← สารบัญ คุณนายไฮโซมีระบบอ่านใจ

คุณนายไฮโซมีระบบอ่านใจ

ตอนที่ 33โอ้โห จี้เฟย บทที่ 0033

บทที่ 33

เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับแตก ฉินเฉาจึงงัดฝีมือการแสดงออกมาเต็มที่ เพิ่มความเป็นกันเอง แล้วชวนสองนักวิจัยชายสร้างบรรยากาศทันที ทั้งเล่นไพ่ทั้งกินมื้อดึกด้วยกัน

แน่นอนว่าฉู่ซินเย่วไม่มีทาง เออ ออ ด้วย เธอหันตัวกลับไปที่ห้องคนเดียวทันที

คนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา ทุกคนรู้ดีว่าฉินเฉาตั้งใจหาเรื่องอยากอยู่กับฉู่ซินเย่วนานขึ้น

ตอนนี้ตัวเอกเดินหนีไปแล้ว ทุกคนจึงพากันก้มหน้าก้มตา เตรียมแยกย้ายกลับห้องตัวเอง

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ฉินเฉาตั้งใจเลี้ยงมื้อดึกพวกเขาจริงๆ

กลุ่มนักวิจัยทั้งสามคนต่างประหลาดใจ เดิมทีคิดจะปฏิเสธตามมารยาท

ฉินเฉาพูดว่า “จริงๆ ผมควรเลี้ยงข้าวพวกคุณตั้งนานแล้ว”

【เมื่อก่อนตอนยังเป็นคู่หมั้น ไม่เคยทำหน้าที่พาคนรู้จักของคู่หมั้นไปกินข้าว พอตอนนี้ถอนหมั้นกันแล้ว... เฮ้อ มาคิดได้เอาป่านนี้ก็สายไปแล้ว】

จี้เฟยที่ตอนนี้ไม่มีที่ไป ทำได้แค่เดินตามพวกเขาไป อดบ่นในใจไม่ได้

รอยยิ้มของฉินเฉาแข็งค้างเพราะเสียงในใจนั้น

ส่วนกลุ่มนักวิจัยทั้งสามก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เพราะเมื่อกี้ฉู่ซินเย่วกลับห้องไปชัดเจนว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าไม่อยากมีความเกี่ยวข้องส่วนตัวกับฉินเฉาอีก ถึงพวกเขาจะรู้สึกว่าทั้งสองเหมาะสมกัน แต่ก็ยังมีขอบเขต ไม่อยากทำให้ฉู่ซินเย่วลำบากใจหรือโกรธเกินไป

ช่วยเหลือกันได้ แต่จะเอาศีลธรรมไปบีบบังคับคนอื่นไม่ได้

เมื่อเห็นพวกเขาลังเล ฉินเฉาจึงรีบเปลี่ยนข้ออ้างทันที

“จริงๆ ก็อยากทำความรู้จักสมาชิกในทีมพวกคุณให้มากขึ้น จะได้ควบคุมรายละเอียดต่างๆ หลังลงทุนได้ดี”

ถึงจะดูเป็นข้ออ้างมาก แต่ในเมื่อพูดขนาดนี้แล้ว ถ้ายังปฏิเสธอีกก็คงเป็นการล่วงเกินนายทุน

สุดท้ายทุกคนจึงถูกบรรยากาศพาไปที่ห้องของนักวิจัยชายสองคน เพื่อกินมื้อดึกด้วยกัน

ฉินเฉาสั่งมื้อดึกหรูให้ทุกคนทันที ระยะห่างระหว่างกันจึงหายไปในพริบตา แม้แต่ขอลายเซ็น ขอถ่ายรูปก็เริ่มกล้ากันขึ้น ถึงพวกเขาจะไม่ใช่แฟนคลับของฉินเฉา แต่ฉินเฉาก็คือซูเปอร์สตาร์ระดับท็อป โพสต์ลงโมเมนต์เมื่อไร ยอดไลก์พุ่งกระจายแน่นอน

ไม่นาน ฉินเฉาก็ติดต่อพี่เกาได้ ให้เขาจัดห้องเพิ่มอีกสองห้องในชั้นเดียวกัน

แถมยังเจ้าเล่ห์เป็นพิเศษ เลือกห้องตรงข้ามฉู่ซินเย่วโดยเฉพาะ

สุดท้ายพี่เกากับเสี่ยวเถาก็ตามมาสมทบ ช่วยกลบเกลื่อนเรื่องทั้งหมดได้สำเร็จ

แต่เห็นพี่เกาเรียกฉินเฉาออกไปคุยกันเบาๆ ตามลำพัง ก็น่าจะยังเป็นเรื่องของฉู่เสวี่ยฉี เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าฉินเฉาไม่อยากได้ยินข่าวของคนคนนั้นอีกแล้ว

เมื่อเห็นท่าทีของฉินเฉา เกาห่าวจึงเริ่มลงมืออย่างเต็มที่ ส่งสัญญาณออกสู่ภายนอก ตัดทรัพยากรทั้งหมดที่เคยมอบให้ฉู่เสวี่ยฉี

ฝั่งจี้เฟยกำลังลากเสี่ยวเถากินบาร์บีคิวอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ฉินเฉาก็เดินเข้ามา กระซิบเสียงต่ำว่า

“เดี๋ยวช่วยผมเอาของกินไปให้ซินเย่วหน่อย”

นี่คือไม่กล้าไปคนเดียว เลยเอาเธอไปเป็นกันชนสินะ

จี้เฟยปฏิเสธทันที

เธอไม่เคยคิดจะช่วยจับคู่ฉินเฉากับฉู่ซินเย่วอยู่แล้ว

ฉินเฉากัดฟันพูด “เมื่อกี้ผมเพิ่งโอนให้หนึ่งล้าน เงินยังอุ่นๆ อยู่เลยนะ”

จี้เฟยพูดอย่างมีหลักการ “เรื่องหนึ่งก็ส่วนเรื่องหนึ่ง นี่มันอีกเรตราคา”

ฉินเฉาถึงกับพูดไม่ออก มองคนตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ คนที่มีหลักการสุดๆ (รักเงินเป็นชีวิตจิตใจ) คนนี้ เพิ่งหลอกเอาเงินเขาไปแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด

สุดท้ายจึงได้แต่หยิบมือถือออกมาโอนเงินอีกครั้ง

แล้วอดบ่นไม่ได้ว่า “รู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคงเกิดปฏิกิริยาสะท้อนอัตโนมัติ”

ขอร้องใครเมื่อไรก็โอนเงินทันที

จี้เฟยยิ้มตาหยี รับเงินอย่างมีความสุข

【สมกับคำว่า คนเจ้าชู้กลับใจต้องใช้เงินแลกจริงๆ! แต่เขาโง่หรือเปล่า จะหาใครไปส่งด้วยก็ช่วยผ่อนบรรยากาศได้มากกว่าฉันอีก แถมคนอื่นก็ยอมง่ายๆ แต่ดันเลือกฉัน นี่มันให้สิทธิ์ที่นั่งแถวหน้าในการกินเผือกชัดๆ ครั้งแรกเลยนะที่เจอคนจ่ายเงินให้คนอื่นมาดูละครรัก ฮ่าๆ ทำไมยิ่งมองน้องสามคนนี้ก็ยิ่งถูกใจนะ】

ฉินเฉาฟังเสียงในใจจนชาไปหมด

ใช่สิ เขาจะดึงจี้เฟยมาทำไมกัน หรือว่าลึกๆ แล้วเขามองจี้เฟยเป็นคนในครอบครัวไปแล้ว

พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ หนังศีรษะเขาก็ชา ขนลุกทั้งตัวทันที

ช่างมันเถอะ ขอแค่มีคนไปเป็นเพื่อนก็พอ

เขาเลือกของกินให้ฉู่ซินเย่ว จี้เฟยแนะนำว่า “มะเขือย่างนี่อร่อยนะ”

“เธอไม่กินมะเขือ”

จี้เฟยตกใจ “นายยังจำของที่เธอชอบได้ด้วย”

“อืม” ฉินเฉาตอบอย่างไม่คิดอะไร

พูดตามตรง จี้เฟยค่อนข้างแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองห่างเหินกันขนาดนั้น เธอนึกว่าฉินเฉาจะจำได้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับฉู่เสวี่ยฉีเสียอีก

ทั้งสองเดินมาถึงหน้าห้องของฉู่ซินเย่ว ฉินเฉาเคาะประตู

ไม่นาน เสียงเย็นๆ ของฉู่ซินเย่วก็ดังมาจากด้านใน

“ใคร”

ฉินเฉาพูด “ผมกับพี่สะใภ้รอง เอามื้อดึกมาให้คุณ”

ด้านในเงียบไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่าฉู่ซินเย่วลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตู

แต่ทันทีที่เปิดประตู ฉู่ซินเย่วกลับมองไปที่จี้เฟย น้ำเสียงอ่อนลงอย่างชัดเจน

“ขอบคุณนะ แต่ฉันไม่กินมื้อดึก อย่าเสียของเลย”

มองจากท่าทางที่ยืนขวางอยู่หน้าประตู ก็ชัดเจนว่าเธอไม่ได้คิดจะเชิญพวกเขาเข้าไป

จี้เฟยเข้าใจทันที ว่าฉู่ซินเย่วกำลังตั้งการ์ดอย่างเต็มที่

แต่ก่อนที่ฉินเฉาจะเริ่มร้อนใจ ก็ได้ยินฉู่ซินเย่วพูดขึ้นกะทันหัน

“จริงสิ พี่จี้เฟย”

จี้เฟยชะงัก รู้สึกว่าคำเรียกของฉู่ซินเย่วสนิทสนมขึ้นมาก

ฉู่ซินเย่วพูดอย่างจริงจังว่า “เรื่องของเฉาหย่า ขอบคุณมากนะ ฉันจะจำบุญคุณนี้ไว้ ถ้าในอนาคตมีอะไรที่ฉันช่วยได้ ก็บอกมาได้เลย”

พูดจบ ฉู่ซินเย่วก็ยิ้มอย่างสงบนุ่มนวลและจริงใจ เป็นการขอบคุณจากใจจริง

ถ้าไม่ใช่เพราะจี้เฟยเห็นและเปิดโปงเรื่องของเฉาหย่ากับคังจื้อ เธอคงยังถูกปิดบังอยู่จนถึงตอนนี้

จริงๆ เธออยากหาโอกาสขอบคุณจี้เฟยมาตั้งนานแล้ว แต่เพราะฉินเฉาอยู่ตลอด เลยไม่มีโอกาส จึงได้อาศัยจังหวะนี้พูดออกมา

จี้เฟยโบกมือ “เรื่องเล็กน้อยเอง อีกอย่างก็ถือว่าเธอโชคดี ที่ฉันดันไปเห็นธาตุแท้ของพวกนั้นเข้า ไม่อย่างนั้นถ้าเธอยังคอยช่วยเหลือต่อไป... สักวันหนึ่ง ผู้ชายชอบใช้ความรุนแรงคนนั้นจะต้องพุ่งเป้ามาที่เธอแน่”

ฉู่ซินเย่วขมวดคิ้ว เธอก็มีลางสังหรณ์แบบนั้นเหมือนกัน “เดิมทีฉันแค่สงสารเธอ ไม่คิดเลยว่า... จะกลายเป็นแบบนี้ เป็นฉันที่ผิดเอง”

“อย่างที่เขาว่ากัน คนที่น่าสงสารย่อมมีส่วนที่น่าชังอยู่จริงๆ ปัญญาของคนโบราณไม่เคยหลอกเรา” จี้เฟยถอนหายใจ

ฉินเฉานึกถึงข้อมูลจากเสียงในใจของจี้เฟย ก็อดกัดฟันพูดไม่ได้

“คนแบบเฉาหย่าก็ทั้งเลวทั้งโง่ ทำให้ความหวังดีของคุณสูญเปล่า คุณไม่ได้ทำผิดอะไร”

“จริงๆ ก็ถือว่าทำผิดนะ” จี้เฟยหยิบบาร์บีคิวในจานขึ้นมากินพลางพูดพลาง

ฉินเฉา “เฮ้!”

ฉู่ซินเย่วหันมองจี้เฟย

จี้เฟยพูดว่า “ตอนที่เธอเตือนให้เฉาหย่าเลิกกับแฟนครั้งแรก พอเธอตกลงแล้วกลับไปคืนดีกันอีก เธอก็ควรดูออกแล้วว่าคนประเภทนี้ไม่ใช่คนที่จะฟังคำเตือน แบบนี้ควรหลีกเลี่ยงเรื่องความรักของอีกฝ่ายไปเลย ไม่ใช่คอยเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีก”

“บางคนต้องการความช่วยเหลือและการชี้นำ แต่บางคนไม่ต้องการ สิ่งที่เธอต้องการมีแค่การระบายอารมณ์กับคนที่เห็นด้วยกับความคิดตัวเอง เพราะงั้นเจอคนแบบนี้ ก็ต้องเลิกมีคอมเพล็กซ์ อยากช่วยคน แล้วเคารพชะตากรรมของคนอื่น ไม่อย่างนั้นสุดท้ายก็จะถูกกรรมของคนอื่นลากชีวิตตัวเองพังไปด้วย”

ฉู่ซินเย่วฟังจบก็นิ่งไป ก่อนจะพยักหน้า

“ใช่ สิ่งที่พี่พูดมีเหตุผลมาก”

ฉินเฉาเองก็แปลกใจไม่น้อย ถึงขั้นมีความชื่นชมเล็กๆ มองพี่สะใภ้รองที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

หรือเพราะมีพลังพิเศษที่มองทะลุชีวิตคนอื่นได้ จี้เฟยเลยตาสว่างจริงๆ

ไม่สิ คนที่ตาสว่างแล้วไม่น่าจะโลภเงินขนาดนี้

กำลังคิดอยู่ ก็เห็นจี้เฟยยิ้มสดใสแล้วพูดว่า

“เหมือนฉันไง ปกติฉันไม่ยุให้เลิก แล้วก็ไม่ยุให้คืนดี!”

พูดจบยังเหมือนจงใจสื่ออะไรบางอย่าง

ฉู่ซินเย่วชะงักไป ก่อนจะยิ้มพูดว่า “ได้ ต่อไปฉันจะเรียนรู้จากพี่จี้เฟย”

จี้เฟยยิ้ม โบกมือ แล้วเดินกลับไป

ฉู่ซินเย่วไม่มองฉินเฉา พูดเสียงต่ำว่า “ไม่มีอะไรแล้ว ฉันจะพักผ่อนแล้ว”

พูดจบก็เตรียมปิดประตู

“เดี๋ยวก่อน!”

ฉินเฉาร้อนใจ รีบยื่นมือเข้าไปทันที

ได้ยินเพียงเสียงอู้อี้เบาๆ มือของเขาถูกประตูหนีบเข้าแล้ว

ฉู่ซินเย่วตกใจ รีบปล่อยมือจากลูกบิดประตู

แต่ก่อนที่เธอจะปิดประตูอีกครั้ง ฉินเฉาก็ใช้มือข้างหนึ่งดันประตูเอาไว้ ไม่ยอมให้เธอปิด

“ซินเย่ว ผมมีเรื่องจะพูดกับคุณ!” ฉินเฉาพูดอย่างร้อนรน ก้มหน้าลง สบตามองเธอลึกๆ

ฉู่ซินเย่วรู้สึกเหมือนถูกแรงกดดันที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้ กลิ่นอายที่เป็นของฉินเฉาโอบล้อมเธอจนรู้สึกอึดอัดโดยสัญชาตญาณ

เธอขมวดคิ้ว เงยหน้าสบตา สีหน้าเย็นชา จนฉินเฉาปวดใจ แต่ก็ยังฝืนไม่ถอย

【ชิๆ วิธีตื๊อแบบนี้ใช้กับฉู่ซินเย่วไม่ได้หรอก ไอ้โง่】

ฉินเฉาชะงัก

ทำไมยังได้ยินเสียงในใจของจี้เฟยอีก เธอไม่ได้กลับไปแล้วเหรอ

เขาเหลือบมองด้วยหางตา แล้วเห็นว่าประตูห้องข้างๆ ยังเปิดแง้มอยู่ ในช่องประตูไม่ได้มีแค่เงาคนเดียว

เห็นได้ชัดว่ามีคนหลายคนกำลังเบียดกันดูละครอยู่ตรงนั้น

หน้าฉินเฉาแดงทันที

เมื่อก่อนเขาเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี ทั้งเก่ง ทั้งถูกคนยกยอจนชิน ไม่มีทางยอมให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าอายถูกมุงดูแบบนี้แน่นอน

แต่ตอนนี้เขาไม่เอาหน้าแล้ว ยังไงก็ห้ามพลาดโอกาสพูดกับฉู่ซินเย่วเด็ดขาด

ฉินเฉากำลังจะพูด จู่ๆ ก็ได้ยินจี้เฟยบ่นในใจอีก

【เฮ้อ ฉันว่าไม่มีหวัง】

ฉินเฉา : เดี๋ยวนะ เขายังไม่ได้เริ่มเลย! อย่าเพิ่งสาปสิ!

【ไม่ใช่ว่าลดตัวมากพอ แล้วความเจ็บปวดในอดีตจะหายไป ซินเย่วตอนนี้ก็แค่รอฟังว่าฉินเฉาจะพูดอะไร เพื่อจะจบทุกอย่างอย่างสมบูรณ์ ถ้าครั้งนี้พูดไม่ดี ฉินเฉาก็จบเห่แน่】

ฉินเฉาตกใจจนหน้าซีด มองใบหน้าเย็นเยียบของฉู่ซินเย่วด้วยความตะลึง

ถึงเขาจะเดาได้ว่ามันคงไม่ง่าย แต่ไม่คิดเลยว่าจะหมดหนทางแทบไม่มีหวังขนาดนี้!

มันเหมือนนักโทษประหารที่กำลังกล่าวคำแก้ต่างครั้งสุดท้ายก่อนถูกตัดสิน

เขาเครียดจนลำคอเริ่มแห้งผาก

แต่เขาเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

เพราะเขายังติดค้างฉู่ซินเย่วอยู่สามประโยคที่ต้องพูดให้ได้