะปบ เขี้ยวผีดิบกรูเข้ามากัดแทะ ย่อมไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีกได้เลย ต่อให้วิชาตัวเบาจะเลิศล้ำเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ โม่ฮว่าจึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาวิ่งตรงไปข้างหน้าเท่านั้น
ทว่าย่างก้าววารีรินมิได้เชี่ยวชาญการวิ่งทะยานระยะไกล
อีกทั้งเขายังเป็นเพียงขั้นสร้างรากฐาน หากวิ่งต่อไปเช่นนี้ มีแต่จะถูกเฮ่าจื่อร่นระยะห่างเข้ามาเรื่อยๆ และสุดท้ายก็ต้องตกไปอยู่ในกำมือของเจ้าหนูตัวนี้เป็นแน่
คิ้วของโม่ฮว่าขมวดมุ่นขึ้นเล็กน้อย
ถูกเจ้าหนูโสโครกตัวนี้ไล่ตามมาหลายรอบจนไม่รู้จักจบจักสิ้น เขาก็เริ่มหมดความอดทนแล้วเช่นกัน
สีหน้าของโม่ฮว่าค่อยๆ เย็นเยียบลง
เฮ่าจื่อหาได้รับรู้ไม่ ในใจของเขาจดจ่ออยู่เพียงเรื่องที่ว่าจะจับตัวโม่ฮว่าอย่างไร และเมื่อจับได้แล้วจะพาไปเค้นทรมานที่ใดเท่านั้น
ในที่สุด หลังวิ่งต่อไปอีกหนึ่งก้านธูป
ระยะห่างระหว่างเฮ่าจื่อกับโม่ฮว่าก็เหลือเพียงแค่ช่วงแขนเดียว ขอเพียงยื่นมือออกไปก็สามารถสัมผัสโดนแล้ว
ประกายตาของเฮ่าจื่อวาบขึ้นคราหนึ่ง รีบยื่นมือใหญ่อันหยาบกร้านออกไป ตะปบคว้าเข้าที่หัวไหล่ของโม่ฮว่าทันที และเป็นไปตามคาด เขาสามารถคว้าจับได้สำเร็จ
เฮ่าจื่อมีสีหน้าดีใจยิ่ง สายตาที่มองมาเปี่ยมล้นไปด้วยความโลภโมโทสัน
ทว่าเขากลับยินดีปรีดาอยู่ได้ไม่นาน ในชั่วพริบตาถัดมา ม่านหมอกวารีสายหนึ่งพลันสลายตัว เงาร่างของโม่ฮว่าก็อันตรธานหายไปจากเงื้อมมือของเขาโดยตรง
เฮ่าจื่อมีสีหน้างุนงง ชะงักงันไปชั่วขณะ จึงอดมิได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง
ครั้นมองดูครานี้ เขากลับแลเห็นดวงตาสีทองคู่หนึ่ง
ภายในดวงตานั้น คุกศาลเข้มงวดกวดขัน ปราณกระบี่โหมกระหน่ำเกรียงไกร เจตจำนงกระบี่อันคมกริบทะลวงแหวกอากาศเข้ามา ฟาดฟันเสียดแทงเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของเฮ่าจื่อโดยตรง
ความเจ็บปวดเสียดแทงอย่างรุนแรงแล่นพล่านเข้ามาทันที
เฮ่าจื่อแผดเสียงร้องโหยหวน ยกมือขึ้นกุมดวงตาทั้งสองข้าง ร่างกายชะงักค้างไปโดยไม่อาจควบคุม จากนั้นดวงวิญญาณพลันสั่นสะท้าน บังเกิดความหวาดผวาขึ้นในใจ
‘นี่มันวิชาชั่วร้ายวิปริตอันใดกัน…’
ยังมิทันที่เขาจะได้คิดไตร่ตรอง ก็รู้สึกว่ามีมือคู่หนึ่งเกาะกุมหัวไหล่ของตนไว้ พร้อมกันนั้นยังมีมืออีกคู่หนึ่งกระชากเหนี่ยวรั้งน่องของเขาเอาไว้แน่น
มิเพียงเท่านั้น ร่างกายของเขา ศีรษะของเขา ล้วนมีมือของภูตศพยื่นเข้ามารุมทึ้งทุกหนทุกแห่ง
ซ้ำยังมีภูตศพแยกเขี้ยวแหลมคม เริ่มแทะกัดกะโหลกศีรษะของเขา…
เฮ่าจื่อที่ถูกสะกดขวัญด้วยกระบี่สะเทือนวิญญาณ ท่วงท่าร่างพลันชะงักค้างไปเพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ถูกฝูงภูตศพอันเบียดเสียดหนาแน่นไล่ตามทัน
เฮ่าจื่อตระหนกตกใจยิ่ง ดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง ทว่ายิ่งสะบัดภูตศพหลุดออกไปได้มากเท่าใด ก็ยิ่งมีภูตศพปีนป่ายขึ้นมาบนร่างของเขามากยิ่งขึ้นเท่านั้น
เพียงชั่วครู่เดียว เขาก็ถูกคลื่นศพกลืนกินทั้งเป็นไปเช่นนี้
โม่ฮว่ามิได้หันหลังกลับไปมอง เขาไม่มีเวลาว่างถึงเพียงนั้นเลย
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายที่ถูกคลื่นศพไล่กวดเช่นนี้ การที่เขาสามารถหาจังหวะร่ายใช้วิชาร่างมายาเงาวารี ซ้ำยังเสริมด้วยเนตรกระบี่สะเทือนวิญญาณ ก็นับว่าเต็มกลืนถึงขีดสุดแล้ว
แม้กระทั่งกระบี่สะเทือนวิญญาณ เขาก็ร่ายใช้ออกมาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
หลังจากนั้นเขาก็ก้มหน้าก้มตาวิ่งหนีไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองอีก
วิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงอุโมงค์ใต้ดินก่อนที่จะเข้ามายังพระราชวังใต้พิภพ โม่ฮว่าจึงได้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
นี่คือเส้นทางที่พวกเขาเดินเข้ามาในตอนแรก และยังเป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียวอีกด้วย
โม่ฮว่ารีบมุดตัวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินทันที และดูเหมือนว่าด้านหลังจะไม่มีภูตศพไล่กวดตามมาแล้ว
โม่ฮว่าหันกลับไปมอง ก็เห็นฝูงภูตศพเนืองแน่นดั่งสายน้ำ ทว่าส่วนใหญ่ล้วนรุมล้อมอยู่ข้างกายรูปปั้นศพเนื้อหนัง ยิ่งห่างออกไปก็ยิ่งบางตา
ครั้นมาถึงริมขอบอุโมงค์ใต้ดิน ก็หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
โลงทองแดงและรูปปั้นศพมีรากเหง้าต้นกำเนิดเดียวกัน รูปปั้นศพไม่อาจแยกจากโลงทองแดงได้
และฝูงภูตศพที่ฟักตัวออกมาเหล่านี้ ก็ ‘สายใยแม่ลูกผูกพัน’ กับรูปปั้นศพเนื้อหนังมหึมาตนนั้น พวกมันดูเหมือนจะไม่อาจอยู่ห่างจากรูปปั้นศพไกลเกินไปได้เช่นกัน
โม่ฮว่าผ่อนลมหายใจออกมาระบายความโล่งอกเล็กน้อย
“น้องชาย”
มีคนส่งเสียงเรียกเขา โม่ฮว่าหันขวับไปมอง ก็พบว่าเป็นนายสองฮุย
นอกจากนายสองฮุยแล้ว ยังมีสือโถว และนักพรตชุดคลุมดำอีกไม่กี่คนนั้น เวลานี้ทุกคนล้วนมาชุมนุมกันอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดิน
คนเหล่านี้ล้วนเป็นขั้นก่อแก่นทองคำ พละกำลังแข็งแกร่งกว่าโม่ฮว่า ยามเผชิญหน้ากับอันตรายย่อมวิ่งหนีได้ไวกว่า จึงสามารถหลบพ้นคลื่นศพมาได้เช่นกัน
เพียงแต่ยามนี้กลิ่นอายลมปราณของทุกคนล้วนอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด การต่อสู้กับรูปปั้นศพเนื้อหนังเมื่อครู่ ประกอบกับการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้ทุกคนต่างหมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆ กัน
นายสองฮุยเพ่งมองดูโม่ฮว่า พลางเอ่ยถามว่า “น้องชาย… เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ใบหน้าของโม่ฮว่าเผยความโล่งใจประหนึ่งรอดพ้นจากปากเหวมรณะ พยักหน้ากล่าวว่า “ข้าดวงดี ถึงหนีรอดออกมาได้ขอรับ”
นายสองฮุยก็ถอนหายใจโล่งอก แววตาไหวระริกเล็กน้อย “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
โม่ฮว่าจึงเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ ทว่าก้าวเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว พลันมีเสียงทุ้มต่ำซื่อบื้อสายหนึ่งดังขึ้น
“แล้วเฮ่าจื่อเล่า”
“เฮ่าจื่อหรือ” นายสองฮุยชะงักไปเล็กน้อย ถึงเพิ่งมีแก่ใจกวาดตามองดูรอบด้าน จึงพบว่าในกลุ่มคนไม่มีเงาร่างของเฮ่าจื่ออยู่จริงๆ
และคนที่เอ่ยปากถามก็คือสือโถว
สือโถวขมวดคิ้วแน่น แล้วหันไปมองโม่ฮว่า เอ่ยถามขึ้นว่า
“ตอนที่วิ่งหนี ข้าเห็นเฮ่าจื่อวิ่งหนีไปกับเจ้า ไม่มีเหตุผลที่เจ้าหนีรอดออกมาได้ แต่เขาจะหนีรอดออกมาไม่ได้ ตัวเฮ่าจื่ออยู่ที่ไหนกัน”
ในบรรดาคนกลุ่มของนายสองฮุย แม้ซินแสผีจะเป็นเพียงขั้นสร้างรากฐาน ทว่าฐานะกลับพิเศษยิ่ง
นายสองฮุยเป็นผู้นำกลุ่ม ส่วนสือโถวกับเฮ่าจื่อสองคนนี้ หากเทียบกันแล้ว นับว่ามีความสนิทสนมกลมเกลียวกันมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ จึงมีเพียงเขาคนเดียวที่ยังคงห่วงใยเฮ่าจื่อ
โม่ฮว่าส่ายศีรษะ “ข้าเอาแต่วิ่งหนีอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่รู้เลยขอรับ…”
สือโถวเพ่งมองโม่ฮว่าแวบหนึ่ง ในใจบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง ทว่าครุ่นคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้
ขั้นสร้างรากฐานเพียงคนเดียว คิดจะทำร้ายขั้นก่อแก่นทองคำให้ตายตก ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ประจวบเหมาะในเวลานี้เอง บริเวณปากทางเข้าอุโมงค์ใต้ดินพลันมีเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งดังแว่วมา
หัวใจของโม่ฮว่ากระตุกวูบ ครั้นหันกลับไปมอง ก็เห็นเฮ่าจื่อที่มีโลหิตไหลชุ่มโชกทั่วร่าง มีเศษเนื้อเน่าเปื่อยห้อยรุงรัง และทั่วทั้งเรือนกายเต็มไปด้วยรอยฟันกัดแทะฉีกทึ้ง กำลังย่างเท้าเดินเข้ามาทีละก้าว
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำเปี่ยมล้นไปด้วยเส้นเลือดฝอย จ้องมองมายังโม่ฮว่าเขม็ง พลางเค้นเสียงเอ่ยว่า
“ไอ้เด็กบัดซบ เจ้า… ทำร้ายข้าจนตาย…”
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-086a957b/953
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย