บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน
ตอนที่ 18 — ตอนที่ 18 ฝูงหมาป่ามารังควาน
“น้ำข้าวยังไม่ยกออกมาหรือ ข้าไปยกเอง” อูฉางซุ่นลุกขึ้นยืน เขาสูดปากซี้ดซ้าดพลางเอ่ย “ตอนกินคำแรกๆ ไม่รู้สึกเท่าไร พอกินไปเยอะๆ เข้าเผ็ดเอาเรื่องเหมือนกัน”
มือที่เถาชุนยื่นออกไปชะงักกึก นางลอบอุทานว่าแย่แล้ว ความเบิกบานใจที่ทำกับข้าวอร่อยได้สำเร็จทำให้ตนหน้ามืดตามัว จนลืมไปเสียสนิทว่ากระเพาะของตนมีปัญหาอยู่
นางประคองฟักทองนึ่งเข้ามา นี่ต่างหากคือกับข้าวบำรุงกระเพาะของนาง
“ใครจะดื่มน้ำข้าวบ้าง” อูฉางซุ่นยกกะละมังใส่น้ำข้าวออกมาโดยตรง “บนเตายังมีน้ำข้าววางอยู่อีกสองชาม เจ้าสาม ใช่ของคู่พวกเจ้าหรือไม่”
“เป็นของนางกับเสี่ยวเหอเถา พี่ไปยกออกมาสิ” อูฉางอันบอก
เจียงหงอวี้หันไปมองเขาแวบหนึ่ง นางแกล้งถาม “นางคือใครหรือ”
“นั่นสิ คือใครกัน” เถาชุนถามสำทับ
“คืออาสะใภ้หรือจ๊ะ” เสี่ยวเหอเถาเริ่มไม่แน่ใจ
เจียงหงอวี้ตักไข่ตุ๋นป้อนเด็กหนึ่งช้อนพลางเอ่ย “รีบกินข้าว ผู้ใหญ่คุยกันเด็กห้ามสอดปาก”
“คือข้าหรือ” เถาชุนคีบฟักทองก้อนหนึ่งป้อนเข้าปาก นางเอ่ยอย่างกวนๆ “ข้าก็มีชื่อมีแซ่นะ”
อูฉางอันไม่ต่อคำ เขาคิดในใจว่าเขาจะไปรู้ชื่อของผีสาวตนนี้ได้อย่างไร
อูฉางซุ่นยกน้ำข้าวสองชามออกมา ชามหนึ่งส่งให้เสี่ยวเหอเถา อีกชามหนึ่งวางไว้ข้างมือน้องสาม ตอนยกมือขึ้นก็ฟาดเข้าที่ศีรษะของน้องสามไปเผียะหนึ่ง ฝ่ามือนี้เขาอยากฟาดมานานแล้ว มาวางท่าเก๊กขรึมต่อหน้าภรรยาเก่งกล้าสามารถอะไรกันนักหนา
อูฉางอันกลืนความคับแค้นลงคออย่างพูดไม่ออก เขาเลื่อนชามน้ำข้าวไปไว้ข้างมือเถาชุน
“เอ้า เถาชุน”
เถาชุนยกชามขึ้นจิบคำหนึ่งอย่างยิ้มแย้ม นางส่งยิ้มให้เจียงหงอวี้ พี่สะใภ้คนนี้ช่างดีจริงๆ
กินข้าวเสร็จ เถาชุนเก็บชามและตะเกียบเข้าไปในเรือนครัว นางเปิดฝาหม้อดูก็พบว่าในหม้อเกลี้ยงเกลาสะอาดเอี่ยม ข้าวสวยถูกกินจนหมดเกลี้ยง นางอดไม่ได้ที่จะอึ้งไปชั่วขณะ ชั่วขณะนั้นกะปริมาณกระเพาะของคนบ้านนี้ไม่ถูก วันก่อนมื้อเที่ยงเจียงหงอวี้เป็นคนทำ แค่ผัดหน่อไม้ดองใส่เนื้อรมควันจานใหญ่กับไข่ตุ๋นสองชาม ผู้ใหญ่สี่คนเด็กหนึ่งคน กับข้าวแค่นั้นในสายตานางดูไม่น่าจะพอกิน ทว่าคนอื่นกลับไม่มีใครบ่นสักคำ วันนี้นางผัดเนื้อหนูนาเพิ่มอีกกะละมังเล็ก อย่างน้อยก็น่าจะหนักสองชั่ง นางกะว่ากับข้าวคงกินไม่หมดแน่ ทว่าทั้งชามทั้งกะละมังกลับเกลี้ยงไม่เหลือคราบ
คิดได้ดังนี้ เถาชุนจึงเปิดตู้กับข้าวดู หมั่นโถวที่นึ่งเมื่อเช้าก็หมดแล้ว โจ๊กก็ไม่เหลือ นางจึงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว คนกลุ่มนี้กระเพาะไม่ได้เล็กเลย ทว่ากินอยู่ง่าย กับข้าวมากก็กินมาก กับข้าวน้อยก็กินน้อย อิ่มหรือไม่อิ่มไม่เป็นไร ขอให้มีกินก็พอ อย่างไรก็ไม่ปริปากบ่น
เลี้ยงง่ายดีแท้ เถาชุนคิดในใจ มีคนในครอบครัวเช่นนี้ คนเป็นแม่ครัวย่อมมีพื้นที่ให้แสดงฝีมือได้กว้างขวาง ต่อให้ต้องเข้าครัวทำกับข้าวทุกมื้อก็คงไม่มีความขุ่นเคืองใจ
“น้องสะใภ้ พวกพี่ลงแปลงนาก่อนนะ” เจียงหงอวี้แวะมาบอกก่อนไป “พวกพี่พาเสี่ยวเหอเถาไปด้วย จะเอาไปส่งที่บ้านอาเล็ก พลบค่ำตอนพวกเจ้ากลับมาทำกับข้าวค่อยไปรับนางกลับมานะ”
เถาชุนรับคำ
“พี่เห็นเจ้าชอบกินฟักทอง ในโรงเก็บเสบียงยังมีอยู่อีกผลหนึ่ง หากกินหมดแล้วพี่จะไปเก็บจากในแปลงมาให้อีก ปีนี้พี่ปลูกไว้เยอะเชียว” เจียงหงอวี้กำชับอีกประโยค แล้วจึงจูงมือเสี่ยวเหอเถาเดินจากไป
เถาชุนถือกระบวยตักขี้เถ้าจากช่องเตาหนึ่งช้อนเทลงในน้ำเพื่อล้างชาม นางมองออกไปข้างนอกพลางตะโกนถามเสียงดัง “ยังมีใครอยู่บ้านหรือไม่”
อูฉางอันเพิ่งโกยฟืนกลับมา ได้ยินจึงถาม “ข้ายังอยู่ มีเรื่องอันใดหรือ”
“ไม่มีอะไร ข้านึกว่าเจ้าลงแปลงนาไปแล้วเสียอีก”
“ข้ายังต้องย่างหนูนาให้หมาก่อน” อูฉางอันสุมฟืนลงในหม้อดินเผาแตกๆ นี่เป็นภาชนะกินข้าวของสุนัขทั้งสองตัว ต่อให้ไหม้เกรียมเสียหายก็ไม่เสียดาย เขาเดินเข้ามาในเรือนครัวหยิบกระบอกจุดไฟไปจุดไฟ พอไฟลุกโชน เขาก็โยนหนูนาที่ตายแล้วอีกเจ็ดตัวที่เหลือลงไป
เถาชุนเดินออกมาตักน้ำได้กลิ่นขนสัตว์ไหม้เกรียม ครั้นล้างชามเสร็จเดินออกมาอีกรอบ กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยมาแทนที่กลิ่นเหม็นไหม้แล้ว
“มื้อเย็นพวกเราจะกินอะไรกัน” นางถาม
“ต้มโจ๊ก”
“เมื่อเช้าข้าดูในตุ่มข้าวสาร ข้าวสารไม่ค่อยมีเหลือแล้ว ในโรงเก็บเสบียงยังมีข้าวเปลือกอยู่หรือไม่” เถาชุนถาม “ปีนี้พวกเจ้าปลูกข้าวเจ้าหรือไม่ ก็น่าจะได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้วนี่”
“ไม่ได้ปลูก ในสุสานพวกเรามีน้ำน้อย ไม่มีทะเลสาบ ลำธารก็เหมือนสายน้ำข้างแปลงถั่วลิสง หน้าน้ำแคบแถมน้ำยังตื้น ปลูกข้าวเจ้าไม่ขึ้นหรอก” อูฉางอันบอกนาง “ตรงเชิงเขาใกล้จะพ้นเขตสุสานองค์หญิงมีชัยภูมิต่ำ ลำธารเล็กๆ หลายสายกับตาน้ำจากภูเขาไหลมารวมกันตรงนั้น ที่นั่นมีที่ดินผืนหนึ่งปลูกข้าวเจ้าได้ ข้ากับพี่ใหญ่ไปแลกข้าวเปลือกกลับมาได้ปีละสองหาบ”
“ข้าวเปลือกสองหาบย่อมไม่พอกินอยู่แล้ว พวกเจ้ายังต้องซื้อจากนอกเขาอีกหรือ” นางถาม
อูฉางอันปรายตามองนางอย่างลึกซึ้ง เขาหลุบตาลงเอ่ย “ชาวสุสานในเขาก็สามารถแลกเปลี่ยนเนื้อ เสบียง และหนังสัตว์ระหว่างกันได้ ในสุสานของเรามีนาดำน้อย แต่ของป่ามีมาก สามารถเอาของป่าไปแลกเสบียงกับสุสานที่มีนาดำเยอะๆ ได้ นี่เทียบเท่ากับตลาดนัดนอกเขา ชาวสุสานในเขารู้เรื่องนี้กันทุกคน”
เขาเน้นย้ำประโยคสุดท้ายเป็นพิเศษ
เถาชุนนิ่งเงียบ ความทรงจำของนางกับความทรงจำของร่างนี้มีทั้งส่วนที่เชื่อมโยงและส่วนที่แปลกแยก ความทรงจำของร่างนี้ไม่ได้เป็นของนางแต่แรก นางไม่ได้ผ่านประสบการณ์มาด้วยตนเองย่อมไม่อาจเข้าถึงความรู้สึกได้อย่างแท้จริง หลายต่อหลายเรื่องหากไม่พยายามนึกย้อนดูให้ดีก็ไม่มีความทรงจำในหัวเลย นางกระทั่งสังเกตได้ว่า ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเริ่มจะเลือนรางลงทีละน้อย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น หากไม่มีใครเอ่ยทัก นางก็ไม่มีทางนึกถึงขึ้นมาได้เลย
ในเวลานี้ในใจของนางเกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาอย่างหนึ่ง อาจจะเป็นสามเดือน หรืออาจจะเป็นครึ่งปี ในช่วงเวลานี้ หากฝีเท้าของนางไม่ไปเหยียบย่ำสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ในป่าลึกที่เจ้าของร่างเดิมเคยพบเจอมาก่อนอายุสิบขวบ ความทรงจำส่วนนั้นจะสูญสลายไปจนหมดสิ้น ต่อให้นางพยายามนึกเค้นอย่างไรก็คงนึกไม่ออกอีก เช่นเดียวกับความทรงจำในชาติก่อนของนางที่นับวันจะค่อยๆ จางหายไป สิ่งเก่าจะถูกสิ่งใหม่ทับถมกลบฝัง
หากความทรงจำสามารถหล่อหลอมตัวตนของคนขึ้นมาได้ ในท้ายที่สุดนางก็จะกลายเป็นอีกคนหนึ่ง… เป็นชาวสุสานคนใหม่แห่งผืนป่าเขาแห่งนี้
อูฉางอันเห็นสีหน้าของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสับสนซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เขากลัวเหลือเกินว่าจู่ๆ นางจะแสยะยิ้มเผยโฉมหน้าผีร้ายออกมา จึงรีบหวดฝ่ามือใส่สุนัขไปหนึ่งฉาดเพื่อปลุกนางให้ตื่นจากภวังค์
เฮยเป้าโดนตีโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงร้องเอ๋งขึ้นมาเสียงหลง
เถาชุนได้สติกลับมา นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า ในเวลานี้จึงเพิ่งกระจ่างแจ้งว่าการเผชิญหน้ากับโชคชะตาอันอัศจรรย์นี้มีความหมายอย่างไร
“ข้าวสารหมดก็ไม่เป็นไร ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวพวกเราจะไปเดินตลาดนัดที่เขาเป้าเยวี่ย ถึงเวลานั้นก็แลกข้าวเปลือกใหม่กลับมาได้” อูฉางอันใคร่ครวญแล้วเอ่ยสืบต่อจากเรื่องที่คุยค้างไว้
“เขาเป้าเยวี่ยอยู่ไกลจากสุสานติ้งหย่วนโหวมากนัก ข้าเคยแต่ได้ยินชื่อแต่ไม่เคยไป พ่อกับแม่ข้าก็อาจจะไม่เคยไปเหมือนกัน” เถาชุนอธิบายไปคำหนึ่ง
“ไม่ใกล้จริงๆ นั่นแหละ เขาเป้าเยวี่ยอยู่ในเขตสุสานฉินหวัง เทียบเท่ากับตำแหน่งหางมังกร ทางทิศใต้ของภูเขาเป็นทะเลสาบผืนใหญ่ นกกระยางที่กินปลาพากันทำรังอยู่ในป่าไผ่ริมทะเลสาบ ได้ยินว่านกพวกนี้กินแต่ปลา ไม่ทำลายต้นข้าว ดังนั้นชาวสุสานแถบนั้นจึงเก็บเกี่ยวข้าวได้เยอะมาก นอกจากจะเก็บไว้กินเองในครอบครัวแล้ว ยังแบ่งออกมาแลกเปลี่ยนได้อีกส่วนหนึ่งด้วย” อูฉางอันเล่าให้อย่างซื่อตรง
“เจ้าจะไปเมื่อไร ข้าจะไปด้วย” เถาชุนเกิดความสนใจขึ้นมา
อูฉางอันเริ่มลังเลใจ เขาจึงพูดอ้อมค้อมว่า “เขาเป้าเยวี่ยค่อนข้างกันดาร หลายที่ไม่มีทางเดิน บนทางพวกเราหาบของไม่ได้ ต้องใช้วัวบรรทุกเท่านั้น”
เถาชุนชะงักไปครู่หนึ่งจึงเข้าใจความหมายในคำพูดของเขา วัวต้องบรรทุกของป่าและบรรทุกเสบียง ย่อมไม่อาจบรรทุกคนได้อีก กล่าวให้เจาะจงลงไปคือ ไม่อาจบรรทุกนางได้
“อ้อ…” นางพยักหน้า “ข้าขอคิดดูก่อนนะ จริงสิ เจ้าให้อาหารหมาเสร็จแล้วก็ลงแปลงนาไปก่อนเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอกสักประเดี๋ยว”
เถาชุนสาวเท้าเร็วรี่กลับเข้าห้องไปหยิบกระดาษฟางกำมือหนึ่ง ออกมาตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่หนึ่งกระบวย แล้วถือกิระบอกไม้ไผ่วิ่งแน่บออกไป
อูฉางอันเข้าใจทันที ท่าทางรีบร้อนลุกลี้ลุกลนเช่นนี้แปดในสิบส่วนคงท้องเสียแน่ๆ เขาหยิบคีมคีบถ่านคีบหนูนาที่ย่างสุกแล้วโยนให้สุนัข ตักน้ำหนึ่งกระบวยมาราดดับสะเก็ดไฟ จากนั้นหาบคานหาบลงแปลงนาไปทำงาน
ส้วมของที่บ้านอยู่หลังเรือน ทว่าแทบไม่มีใครใช้ ในป่าเขากว้างใหญ่ผู้คนอยู่ห่างไกล เพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดยังอยู่ห่างออกไปถึงครึ่งลี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาเห็น ปวดหนักปวดเบาขึ้นมาก็นั่งยองๆ ในพงหญ้าหรือหลังโคนต้นไม้ก็เรียบร้อยแล้ว นี่จึงกลายเป็นความสะดวกสบายของเถาชุน อย่างน้อยในช่วงหลายวันที่นางมาอยู่ที่นี่ ส้วมกระดานไม้นี้ก็มีเพียงนางคนเดียวที่แวะเวียนมาใช้บริการ
ออกจากส้วม เถาชุนใช้น้ำในกระบอกไม้ไผ่ล้างมือ แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังแปลงถั่วลิสง
เดินไปได้ครึ่งทาง ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาอีก เถาชุนจนปัญญา ได้แต่มองหาจุดที่หญ้ารกชัฏแล้วมุดตัวเข้าไป
อูฉางอันถอนถั่วลิสงไปได้ครึ่งร่องแล้วจึงเห็นเถาชุนเดินมา ทว่ายังไม่ทันถึงหนึ่งก้านธูป ก็เห็นนางวิ่งก้าวเท้ายาวๆ ลงจากบันไดดินไป
“เจ้า…”
“ข้ากลับบ้านแล้ว เจ้าถอนถั่วลิสงคนเดียวไปเถอะ!” เถาชุนเอ่ยแทรกตัดบท ทิ้งคำพูดไว้อย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งข้ามลำธารเตลิดไปทันที
เห็นท่าทางวิ่งหนีอย่างทุลักทุเลของนาง อูฉางอันก็อดจะขำไม่ได้ ผีเอ๋ยผี มนุษย์น่ะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ หรอกนะ
พอกลับถึงบ้าน เถาชุนก็แทบหมดเรี่ยวหมดแรง นางใคร่ครวญดูว่าควรจะไปหาท่านหมอเอายามากินสักหน่อย ตอนนี้มีสภาพแวดล้อมพอจะรักษาเยียวยาได้ นางไม่ต้องทนทรมานเหนี่ยวรั้งรอความตายเหมือนยามเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บในชาติก่อนอีกแล้ว ทว่านางก็กังวลว่าวิชาแพทย์ของหมอจะสูงส่งเกินไปจนล่วงรู้เรื่องที่นางเคยกินยาฆ่าตัวตายมาก่อน
เถาชุนขบคิดครู่หนึ่ง นางจึงไปหาชุ่ยหลิ่วเพื่อถามว่าท่านหมอในสุสานอาศัยอยู่ที่ใด นางปฏิเสธความหวังดีที่อีกฝ่ายจะเดินไปเป็นเพื่อน แล้วพาสุนัขทั้งสองตัวเดินตามหาไปคนเดียว
ยามดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก เถาชุนก็พาสุนัขเดินกลับมา นางประเมินสภาพแวดล้อมในป่าเขาสูงเกินไปจริงๆ ท่านหมอที่นี่คงสู้หมอเร่ขายนวดแก้เมื่อยนอกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ พอได้ยินว่านางกินอาหารเผ็ดจนท้องเสีย หมอชราก็ยัดยาลูกกลอนสีน้ำตาลเข้มสองเม็ดใส่มือนางแล้วไล่กลับมา แน่นอนว่าไม่ได้คิดเงิน
ของที่ไม่คิดเงินเถาชุนไม่กล้ากิน นางกลับเข้าห้องนำยาลูกกลอนวางไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกมาเริ่มลงมือทำอาหารเย็น
ฟักทองหั่นเป็นชิ้นเทลงในหม้อพร้อมกับข้าวสาร ไฟในเตากำลังลุกโชน เถาชุนถือชามออกไปนั่งแกะถั่วลิสง ถั่วลิสงที่ถอนกลับมาเมื่อวานซืนตากแดดจนแห้งได้ที่เจ็ดแปดส่วน สามารถนำมาคั่วเมล็ดถั่วลิสงกินเล่นได้
ตอนที่โจ๊กในหม้อเริ่มเดือดปุดๆ เถาชุนก็ไปรับเสี่ยวเหอเถากลับมา
“น้องสะใภ้ เจ้าหาท่านหมออันเจอหรือไม่” ชุ่ยหลิ่วถาม
เถาชุนพยักหน้า นางทำหน้ามุ่ยถาม “ฝีมือการรักษาของท่านหมอผู้นี้เป็นอย่างไรบ้างหรือ เขาแค่ยัดยาลูกกลอนสองเม็ดให้ข้า ไม่ได้แม้แต่จะจับชีพจรก็ไล่ข้ากลับมาแล้ว”
ชุ่ยหลิ่วอึกอัก “ข้าก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน บางทีก็รักษาหาย บางทีก็ไม่หาย”
“หากเจ้าทนไหวก็ทนไปเถอะ ยาของท่านหมออันรักษาแผลภายนอกยังพอทำเนา เรื่องอื่นน่ะ…” สือฮุ่ยพี่สะใภ้รองส่ายหน้า
“โชคดีที่ข้าไม่ได้กิน” เถาชุนโล่งใจ “พี่สะใภ้ทั้งสอง ข้าขอกลับก่อนนะ ในเตายังติดไฟอยู่”
“ได้ เจ้ากลับเถอะ พวกเราก็ต้องทำกับข้าวเหมือนกัน” ชุ่ยหลิ่วบอก
อาหารเย็นทำเสร็จเร็ว บนยอดเขาเขียวชอุ่มเพิ่งจะเริ่มมีแสงสนธยาจับขอบฟ้า โจ๊กฟักทองก็สุกได้ที่
เถาชุนตักโจ๊กใส่กะละมังดินเผายกออกมาวางผึ่งให้คลายร้อน นางล้างกระทะแล้วลงมือคั่วเมล็ดถั่วลิสง
ยามราตรีเริ่มโรยตัว คนที่ไปทำงานในแปลงนาก็กลับมา คู่สามีภรรยาของพี่ใหญ่กลับมาก่อน ทั้งสองคนต่างหาบกระบุงถั่วลิสงมาคนละสองกระบุง ในแปลงยังเหลือถั่วลิสงอีกสองมัดที่ยังไม่ได้หาบกลับมา อูฉางซุ่นจึงผิวปากเรียกสุนัขทั้งสองตัวแล้วเดินไปที่แปลงนาอีกรอบ
ผ่านไปไม่นาน อูฉางอันก็กลับมา เถาชุนถาม “ถั่วลิสงในแปลงถอนเสร็จหมดแล้วหรือ”
“ยัง พรุ่งนี้ต้องถอนอีกครึ่งวัน” อูฉางอันวางคานหาบลง เขาขบคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม “เจ้าจะไปหาหมอหรือไม่”
“ไม่ไปแล้ว ข้าหายดีแล้ว” เถาชุนไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเขา มือยังคงเด็ดฝักถั่วลิสงไม่หยุด พลางสั่งการ “เจ้าเอาต้นถั่วลิสงพวกนี้ไปเกลี่ยตากไว้ข้างนอกที มันยังชื้นอยู่นิดหน่อย รอให้แห้งสนิทค่อยขนเข้าเรือนครัวเอาไว้เป็นฟืนจุดไฟ”
ระหว่างรออูฉางซุ่น เจียงหงอวี้กับอูฉางอันก็นั่งลงมาร่วมวงเด็ดถั่วลิสงด้วยกัน รับสายลมยามค่ำคืนพัดโชย ทุกคนนั่งคุยเล่นกันอย่างสบายอารมณ์
จันทร์เสี้ยวลอยเด่นขึ้นเหนือชายคา สุนัขวิ่งนำกลับมา และอูฉางซุ่นก็เดินกลับมาถึงเช่นกัน
“ล้างมือแล้วมากินข้าวกัน” เถาชุนลุกขึ้นยืน ตอนที่นางล้างมือก็พลอยล้างหม้อดินเผาแตกที่ใส่อาหารของสุนัขไปด้วย
ตอนที่คนกินข้าว สุนัขก็ได้กินข้าวเช่นกัน
ทันใดนั้นในป่าเขาหลังเรือนก็มีเสียงหมาป่าหอนดังแว่วมา เสียงหอนกึกก้องชัดเจนยิ่งนัก หัวใจของเถาชุนกระตุกวูบ “ฝูงหมาป่าจะลงเขามาหรือ”
สองพี่น้องตระกูลอูยังไม่ทันวางชามลงด้วยซ้ำ ต่างคนต่างคว้าตัวสุนัขไว้คนละตัวเพื่อขัดขวางไม่ให้พวกมันพุ่งพรวดออกไป
“ไม่เป็นไรหรอก หมาป่าไม่ลงเขามาหรอก มันแค่ส่งเสียงขู่ให้คนตกใจเท่านั้น” เจียงหงอวี้ท่าทางสงบนิ่งยิ่ง นางอธิบาย “หมาป่าฝูงนี้ทุกปีจะต้องมาส่งเสียงหอนกวนประสาทสองสามหน เจ้าสามกับพวกเคยล่าหมาป่าและเคยไล่ต้อนพวกมัน พวกมันจำฝังใจ ทุกปีจึงมาหาเรื่อง และทุกปีก็โดนไล่เตลิดไปทุกครั้ง”
“อีกสองวันข้าคงต้องออกลาดตระเวนเขา ถั่วลิสงในแปลงเจ้าต้องถอนคนเดียวนะ” อูฉางอันเอ่ยกับเถาชุน “ไม่ได้ฝึกยิงธนูมาพักหนึ่งแล้ว สองวันนี้ข้าจะไปฝึกซ้อมมือเสียหน่อย”
เถาชุนรับคำ “เจ้าฝึกยิงธนูที่ใด มีอาจารย์สอนหรือไม่ ยามข้าว่างๆ จะไปฝึกด้วยได้หรือไม่”
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/18
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย