บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน
ตอนที่ 6 — ตอนที่ 6 หวนคืนสู่เหย้า
“จดหมายอะไรหรือ” เถาชุนสาวเท้าไล่ตามไปถาม
“ท่านน้าของเจ้าเขียนถึงพ่อแม่เจ้า” อูฉางอันเหลียวมองกลับมา พอเห็นสีหน้าตึงเครียดของนาง เขาก็รู้สึกโล่งโปร่งสบายใจไปทั้งร่าง คราวนี้ถึงคราวที่นังผีสาวตนนี้จะต้องอกสั่นขวัญแขวนบ้างแล้ว
“เจ้าเคยเปิดอ่านจดหมายหรือไม่” เถาชุนถามต่อ “ท่านน้าของข้าได้แย้มพรายอะไรกับเจ้าบ้างหรือเปล่า”
“ไม่”
เถาชุนหลุบตาลงครุ่นคิด เนื้อความในจดหมายคงหนีไม่พ้นการตำหนิติเตียนนาง ซึ่งเรื่องนี้นางหาได้เกรงกลัวไม่ อย่างมากที่สุดก็แค่ถูกด่าทอถูกลงโทษสักยก
“การที่เจ้าตามข้ากลับบ้านในครานี้ เจ้าสวมรอยอยู่ในฐานะลูกเขยนะ หากพ่อแม่ข้าเกิดถูกชะตาเจ้าขึ้นมา อาจจะเกาะติดเจ้าไม่ปล่อยแน่ เจ้าจงใคร่ครวญให้ดี อย่าได้พูดจาส่งเดชเชียวเล่า” เถาชุนเอ่ยเตือนเป็นนัย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “หากพ่อแม่ไม่ยอมให้ข้าอยู่ที่บ้าน ข้าก็จำต้องกลับคำแล้วเกาะติดเจ้าไปแทนแล้วล่ะ”
“ข้ารู้แล้ว” อูฉางอันไม่ได้คิดจะเปิดโปงฐานะของนาง เขาไม่ได้รู้จักมักจี่กับนาง ทั้งยังปราบผีสะกดวิญญาณไม่เป็น จึงหวาดระแวงอย่างยิ่งว่าจะทำให้นางเดือดดาลจนคุมไม่อยู่ ยามที่ภูตผีแสร้งแปลงกายเป็นมนุษย์ยังพอมีความยำเกรงอยู่บ้าง แต่หากถูกต้อนจนจนตรอก ย่อมไม่มีสิ่งใดเหนี่ยวรั้งนางได้อีก ถึงเวลานั้นคงต้องพังพินาศย่อยยับไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาจะเห็น
“ข้าจะพักค้างที่นี่สักคืน รออธิบายเรื่องระหว่างเราสองคนกับพ่อแม่เจ้าให้กระจ่างแจ้งแล้วข้าก็จะจากไป” เขาเอ่ยอธิบายเสริมอีกประโยค
เถาชุนวางใจลงเล็กน้อย นางเอ่ยให้คำมั่นเช่นกัน “พอกลับมาอยู่บนเขาแล้ว ข้าจะใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์สงบเสงี่ยม กตัญญูดูแลพ่อแม่เป็นอย่างดี จะไม่ก่อเรื่องไม่ดูตาม้าตาเรือเหมือนแต่ก่อนอีก”
ได้ยินเช่นนั้น ความละอายใจในอกของอูฉางอันก็เบาบางลงบ้าง เป็นเขาเองที่นำพานังผีตนนี้เข้ามาในขุนเขา เพื่อเอาตัวรอดและความสงบสุขของตนเอง เขาจึงกัดฟันผลักไสนางให้ครอบครัวอดีตพ่อตา การกระทำเช่นนี้นับว่าไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมจริงๆ หากภายภาคหน้าครอบครัวของอดีตพ่อตาต้องประสบเคราะห์กรรมเพราะนังผีตนนี้ เขาย่อมไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้และคงมิอาจนอนตาหลับ หากนางยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวได้ ย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง
“พวกเจ้าสองคนมาจากไหนกันน่ะ” เสียงหนึ่งตะโกนถามมาจากด้านหลัง
คนสองคนกับวัวหนึ่งตัวหันขวับกลับไปพร้อมเพรียงกัน เถาชุนกวาดตามองอีกฝ่าย รู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง ทว่ากลับนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร
“อาเล็กของเจ้า” อูฉางอันกระซิบบอกเสียงแผ่ว
“อาเล็ก ข้าเถาชุนเอง เพิ่งกลับมาถึงจ้ะ” เถาชุนปั้นรอยยิ้มเอ่ยทักทาย “ท่านแบกจอบไปทำอะไรมาหรือ ช่วงเวลานี้พืชผลในไร่ไม่น่าจะต้องดายหญ้าแล้วนี่นา”
“เสี่ยวชุนเองรึเนี่ย อาเกือบจำไม่ได้แน่ะ โตขึ้นจนเปลี่ยนไปเลย สวยขึ้นตั้งเยอะ” เถาเหรินกวาดสายตามองหลานสาว พอเดินเข้ามาใกล้ก็เอ่ยทักทายอูฉางอันอย่างเกรงอกเกรงใจ “เพื่อไปรับแม่เด็กคนนี้ ลำบากหลานเขยต้องเดินทางออกไปนอกเขาเที่ยวหนึ่งแล้ว”
“อาเล็กเกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ข้าพึงกระทำขอรับ” อูฉางอันเอ่ยคำทักทายตามมารยาทได้อย่างคล่องแคล่ว เขากล่าวถามด้วยความเคารพ “ท่านไปลาดตระเวนเขามาหรือขอรับ”
“ไปขุดลอกทางน้ำมาน่ะ เมื่อวานซืนหน้าผาบนเขาพังลงมาเสี้ยวหนึ่ง ดินหินถล่มลงมากองขวางทางน้ำในลำธาร วันนี้ข้าเลยไปช่วยขุดแซะก้อนหินออก”
“ภูเขาถล่มหรือขอรับ” อูฉางอันตื่นตระหนก “เป็นอะไรมากหรือไม่”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ต้นไม้ล้มไปสองต้น ดินภูเขากับก้อนหินร่วงลงมาสองเข่ง ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงแนวทิศทางของขุนเขาหรอก ไปเถอะ อย่ามัวยืนคุยกันตรงนี้เลย กลับบ้านกันดีกว่า” เถาเหรินเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “พวกเจ้าเพิ่งมาจากบ้านหรือเพิ่งกลับมาจากนอกเขากันล่ะ”
“เพิ่งกลับมาจากนอกเขาขอรับ”
“พืชผลนอกเขาน่าจะได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้วกระมัง พืชผลในป่าเขาของพวกเรายังต้องรออีกอึดใจหนึ่ง”
ตัวนางที่เป็นมนุษย์เดินท่อมๆ อยู่ข้างหลังราวกับวิญญาณ ดูเหมือนไม่มีใครมองเห็นนางเลยสักคน ถึงกับไม่มีใครเอ่ยปากคุยด้วย เถาชุนแอบเหลือบตามองค้อนไปข้างหน้าด้วยความขุ่นเคืองใจ
บนเนินเขาที่อยู่ไกลออกไปมีเสียงวัวร้องมอๆ เจ้าวัวเขียวตัวใหญ่ส่งเสียงร้องมอขานรับยาวเหยียด
“แม่หนูชุน พี่ใหญ่ของเจ้ากำลังต้อนวัวอยู่บนเนินเขา เจ้าไปเรียกเขาที ให้เขาไปตามพ่อกับแม่ของเจ้ากลับมา” เถาเหรินหันมาใช้สอย เขากวาดตามองนางพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้าวหนา “ออกไปอยู่นอกเขาตั้งเก้าปี ยังจำทางกลับบ้านได้อยู่ไหมล่ะ”
คราวนี้เถาชุนแน่ใจแล้ว อาเล็กผู้นี้มีอคติต่อนาง คงรังเกียจที่นางออกไปอยู่นอกเขานานเกินไปกระมัง
“ยังจำได้จ้ะ ยามอยู่นอกเขา ข้าก็ยังคงคะนึงถึงบ้านเสมอ” เถาชุนตอบ “ข้าจะไปหาพี่ใหญ่ ดูสิว่าเขาจะจำข้าได้หรือไม่ เจ้าตามอาเล็กของข้ากลับไปดื่มน้ำล้างคอพักแข้งพักขาที่บ้านก่อนเถอะ”
ประโยคสุดท้ายนางหันไปบอกอูฉางอัน
อูฉางอันพยักหน้ารับ
เถาชุนหันหลังเดินตามเสียงวัวร้องไป พอพ้นจากสายตาผู้คน นางก็ชะลอฝีเท้าลง กวาดตามองดูถิ่นพำนักในอนาคตอย่างสบายอารมณ์ เมื่อเทียบกับทิวทัศน์ในความทรงจำ แมกไม้ในป่าเขาเติบใหญ่ลำต้นหนาขึ้นมาก ส่วนด้านอื่นๆ แทบไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยน การจัดวางทิศทางของภูเขา สายน้ำ และเรือนพักอาศัยแถบสุสานหลวงล้วนยึดถือตามหลักฮวงจุ้ย ต่อให้เวลาล่วงเลยไปหลายสิบปีก็ย่อมไม่มีความเปลี่ยนแปลงใหญ่โต
ขุนเขาเขียวขจีอันเป็นที่ตั้งสุสานของติ้งหย่วนโหวมีความสูงกว่าร้อยจั้ง ด้านหน้าขุนเขาเป็นตำหนักสุสานสำหรับจัดพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ ด้านหน้าตำหนักมีสิงโตหินตัวใหญ่โตสองตัวตั้งตระหง่านคอยพิทักษ์รักษา ทางเดินศิลาเขียวสายหนึ่งทอดยาวคดเคี้ยวขึ้นไปทางทิศเหนือ เถาชุนก้าวเท้าขึ้นไปบนทางเดินศิลาเขียว บริเวณโดยรอบนอกจากนางแล้วคล้ายไม่มีผู้อื่นใดอีก ทางเนินเขาฝั่งทิศตะวันตกมีเรือนไม้ปลูกเรียงรายอยู่สองสามหลัง ประตูไม้เปิดกว้าง ทว่ากลับไร้เงาผู้คน
เมื่อปีนขึ้นไปบนเนินเขา เถาชุนก็กระทืบเท้าลงอย่างแรง ในเรือนไม้ยังคงไม่มีใครเดินออกมา นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สองสามครา แล้วเดินเลี่ยงผ่านเรือนไม้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่อ
ลาดเขาด้านหลังร่มเงาปกคลุมไปด้วยดงหญ้า แทบไม่มีต้นไม้ใหญ่ ที่ก้นหุบเขายังมีทะเลสาบขนาดย่อมผืนหนึ่ง ฝูงวัวกลุ่มใหญ่กำลังยืนก้มหน้าดื่มน้ำอยู่ริมฝั่ง
ชายหนุ่มที่ถือเข่งคอยเก็บขี้วัวอยู่รู้สึกได้ว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ เขาหรี่ตามองประเมินจากระยะไกล ครั้นนางเดินเข้ามาใกล้ เขาก็เอ่ยถามด้วยความลังเล “น้องรองรึ เถาชุนหรือ”
“ข้าเอง พี่ใหญ่ ข้ากลับมาแล้ว” สำหรับการพบหน้ากัน เถาชุนซักซ้อมบทสนทนาในใจมานับสิบนับยี่สิบรอบ ประโยคนี้จึงเอ่ยออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง
“เจ้าเด็กคนนี้… ตัวสูงขึ้น หน้าตาเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้แน่ะ” เถาชิงซงมีท่าทีตื่นเต้นระคนตื้นตัน เขาทิ้งเข่งเก็บขี้วัวลงแล้วก้าวเข้าไปตบไหล่น้องสาวเบาๆ “จากบ้านไปทีเดียวตั้งเก้าปี เจ้าไม่คิดถึงบ้านช่องบ้างเลย คอยดูเถอะ รอแม่กลับมาจะจัดการเจ้าให้สาสม”
เถาชุนตีหน้าเศร้าคิ้วขมวด นางหลุบตาลงพลางกล่าว “ข้าสมควรโดนตีจริงๆ ความหรูหรานอกเขาบดบังสายตาข้าจนเกือบทำเรื่องผิดพลาดไป หากแม่จะลงโทษจัดการข้า ก็เป็นสิ่งที่ข้าสมควรได้รับแล้ว”
“เจ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว ว่าแต่เจ้ากลับมาคนเดียวรึ แล้วน้องเขยล่ะ”
“ระหว่างทางเจออาเล็กเข้า อาเล็กเลยพาเขากลับบ้านไปแล้ว และบอกให้ข้ามาหาพี่ใหญ่เพื่อไปตามพ่อกับแม่กลับบ้าน”
“พ่อกับแม่อยู่ในไร่ถั่วลิสงกำลังดักตีหนูนาอยู่น่ะ อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะได้ถอนถั่วลิสงแล้ว หากไม่มีคนคอยเฝ้า ถั่วลิสงทั้งรุ่นคงไม่พอให้หนูนาแทะกินหมดแน่” เถาชิงซงยื่นคีมไม้ให้เถาชุนพลางสั่ง “เจ้าคอยเฝ้าอยู่ตรงนี้นะ อย่าปล่อยให้วัวข้ามไปคุ้ยกินมันเทศบนภูเขาฝั่งตรงข้ามทะเลสาบเล่า ประเดี๋ยวจะมีคนมาผลัดเวร รอให้คนมาถึงก่อนเจ้าค่อยกลับบ้าน”
เถาชุนรับคำอย่างว่าง่าย มุ่งสายตามองส่งเถาชิงซงที่สาวเท้าวิ่งหายไปไกล นางถือคีมไม้คอยคีบก้อนขี้วัวแห้งโยนใส่เข่ง
พอเก็บจนเต็มสองเข่ง บนเนินเขาก็มีคนเดินเข้ามา เป็นชายฉกรรจ์สองคนสวมเสื้อกั๊กสั้นสีม่วงผลหม่อน ฤดูใบไม้ร่วงในป่าเขาเหน็บหนาวกว่านอกเขา ยามนี้ดวงตะวันคล้อยต่ำถูกขุนเขาเขียวบดบัง ม่านสนธยากำลังจะมาเยือน สายลมพัดพาความเย็นยะเยือกทวีคูณ เถาชุนสวมเสื้อตัวยาวเพียงชั้นเดียวยังรู้สึกหนาวสะท้าน ทว่าท่อนแขนและแผงอกของพวกเขากลับเปิดเปลือย ราวกับยังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงฤดูร้อนก็มิปาน
“เถาชิงซงล่ะ เจ้าเป็นใครกัน” ชายร่างสูงกว่าเอ่ยถาม
“ข้าชื่อเถาชุน เป็นน้องสาวของเถาชิงซงจ้ะ”
“อ้อ เจ้าเองรึ เจ้าออกจากเขาไปตั้งหลายปี ป้าสะใภ้รองเจียงบอกว่าเจ้าออกไปรักษาตัวนอกเขา รักษาหายดีแล้วหรือ ข้าคือชุนเซียน เจ้ายังเคยเรียกข้าว่าพี่ ตอนเด็กๆ เจ้าโดนนกไล่จิกจนวิ่งหนีเตลิด ข้ายังเป็นคนช่วยเจ้าจับหนอนไปขอขมานกอยู่เลย เจ้ายังจำได้ไหม”
เถาชุนส่งยิ้มเขินอาย “จำได้จ้ะ ข้าจำพี่ได้ เพียงแต่เห็นหน้าแล้วนึกไม่ออกในทันที”
“ข้าคือชิวเซียน” ชายอีกคนเอ่ยขึ้น
เถาชุนเอ่ยเรียกพี่ นางยื่นส่งคีมไม้ให้พลางกล่าว “พี่ชุนเซียน พี่ชิวเซียน ฝูงวัวพวกนี้ข้าฝากพวกพี่ดูแลต่อนะจ๊ะ ข้าขอตัวกลับก่อน พอดีที่บ้านมีแขกมา”
“ได้สิ เจ้าไปเถอะ”
เถาชุนรีบผละเดินจากมา พอเดินพ้นขึ้นมาบนเนินเขา นางก็ยกมือปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก พลางลอบถอนหายใจยาว แล้วสาวเท้ามุ่งหน้ากลับบ้าน
บ้านเรือนของชาวสุสานในหุบเขาปลูกสร้างกระจายกันอยู่ห่างๆ แต่ละหลังเว้นระยะห่างกันราวสิบถึงยี่สิบจั้ง สูงต่ำสลับลดหลั่นไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางดงไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนที่สูงไม่ถึงสองคนต่อตัวซ่อนเร้นอยู่ใต้ร่มเงาไม้หนาทึบจนแทบไม่สะดุดตา หมู่มวลพฤกษาช่วยซับเสียงสรรพสิ่ง เถาชุนเดินมาตลอดทางแทบไม่ได้ยินเสียงผู้คนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อใกล้ถึงบ้านในความทรงจำ เถาชุนก็แลเห็นเจ้าวัวเขียวตัวใหญ่ถูกผูกไว้ใต้ต้นไม้ พอจำมันได้ ฝีเท้าที่เคยลังเลก็เร่งเร็วขึ้น
อูฉางอันยืนรออยู่นอกประตู ครั้นเห็นนางเดินกลับมา เขาก็ก้าวเท้าเดินนำเข้าเรือนไป
“น้องสาม พี่รองของเจ้ากลับมาแล้ว”
“แม่จ๋า พี่ข้ากลับมาแล้วจ้ะ!” เถาเถาตะโกนกู่ก้องด้วยเสียงอันดัง
ทันทีที่เถาชุนก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา นางก็เผชิญหน้ากับสตรีวัยกลางคนที่ยืนย้อนแสงจนมองเห็นสีหน้าไม่ชัด หญิงผู้นั้นถือไม้นวดแป้งในมือย่างสามขุมเข้ามา ครั้นประชิดตัว ไม้นวดแป้งก็ฟาดลงบนแผ่นหลังของนางอย่างจัง
“นังตัวแสบ เจ้ายังรู้จักกลับมาอีกรึ! นังเด็กไร้หัวใจ ออกไปนอกเขาเที่ยวเดียวก็ลืมพ่อลืมแม่ หัวใจเตลิดเปิดเปิงไปหมด ยังจะริเลียนแบบพวกไม่ได้ความ ร้องแรกแหกกระเชอจะอยู่จะตาย ข้าไปทำกรรมอะไรไว้ถึงได้คลอดตัวซวยอย่างเจ้าออกมา!” แม่เถาด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “อยากตายนักก็แอบไปตายเงียบๆ ซะสิ ใครเขาจะไปห้ามเจ้า! มาเล่นละครปาหี่ฉากนี้ขู่ขวัญใครกันยะ สุดท้ายเจ้าก็ยังซมซานกลับมาไม่ใช่หรือ หากมีกระดูกสันหลังนักก็ไปนอนตายอยู่นอกเขานู่น!”
“ท่านแม่ น้องรองเพียงแค่คิดไม่ตกชั่วแล่นจึงทำเรื่องโง่เขลาลงไปเจ้าค่ะ” ตงเซียน พี่สะใภ้ใหญ่ของเถาชุนเอ่ยปากช่วยไกล่เกลี่ย นางกระซิบบอกเสียงเบา “น้องเขยยังยืนอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ แม่โปรดไว้หน้าน้องรองบ้างเถิด พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
พ่อเถาได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ “หน้าตามันไปฉาวโฉ่ถึงเมืองฉางอันหมดแล้ว นังเด็กเนรคุณ ตัวมันเองยังไม่รักดีรักหน้าตา แล้วยังจะหวังให้ใครมาไว้หน้ามันอีก!”
“พอเถอะน่า น้องรองเพิ่งจะกลับมาถึงแท้ๆ” เถาชิงซงช่วยดันหลังบิดาให้เดินเข้าไปในเรือน เขาเดินรั้งท้ายพลางหันมาบอกเถาชุน “พ่อกับแม่กำลังอัดอั้นโทสะ พูดจาอาจไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง เจ้าก็อย่าเก็บเอามาใส่ใจเลย เมื่อครู่นี้ตอนแม่เห็นจดหมายถึงกับร้องไห้ด้วยความโกรธ เจ้าก็นะ… กลืนยาฆ่าตัวตาย ช่างใจเด็ดใจร้ายนัก ไม่คิดถึงพ่อแม่บ้างเลยหรือไร”
เถาชุนก้มหน้าก้มตานิ่งเงียบ นางเดินรั้งท้าย ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าเรือนอย่างอ้อยอิ่ง
อูฉางอันแอบยืนหัวเราะชอบใจอยู่ในมุมมืด ครั้นเห็นนังผีสาวตนนั้นยกมือลูบไหล่ป้อยๆ ในใจเขาก็สะใจเป็นล้นพ้น อยากให้นางโดนกระหน่ำทุบตีอีกสักยกสองยกยิ่งนัก
“ไฉนเจ้าถึงยอมกลับมาอีกล่ะ” แม่เถาเอ่ยถาม “กลัวตายรึ หรือว่าสำนึกผิดแล้ว”
“ข้าสำนึกผิดแล้วจ้ะ แล้วก็กลัวตายด้วย” เถาชุนตอบอย่างซื่อตรง
“แล้วเสียงเจ้าเป็นอะไรไป นั่นมันสำเนียงจากที่ไหนกัน สำเนียงใหม่ของเมืองฉางอันรึ” แม่เถาขมวดคิ้วฉงน
อูฉางอันกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้นยินดี นี่มิใช่เขาเป็นคนพูดนะ แต่นังผีตนนี้เผลอเผยพิรุธออกมาเองต่างหากเล่า!
เถาชุนเตรียมคำแก้ต่างไว้ล่วงหน้าแล้ว นางจึงตีหน้าเศร้าน่าสงสารพลางเอ่ย “เพราะกลืนยาลงไปเลยทำลายหลอดเสียงจนพัง วันนี้ยังนับว่าดีขึ้นบ้างแล้ว เมื่อวานซืนข้าเกือบจะกลายเป็นใบ้ไปจริงๆ เนื้อในลำคอราวกับสมานติดกันจนส่งเสียงแทบไม่ออก”
“สมน้ำหน้าเจ้าแล้ว!” แม่เถาทั้งปวดใจทั้งโมโห
เถาชุนพยักหน้าหงึกๆ “เป็นข้าทำตัวเองแท้ๆ ภายภาคหน้าข้าจะไม่ทำเรื่องโง่เง่าเช่นนี้อีกแล้วจ้ะ”
พอนางยอมรับผิดอย่างง่ายดายและฉะฉาน แม่เถากลับนึกคำด่าไม่ออกไปชั่วขณะ
“ในเมื่อรู้ตัวว่าผิด คืนนี้เจ้าจงไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ตำหนักสุสานตลอดทั้งคืนซะ” พ่อเถาเอ่ยปากสั่งเด็ดขาด “ทบทวนความผิดของเจ้าให้ดี ต่อไปห้ามเจ้าก้าวเท้าออกนอกเขาอีกเด็ดขาด”
เถาชุนเงียบกริบไม่ส่งเสียงอีก
“น้องเขย เจ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง” เถาชิงซงหันไปสบตาอูฉางอัน หวังให้อีกฝ่ายช่วยออกหน้าขอความเห็นใจ
อูฉางอันโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันควัน “ลืมบอกพวกท่านไป ข้ากับเถาชุนปรึกษาตกลงกันระหว่างทางแล้ว ว่าการแต่งงานครั้งนี้ขอยกเลิกไปเสีย พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะเดินทางกลับบ้านแล้ว เถาชุนเป็นลูกหลานของตระกูลเถา นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกท่าน ข้าไม่ขอสอดมือยุ่งเกี่ยวขอรับ”
การลงโทษให้เถาชุนไปคุกเข่าที่ตำหนักสุสาน เขาเห็นพ้องและยินดีเป็นอย่างยิ่ง อยากให้ดวงวิญญาณของติ้งหย่วนโหวช่วยลงทัณฑ์กำจัดนังผีตนนี้ให้สิ้นซากไปเสียเลย!
“ข้าจะไปคุกเข่าจ้ะ ขอเพียงให้พ่อกับแม่หายโกรธก็พอ” เถาชุนถอยร่นออกมาพลางกัดฟัน เจ้าหมาบ้าเอ๊ย! ถ้อยคำถอนหมั้นไม่พูดแต่แรกไม่พูดทีหลัง ดันมาเจาะจงพูดเอานาทีนี้เพื่อราดน้ำมันลงบนกองเพลิงชัดๆ!
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/6
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย