Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน

บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน

ตอนที่ 25 — ตอนที่ 25 ล่าหมูป่า แบ่งหน้าที่ชายหญิง

เถาชุนกับเจียงหงอวี้เดินไปพลางหยุดพักไปพลาง พักระหว่างทางไปถึงห้าหนกว่าจะหาบข้าวโพดสองหาบกลับถึงบ้านก่อนฟ้ามืด พอกลับถึงบ้านเถาชุนก็ทรุดฮวบลง นางเหน็ดเหนื่อยจนนั่งลงไปแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเลย

เจียงหงอวี้ก็เหนื่อยเช่นกัน ทว่าเมื่อมีเถาชุนเป็นตัวเปรียบเทียบ นางจึงยังมีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่ เดินเหินขยับตัวได้ ทั้งยังกัดฟันออกแรงเทข้าวโพดในเข่งออก คุ้ยหาฝักข้าวโพดอ่อนได้เจ็ดฝักจากกองข้าวโพด ลอกเปลือกออกแล้วหย่อนลงไปต้มในหม้อ เสี่ยวเหอเถารีบวิ่งไปช่วยก่อไฟอย่างกระตือรือร้น

เถาชุนได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา นางลืมตาขึ้นสบตากับเจียงหงอวี้ เห็นอีกฝ่ายกำลังยิ้ม นางจึงแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ “หัวเราะข้าหรือเจ้าคะ”

“เจ้ายังจะหัวเราะออกอีกหรือไม่” เจียงหงอวี้ถาม “คราวนี้รู้ซึ้งถึงคำว่าเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่”

“เหนื่อยเจ้าค่ะ เหนื่อยสายตัวแทบขาด แขนของข้าแทบยกไม่ขึ้นแล้ว” ยามนี้เถาชุนอยากจะทิ้งตัวลงนอนหลับไปบนพื้นให้รู้แล้วรู้รอด เหนื่อยเหลือเกินจริงๆ

“คืนนี้พี่จะเอาน้ำมันเหล้าดองงูมาช่วยทานวดให้นะ” เจียงหงอวี้ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งลงลอกเปลือกใบข้าวโพด เปลือกนอกสองชั้นฉีกทิ้งไป เหลือเปลือกอ่อนด้านในสองชั้นไว้ผูกมัดเป็นปม

เถาชุนนั่งมองดูเงียบๆ รอจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท นางก็ยันเข่งไม้ไผ่พยุงตัวลุกขึ้น เข้าไปในห้องยกตะเกียงน้ำมันออกมาจุดไฟ แล้วเดินไปโรงเก็บเสบียงหยิบใบโกฐจุฬาลัมพาที่มัดเป็นปมไว้สองมัดมาโยนใส่กะละมังจุดไฟรมควันไล่ยุง นางยกกะละมังมานั่งลงตรงข้ามเจียงหงอวี้ช่วยลอกกาบใบข้าวโพด

“ของพวกนี้ต้องแขวนผึ่งลมไว้หรือเจ้าคะ” นางถาม

“อืม เจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่า ฤดูใบไม้ร่วงน้ำค้างลงจัด หมอกหนา แดดออกแค่วันละครึ่งวัน หากเอาข้าวโพดมาเกลี่ยตากบนพื้น ตอนค่ำพวกเราก็ต้องขนเข้าเรือน ตอนเที่ยงก็ต้องขนออกมาตาก หากจู่ๆ เกิดฝนตกขึ้นมา เก็บข้าวโพดไม่ทันจนขึ้นรา คราวนี้คงได้อดอยากปากแห้งกันแน่” เจียงหงอวี้ก้มหน้าก้มตาพูดโดยไม่เงยหน้า “ผูกมัดเป็นพวงแขวนผึ่งลมไว้ใต้ชายคา ไม่ต้องกลัวไก่มาจิกกิน ถึงเวลากินก็ไม่ต้องล้างทำความสะอาดอีก”

ได้ยินดังนั้น เถาชุนจึงเดินไปเรือนครัวหยิบมีดทำครัวมาปาดเฉือนส่วนที่นกจิกกินทิ้งไป

“ไฉนข้ารู้สึกว่าหลายๆ เรื่องเจ้าถึงไม่ประสีประสาเลยเล่า ดูไม่เหมือนคนที่เติบโตมาในเขาเลยสักนิด” เจียงหงอวี้บ่นพึมพำ

เถาชุนไม่ได้ตื่นตระหนก นางยิ้มพลางเอ่ย “ข้าจำความได้ช้า ทั้งความจำยังไม่ค่อยดี อยู่ข้างนอกเขามาตั้งเก้าปี เรื่องราวในเขาจะยังจำได้สักเท่าไรกันเชียวเจ้าคะ”

“เช่นนั้นเจ้าก็นับว่าเข้มแข็งทรหดมากแล้ว เคยชินกับชีวิตนอกเขา พอกลับมาทำไร่ไถนานาในเขาที่ทั้งเหนื่อยทั้งลำบากกลับไม่ปริปากบ่นสักคำ” เจียงหงอวี้ชำเลืองมองนางพลางเอ่ย “ตอนเจ้ากลิ้งตกเนินไปข้านึกว่าเจ้าจะร้องไห้โฮเสียอีก ร้องไห้น่ะไม่ร้อง แถมยังหัวเราะร่ามาตลอดทาง”

เถาชุนทอดถอนใจคำหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยตอบ

“อ๊าย!” ในเรือนครัวมีเสียงเด็กกรีดร้องขึ้น เถาชุนยังไม่ทันได้ตอบสนอง เจียงหงอวี้ก็พุ่งพรวดเดียวหายวับเข้าไปข้างใน นางจึงรีบลุกตามไปดู

“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ โดนลวกใส่เสี่ยวเหอเถาหรือเจ้าคะ” เถาชุนถาม

เจียงหงอวี้จูงมือเสี่ยวเหอเถาออกมา นางตักน้ำราดล้างนิ้วมือให้ลูกพลางเอ่ย “บอกให้ช่วยก่อไฟ ดันแอบไปเปิดฝาหม้อตักข้าวโพด ไม่ลวกใส่เจ้าแล้วจะไปลวกใคร”

เสี่ยวเหอเถาเบะปาก น้ำตาเอ่อคลอเบ้าหน่วยโต เจียงหงอวี้ปรายตามองลูกแวบหนึ่งแล้วนิ่งเงียบไป เสี่ยวเหอเถายกมือปาดน้ำตาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นางไม่ได้ส่งเสียงสะอื้น ได้แต่นอนร้องไห้น้ำตาไหลพรากเงียบๆ ชวนให้คนมองรู้สึกเวทนาสงสารจับใจ

“แม่ของเจ้าเขาเป็นห่วงเจ้า เขาก็แค่ปากไม่ตรงกับใจ ตอนเจ้าโดนลวกในใจเขาคงเสียใจแทบแย่” เถาชุนเข้าไปกอดปลอบ “ตอนเจ้าส่งเสียงร้องในห้อง แม่เจ้าพุ่งพรวดเดียวก็ถึง วิ่งเร็วยิ่งกว่าสุนัขที่บ้านเสียอีก เขาเป็นห่วงเจ้าจะตายไป”

เสี่ยวเหอเถาซุกหน้าร่ำไห้อยู่ในอ้อมอกของนาง เอ่ยเสียงอู้อี้สะอื้นฮัก “พวกท่าน…เหนื่อยมาก ฮือๆๆ… ข้าอยากให้พวกท่านได้พักผ่อน ฮือๆๆ…”

โถ… เถาชุนที่คิดว่าตนเองมีจิตใจแข็งกระด้างดุจหินผา พอได้ยินเช่นนี้ขอบตาก็พลอยร้อนผ่าวแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาตาม

เจียงหงอวี้เบือนหน้าหนี นางหันหลังเดินเข้าเรือนครัวไปตักข้าวโพด

“ไม่ร้องนะเด็กดี อาและแม่ของเจ้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นเด็กดีว่าง่าย” เถาชุนช่วยเช็ดน้ำตาให้นาง “มา ล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วพวกเราไปกินข้าวกัน”

มื้อค่ำไม่ได้ทำกับข้าวอื่นใด มีเพียงข้าวโพดต้มเจ็ดฝักกับไข่ต้มสามฟอง เจียงหงอวี้ปอกเปลือกไข่ฟองหนึ่งส่งให้เสี่ยวเหอเถาพลางเอ่ย “เจ้ายังเล็ก ก่อไฟเป็นก็พอแล้ว เรื่องอื่นไม่ต้องไปทำ”

“เสี่ยวเหอเถาเก่งกาจจะตายไป รองเท้าเหม็นๆ ของอาสามของนางก็เป็นนางที่ช่วยขัด ช่วยข้าได้ตั้งเยอะแน่ะ” เถาชุนเอ่ยชมเปาะ “แต่เจ้ายังตัวเล็กอยู่ รอให้หน้าอกของเจ้าสูงกว่าเตาไฟเมื่อไร ค่อยมาทำกับข้าวให้พวกเรากินนะ”

เสี่ยวเหอเถาพยักหน้า “เข้าใจแล้วจ้ะ”

เจียงหงอวี้เบะปาก นางมองค้อนเถาชุนด้วยความหมั่นไส้ มีแต่นางนี่แหละที่ช่างพูดช่างเจรจา

“มองข้าทำไมกันเจ้าคะ” เถาชุนยิ้มระรื่น นางออกคำสั่งอย่างถือดี “พี่ทำให้เสี่ยวเหอเถาของเราน้อยใจ ยังไม่รีบขอโทษนางอีก”

เจียงหงอวี้เบิกตากว้าง นางยัดข้าวโพดใส่ปากเถาชุนฝักหนึ่ง “ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวของเจ้าไปเถอะ ขนาดกินยังอุดปากเจ้าไม่ได้เลย”

เถาชุนรู้สึกคุ้นหูกับประโยคนี้ยิ่งนัก นางนึกขึ้นได้ว่าตนเองก็เคยใช้ประโยคนี้ตอกกลับอูฉางอัน ทว่านั่นไม่ใช่สาระสำคัญ นางยืนหยัดอยู่ข้างเสี่ยวเหอเถาเอ่ยตำหนิต่อ “ปากของพี่น่ะสิที่ถูกอุดไว้ พูดจาดีๆ กับลูกก็ไม่เป็น”

เจียงหงอวี้สะอึกพูดไม่ออก

เสี่ยวเหอเถาเห็นดังนั้นก็พลันแปรพักตร์กลับไปเข้าข้างมารดาทันควัน “ข้าไม่โกรธท่านแม่แล้วจ้ะ”

เถาชุนยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากนางเบาๆ เสี่ยวเหอเถาถือไข่ต้มหัวเราะคิกคัก

เจียงหงอวี้ก็พลอยหัวเราะตาม “เจ้าชอบเด็กขนาดนี้ก็รีบมีสักคนสิ”

เถาชุนโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ข้าคงไม่มีปัญญาคลอดเด็กดีว่าง่ายที่เหมือนเสี่ยวเหอเถาเปี๊ยบออกมาได้หรอก ข้ารักเอ็นดูแค่เสี่ยวเหอเถาคนเดียว หากพี่ยอมตัดใจยกลูกสาวให้ ข้าก็จะขอรับเสี่ยวเหอเถามาเป็นลูกสาวของข้า เสี่ยวเหอเถา เจ้าว่าดีหรือไม่ มาเป็นลูกสาวของอาสะใภ้ไหม อาจะรักและทะนุถนอมเจ้าเป็นอย่างดีเลย”

เสี่ยวเหอเถาไม่อยากตอบคำ นางอ้าปากเขมือบไข่ต้มไปครึ่งฟอง เม้มปากยิ้มอย่างไว้ตัว

“พวกเราสามแม่ลูกอยู่ด้วยกันเสียเลยเป็นไง ข้าแบ่งลูกสาวให้เจ้าครึ่งหนึ่ง” เจียงหงอวี้เอ่ยล้อเล่น

“ได้เลยเจ้าค่ะ รอสองพี่น้องนั่นกลับมาเมื่อไร พวกเราไม่ต้องเปิดประตูให้เข้าบ้าน ไล่ตะเพิดพวกเขาไปเลย” เถาชุนเอ่ย

คงเป็นเพราะนางพูดด้วยสีหน้าจริงจังเกินไป เสี่ยวเหอเถาจึงนึกว่าเป็นเรื่องจริง นางรีบกลืนไข่ต้มลงคออย่างลนลานพลางเอ่ยละล่ำละลัก “ไม่ได้นะจ๊ะ ข้าจะเอาท่านพ่อ แล้วข้าก็จะเอาท่านอาสามด้วย!”

เถาชุนกับเจียงหงอวี้ต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นเรือน

เสี่ยวเหอเถากินไข่ต้มไปหนึ่งฟอง ข้าวโพดต้มหนึ่งฝัก ส่วนเถาชุนกับเจียงหงอวี้กินข้าวโพดต้มไปคนละสามฝัก ไข่ต้มคนละฟอง พอกินอิ่มแล้วก็ตักน้ำต้มข้าวโพดดื่มไปคนละชาม คราวนี้ถึงขนาดไม่ต้องล้างหม้อเลยทีเดียว พอเสี่ยวเหอเถาหลับไป เจียงหงอวี้ก็อุ้มนางกลับไปนอนบนเตียง ปิดประตูเรียบร้อย นางกับเถาชุนก็นั่งง่วนอยู่หน้าประตูจนดึกดื่นค่อนคืน ช่วยกันลอกกาบข้าวโพดที่หาบกลับมาวันนี้จนหมด ข้าวโพดทุกๆ ยี่สิบฝักใช้เชือกป่านร้อยมัดเป็นพวง สองพี่สะใภ้น้องสะใภ้เหยียบบนม้านั่งนำเชือกไปผูกแขวนไว้กับลำไม้ไผ่ใต้ชายคา ข้าวโพดสี่เข่งรวมกับที่สองพี่น้องตระกูลอูแบกกลับมาเมื่อช่วงสาย มัดได้ทั้งหมดสี่สิบแปดพวง เมื่องานเสร็จสิ้น เถาชุนกับเจียงหงอวี้ต่างเหนื่อยล้าจนแทบหมดเรี่ยวแรง ทั้งสองคนล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ แล้วแยกย้ายกันกลับเข้าห้องนอน

ในเรือนสงบเงียบลง งูลายดอกมัสตาร์ดที่นอนเฝ้ารออยู่บนหลังคาก็ค่อยๆ เลื้อยปราดลงมา มันเลื้อยวนรอบลานบ้านหนึ่งรอบ สุดท้ายก็ไปนอนขดตัวอยู่บนก้อนหินประจำของมันหน้าประตู

ผ่านพ้นไปหนึ่งคืน เถาชุนนอนหลับจนตะวันสายโด่งถึงตื่นขึ้นมา นับว่าผิดคลาดแต่ได้ผลดี เมื่อคืนตอนยกแขนผูกพวงข้าวโพดขึ้นบนลำไม้ไผ่ ได้ช่วยขยับบริหารกล้ามเนื้อแขนที่ปวดเมื่อยพอดี นอนหลับไปตื่นหนึ่ง ความเมื่อยล้าตามร่างกายจึงสลายตัวไปเจ็ดแปดส่วน เถาชุนอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าคนหนุ่มสาวช่างฟื้นตัวได้เร็วจริงๆ วันถัดๆ มา เถาชุนกับเจียงหงอวี้ลงแปลงไปหักข้าวโพดทุกบ่าย วุ่นวายติดต่อกันเช่นนี้อยู่หกวัน ข้าวโพดในแปลงก็ถูกพวกนางทยอยหาบกลับมาทีละเที่ยว ใต้ชายคาเรือนจึงแขวนพวงข้าวโพดสีเหลืองทองอร่ามแน่นขนัด ร่างกายของเถาชุนได้รับการฝึกฝนจากการตรากตรำทำงานหนักในทุกๆ วัน พอนางเริ่มปรับตัวเคยชินได้ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนอนหลับยาวเพื่อฟื้นฟูกำลังอีก เช้าตรู่วันนี้พอย่ำรุ่งฟ้าสางนางก็ตื่นขึ้นมาแล้ว

เมล็ดข้าวโพดที่แช่น้ำไว้ทั้งคืนนุ่มลงมาก เถาชุนขยี้ล้างสองรอบแล้วเทลงหม้อต้ม อาศัยเปลวไฟที่ลุกโชน นางจึงยกซึ้งนึ่งขึ้นมาตั้งซ้อนเพื่อนำหวงจิงไปนึ่ง หวงจิงที่พวกอูฉางอันนำลงมาจากเขาก่อนหน้านี้ตากแดดมาหลายวันจนแห้งสนิท นางเอาตาชั่งมาชั่งดู ยี่สิบสามชั่งพอตากแห้งแล้วเหลือเพียงสิบชั่ง หวงจิงตากแห้งถูกเกลี่ยลงบนซึ้งนึ่ง เถาชุนตอกไข่ใส่ชามสองใบ ไม่ได้ตีไข่ให้แตก เติมน้ำลงไปครึ่งช้อน แล้วยกเข้าไปนึ่งในซึ้งพร้อมกัน

เจียงหงอวี้ตื่นนอนเปิดประตู พอก้าวพ้นประตูออกมาก็ได้กลิ่นหอมของสมุนไพรตลบอบอวล ในกลิ่นหอมมีรสขมอ่อนๆ แฝงอยู่

“เจ้ากำลังนึ่งหวงจิงหรือ” นางเดินเข้าไปถามในเรือนครัว

“เจ้าค่ะ มิใช่ว่าต้องไปแลกเสบียงที่เขาเป้าเยวี่ยหรอกรึ ที่บ้านไม่ค่อยมีของดีมีค่าพอจะอวดได้ ข้าเลยเอามันมานึ่งลองเอาติดตัวไปด้วย เผื่อจะแลกเสบียงกลับมาได้เพิ่มขึ้นบ้าง” เถาชุนบอก “ปีนี้ข้ายังไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเข้าป่าเขา ฝึกฝนสักครึ่งปี ปีหน้าข้าจะตามอูฉางอันไปลาดตระเวนเขา ในเขามีของดีมากมาย ข้าเก็บสะสมไว้สักครึ่งปี ปีหน้าตอนไปแลกเปลี่ยนเสบียงจะได้ไม่ต้องขัดสนลำบากใจ”

เจียงหงอวี้หัวเราะ “เจ้ายังไม่รู้เรื่องราว ในสุสานของพวกเรามีเตาเผาเครื่องปั้นดินเผา การจะไปแลกเสบียงส่วนใหญ่ใช้เครื่องปั้นดินเผาไปแลก เตาเผาตั้งอยู่ในเวิ้งเขาแห่งหนึ่งที่พวกเขาลาดตระเวน ดินบนภูเขาลูกนั้นเหมาะสำหรับนำมาเผาเครื่องปั้นดินเผา เผาออกมาแล้วเหนียวแน่นทนทาน ด้วยเหตุนี้ในอดีตราชสำนักจึงตั้งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาไว้ที่เขตสุสานองค์หญิงของพวกเรา ชาวสุสานเขตอื่นหากต้องการเครื่องปั้นดินเผาก็มักจะเดินทางมาซื้อหรือนำของมาแลกเปลี่ยน การจะเผาเครื่องปั้นดินเผาแต่ละคราต้องขุดดิน ล้างดิน นวดทุบดิน และยังต้องเผาถ่าน ยามว่างพวกเราจะเข้าป่าไปตัดฟืนไปส่งให้ ยามที่ช่างปั้นหม้อลงมือผลิตเครื่องปั้นดินเผาก็จะร้องเรียกคนไปช่วยขุดดินล้างดิน พวกเราไปออกแรงทำงานให้เขา พอเอาเครื่องปั้นดินเผาไปแลกเสบียงมาได้เขาก็จะแบ่งปันเสบียงให้พวกเรา มิเช่นนั้นนาบวงสรวงในสุสานของพวกเรามีไม่มาก จะเอาข้าวสารขาวกับแป้งหมี่มากินกันทุกมื้อได้อย่างไร”

เถาชุนเคาะศีรษะตนเอง “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะ”

“เจ้าขี้ลืม” เจียงหงอวี้บอก “ทว่าในความทรงจำของข้า ไม่ค่อยเห็นคนทางบ้านเดิมของเจ้าเดินทางมาแลกเครื่องปั้นดินเผาเท่าไร สุสานติ้งหย่วนโหวตั้งอยู่ใกล้กับสุสานจักรพรรดิ สภาพความเป็นอยู่ย่อมดีกว่าบ้าง สะดวกในการเสาะหาแลกเปลี่ยนข้าวของจากนอกเขา”

เถาชุนลอบถอนหายใจโล่งอก “เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”

“อืม หวงจิงที่ขุดกลับมาคราวนี้หัวโตสวยงาม อายุปีก็ไม่น้อย เป็นของล้ำค่ายิ่ง ผ่านกรรมวิธีการนึ่งเก้าครั้งตากเก้าหนแล้วเก็บไว้กินเองในบ้านดีกว่า” เจียงหงอวี้บอก “ของดีๆ ย่อมต้องเก็บใส่ปากตนเองก่อน ของที่ด้อยลงมาหน่อยค่อยนำไปแลกเปลี่ยน ทุกคนล้วนทำเช่นนี้กันทั้งนั้น เจ้าอย่าได้ซื่อตรงจนเกินไปนักล่ะ”

เถาชุนนิ่งอึ้ง คำว่าซื่อตรงเพิ่งเคยนำมาใช้กับนางเป็นครั้งแรกในชีวิต

หวงจิงนึ่งสุกแล้ว เจียงหงอวี้ยกทั้งซึ้งนึ่งออกไปวางผึ่งไว้บนหลังคา พอชะโงกหน้าดมกลิ่นหอมของสมุนไพร กลิ่นหอมก็ช่วยให้จิตใจกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตา ไข่ตุ๋นกรุ่นกลิ่นสมุนไพรสองชามถูกยกออกมา น้ำที่นึ่งอยู่ในชามมีสีเหลืองอ่อน เถาชุนยกไหใส่น้ำผึ้งป่าออกมา คนน้ำผึ้งป่าใส่ลงไปในแต่ละชามครึ่งช้อน น้ำสีเหลืองอ่อนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามทันที

“ท่านแม่ ข้าขอดื่มคำหนึ่งสิจ๊ะ” เสี่ยวเหอเถามองตาละห้อยน้ำลายสอ

“เด็กกินไม่ได้จ้ะ บำรุงร่างกายแรงเกินไป ประเดี๋ยวจะบำรุงจนเลือดกำเดาไหลเอาได้นะ” เถาชุนเอ่ยห้าม “พี่สะใภ้ใหญ่ นี่สำหรับพวกเราสองคนคนละชามเจ้าค่ะ”

เจียงหงอวี้รู้ดี ตอนนางยังอยู่บ้านเดิม หลังจากมีระดูแล้ว ถึงจะได้กินไข่ตุ๋นแบบนี้

“ตอนเจ้าอยู่ใต้เขา เจ้าก็ได้กินไข่ตุ๋นหวงจิงเหมือนกันหรือ” นางเอ่ยถาม

“เจ้าค่ะ ทุกๆ ปีท่านแม่จะฝากคนนำหวงจิงที่นึ่งเสร็จแล้วไปส่งให้น้าสาวของข้า ในจดหมายกำชับว่าพอประจำเดือนหมดสนิทแล้วให้หั่นหวงจิงก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งลงไปตุ๋นกับไข่” นี่เป็นสูตรบำรุงร่างกายของเหล่าสตรีในเขา รสชาติไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไร เถาชุนจึงกลั้นหายใจดื่มน้ำในชามรวดเดียวจนหมด แล้วกลืนไข่ต้มลงคออีกคำหนึ่งเพื่อช่วยกลบกลิ่นรสในปาก

กินไข่ตุ๋นเสร็จแล้วค่อยกินข้าว เมล็ดข้าวโพดต้มสุกแล้ว รสสัมผัสค่อนข้างจืดชืด เปลือกนอกยังค่อนข้างแข็งกระด้างอยู่บ้าง จึงกินยากไปหน่อย

มื้อนี้ยากนักที่จะมีอาหารเหลือ เจียงหงอวี้จึงนำไปโปรยให้ไก่กินหลังบ้าน พอกลับมาก็ปลดพวงข้าวโพดลงมาห้าพวงเพื่อช่วยเถาชุนฝานเมล็ด เมล็ดข้าวโพดที่ฝานแกะออกมาแล้วจะนำไปบดโม่

ครกบดหินตั้งอยู่หน้าประตูเรือนของหัวหน้าสุสาน เถาชุนกับเจียงหงอวี้มาถึงประจวบเหมาะพอดี ตอนคนทั้งสองไปถึงเป็นจังหวะที่คนบดข้าวโพดก่อนหน้านี้กำลังเก็บงานเสร็จพอดี ทั้งสองคนจึงไม่ต้องเสียเวลารอ เทเมล็ดข้าวโพดลงบนครกบดหิน แล้วร่วมแรงร่วมใจกันออกแรงผลักลูกกลิ้งหินบด

บดข้าวโพดรอบแรก เปลือกแข็งด้านนอกหลุดร่อนออก เจียงหงอวี้คิดว่าเถาชุนคงยังไม่เคยบดข้าวโพดมาก่อน จึงไม่ให้นางยื่นมือเข้ามายุ่ง ตัวนางเองหยิบแปรงขนหมูขึ้นมาปัดกวาดเปลือกข้าวโพดที่ร่อนลอยอยู่ออก

“สะใภ้บ้านตระกูลอู ชื่อเถาชุนใช่หรือไม่” หญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านของหัวหน้าสุสาน นางโอบอุ้มหนังหมาป่าสองผืนไว้ในอ้อมอกพลางเอ่ย “ก่อนหน้านี้เจ้ามีความชอบใหญ่หลวงในการขับไล่ฝูงหมาป่า นี่คือหนังหมาป่าสองผืนที่แบ่งให้เจ้า ฟอกย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าเอาติดมือกลับไปเถอะ”

เถาชุนเดินรี่เข้าไปรับมา หนังหมาป่าสองผืนหนักไม่น้อย ทว่าหญิงสูงวัยท่านนี้กลับถือไว้ในมือได้อย่างสบายๆ ไม่เปลืองแรงสักนิด เถาชุนเห็นเส้นผมของนางยังคงดกดำขลับ จึงอดถามไม่ได้ว่า “ท่านป้า ท่านอายุเท่าไรแล้วหรือเจ้าคะ เรี่ยวแรงไม่น้อยเลยเชียว”

“ห้าสิบเจ็ดแล้ว”

“ท่านป้าเนี่ยนตอนสาวๆ เก่งกาจกาจกล้ามากเชียวหนา สามารถนำกลุ่มคนเข้าป่าไปลาดตระเวนได้ ยุคนั้นป่าเขาลูกนี้มีทั้งหมาป่าทั้งหมี ล้วนเป็นคนรุ่นพวกนางที่ออกลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืนเพื่อขับไล่พวกมันไป” เจียงหงอวี้เอ่ยเสริม

“ข้ายังเคยไปลาดตระเวนเขาร่วมกับพ่อสามีของพวกเจ้าเลย หมีตัวที่กัดเขาจนตายนั่นก็เป็นข้าที่นำคนไปสังหารมันเอง” ท่านป้าเนี่ยนเอ่ยยิ้มๆ

“ยอดเยี่ยมยิ่งนักเจ้าค่ะ” เถาชุนเลื่อมใสยิ่ง “ข้าต้องเรียนรู้จากท่านป้า ปีหน้าข้าก็จะเข้าป่าไปลาดตระเวนบ้าง”

ท่านป้าเนี่ยนยินดีเห็นความตั้งใจเช่นนี้ สะใภ้สาวคนนี้มีความเฉลียวฉลาดปราดเปรียว เหมาะที่จะเดินเหินในป่าเขา หากฝึกฝนวิชาจนแกร่งกล้า นำกลุ่มคนก็ย่อมทำได้ หลายปีมานี้อันตรายในเขาลดน้อยถอยลง ชาวสุสานที่ออกลาดตระเวนเขาจึงถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นคนอวดดีบุ่มบ่าม นางกลัวเหลือเกินว่าวันใดวันหนึ่งจะเกิดเรื่องขึ้นมา

“ข้าเห็นเจ้าไปฝึกซ้อมที่ลานฝึกยุทธ์อยู่ ตั้งใจฝึกซ้อมให้ดีเถอะ ข้าจะคอยเป็นผู้ควบคุมดูแลเจ้าเอง” ท่านป้าเนี่ยนเอ่ยอย่างจริงจัง “สามีของเจ้าก็เป็นคนดีเยี่ยม ไม่กลัวลำบากไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย เสียอยู่อย่างเดียวตรงที่มีนิสัยขี้กลัวผี ยามค่ำคืนอยู่บนเขาชอบตกใจสะดุ้งขวัญหนีดีฝ่อ วันหน้ามีเจ้าคอยอยู่เคียงข้าง ข้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว”

พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ตรงเชิงเขาใกล้บริเวณสุสานมีเสียงสุนัขเห่าดังแว่วมา สุนัขของบ้านหัวหน้าสุสานก็ส่งเสียงเห่าดังลั่นวิ่งกระโจนออกไป เป็นกลุ่มคนที่ไปลาดตระเวนเขากลับมาแล้ว

ชาวสุสานสองสามคนที่เดินลงเขามาก่อนตะโกนเรียกผู้คนให้ขึ้นเขาไปช่วยขนย้ายสิ่งของ พวกเขาล่าหมูป่ากลับมาได้ถึงเจ็ดตัว ซ้ำยังมีหวงจิงอีกหลายร้อยชั่ง ทับทิมป่าและแอปเปิลป่าไม่มีภาชนะใส่ จึงหักกิ่งทั้งกิ่งแบกพาดบ่ากลับมา

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/25

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย