บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน
ตอนที่ 44 — ตอนที่ 44 คนและสุนัขบาดเจ็บ ล่าถอยเข้าถ้ำหมี
"แพะตัวใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ" หลี่ซานประหลาดใจระคนยินดี "บนเขาลูกนี้ถึงกับมีแพะอยู่ด้วย พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะไปประลองกับพวกมันดูสักตั้ง"
"เดี๋ยวก่อน!" เถาชุนคว้าตัวเขาไว้หมับ นางหันไปสั่งอูฉางอันว่า "เจ้าลองดูสิว่าจะสั่งให้พวกสุนัขวิ่งเตลิดไปที่ภูเขาฝั่งตรงข้ามได้หรือไม่ อย่าให้ล่อตัวใหญ่พวกนั้นมาทางนี้"
"หา พวกมันจงใจล่อเหยื่อมาทางนี้ต่างหาก" อูฉางอันไม่เข้าใจ "พวกเรามีลูกธนู ย่อมยิงพวกมันให้ตายได้"
เถาชุน :… สุนัขวิ่งหางจุกตูดขนาดนี้ นี่เรียกว่าล่อเหยื่อหรือ
"พี่สะใภ้สาม ท่านรู้จักของสิ่งนี้หรือ มันกินคนหรือไม่" อาเซิ่งถาม
เถาชุนส่ายหน้า "ไม่รู้จัก สุนัขเจอหมีดำยังไม่หนีเตลิด แต่เวลานี้กลับวิ่งหนีขี้หดตดหาย ข้าคิดว่าสัตว์ป่าพวกนี้อาจจะไม่ใช่แพะ"
ระหว่างที่พูด เฮยหลางกับเฮยเป้าก็วิ่งเตลิดมาถึงตรงหน้าแล้ว
หลี่ซานสะบัดหลุดจากมือเถาชุน พลางกล่าวว่า "สุนัขอาศัยบารมีคน ตอนล่าหมีมีคนอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ สุนัขจึงไม่วิ่งหนี"
เป็นเช่นนั้นจริงๆ เฮยหลางกับเฮยเป้าที่หนีหางจุกตูดพอวิ่งมาอยู่ใกล้คน ทั้งสองตัวก็กำเริบเสิบสานขึ้นมาทันที ชูหางขึ้นแล้วเห่ากรรโชกใส่สัตว์ป่าที่ไล่กวดตามมา
"สู้ไม่ไหวก็ปีนขึ้นต้นไม้!" เถาชุนตะโกนก้อง หันกลับไปเร่งให้คนเจ็บทั้งสองคนรีบเข้าไปในถ้ำหมี จากนั้นเอาท่อนไม้ไล่ฟาดขับสุนัขให้พ้นทาง
หลี่ซานยิงเกาทัณฑ์ใส่แพะเขาบิดดอกหนึ่ง ยามที่หัวลูกธนูห่างจากตัวแพะไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน แพะตัวจ่าฝูงก็กระโดดตัวลอย เจ้าตัวใหญ่ที่ดูอุ้ยอ้ายกระโจนขึ้นสูงท่วมหัวคน สี่กีบเท้าเหยียบลงบนหินผาที่ยื่นลอย ชั่วพริบตาต่อมาก็พุ่งชนเข้าใส่คนอย่างดุดัน
หลี่ซานเห็นท่าไม่ดีก็หันหลังเผ่นแน่บ เขากะประมาณเจ้าตัวใหญ่นี้ผิดไปเสียแล้ว ของพรรค์นี้หน้าตาเหมือนแพะ ทว่าอารมณ์ไม่ได้เหมือนแพะเลยสักนิด
เถาชุนรีบโก่งคันศรยิงเกาทัณฑ์ ยิงติดต่อกันสองดอกไม่โดนเลย ทว่าช่วยดึงดูดความสนใจของทาคินไปได้ชั่วขณะ นางตะโกนใส่หลี่ซานว่า "ปีนขึ้นต้นไม้! อย่าวิ่งมาทางนี้ อย่าล่อพวกมันมาทางถ้ำหมี!"
หลี่ซานรีบเปลี่ยนทิศทางในทันที
เถาชุนไล่ต้อนสุนัขวิ่งลงเขา กึ่งกลางทางนึกขึ้นได้ว่าข้างล่างยังมีวัวบาดเจ็บอยู่อีกตัว นางจึงพาสุนัขเปลี่ยนไปวิ่งอีกทิศทางหนึ่ง บนเขามีหินเกะกะมากมาย ทางเดินลำบาก ทั้งคนและสุนัขย่อมวิ่งสู้ความเร็วของทาคินไม่ได้ เสียงเห่าของสุนัขแปรเปลี่ยนสำเนียง ร้องเอ๋งๆ พลางหางจุกตูดอีกหน
เสียงฝีเท้าย่ำตึงๆๆ ด้านหลังกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ เถาชุนคิดด้วยความรันทดใจว่าชีวิตน้อยๆ ของนางคงถึงคราวอวสานอีกแล้ว นางกำลังคิดว่าจะกลิ้งตัวลงเขาไปเสียตรงนี้ดีหรือไม่ พลันนั้นด้านหลังก็มีเสียงร้องของแพะดังกระหึ่มกึกก้อง ตามมาด้วยเสียง "ตึง" ราวกับมีของบางอย่างกลิ้งตกลงไป
เถาชุนไม่กล้าหันกลับไปมอง สองขายังคงซอยถี่วิ่งไม่หยุด ต้นไม้คดงอเบื้องหน้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาอีกนิด อีกนิดเดียวเท่านั้น นางก็กระโจนตัวจับกิ่งไม้แล้วโหนตัวเหวี่ยงขึ้นไป
ทาคินที่ไล่กวดไม่ลดละพุ่งชนเข้ากับความว่างเปล่า มันจึงรีบหมุนตัวกลับไปตามหาพวกพ้อง
ทรวงอกแทบจะระเบิดออกมา เถาชุนนอนหมอบหอบหายใจแฮ่กๆ อยู่บนต้นไม้ นางปีนขึ้นไปนั่งคร่อมบนกิ่งไม้ จากนั้นจึงก้มมองลงไปใต้ต้นไม้
ห่างจากนางไปสองสามจั้งมีรอยเลือด ทาคินที่กำลังเดือดดาลตัวหนึ่งยืนมองลงไปข้างล่างจากเนินเขา ปากเอาแต่ร้องแบ๊ะๆ ด้านล่างเขาก็มีเสียงร้องตอบรับดังทุ้มกังวานราวกับเสียงสะท้อนจากโอ่งน้ำ
เถาชุนพอจะเดาออกได้เลาๆ นางมองไปทางถ้ำหมี เห็นอูฉางอันกับอาเซิ่งสาวเท้าเร็วรี่มาทางนี้ คนหนึ่งใช้มือข้างเดียวถือคันธนู อีกคนใช้มือข้างเดียวถือลูกธนู
"กลับเข้าไปในถ้ำ อย่ามาทางนี้!" เถาชุนห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามา สองคนนี้วิ่งก็ไม่ได้ปีนต้นไม้ก็ไม่ไหว หากถูกทาคินสังเกตเห็นขึ้นมา มีแต่ต้องวิ่งหนีเข้าถ้ำ นั่นจะกลายเป็นถูกทาคินดักอุดปากถ้ำไว้พอดี
อีกด้านหนึ่ง หลี่ซานกอดลำต้นไม้ไว้แน่น พยายามยิงลูกธนูลงมาข้างล่างท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลูกธนูในกระบอกแทบจะหมดแล้ว แพะเขาบิดใต้ต้นไม้ก็ชนจนโคนต้นแทบจะถอนรากถอนโคนขึ้นมา
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาจากแดนไกล หัวลูกศรเสียบทะลุเข้าไปใต้หางแพะ แพะเขาบิดล้มตึงลงกับพื้นทันที เสียงร้องทุ้มแหลมพลันเพี้ยนเสียงไป
หลี่ซานสบโอกาสรีบกระโดดลงจากต้นไม้ เขายิงซ้ำใส่แพะเขาบิดที่ล้มอยู่อีกดอกหนึ่ง แล้วรีบไปดูสถานการณ์ของเถาชุนตามเสียงเร่งเร้าของอูฉางอัน
ทาคินที่กลิ้งตกเขาไปปีนกลับขึ้นมาอีกครั้ง หน้าตาที่เดิมดูซื่อๆ บัดนี้กลับดุร้ายเหี้ยมเกรียม เถาชุนมองเห็นท่าเดินของมันดูผิดปกติแต่ไกล เดิมทีนึกว่ามันขาหัก ทว่ากลับเห็นลูกธนูดอกหนึ่งแกว่งไกวด๊อกแด๊กอยู่ที่ก้นของมัน สะบัดอย่างไรก็ไม่ยอมหลุด
"น้องสาว เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม" หลี่ซานยิงธนูออกไปดอกหนึ่งหมายจะล่อแพะเขาบิดไป
ทาคินที่เพิ่งปีนขึ้นมาได้ยินเสียงเข้าก็พุ่งชาร์จไปอย่างไม่คิดชีวิต เถาชุนมองเห็นลูกธนูที่เสียบคาอยู่ตรงไข่วัว นางจึงร้อง "อ๊าก" ออกมาคำหนึ่ง พลางรีบตะโกนลั่นว่า "เจ้ารีบหนีเร็ว! ใครยิงไข่มันแตกวะเนี่ย!"
หลี่ซานได้ยินเข้าก็หันหลังโกยอ้าว เรื่องนี้วุ่นวายใหญ่หลวงแล้ว ไม่ตายไม่เลิกราแน่
เถาชุนเขย่งปลายเท้าชะเง้อคอดู เห็นหลี่ซานปีนขึ้นไปบนต้นสนหนาเท่าต้นขา ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ถอนหายใจโล่งอก ต้นไม้ก็ถูกชนจนหักสะบั้น
หลี่ซานกระโดดเผ่นลงมาก่อนที่ต้นไม้จะล้มฟาดพื้น เขากลิ้งตัวพลางยิงเกาทัณฑ์ใส่แพะเขาบิดหนึ่งดอก ลูกธนูปักเข้าที่ท้องแพะ ทว่ามันกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด วิ่งคำรามพุ่งชนเข้ามาทั้งที่มีลูกธนูคาอยู่ที่พุง หลี่ซานจึงรีบสับตีนแตกวิ่งหนีสุดชีวิต
เสียง "ตึง" ดังสนั่น หลี่ซานถูกชนจนกระเด็นลอยละลิ่วออกไป เขาร้องลั่นคำหนึ่ง ไม่ทันได้ร้องโอดโอย ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีต่อไป
เถาชุนอยากจะลงจากต้นไม้ ทว่าห่างออกไปสามจั้งยังมีทาคินอีกตัวหนึ่งจ้องมองนางอยู่ มันไม่ขยับและไม่ส่งเสียง ดูภายนอกเชื่องช้าว่าง่าย แต่นางกลับไม่กล้าขยับเลยแม้แต่นิด
ในวินาทีคับขัน เฮยหลางกับเฮยเป้าก็พุ่งพรวดเข้ามา พวกมันหลอกล่อโผเข้าใส่ทาคิน เฮยหลางกระโดดกัดหางของมันแล้วลากถอยหลัง
จังหวะที่ทาคินจะพุ่งชนคนชะงักช้าลงไปชั่วพริบตา หลี่ซานคว้าโอกาสนั้นกระโดดจากที่สูงดิ่งลงสู่แอ่งน้ำ
ตัวการปรากฏตัวขึ้นแล้ว ทาคินหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว ชนสุนัขกระเด็นลอยไปในคราวเดียว
เฮยเป้าขยาดกลัวแล้ว มันเอาตัวดันเฮยหลางขึ้นมา สุนัขสองตัวจึงพากันกะเผลกวิ่งเตลิดลงเขาไป
เศษดินที่ฟุ้งกระจายบนเขาตกลงสู่พื้น กลิ่นคาวเลือดคละเคล้ากลิ่นคาวดินอบอวลไปทั่ว เถาชุนหดตัวอยู่บนต้นไม้ไม่กล้าส่งเสียง นางแอบจับจ้องดูทาคินสองตัวใต้ต้นไม้อย่างเงียบเชียบ
ทาคินตัวที่บาดเจ็บเตรียมจะไล่ตามลงเขาไป ทว่าทาคินอีกตัวส่งเสียงร้องขึ้นมาคำหนึ่ง แล้วหันหลังเดินกลับขึ้นไปบนภูเขา
หลี่ซานซ่อนตัวอยู่ในแอ่งน้ำไม่กล้าส่งเสียง เขาจ้องมองวัวบาดเจ็บที่อยู่ไม่ไกล พอเห็นมันมองขึ้นไปบนเขา เขาก็เข้าใจว่าแพะเขาบิดยังไม่จากไป
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น" อาเซิ่งถามเสียงเบา "พี่ข้าเล่า"
อูฉางอันก็ร้อนใจเช่นกัน สัตว์ป่าที่หน้าตาเหมือนแพะนี้ไม่รู้ว่าเป็นตัวบ้าอะไร กระโดดได้สูงวิ่งได้เร็ว หัวแข็งกว่าวัว อารมณ์ยังดุร้ายเหลือร้าย ไม่น่าไปหาเรื่องด้วยจริงๆ
บนเขาเงียบสงบไปพักใหญ่ กระทั่งสุนัขก็ไม่ส่งเสียงเห่าแล้ว อูฉางอันเกาหัวแล้วกล่าวว่า "ไป เจ้าถือคันธนู ข้าถือลูกธนู พวกเราสองคนออกไปดูกัน"
พอก้าวพ้นถ้ำหมี อูฉางอันก็มองเห็นเถาชุนปีนลงมาจากต้นไม้แต่ไกล พอเห็นนางโบกมือ เขาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ทาคินที่ล้มอยู่บนพื้นพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นยืน ทว่ามันเสียเลือดมากเกินไป พอยืนขึ้นมาได้ก็ซวนเซแล้วล้มตึงลงไปอีก
"หลี่ซาน!" เถาชุนตะโกนเรียก "ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่"
"ข้าอยู่ในแอ่งน้ำ" หลี่ซานว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง "มารดามันเถอะ เคราะห์ดีที่ข้าว่ายน้ำเป็น ไม่อย่างนั้นคราวนี้ตายแน่ แพะเขาบิดเล่า ไปแล้วหรือ"
"ไปตัวหนึ่ง อีกตัวนี้ลุกไม่ขึ้นแล้ว" เถาชุนเดินลงเขาไป "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าเห็นเจ้าโดนชนไปทีหนึ่ง"
หลี่ซานนอนหมอบเปียกโชกอยู่ริมตลิ่ง ท่อนล่างยังแช่อยู่ในน้ำ เขาขยับหัวไหล่ กระดูกแผ่นหลังเจ็บแปลบราวกับจะหักสะบั้น ปวดจนน้ำตาแทบเล็ด
เถาชุนเดินเข้ามา นางช่วยลากเขาขึ้นฝั่ง ถอดเสื้อนวมหนักอึ้งออกให้เขาก่อน เสื้อตัวในเปียกชุ่มไปด้วยรอยเลือดเป็นวงกว้าง
"เลือดออก ข้าจะถอดเสื้อตัวในให้เจ้าด้วย" นางบอกเขาก่อน แล้วดึงชายเสื้อขึ้นมา มีบาดแผลรอยหนึ่งตรงซี่โครง พอนางยื่นมือไปกดเบาๆ หลี่ซานก็เจ็บจนร้องโอดโอยเรียกหาพ่อแม่
"น่าจะกระทบกระเทือนถึงกระดูก บาดแผลภายนอกไม่นับว่าสาหัส" เถาชุนกล่าว "ไม่ได้กระแทกโดนกระดูกก้นกบกับกระดูกเอวใช่ไหม"
"ไม่ โดนเขาแพะขวิดไปทีหนึ่ง ตอนข้าตกลงมาอยู่ในท่าคว่ำหน้า ไม่ได้กระแทกโดนหลัง" หลี่ซานได้สติกลับมา "เคราะห์ดีเหลือเกินที่ไม่โดนกระดูกเอว เกือบทำเอาข้าพิการเป็นอัมพาตไปแล้ว"
เถาชุนช่วยประคองเขาขึ้นมา "พวกเราต้องรีบกลับถ้ำหมี ข้ากังวลว่าอาจจะมี… มีแพะลงมาจากเขาอีก มีตัวหนึ่งวิ่งขึ้นเขาไป ไม่รู้ว่ากลับไปส่งข่าวหรือไม่"
เสียงร้องของทาคินเหมือนแพะ ขนยาวทั่วตัวก็เหมือนขนแกะขนแพะ นางจึงพลอยเรียกว่าแพะตามพวกเขาไปด้วยเสียเลย
หลี่ซานอาศัยแรงพยุงของนางยันตัวลุกขึ้นยืน พอยืนได้มั่นคงก็ไม่ให้นางช่วยประคองแล้ว เขาเกร็งลำตัวท่อนบนเดินแข็งทื่อขึ้นเขาไป
อูฉางอันกับอาเซิ่งเพิ่งเดินมาถึง ทั้งสองคนกำลังเตรียมจะยิงเกาทัณฑ์ซ้ำใส่แพะที่นอนกองอยู่บนพื้น พอเดินมาดูด้านหน้าก็พบว่ามันตายสนิทแล้ว
"ลูกธนูดอกแรกพวกเจ้าสองคนยิงหรือ" เถาชุนเอ่ยถาม "ไม่รู้จะบอกว่าแม่นหรือห่วยดี ยิงดอกเดียวระเบิดไข่มันกระจุย ก็นับว่ามีฝีมืออยู่หรอก"
อูฉางอันถึงเพิ่งมองเห็นลูกธนูที่เสียบคาอยู่ตรงไข่แพะ เขาหนีบขาตรงโดยไม่รู้ตัว แอบอุทานในใจว่าช่างสร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ ลูกธนูดอกนี้ชั่วร้ายเกินไปแล้ว จากนั้นเขาก็ลองคิดดู สัตว์ป่าตัวนี้น่ากลัวเหลือเกิน ถูกยิงไข่ระเบิดยังวิ่งได้กระโดดได้ หากเปลี่ยนเป็นเขา คงล้มตึงลงไปนอนไม่กล้ากระดิกแล้ว
"ไป กลับถ้ำหมี" เถาชุนก้มลงดึงลูกธนูออกมาสองดอก พลางกล่าวว่า "ไม่รู้ว่าพวกพ้องของมันจะยกโขยงลงมาแก้แค้นหรือไม่ พวกเราต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ข้ากะว่าจะเอาหินอุดปากถ้ำไว้ หากพวกมันลงมา พวกเราก็หลบอยู่ในถ้ำห้ามส่งเสียงเด็ดขาด"
"นี่มันตัวอะไรกัน ตัวเหมือนแพะ หน้าเหมือนม้า หางเหมือนลา กีบเท้าเหมือนวัว" อาเซิ่งสงสัย "พวกมันอยู่บนเขามาตลอดเลยหรือ ก่อนหน้านี้มีหมีดำอยู่ พวกมันเลยไม่ลงเขาหรือ"
อูฉางอันชำเลืองมองเถาชุนแวบหนึ่ง เขารู้สึกว่านางรู้จักสัตว์ป่าชนิดนี้
หลี่ซานเตะไข่แพะไปทีหนึ่ง พลางกล่าวว่า "ข้าคิดว่าหมีดำก็ใช่จะกล้าตอแยพวกมัน ต่อให้เป็นวัวเขียวตัวใหญ่ที่คุ้มคลั่งก็ใช่ว่าจะสู้มันได้"
"รีบไปเถอะ" เถาชุนเร่งเร้า นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงคาดเดาว่า "ตอนอากาศร้อน พวกมันคงหากินอยู่บนยอดเขา พออากาศหนาว พวกมันก็อพยพลงมาข้างล่าง เฮยหลางกับเฮยเป้าถึงเพิ่งจะไปเจอพวกมันเข้าวันนี้"
"ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา ก็ฟังดูสมเหตุสมผล" หลี่ซานพยักหน้า
"ไปกันได้หรือยัง" เถาชุนไม่สนใจพวกเขาอีก "พวกเจ้าค่อยๆ เดินไป ข้าจะรีบกลับไปขนก้อนหินก่อน"
เถาชุนตั้งใจจะอุดปากถ้ำ ปิดไว้สูงครึ่งตัวคน ทาคินจะได้มุดเข้ามาไม่ได้ ส่วนคนยังสามารถปีนข้ามออกไปจากช่องด้านบนได้
ส่วนสุนัขสองตัวกับวัวหนึ่งตัว นางดูแลไม่ไหวแล้ว ถึงเวลานั้นคงทำได้เพียงแก้เชือกปล่อยให้พวกมันหนีเข้าป่าไปหลบภัยเอาเอง
เถาชุนรวบรวมก้อนหินระเกะระกะใกล้ถ้ำหมีก่อน แบกมาวางไว้ที่ปากถ้ำทีละก้อน ก้อนใหญ่เกินไปนางยกไม่ไหว ทำได้เพียงขนก้อนเล็กๆ
ผู้ชายทั้งสามคนช่วยอะไรไม่ได้เลย หลี่ซานทั้งตกใจทั้งขวัญผวายังไม่หายตื่นตระหนก ยังดีที่อูฉางอันช่วยก่อกองไฟให้เขาผิงผมให้แห้ง
เถาชุนลากท่อนไม้สนที่ถูกทาคินชนจนหักกลับมา นางหิวแล้วแต่ไม่มีเวลาทำกับข้าว เห็นอูฉางอันกับอาเซิ่งใช้มือคนละข้างประสานงานกันได้อย่างรู้ใจ นางจึงมอบหมายให้พวกเขาสองคนรับผิดชอบทำมื้อเที่ยง
"มื้อเที่ยงจะตุ๋นเนื้อกินไหม" สายตาของอูฉางอันเหลือบมองออกไปข้างนอก แพะเขาบิดสองตัวนั้นยังนอนแอ้งแม้งอยู่บนเขาเลย
"อย่าเลย กินปลาเถอะ หากพวกเรากินเนื้อแพะเข้าไป เกิดฝูงแพะลงมาได้กลิ่นแล้วทำให้พวกมันโมโหขึ้นมา พวกเราคงไม่มีปัญญาหนีรอดเป็นหนที่สองแน่" อาเซิ่งไม่กล้าก่อเรื่องอีกแล้ว ตอนนี้เขาเฝ้าหวังเพียงให้ขบวนขนเสบียงรีบกลับมาโดยเร็ว เพื่อที่เขาจะได้กลับไปอย่างปลอดภัยมีชีวิตรอด
"จำใส่ใจไว้ได้ก็ดี ดูท่าคงไม่เจ็บตัวเปล่า" เถาชุนเอ่ยชมประโยคหนึ่ง "แพะสองตัวนั้นตอนนี้ยังแตะต้องไม่ได้ หากสองวันนี้ไม่มีแพะเขาบิดตัวอื่นลงมาจากเขาอีก ข้าค่อยไปถลกหนัง ชำแหละเนื้อเอามาทำเนื้อรมควัน"
"ฟังพี่สะใภ้สามขอรับ" อาเซิ่งเอ่ยอย่างว่าง่าย ชั่วพริบตาต่อมาก็ถูกถลึงตาใส่ เขารีบหดคอลงราวกับนกกระทาในทันที
เถาชุนจ้องอูฉางอัน คนผู้นี้เกิดอาการผีเข้าอะไรขึ้นมาอีก อาเซิ่งจะเป็นลูกไล่ของเขาคนเดียวหรืออย่างไร
"ไม่พอใจอะไรหรือ" นางถาม "เจ้าไปถลึงตาใส่เขาทำไม อาเซิ่งฟังข้าไม่ได้หรือ"
"ใช่สิ ใช่สิ นี่มันน้องชายข้า จะข้ามหน้าข้ามตาข้าไปประจบเจ้าได้อย่างไร" อูฉางอันสบโอกาสจึงเอ่ยขึ้น เขายกแขนขึ้นกอดคออาเซิ่งไว้ พลางยิ้มแสยะกล่าวว่า "เจ้าว่าที่ข้าพูดถูกหรือไม่ เจ้าเป็นน้องชายข้าใช่ไหม ย่อมไม่อาจทำเรื่องทรยศหักหลังข้าได้กระมัง"
อาเซิ่งรู้สึกละอายใจ เขาลดสายตาลงจ้องมองขี้เถ้าฟืนที่ปลิวว่อนอยู่บนพื้น พยักหน้าเงียบๆ
เรื่องทรยศไม่ทรยศอะไรกัน เถาชุนรู้สึกพิกลพิลึก คร้านจะสนใจพวกเขา นางจึงเดินไปขนหินต่อ
นางเดินแบกหินไปกลับถึงสี่ห้าสิบเที่ยว จนพอจะก่อกำแพงหินสูงสามเซียะขึ้นที่ปากถ้ำได้สำเร็จ ขอบบนปากถ้ำเว้นช่องระบายอากาศไว้กว้างไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน
อาหารกลางวันเสร็จแล้ว เถาชุนก็เหนื่อยจนหมดสภาพ แขนของนางเมื่อยล้าจนแทบจะยกชามไม่ไหว
อาเซิ่งส่งข้าวต้มน้ำแกงปลาเข้าไปในถ้ำ "พี่ ลุกขึ้นนั่งกินข้าวไหวหรือไม่"
"ไหว" ตอนนี้หลี่ซานกลายสภาพเหมือนอูฉางอันแล้ว เวลานอนทำได้แค่นอนตะแคง เวลาจะลุกขึ้นก็ต้องเอาเข่ายันพื้นอาศัยเรี่ยวแรงจากขาทั้งสองข้างปีนลุกขึ้นมา
เถาชุนเคี้ยวข้าวพลางกล่าวว่า "ประเดี๋ยวเจ้าช่วยนวดแขนให้ข้าที"
อูฉางอันรับคำอย่างกระตือรือร้น เขารู้สึกยินดีที่ตนเองยังมีมือดีเหลืออยู่อีกข้างหนึ่ง
พูดไปเช่นนั้น แต่พอกินข้าวเสร็จเถาชุนก็ไม่ได้พักผ่อน นางหิ้วกาน้ำทองแดงสองใบไปตักน้ำสองกา พร้อมกับถือโอกาสแก้เชือกผูกวัวนำมาพันไว้รอบเขาวัว เพื่อไม่ให้มันเดินเข้าป่าแล้วเชือกไปพันเกี่ยวกับกิ่งไม้
"เดี๋ยวค่อยมาพอกยาให้อีกรอบนะ" เถาชุนลูบเขาวัว พลางกล่าวว่า "เจ้าเป็นเจ้าตัวฉลาด อย่าได้ไปหาเรื่องพวกทาคินเชียว พวกมันอารมณ์ดุร้ายร้ายกาจ เขาก็แหลมคม เจ้ามีแผลอยู่ หากไปปะทะกับพวกมันเจ้ามีแต่จะเสียเปรียบ"
เจ้าหน้าบากสะบัดหัว ไล่แมลงที่ตอมอยู่บนบาดแผลให้บินหนีไป
เถาชุนหิ้วน้ำกลับไป แล้วรีบหยิบน้ำเต้ายาเดินลงเขามา วัวต้องกินหญ้าดื่มน้ำ แผลบนหน้าของมันพันผ้าไม่ได้ นางทำได้เพียงโรยผงยาเพิ่มอีกสองชั้นเพื่อป้องกันแมลงวันไต่ตอม
ดูแลวัวเสร็จ เถาชุนก็ไปเก็บฟืนในหุบเขา ถือโอกาสตามหาสุนัขไปด้วย เฮยหลางกับเฮยเป้าไม่รู้ว่าวิ่งเตลิดไปอยู่ที่ใด ตอนท้ายเฮยหลางถูกทาคินชนไปทีหนึ่ง ไม่รู้ว่าบาดเจ็บสาหัสหรือไม่
เดินหาจนทั่วหุบเขา เถาชุนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาสุนัข นางจึงตะโกนเรียกสองสามเสียง เสียงเห่าของสุนัขดังแว่วออกมาจากในเขา นางวางมัดฟืนลงแล้วเดินเข้าไปดูในป่า
เฮยหลางบาดเจ็บจริงๆ พอมันเห็นเจ้านายหญิงก็กระดิกหาง พยายามฝืนตัวลุกขึ้นยืน
เถาชุนลองบีบขาหลังข้างขวาที่มันหดเกร็งไว้ ไม่มีบาดแผลภายนอก คาดว่าคงกระทบกระเทือนถึงกระดูก ทว่าเฮยเป้าดูแลมันเป็นอย่างดี บนพื้นยังมีซากกระต่ายที่กินเหลือทิ้งไว้อีกครึ่งตัว
"เด็กดี นอนลงเถอะ" เถาชุนลูบหัวเฮยหลาง "ตอนนี้ข้าไม่มีปัญญาดูแลพวกเจ้าได้แล้ว พวกเจ้าสองตัวซ่อนตัวอยู่ในเขายังปลอดภัยเสียกว่า หากข้ามีเวลาจะแวะมาหาพวกเจ้าใหม่"
เถาชุนเดินกลับออกมา เฮยเป้าเดินมาส่งนางถึงชายป่า พอถึงบริเวณนอกเขามันก็ไม่เดินต่อ พอนางเดินไปไกลแล้ว มันจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในป่า
เถาชุนเก็บฟืนในหุบเขาได้สามมัด อูฉางอันกับอาเซิ่งก็ช่วยกันเก็บฟืนมัดใหญ่ได้หนึ่งมัดใกล้ๆ ถ้ำหมี เอาฟืนสี่มัดตั้งเรียงอุดไว้หน้าถ้ำ เถาชุนจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
"ข้านวดแขนให้นะ" อูฉางอันขยับเข้ามาใกล้
"เดี๋ยวก่อน ข้าอยากไปลากทา… แพะเขาบิดที่อยู่เหนือแอ่งน้ำออกไปให้พ้นทางเสียหน่อย จะได้ไม่เกะกะทางไปตักน้ำ" เถาชุนกล่าว
"ข้าไปด้วย ข้าช่วยออกแรงข้างหนึ่ง" อูฉางอันเอ่ย
อาเซิ่งทำท่าจะลุกขึ้นยืนตาม ทว่าพอเห็นสีหน้าเย็นชาของอูฉางอัน เขาก็นั่งลงตามเดิมอย่างเก้อเขิน
ทว่าทาคินเพศผู้ตัวเต็มวัยหนักถึงหกเจ็ดร้อยชั่ง เถาชุนกับอูฉางอันร่วมแรงกันก็ลากไม่ขยับ อูฉางอันหน้าเสียแล้วกล่าวว่า "ข้าไปเรียกอาเซิ่งมาช่วย"
"ช่างเถอะ ต่อให้รวมหัวกันทั้งสี่คนก็ใช่ว่าจะลากไหว" เถาชุนยอมถอดใจ "น่าเสียดายเนื้อกองเบ้อเริ่มขนาดนี้ รมควันตัวเดียวกินได้เป็นปีแท้ๆ"
"บางทีแพะตัวอื่นอาจจะไม่ลงมาแล้ว…" คำพูดยังไม่ทันขาดคำ อูฉางอันก็มองเห็นบางสิ่งเคลื่อนลงมาจากบนเขา เขารีบคว้ามือเถาชุนแล้วดึงนางก้าวยาวๆ วิ่งหนีกลับถ้ำหมีทันที
อาเซิ่งเห็นเข้ามีหรือจะไม่เข้าใจ เขารีบเหยียบก้อนหินปีนข้ามเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว
อูฉางอันกับเถาชุนตามมาติดๆ เขาช่วยดันตัวเถาชุนเข้าไปก่อน จากนั้นตนเองก็นั่งบนหินแล้วปีนข้ามตามเข้าไป พร้อมกับกระชากมัดฟืนขึ้นมาอุดช่องระบายอากาศด้านบนไว้จนมิดชิด
ฝูงทาคินฝูงใหญ่ลงมาจากเขา กลิ่นคาวเลือดของพวกพ้องที่ลอยฟุ้งอยู่ในหุบเขากระตุ้นให้พวกมันคลุ้มคลั่งเดือดดาล พวกมันพุ่งชนต้นไม้เสียงดังโครมคราม ต้นไม้บริเวณเชิงเขาที่มีอยู่น้อยนิดถูกพวกมันทำลายจนย่อยยับ
เสียงกีบเท้าย่ำหนักหน่วงดังสะเทือนอยู่เหนือศีรษะ ภายในถ้ำหมียิ่งมายิ่งเงียบสงัด เถาชุนกลั้นหายใจตั้งสมาธิ ฟังเสียงทาคินเหยียบย่ำลงบนชะง่อนหินใหญ่เหนือปากถ้ำ นางมองผ่านรอยแยกออกไปเห็นปลาแห้งรมควันที่แขวนไว้ใต้หินแกว่งไกวราวกับใบไม้ต้องลม ไม่นานนัก เชือกก็ขาดสะบั้น ปลาแห้งรมควันที่แขวนอยู่ร่วงกราวลงสู่พื้น
ทาคินกระโดดลงมาจากชะง่อนหินใหญ่ มันเดินเข้ามาใกล้ปากถ้ำ กีบเท้าเหยียบย่ำจนปลาแห้งเละแหลก กลิ่นคาวปลาด้านนอกถ้ำยิ่งมายิ่งรุนแรงคละคลุ้ง
คนในถ้ำแทบไม่กล้าหายใจ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ด้านนอกไม่มีความเคลื่อนไหวแล้ว พวกเขาถึงกล้าพรูลมหายใจยาวออกมา
กระทั่งท้องฟ้ามืดมิด เถาชุนถึงค่อยดันกองฟืนออกแล้วปีนข้ามออกไป ทาคินยังคงวนเวียนอยู่ในหุบเขา นางเก็บปลาแห้งรมควันห้าตัวที่ยังไม่ถูกเหยียบเละขึ้นมาวางผึ่งไว้บนมัดฟืน
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/44
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย