บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน
ตอนที่ 24 — ตอนที่ 24 หักฝักข้าวโพด คลุ้มคลั่งพิลึกพิลั่น
อูฉางซุ่นเปลือยท่อนบนเท้าเปล่าวิ่งพรวดพราดออกมา เพิ่งจะสะดุ้งตื่นจากภวังค์หลับใหล เขายังคงเวียนหัวอยู่บ้าง สายตายังไม่ทันปรับเข้ากับความมืดมิด เดินเหินแข้งขาก็ยังซวนเซไปมา
“เจ้าสาม ฝันร้ายอีกแล้วรึ” เขาเดินไปพลางตะโกนเสียงดังไปพลาง เพื่อช่วยให้กำลังใจและเพิ่มความกล้าให้น้องชาย “ข้ามาแล้วนี่ไง เมื่อคืนข้าบอกว่าจะนอนเป็นเพื่อน เจ้าก็ยังไม่ยอม”
อูฉางอันเกาะลำต้นไม้หอบหายใจอย่างหนัก ตอนที่เถาชุนส่งเสียงพูดเขาก็ได้สติแล้ว เพียงแต่ความตระหนกตกใจยังคงครอบงำเขาอยู่ ชั่วขณะหนึ่งเขาจึงพูดไม่ออกและก้าวขาไม่ไหว
อูฉางซุ่นเพิ่งจะสังเกตเห็นเสียงหอบหายใจอยู่ใต้ต้นไม้ เขาตกใจสะดุ้งโหยง พอจำคนได้ก็เอ่ยอย่างประหลาดใจ “เจ้าสามหรือ เจ้าไม่ได้อยู่ในห้องรึ”
“อืม” อูฉางอันขานรับอย่างเหม่อลอยขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาได้ยินเสียงหลานสาวกำลังร้องไห้ จึงเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว พี่กลับไปดูเสี่ยวเหอเถาเถอะ ข้าทำให้นางตกใจ”
“ไฉนเจ้าถึงออกมาข้างนอกได้เล่า” อูฉางซุ่นเข้าไปดึงแขนเขา “ข้าจะพยุงเจ้ากลับเข้าห้อง เสี่ยวเหอเถามีพี่สะใภ้ของเจ้าคอยปลอบอยู่ นอนหลับไปประเดี๋ยวก็หยุดร้องแล้ว”
สองพี่น้องคลำทางในความมืดกลับเข้าห้อง อูฉางซุ่นหยิบกระบอกจุดไฟบนโต๊ะอย่างคุ้นเคย เขาจุดตะเกียงน้ำมัน เปลวไฟสีส้มสลัวริบหรี่กระเพื่อมไหว ความมืดมิดอันดำมืดในห้องจึงล่าถอยพ้นบานประตูไปอย่างรวดเร็ว
อาศัยแสงสว่าง อูฉางซุ่นก็พบว่าสีหน้าของเจ้าสามดูย่ำแย่นัก เขาเดินมาที่ข้างเตียงแล้วเอ่ยถาม “ไฉนเจ้าถึงออกไปข้างนอกเล่า เห็นอะไรเข้าถึงได้ตกใจกลัวจนเป็นแบบนี้”
อูฉางอันส่ายหน้า เขาตื่นจากฝันร้ายเพียงไม่นานก็ฟื้นคืนสติได้ เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีผีสาวตัวเป็นๆ คอยเดินลอยไปลอยมาอยู่ตรงหน้าทุกวัน ผีเร่ร่อนในความฝันที่คอยเดินตามหลังเขาเมื่อเทียบกับสิ่งนี้แล้วย่อมนับว่าขี้ปะติ๋ว เมื่อเกลี้ยกล่อมตนเองได้แล้ว เขาจึงรวบรวมความกล้าเปิดประตูเดินออกไปข้างนอก ตั้งใจจะใช้พิษล้างพิษ เพื่อหวังจะสลัดโรควิตกกลัวผีนี้ทิ้งไปเสีย
“เข้าไปนอนข้างใน โน่น ข้าจะนอนข้างนอก” อูฉางซุ่นดันตัวเขา “บอกแล้วว่าอย่าปากแข็ง สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นข้ามานอนเป็นเพื่อนเจ้าอยู่ดีมิใช่รึ”
“พี่กลับไปนอนที่ห้องของพี่เถอะ ข้าไม่ต้องให้พี่นอนเป็นเพื่อนแล้ว ข้าหายดีแล้ว” อูฉางอันบอก “เถาชุนก็ตื่นอยู่ หากข้ามีเรื่องอะไรข้าค่อยเรียกนาง”
“นางตื่นแล้วรึ” อูฉางซุ่นนึกขุ่นเคืองในใจ “ข้ายังคิดอยู่ว่าเสียงดังเอะอะขนาดนี้กลับไม่ทำให้นางสะดุ้งตื่น ไม่ออกมาดูสักนิดเลยหรือ”
“…นางออกมาแล้ว ก็เพราะนางโผล่พรวดพราดออกมานั่นแหละถึงได้ทำข้าตกใจ” อูฉางอันอธิบายขึ้นมาคำหนึ่ง เขาไม่อยากให้คนในบ้านต้องผิดใจกันเพราะเรื่องนี้
อูฉางซุ่นสะอึกพูดไม่ออกไปในทันใด เขาแทบจะไร้คำพูดจะเอื้อนเอ่ย “เจ้านี่มันช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยจริงๆ” เขาตบหัวเจ้าสามไปฉาดหนึ่ง แล้วเดินเท้าเปล่าจากไป
อูฉางอันรู้สึกอยุติธรรมจนแทบจะบ้าตาย เขาตกใจกลัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ซ้ำศีรษะยังโดนตบจนส่งเสียงวิ้งๆ ทั้งหมดล้วนต้องโทษผีสาวห้องข้างๆ พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้นางอาจจะกำลังนอนแอบหัวเราะเยาะอยู่หลังกำแพง ตอนเขาไปปิดประตูจึงเงื้อกำปั้นชกใส่กำแพงไปหมัดหนึ่งดังสนั่น
“เป็นบ้าอะไรของเจ้า!” เถาชุนก่นด่าข้ามกำแพงมา
อูฉางอันไม่ตอบ เขานอนตะแคงหันไปจ้องมองกำแพงฝั่งนั้น ในใจใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟันธงได้ทันทีว่านางตั้งใจแกล้งหลอกเขา ทำเป็นเล่นผีเล่นไข้แง้มตัวโผล่ออกมาครึ่งร่างซ้ำยังไม่ยอมส่งเสียง พอมีข้อสันนิษฐานนี้ บวกกับนึกถึงสภาพตนเองที่โดนนางหลอกจนเสียขวัญราวกับลูกหลานตัวกระจ้อยร่อย ในใจก็พลันเดือดดาล โมโหไปโมโหมาสุดท้ายก็ผล็อยหลับไป
น้ำมันในตะเกียงค่อยๆ เผาไหม้จนหมดสิ้น เปลวไฟริบหรี่แผ่วเบา สุดท้ายก็กระตุกวูบวาบสองคราท่ามกลางเสียงไก่ขัน แล้วดับมอดลง ในห้องหวนคืนสู่ความมืดมิดอีกครา ล่วงเลยไปอย่างช้าๆ รุ่งอรุณเริ่มสาดแสงรางๆ โครงร่างของเตียงและเก้าอี้ในเรือนไม้ค่อยๆ ปรากฏรูปร่าง ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่สีดำแซมแดงตัวหนึ่งชะเง้อคอเหลียวซ้ายแลขวาบุกรุกเข้ามาในลานโล่งหน้าเรือน บานประตูไม้บานหนึ่งเปิดออก มันตกใจจนกระพือปีกบินหนีขึ้นไปเกาะบนต้นพลับ
เถาชุนก้าวพ้นประตูออกมาเห็นสายหมอกบนฟากฟ้าหนาทึบ ต้นไม้ริมทางเดินหน้าเรือนล้วนมองเห็นไม่ชัดเจน นางคิดในใจว่าสองพี่น้องตระกูลอูคาดว่าคงต้องรอจนกระทั่งม่านหมอกสลายตัวยามเที่ยงถึงจะเข้าป่าได้
“กุ๊กๆๆ——” นางเดินไปเรือนครัวกำข้าวสารมาหนึ่งกำมือ โรยโปรยเป็นทางตั้งแต่ใต้ต้นพลับทอดยาวเข้าไปในโรงเก็บเสบียง ตอนเดินออกมาก็เอาเชือกป่านพันรอบดาลประตูไว้รอบหนึ่ง นางสาวเชือกป่านเดินมานั่งอยู่ใต้ชายคา
ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่บินลงจากต้นไม้มาจิกกินข้าวสาร เถาชุนหยิบเกาลัดกำใหญ่มานั่งแกะเปลือกอยู่ใต้ชายคา นางก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเอง ไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองมัน บานประตูด้านหลังเปิดออก ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่ก้าวอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเดินเข้าห้องก็ตกใจบินเตลิดหนีไป
เถาชุนหันขวับกลับมาอย่างมีน้ำโห “เจ้าช่างรู้จักหาจังหวะโผล่ออกมาเสียจริงนะ”
อูฉางอันมองจ้องนางด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ามานั่งยองๆ อยู่หน้าประตูห้องข้าทำไม”
เมื่อเห็นท่าทีของเขาเปลี่ยนไป เถาชุนก็หายขุ่นเคืองในใจ นางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ข้าอยากจับไก่สักตัวน่ะ ท่านแม่ของข้าทำไก่ตุ๋นหวงจิงอร่อยยิ่งนัก ข้าก็อยากตุ๋นสักหม้อเหมือนกัน”
ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ชะเง้อคอมองมาแล้วจิกกินข้าวสารต่อ อูฉางอันปรายตามองมันแวบหนึ่ง แล้วก้าวเท้าเดินจากไป
เถาชุนเฝ้ารอต่อไป เกาลัดกำมือหนึ่งยังแกะไม่ทันหมด ไก่ตัวผู้ก็เดินย่องเข้าไปในโรงเก็บเสบียง นางฉวยโอกาสดึงเชือกป่านในมือกระตุกพรวด ประตูโรงเก็บเสบียงปิดลงดัง “ตึง!” ไก่ตัวผู้ตกใจร้องกุ๊กๆ อยู่ข้างใน
ประจวบเหมาะกับเจียงหงอวี้เปิดประตูออกมา ได้ยินเสียงนางจึงเข้าไปช่วยเถาชุนจับไก่ในโรงเก็บเสบียง
“พี่ได้ยินพี่ใหญ่ของเจ้าบอกว่า เมื่อคืนเจ้าทำเจ้าสามตกใจหรือ” เจียงหงอวี้ถามยิ้มๆ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าได้ยินเสียงเขาเปิดประตูออกไป ข้าก็ตามออกไป ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นทำให้เขาตกใจ ซ้ำยังเกือบจะทำเอาวิญญาณของข้าหลุดลอยไปด้วย” เถาชุนหิ้วไก่ออกมาพลางบ่นพึมพำ “วันหน้าให้พี่ใหญ่ไปนอนเป็นเพื่อนเขาเถอะเจ้าค่ะ ข้ารับมือไม่ไหวหรอก”
เจียงหงอวี้ยิ้มๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
อูฉางอันทำกับข้าวอยู่ในเรือนครัว เถาชุนกับเจียงหงอวี้จึงไม่เข้าไปยุ่มย่าม ทั้งสองคน คนหนึ่งเชือดไก่ อีกคนหนึ่งนำหวงจิงที่เก็บลงมาจากเขาเมื่อวานมาล้างน้ำทำความสะอาด พอกับข้าวมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เนื้อไก่กับหวงจิงก็ถูกตักใส่ลงในหม้อดินเผาสองใบแล้วยกเข้าไปเคี่ยวตุ๋นในเตาไฟ
ในเขามีหมอกลงหนาจัด แสงแดดยังไม่อาจส่องทะลุลงมา สองพี่น้องตระกูลอูเห็นว่าคงยังเข้าป่าไม่ได้ในทันที ทั้งสองคนจึงหยิบมีดพร้าเดินไปตรวจตราพืชผลในแปลง
รอจนกระทั่งม่านหมอกสลายตัว ทั้งสองคนก็แบกต้นข้าวโพดกลับมาคนละมัด ฝักข้าวโพดยังคงติดอยู่บนต้น
“ข้าวโพดแก่แล้ว เก็บเกี่ยวได้แล้ว พวกข้าไปแล้วนะ พวกเจ้าสองคนก็หาบเข่งไปหักข้าวโพดเถอะ” อูฉางซุ่นบอกกับเจียงหงอวี้ “แต่ต้องรอให้หมอกจางลงกว่านี้ก่อนค่อยลงแปลงล่ะ”
เจียงหงอวี้ยกหม้อดินเผาใส่ต้มน้ำแกงไก่ออกมาพลางเอ่ย “ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าสองคนรีบมากินข้าว ซดน้ำแกงไก่หม้อนี้ให้หมดก่อนค่อยขึ้นเขา”
ในน้ำแกงไก่มีทั้งเกาลัดและหวงจิง น้ำแกงที่เคี่ยวออกมาใสบริสุทธิ์ ยามสัมผัสปลายลิ้นมีรสขมอ่อนๆ พอกลืนลงคอแล้วหวานชุ่มคอชื่นใจ
อูฉางอันเดินไปริมกำแพงตักน้ำล้างหน้า เดินลุยในแปลงข้าวโพดท่ามกลางหมอกหนามาหนึ่งรอบ เสื้อผ้าบนตัวจึงชื้นแฉะ ขากางเกงและแขนเสื้อเต็มไปด้วยเมล็ดหญ้าและเศษใบไม้เน่าเปื่อย เขาตบแรงๆ สองสามทีแต่ปัดไม่ออก จึงช่างมันเสีย พับแขนเสื้อรั้งขึ้นไปถึงต้นแขน
เถาชุนยกขนมเปี๊ยะจี่เดินออกมา ตอนเดินผ่าน อดไม่ได้ที่จะใช้หางตาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
“ถังใส่แป้งที่บ้านก็เริ่มร่อยหรอจวนจะหมดแล้ว ยังดีที่มีข้าวโพดมาเสริม รอให้ข้าวโพดตากแห้ง ข้ากับน้องสะใภ้จะไปโม่แป้งข้าวโพด” เจียงหงอวี้ช่วยหยิบเศษใบหญ้าที่ติดบนเส้นผมของสามีออก พลางถาม “พวกเจ้าลาดตระเวนเขาเสร็จแล้ว ก็ต้องไปแลกเสบียงที่เขาเป้าเยวี่ยใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ตามธรรมเนียมปีก่อนๆ อีกราวครึ่งเดือนก็ต้องออกเดินทาง” อูฉางซุ่นหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมากัดคำหนึ่ง เขาคีบน่องไก่จากหม้อดินเผาให้เสี่ยวเหอเถาพลางบอก “เจ้ากับน้องสะใภ้ช่วยกันใคร่ครวญดูสิว่า ที่บ้านมีสิ่งใดคุ้มค่าพอจะนำไปแลกเปลี่ยนได้บ้าง”
เถาชุนคิดในใจว่าที่บ้านนอกจากเกาลัดกับวอลนัตแล้ว ยังจะมีของใหม่อันใดอีก อย่างมากก็เป็นเสบียงพืชผลอย่างข้าวโพด ถั่วลิสงพวกนี้ เอาเสบียงไปแลกเปลี่ยนเสบียงนั่นเอง
ทางตำหนักสุสานมีเสียงตีฆ้องดังขึ้น หัวหน้าสุสานกำลังเร่งรัดแล้ว อูฉางอันกับอูฉางซุ่นจึงวางขนมเปี๊ยะแล้วยกชามขึ้นมาซดน้ำแกงรวดเดียวจนเกลี้ยง
“ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น เร่งรีบอย่างไรก็ไม่เกินเวลาหนึ่งถ้วยชานี้หรอก พวกเจ้าสองคนกินเนื้อไก่ในหม้อนี้ให้หมดเถอะ ไม่ต้องเหลือไว้ให้พวกเรา ในเตายังมีอีกหม้อหนึ่ง” เจียงหงอวี้หยิบทัพพีตักน้ำแกงไก่เติมใส่ชาม พลางเอ่ย “ข้าจะไปหยิบคันธนูลูกธนูกับมีดพร้าออกมา น้องสะใภ้ เจ้าเข้าไปหยิบของในห้องของเจ้าสามออกมานะ”
เถาชุนมองอูฉางอันตามสัญชาตญาณ เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตานางเช่นกัน พอเห็นนางมีสีหน้าลังเล เขาก็พลันหัวเราะยิ้มกริ่ม “ไปเอาสิ คันธนูลูกธนูกับมีดพร้า แล้วก็กระเป๋าเป้ใบใหญ่บนโต๊ะ”
ในเมื่อเขาไม่กลัว เถาชุนก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องลังเล พอก้าวเข้าห้อง นางก็ชะงักฝีเท้า ในใจรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างพิลึกพิลั่น เมื่อคืนตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อขนาดนั้น ทว่ากลับไม่หวาดระแวงนางเหมือนแต่ก่อน นางจึงจับทิศทางไม่ออกชั่วขณะว่าอูฉางอันกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่
คันธนูลูกธนู มีดพร้า และกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ว่างเปล่าวางอยู่ในจุดที่สะดุดตา เถาชุนจึงยกออกไปวางไว้บนเก้าอี้ สองพี่น้องตระกูลอูกินอิ่มแล้ว เจียงหงอวี้ก็นำขนมเปี๊ยะที่เหลือออกมาให้พวกเขานำติดตัวไปด้วย
อูฉางอันสะพายกระเป๋าเป้ นึกขึ้นได้ว่าขากลับมาบ้านเที่ยวนี้ต้องมาตกใจขวัญผวาอย่างไร้เหตุผล ในใจรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ ตอนจะออกประตูจึงแกล้งเอ่ยขึ้นว่า “ในห้องของข้ามีเสื้อผ้าสกปรกกับรองเท้าสกปรกที่เปลี่ยนทิ้งไว้ เจ้าช่วยซักให้ข้าด้วยล่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเถาชุนเลือนหายไปทันควัน นางจ้องมองเขาด้วยสายตาคมกริบ ไม่ยอมตอบรับคำแม้แต่ครึ่งคำ
อูฉางอันใจสั่นสะท้านขึ้นมา กระดูกเหล็กกล้าที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาพังครืนลงมาอย่างง่อนแง่น เขารู้สึกขยาดกลัวขึ้นมาทันที เขาไม่กลัวสิ่งอื่นใด กลัวแค่นางจะแอบตามเข้าไปหลอกเขาในป่าตอนกลางคืนเท่านั้น
“ไม่ซักก็ช่างเถอะ” เขายอมถอยกรูด “ข้ากลับมาค่อยซักเอง”
อูฉางซุ่นปรายตามองเถาชุนแวบหนึ่ง แล้วเดินตามเจ้าสามไป เจียงหงอวี้เก็บถ้วยชามและหม้อดินเผาบนโต๊ะเดินเข้าเรือนครัว เสี่ยวเหอเถารับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่ามารดาดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์ นางลังเลครู่หนึ่งแล้วเดินไปตักน้ำล้างมือเอง
เถาชุนเดินตามเข้าเรือนครัว นางเอ่ยถามยิ้มๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่จะนวดแป้งทำบะหมี่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าไปหักข้าวโพดนะ”
เจียงหงอวี้ขยับริมฝีปาก คิดจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ไม่แน่ใจว่าสมควรเอ่ยหรือไม่ “เจ้า…เจ้ามองไม่เห็นเจ้าสามในสายตาจริงๆ หรือ”
เถาชุนลอบถอนหายใจในใจอย่างช่วยไม่ได้ นั่นปะไร นางเป็นสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามา ต่อให้ช่วงนี้จะสนิทสนมเข้ากันได้ดีกับเจียงหงอวี้เพียงใด ก็ย่อมไม่อาจเทียบเคียงความผูกพันฉันพี่สะใภ้น้องสามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสี่ห้าปีได้
“หากข้ามองไม่เห็นเขาในสายตา ข้าจะยอมตามเขามาอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ” เถาชุนหันหลังเดินออกไปข้างนอกพลางเอ่ยเสียงดัง “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ซักให้เสียหน่อย เพียงแต่ไม่อยากให้ท้ายตามใจเขา ขากลับมาไม่ยอมพูดจากับข้า ขาจะไปกลับนึกถึงข้าขึ้นมาได้เสียอย่างนั้น”
นางผลักเปิดประตูห้องอย่างฉุนเฉียว นั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องพักใหญ่ ถึงค่อยหิ้วเสื้อผ้าสกปรกและรองเท้าสกปรกออกมา เจียงหงอวี้กำลังรีดแป้งทำบะหมี่อยู่ในเรือนครัว เถาชุนนั่งยองๆ กลั้นใจซักเสื้อผ้าและรองเท้าสกปรกของชายหนุ่มอยู่ข้างนอก พอบะหมี่สุกได้ที่ สองพี่สะใภ้น้องสะใภ้ก็กลับมานั่งดื่มน้ำแกงไก่กินเนื้อไก่ด้วยกันอย่างชื่นมื่นอีกครา
หลังอาหารเถาชุนล้างชาม เจียงหงอวี้ใช้วันเวลานี้แกะฝักข้าวโพดที่สองพี่น้องตระกูลอูแบกกลับมาโยนตากไว้บนลานดินโล่ง พอสะสางงานในบ้านเสร็จสิ้น สองพี่สะใภ้น้องสะใภ้ก็หาบคานพาเสี่ยวเหอเถาลงแปลงนาไปหักข้าวโพด
ตอนเดินผ่านบ้านของอาเล็กตระกูลอู เจียงหงอวี้เอ่ยบอก “ชุ่ยหลิ่ว อีกประเดี๋ยวเจ้าแวะไปที่บ้านข้าหน่อยนะ หน้าบ้านมีข้าวโพดตากไว้ ระวังอย่าให้ไก่ไปจิกกินล่ะ”
“ได้เลยจ้ะ” ชุ่ยหลิ่วขานรับ
ข้าวโพดที่ปลูกอยู่บนเนินเขารับแดดแก่เร็วกว่า ส่วนเมล็ดข้าวโพดก้นหุบเขายังใช้เล็บจิกเข้าได้ ต้องรออีกสามสี่วันถึงจะหักฝักได้ เจียงหงอวี้เดินตรวจดูแปลงนาของตนเองรอบหนึ่ง นางจึงหาบเข่งไปช่วยเถาชุนหักฝักข้าวโพดก่อน
ข้าวโพดในแปลงถูกนกจิกกินไปไม่น้อย แทบไม่มีฝักไหนที่สมบูรณ์ ฝักที่ถูกนกจิกกินอย่างหนัก บนซังข้าวโพดแทบไม่เหลือเมล็ดข้าวโพดเลยสักเม็ด มีเพียงฝักข้าวโพดที่ขึ้นอยู่ส่วนล่างของลำต้นและมีใบไม้บดบังไว้เท่านั้นถึงจะรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้
เจียงหงอวี้หักฝักข้าวโพดไปพลางก่นด่าไปพลาง จะสับปากแหลมๆ ของนกให้ขาด แช่งให้นกที่กินข้าวโพดท้องเน่า จะถอนขนเหม็นสาบของพวกมันให้เกลี้ยง… นางก่นด่าอยู่ในแปลงข้าวโพด เถาชุนยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ พอนางจับได้ เถาชุนก็โดนถลึงตาใส่ ยิ่งโดนถลึงตาใส่ เถาชุนก็ยิ่งหัวเราะร่า
เจียงหงอวี้โดนนางหัวเราะใส่จนชักโมโหขึ้นมา นางไม่หักมันแล้ว เตะเข่งไปทีหนึ่ง แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากดงข้าวโพด
เถาชุนร้อนจนใบหน้าแดงก่ำ ลำต้นข้าวโพดสูงท่วมหัวคน สายลมพัดผ่านเข้าไปไม่ถึง ยืนอยู่ข้างในทั้งร้อนทั้งอบอ้าว นางจึงเดินตามออกจากดงข้าวโพดมารับลมพักเหนื่อยสักครู่เช่นกัน
เจียงหงอวี้เห็นนางร้อนจนหน้าแดงก่ำ บนแก้มเนียนนุ่มยังมีรอยข่วนสีแดงจากใบข้าวโพดบาด นางก็หายเคือง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงอ่อนลง
“ยังจะหัวเราะอีก หัวเราะร่าอะไรของเจ้านักหนา เจ้าได้ลงแปลงทำงานด้วยตนเองเช่นนี้รู้ซึ้งแล้วใช่หรือไม่ว่าการทำไร่ทำนามันเหน็ดเหนื่อยยากลำบากเพียงใด เจ้านกปากแหลมตัวร้ายพวกนั้นมันสมควรโดนด่าหรือไม่เล่า”
“สมควรโดนด่าเจ้าค่ะ สมควรยิ่ง” เถาชุนพยักหน้าหงึกๆ นางเอ่ยล้อเลียนถ้อยคำของอีกฝ่าย “สมควรจะถอนขนพวกมัน สับปากพวกมัน อุดรูก้นพวกมัน ให้อดตาย ทรมานจนตายไปเลย”
เจียงหงอวี้หลุดขำออกมากับคำพูดของนาง นางผลักเถาชุนไปทีหนึ่ง “ปากของเจ้านี่ก็สมควรโดนเย็บปิดเหมือนกัน”
เสี่ยวเหอเถานั่งอยู่ในเข่งมองดูอย่างตั้งใจ พอเห็นมารดากับท่านอาสะใภ้หัวเราะ นางก็พลอยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามไปด้วย
“ยังจะหัวเราะอีก เดี๋ยวเถอะ ข้าจะเย็บปากเล็กๆ ของเจ้าเสีย” เถาชุนชี้มือนางพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ
เจียงหงอวี้ทำท่าจะตีเถาชุน เถาชุนก็ก้าวขายาวๆ วิ่งหนีเข้าดงข้าวโพด สองคนจึงมุดกลับเข้าไปในแปลงหักฝักข้าวโพดต่อ
เข่งทั้งสี่ใบที่นำมาใส่จนเต็มปรี่ เถาชุนกับเจียงหงอวี้ต่างหาบคานหาบคนละอันเตรียมตัวกลับบ้าน เถาชุนใช้การไม่ได้เรื่อง นางยังหาบคานหาบไม่คล่องแคล่ว คราวนี้ข้าวโพดที่หาบก็หนักอึ้ง ซ้ำยังเป็นทางเดินลงเนิน ระมัดระวังไปมาสุดท้ายก็ลื่นล้มจนได้ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของเจียงหงอวี้และเสี่ยวเหอเถา นางกลิ้งหลุนๆ ตกเข้าไปในแปลงข้าวโพดของคนอื่น ข้าวโพดในเข่งกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
“น้องสะใภ้ เป็นอย่างไรบ้าง คุณพระช่วย รีบลุกขึ้นเร็ว เจ็บตรงไหนหรือไม่” เจียงหงอวี้โยนคานหาบทิ้งแล้ววิ่งรี่เข้าไปพยุงนาง “มีตรงไหนบาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่มีเจ้าค่ะ ไม่เป็นไร ตอนล้มมือข้าค้ำพื้นไว้พอดี แล้วกลิ้งลงมาตลอดทาง ไม่ได้กระแทกโดนอะไรเลย” เถาชุนลุกขึ้นยืนจากแปลงข้าวโพด นางขยับแขนขยับขาดู ไม่เจ็บ ไม่ฟกช้ำและไม่มีข้อเท้าแพลง
“ทำเอาพี่ตกใจแทบสิ้นสติ” เจียงหงอวี้ตบอกตัวเอง “เอาล่ะ เจ้าพักเถอะ ข้าจะหาบเข่งลงไปเอง”
นางหาบคานหาบเดินลงเนินไป เถาชุนกับเสี่ยวเหอเถาจึงรีบช่วยกันเก็บข้าวโพดที่หล่นเกลื่อนพื้นกลับใส่ลงในเข่ง
“ท่านอาสะใภ้ มือของท่านมีเลือดไหลจ้ะ” เสี่ยวเหอเถาเอ่ยขึ้น
เถาชุนก้มมองดูฝ่ามือ เป็นแค่รอยถลอก ไม่ได้เป็นอุปสรรคอันใด “แผลเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก อาไม่เจ็บเลยจ้ะ” นางบอก
เสี่ยวเหอเถาไม่เชื่อ ตอนนางช่วยเก็บข้าวโพดก็รื้อค้นในพงหญ้า เด็ดใบหญ้าฟันเลื่อยมาสองสามใบแล้ววิ่งกลับมาหา “ท่านอาสะใภ้ แปะไว้นะจ๊ะ แปะแล้วเลือดก็จะไม่ไหลแล้ว”
เถาชุนรู้จักหญ้าชนิดนี้ มีสรรพคุณช่วยห้ามเลือดได้จริงๆ พอนางเก็บข้าวโพดลงเข่งหมดแล้ว จึงขยี้ใบหญ้าฟันเลื่อยจนแหลกแล้วแปะทาลงบนฝ่ามือ ใช้น้ำยางจากใบเช็ดคราบเลือดและฝุ่นดินบนปากแผลออก
“ขอบใจเสี่ยวเหอเถามากนะจ๊ะ อาไม่เจ็บแล้วล่ะ” เถาชุนใช้หลังมือลูบหัวยายหนูตัวน้อย “ไปเถอะ แม่ของเจ้าเดินขึ้นมาแล้ว พวกเรากลับบ้านกัน”
เจียงหงอวี้หาบข้าวโพดสองเข่งลงไปข้างล่าง แล้วเดินย้อนขึ้นมาหาบเที่ยวที่สอง ตอนเดินลงเนินร่างส่ายโอนเอนไปมา เถาชุนมองดูแล้วใจหายใจคว่ำ พลอยถึงก้นหุบเขา เจียงหงอวี้ก็วางคานหาบลงนั่งพักครู่หนึ่ง
“เดินบนทางราบ เจ้าคงไม่สะดุดล้มอีกหรอกนะ” นางเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยวางใจ
“ไม่ล้มแล้วเจ้าค่ะ” เถาชุนยกคานหาบขึ้นมาเกี่ยวเข่งทั้งสองใบ นางสูดหายใจลึก เอวและขาออกแรงเกร็ง สัมผัสได้ถึงน้ำหนักกดทับบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ขาคอยยืดตรงขึ้นช้าๆ ข้าวโพดสองเข่งค่อยๆ ลอยพ้นจากพื้น
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าเดินนำหน้านะเจ้าคะ” เถาชุนก้าวเท้าออกเดิน
“อืม เจ้าเดินข้างหน้าเถอะ หากเจ้าเดินข้างหลังแล้วเกิดล้มขึ้นมา เดี๋ยวจะไถลมากวาดข้าลอยกระเด็นไปด้วย”
เถาชุนนึกถึงภาพนั้นเข้า นางก็ขำจนตัวสั่น คานหาบบนบ่าลื่นไถล เข่งทั้งสองใบหล่นตุบลงพื้น
“เป็นอะไรไปอีกเล่า” เจียงหงอวี้งุนงง พอเห็นนางยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่า นางก็ก่นด่าอย่างมีน้ำโห “หัวเราะบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย ข้าว่าเจ้าคงยังเจ็บตัวไม่พอสินะ”
เถาชุนหัวเราะก๊ากเสียงดังลั่น นางขำจนหมดเรี่ยวหมดแรง ทิ้งก้นลงนั่งแหมะบนเข่งลุกไม่ขึ้น เจียงหงอวี้โดนนางหัวเราะใส่จนหมดอารมณ์จะโกรธ “เจ้านี่มัน… ยังเหนื่อยไม่พออีกรึ ข้าไม่เคยพบเคยเห็นคนอย่างเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ”
เถาชุนหัวเราะอยู่นานสองนาน พอขำจนหนำใจแล้ว นางจึงหาบคานหาบเดินต่อไป เดินไปเดินมานางก็หลุดหัวเราะขึ้นมาอีก เจียงหงอวี้ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรด้วยแล้ว
“ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะลงแปลงไปช่วยพวกท่านหักข้าวโพดอีกนะจ๊ะ” เสี่ยวเหอเถาเดินอย่างร่าเริงอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองคน นางไม่เข้าใจว่าเถาชุนหัวเราะอะไร แต่นางก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก นางเอ่ยอย่างมีความสุขว่า “ท่านอาสะใภ้ของข้าตลกสนุกสนานดีจังเลย”
“นางคลุ้มคลั่งพิลึกพิลั่นต่างหากล่ะ” เจียงหงอวี้บ่นพึมพำเสียงเบา
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/24
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย