Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน

บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน

ตอนที่ 46 — ตอนที่ 46 ฟ้องร้องเอาผิดเถาชุน คนนอกเขามาเยือน

ขบวนขนเสบียงจะหยุดพักค้างแรมในหุบเขาหนึ่งคืน พวกเขาขนถ่ายเสบียงบนหลังวัวลงมา ยังไม่ทันได้หุงหาอาหาร ก็พากันแห่ไปดู "สัตว์สี่อย่างไม่เหมือน" * ตามที่หลี่ซานเล่าขาน ไม่ได้รังเกียจซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียนเลยแม้แต่น้อย

ผู้เฒ่าหูก็เดินไปดูด้วยเช่นกัน พร้อมกับถือโอกาสเดินสำรวจรอบนอกถ้ำหมีหนึ่งรอบ กำแพงหินครึ่งท่อนที่ก่อขวางอยู่หน้าถ้ำหมีทำให้เขาบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เครื่องปั้นดินเผาที่เหลือไม่จำเป็นต้องบรรทุกกลับไป นำมาเรียงซ้อนเก็บไว้ในถ้ำเสียเลย ปีหน้ายามเดินทางไปแลกเสบียงที่เขาเป้าเยวี่ยอีกครั้ง เดินผ่านตรงนี้ค่อยแวะเอาออกมา เช่นนี้ก็ไม่ต้องทนลำบากแบกเครื่องปั้นดินเผาไปๆ มาๆ อีกเที่ยว

พอมีความคิดนี้ ผู้เฒ่าหูก็ไปเรียกเถาชุนมาเก็บกวาดข้าวของในถ้ำหมี แล้วสั่งให้คนขนเครื่องปั้นดินเผาที่บรรทุกกลับมาขึ้นเขาไปเก็บไว้ในถ้ำ

"ระวังหน่อย อย่าไปแตะต้องก้อนหินที่อุดปากถ้ำไว้ ขนเครื่องปั้นดินเผาเข้าไปหมดแล้ว พวกเจ้าก็ขนหินมาอุดปากถ้ำเพิ่มอีกเสีย" ผู้เฒ่าหูกำชับสั่งการ

เถาชุนยัดเสื้อผ้าของนางกับอูฉางอันรวมกัน พอเก็บเรียบร้อย นางก็เดินไปดูเสบียงที่กองซ้อนกันอยู่บนพื้น เสบียงที่บรรจุอยู่ในกระสอบป่านมีทั้งข้าวสารและข้าวเปลือก อีกทั้งยังมีวอลนัตป่าและเกาลัดที่ยังแลกไม่หมด ส่วนถั่วลิสงกับข้าวโพดที่นำมาจากสุสานนั้นแลกเปลี่ยนออกไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว

"มีเสบียงเพียงเท่านี้หรือ ดูเหมือนไม่ค่อยเยอะเท่าไร ใช้เครื่องปั้นดินเผาแลกเสบียงมาได้ทั้งหมดกี่ชั่งกัน" เถาชุนเอ่ยถามชายที่เฝ้าเสบียง

"ปีนี้แลกมาได้ไม่เท่าไร มีแค่สิบหกกระสอบป่านี่แหละ กะดูแล้วน่าจะสักสองพันชั่ง เทียบกับปีกลายแล้วลดลงไปครึ่งหนึ่ง" ชายเฝ้าเสบียงเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง "พวกชาวสุสานที่เขาเป้าเยวี่ยหน้าเลือดนัก เครื่องปั้นดินเผาที่พวกเราขนกลับมาพวกนี้ พวกมันถึงกับยอมแลกเสบียงให้แค่ห้าร้อยกว่าชั่ง เคราะห์ดีที่ผู้เฒ่าหูไม่ตกลง"

เถาชุนลองคำนวณดู สุสานองค์หญิงมีชาวสุสานอยู่สี่สิบหกครัวเรือน หากแบ่งเฉลี่ยตามจำนวนครัวเรือน แต่ละครัวเรือนจะได้แบ่งเสบียงเพียงแค่สี่สิบกว่าชั่งเท่านั้น…

"ข้าวที่ปลูกในสุสานของพวกเราปีนี้เก็บเกี่ยวได้เท่าไร" นางซักถามต่อ

"เรื่องนี้เจ้าต้องไปถามผู้เฒ่าหู ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด ทว่าปีกลายดูเหมือนจะเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกได้แค่พันสองสามร้อยชั่งเท่านั้น"

เถาชุนได้ยินเช่นนั้นก็เลิกหวัง หากต้องหวังพึ่งเสบียงที่สุสานแจกจ่าย ก็คงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนกินข้าวต้มข้าวโพดประทังชีวิตไปวันๆ

"ทำงานเสร็จกันหรือยัง กับข้าวเสร็จแล้ว" หูเจียเฉวียนตะโกนเรียก

เถาชุนเลิกคิดฟุ้งซ่าน นางรีบหยิบชามตะเกียบไปตักข้าว ข้าวสารและแป้งหมี่ไม่กี่ชั่งที่หูเจียเฉวียนทิ้งไว้ให้ก่อนหน้านี้ถูกกินจนหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว คนทั้งสี่หดหัวอยู่ในถ้ำหมีตลอดสามวัน ไม่มีกับข้าวก็ต้องหุงข้าวต้มแป้งให้เยอะขึ้น ทุกมือกินข้าวสารแป้งขาว ไม่ถึงสามวันก็เกลี้ยงกระสอบ เมื่อวานกับวันนี้พวกเขาจึงกินแต่ปลาซดแต่น้ำแกงทุกมื้อ ไม่ได้แตะต้องข้าวสารเลยสักเม็ด

ข้าวสวยที่หุงในกาน้ำทองแดงเป็นข้าวใหม่ของปีนี้ พอเปิดฝาออก กลิ่นหอมของข้าวก็อบอวลไปทั่ว กองไฟด้านข้างยังแขวนหม้อต้มไก่กับกระต่ายตุ๋นรวมกันไว้ เนื้อสัตว์ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทว่าไม่อาจบดบังกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยได้เลย

"พี่รองหู ตักข้าวสวยให้ข้าสองชาม" เถาชุนยื่นชามสองใบส่งให้ "ตักพูนๆ หน่อยนะ พวกเราหิวโซมาสองวันแล้ว"

หูเจียเฉวียนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ "ข้าไม่นึกเลยว่าหลี่ซานจะล้มพับไปอีกคน ทิ้งเขาไว้เพื่อให้ช่วยเหลืองานเจ้า กลับกลายเป็นเพิ่มภาระให้เจ้าต้องดูแลคนเพิ่มอีกคน ยังดีที่มีเจ้าอยู่ แม้จะหิวโซไปบ้าง แต่ชีวิตของทุกคนก็รักษาไว้ได้หมด"

ในใจเขาคิดว่าช่างขายหน้าเหลือเกิน ชาวสุสานที่ทำหน้าที่ลาดตระเวนเขาถึงสามคนออกจากสุสานองค์หญิงมาอยู่ในป่าเขายังไม่ถึงสิบวัน กลับบาดเจ็บกันทุกคน เกือบเอาชีวิตมาทิ้ง พูดออกไปคงเป็นที่น่าขบขันของชาวบ้าน

เถาชุนคิดในใจว่าพูดจาเกรงใจหวานหู สู้แบ่งเสบียงให้นางเพิ่มอีกสักสองสามชั่งยังดีเสียกว่า การเดินทางตามขบวนมาครั้งนี้นางแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ยังดีที่ได้เสบียงมาร้อยชั่ง ไม่นับว่าคว้าน้ำเหลว

"อูเหล่าซาน เอาจานมาใบหนึ่ง ข้าจะตักเนื้อให้พวกเจ้าเพิ่มอีกสองทัพพี" หูเจียเฉวียนตะโกนเรียก

อูฉางอันขานรับ เขาฝากพี่เขยช่วยดูไฟ แล้วถือจานเดินเข้าไป

เถาชุนถือชามข้าวสองใบกลับมาที่ข้างกองไฟ อูฉางอันต้มปลาไว้สองตัว ได้กลิ่นหอมลอยมา น้ำแกงปลาก็ต้มได้ที่แล้วเช่นกัน

อาหารมื้อนี้ไม่ต้องร่วมวงกินกับอาเซิ่งและหลี่ซานอีกแล้ว ตู้เยวี่ยตักปลาตัวหนึ่งไปกินกับน้องเขยของเขา ส่วนที่เหลือจึงเป็นของนางกับอูฉางอัน

มีข้าวสวย มีเนื้อสัตว์ มีน้ำแกงปลา เถาชุนกับอูฉางอันจึงได้กินอาหารมื้อใหญ่ที่อิ่มหนำสำราญอย่างแท้จริง

"ถ้ำหมีเข้าไปนอนไม่ได้แล้ว ประเดี๋ยวพวกเราสองคนไปนอนนอกถ้ำ ข้างบนมีแผ่นหินบังอยู่ กลางคืนนอนไม่ต้องตากน้ำค้าง" อูฉางอันกล่าว "ประเดี๋ยวเจ้าค่อยล้างชามตะเกียบ ข้าจะขึ้นไปกวาดหน้าถ้ำก่อน"

"ได้" เถาชุนรับปาก

สองสามีภรรยาไม่ส่งเสียงเอิกเกริก ในยามที่คนอื่นๆ กำลังง่วนก่อไฟขับไล่ความหนาว เถาชุนก็หยิบผ้าคลุมและเสื้อนวมเดินขึ้นเขาไปคนเดียว

ผ่านพ้นไปหนึ่งคืน ยามฟ้ารางสลัว เถาชุนกับอูฉางอันก็เก็บข้าวของลงจากเขา ทั้งสองคนปลดปลาแห้งรมควันที่แขวนไว้ใต้เพิงวัวลงมา แล้วใช้เชือกป่านร้อยรวมกัน

ปลาที่เพิ่งแขวนขึ้นไปเมื่อวานยังรมควันไม่ได้ที่นัก มีเพียงหนังปลาที่เริ่มแห้ง เนื้อปลายังคงนิ่มอยู่ ปลาอีกยี่สิบกว่าตัวนี้มัดติดไว้กับท่อนไม้ เถาชุนตั้งใจจะแบกเดินไปเอง มีลมพัดมีแดดส่อง อย่างไรก็คงไม่เน่าเสีย

"วัวไม่ต้องบรรทุกเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ก็อย่าปล่อยให้พวกมันเดินตัวเปล่ากลับไป เถาชุน กับพวกเจ้าอูเหล่าซาน พวกเจ้าสี่คนขี่วัวไป" ผู้เฒ่าหูจัดแจง

"ข้าขี่ไม่ได้หรอก ยังต้องดูแลเจ้าหน้าบากของบ้านข้า ข้าเดินไปดีกว่า" เถาชุนยื่นท่อนไม้ร้อยปลาให้อูฉางอัน "เจ้าขี่วัว เจ้าแบกสิ่งนี้ไป"

"หรือให้ข้าเดินดีกว่า แผลข้าตกสะเก็ดแล้ว ไม่เป็นไรหรอก" อูฉางอันอยากให้นางขี่วัว

เถาชุนรำคาญว่าเขาพูดมาก จึงผลักเขาไปทีหนึ่ง "รีบไปเถอะ"

จากนั้นนางก็อุ้มเฮยหลางขึ้นมา หลายวันที่อยู่ในหุบเขาแห่งนี้ช่างฝึกฝนกำลังคนได้ดีแท้ นางถึงกับสามารถแบกสุนัขหนักห้าสิบหกสิบชั่งขึ้นมาได้แล้ว

"มา พี่เขยช่วยออกแรงหน่อย ช่วยข้าดันเฮยหลางขึ้นหลังวัวที" สุนัขตกใจจนตัวแข็งทื่อ เถาชุนดันมันไม่ไหว

"เอาหมาขึ้นหลังวัวหรือ" คนละแวกใกล้เคียงไม่เข้าใจ "คนไม่ขี่ แต่กลับเอาหมาขึ้นไปเนี่ยนะ"

"เฮยหลางบ้านข้าเพื่อช่วยชีวิตหลี่ซาน จึงถูกแพะเขาบิดเตะจนขาหลังหัก สองวันนี้ยังเดินขากะเผลกอยู่เลย" อูฉางอันกล่าวขึ้น

คนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็ไม่คัดค้านอีก

เฮยหลางถูกดึงขาจับหมอบอยู่บนหลังวัว มันตกใจจนร้องครางหงิงๆ เฮยเป้าอยู่บนพื้นก็เห่าบ็อกๆ พลางวิ่งวนหน้าวนหลังรอบตัววัวด้วยความร้อนรน

เถาชุนใช้เชือกมัดสุนัขไว้กับหลังวัว พลางกล่าวว่า "พี่เขย หรือท่านจะขึ้นไปนั่ง ช่วยข้าจับสุนัขไว้หน่อย จะได้ไม่ดิ้นรน"

"ช่างเถอะ เจ้าขึ้นไปนั่งเถิด ข้าจะไปดูแลวัวบาดเจ็บเอง" ตู้เยวี่ยถ่อมตัวเกรงใจ แล้วกระซิบถามเสียงเบาว่า "เจ้าตั้งชื่อให้ท่านพ่อของพวกเราว่าเจ้าหน้าบากหรือ"

เถาชุน :…

นี่ถึงกับเรียกท่านพ่อแล้วหรือ

"มันก็แค่วัวตัวหนึ่ง" นางแก้ความเข้าใจ

ตู้เยวี่ยเผยสายตาเคลือบแคลงสงสัย "แล้วเจ้าสามบอกว่า…"

"เก็บของกันเสร็จหมดแล้วใช่ไหม ตรวจตราดูให้ดี อย่าทำของตกหล่น พวกเราจะออกเดินทางกันแล้ว!" หูเจียเฉวียนตะโกนก้อง

เถาชุนสบโอกาสรีบผละห่างจากตู้เยวี่ย นางหิ้วห่อผ้าแล้วจับเชือกปีนขึ้นไปบนหลังวัว นั่งอยู่ด้านหลังก้นของสุนัข

ตู้เยวี่ยไม่เซ้าซี้อีก เขาเดินไปจูงวัวบาดเจ็บ

หูเจียเฉวียนเดินสำรวจตั้งแต่หัวขบวนจรดท้ายขบวน พอเห็นว่าในหุบเขาไม่มีของตกค้าง เขาก็ส่งเสียงร้องโห่ร้อง คนนำทางเบิกทางจึงเริ่มก้าวเดินเป็นกลุ่มแรก

ผู้คนพาวัวและฝูงสุนัขเดินทางออกจากหุบเขาในยามที่ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ไม่นานก็เข้าสู่แนวป่าเขา เสียงพูดคุยของผู้คนและเสียงเห่าของสุนัขค่อยๆ แผ่วเบาลง จนกระทั่งในชั่วพริบตาหนึ่งก็เงียบหายไปอย่างสมบูรณ์

หุบเขาที่ว่างเปล่าเวิ้งว้างกลับคืนสู่ความสงบเงียบ ควันไฟสีเขียวอมดำจางหายไปตามสายลม ร่องรอยของมนุษย์ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ

ขณะเดียวกัน ณ สุสานองค์หญิง หัวหน้าสุสานกำลังพาชาวสุสานเกี่ยวข้าวอยู่บนหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำทางตอนล่าง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหลนชายตัวน้อยวิ่งมาตะโกนเรียก เขาจึงล้างคราบโคลนที่เท้า สวมรองเท้าแล้วเดินกลับไป

"เจ้าบอกว่าทูตสุสานหลวงมาหรือ" หัวหน้าสุสานถาม

"ขอรับ ไม่เพียงแต่ทูตสุสานหลวง ยังมีเจ้าพนักงานบันทึกการคลังที่มาส่งมอบเบี้ยหวัดให้พวกเราด้วย ท่านย่าใหญ่ให้ข้ามาตามท่านกลับไปขอรับ"

หัวหน้าสุสานลองนับวันเวลา เจ้าพนักงานที่มาส่งมอบเบี้ยหวัดควรจะมาถึงแล้วจริงๆ พวกเขาต้องรีบเดินทางกลับก่อนที่หิมะในเขาจะตก ปีก่อนๆ ก็มักจะเข้าป่ามาช่วงเดือนสิบ ทว่าทูตสุสานหลวงเดินทางมาพร้อมกับเจ้าพนักงานบันทึกการคลังเช่นนี้นับว่าไม่สู้ดีนัก ที่ยิ่งไม่สู้ดีไปกว่านั้นคือยายแก่ของเขายังเจาะจงให้เหลนชายตัวน้อยมาตามเขากลับไป ตามเขากลับไปทำไมกัน ปีก่อนๆ แค่วางเงินเบี้ยหวัดกับเกลือเบี้ยหวัดทิ้งไว้แล้วก็กลับไปไม่ใช่หรือ

พอกลับถึงบ้าน หัวหน้าสุสานก็ไล่ให้เหลนชายตัวน้อยไปเล่นที่อื่น เขาก้าวยาวๆ เข้าไปในเรือน พลางส่งเสียงทักทายดังลั่น "เมื่อเช้าได้ยินเสียงนกสาลิการ้อง ที่แท้ก็มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนนี่เอง ใต้เท้าทุกท่าน ข้าน้อยแซ่หูมิได้ออกไปต้อนรับแต่ไกล ต้องขออภัยด้วยขอรับ"

ทูตสุสานหลวงลุกขึ้นยืน เขายิ้มพลางกล่าวว่า "ผู้เฒ่าหู เจ้าช่างเกรงอกเกรงใจจริง น่าเสียดายที่วันนี้พวกเรามาหาเรื่องเอาความ ไม่ได้มาเป็นแขกเยือน"

หัวใจของหัวหน้าสุสานกระตุกวูบ เขารีบทบทวนความคิดอย่างรวดเร็ว ตนเองไม่ได้ทำผิดอันใดนี่นา จึงอดร้องทุกข์ไม่ได้ว่า "ข้าน้อยทำสิ่งใดผิดไปหรือขอรับ"

"ไม่ได้มาหาเจ้า มาหาเถาชุน ภรรยาของอูเหล่าซานต่างหาก" ป้าเหนียนก่อนที่หัวหน้าสุสานจะกลับมาได้ลองเลียบเคียงถามทูตสุสานหลวงมาแล้ว ยามนี้จึงออกหน้าอธิบาย "เจ้าพนักงานบันทึกการคลังเดินทางมาจากฉางอัน ที่ฉางอันมีคนยื่นฟ้องร้องเอาผิดเถาชุนว่า ในฐานะชาวสุสานกลับละเลยต่อหน้าที่ รับเบี้ยหวัดของราชสำนักแต่กลับแกล้งป่วยหลบไปเสวยสุขอยู่ในจวนติ้งหย่วนโหว อีกทั้งยังลักลอบหมั้นหมายสาบานรักกับคนนอกเขา ยอมแม้กระทั่งกินยาพิษฆ่าตัวตายแต่ไม่ยินยอมกลับเข้าป่ามาเฝ้าสุสาน!"

หัวหน้าสุสานรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าพวกเขาหาคนผิดตัวแล้ว ความสงสัยผุดขึ้นเต็มหัว "นี่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีใช่หรือไม่ เถาชุนไปล่วงเกินใครที่นอกเขามาหรือ นางแต่งงานกับอูฉางอันชาวสุสานในสุสานของพวกเรามาหนึ่งเดือนแล้ว ทั้งสองคนรักใคร่ผูกพันกันดียิ่ง เมื่อสิบวันก่อนสองสามีภรรยาก็เพิ่งตามขบวนขนเสบียงไปเขาเป้าเยวี่ยด้วยกัน"

"ไม่ผิดตัวแน่ คนที่ยื่นฟ้องร้องนางคือสมุห์บัญชีแห่งจวนติ้งหย่วนโหว บุตรชายของเขาหลังจากเถาชุนถูกคุมตัวกลับเข้าป่า ก็กินยาพิษตามไปด้วย พอมีคนไปพบเข้า ศพก็เย็นชืดไปแล้ว" เจ้าพนักงานบันทึกการคลังผู้เป็นหัวหน้ากล่าว "ไอ้หนุ่มที่ฆ่าตัวตายผู้นี้ ก็คือคนที่ลักลอบหมั้นหมายสาบานรักกับเถาชุนที่ใต้เขานั่นเอง!"

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/46

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย