Kid-cat logoKid-cat.com
หน้าหลักคลังนิยายชั้นหนังสือเหรียญ
/
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
Kid-cat logoKid-cat.com
เข้าสู่ระบบสมัคร
หน้าหลัก
คลังนิยาย
ชั้นหนังสือ
เหรียญ
Kid-catKid-cat.com

นิยายเสียงและนิยายอ่าน สำหรับคนไทย ฟังสบาย อ่านเพลิน ทุกวัย

เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเราอยากเป็นนักเขียน📘 คู่มือนักเขียนบทความ

ช่วยเหลือ

📖 วิธีใช้งานคำถามที่พบบ่อย📨 แจ้งปัญหา

ข้อกำหนด

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อตกลงการใช้งานนโยบายลิขสิทธิ์⚖️ แจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์
© 2569 Kid-cat · ภาษาไทย
LINE
← สารบัญ บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน

บันทึกอาหารป่าของแม่นางเฝ้าสุสาน

ตอนที่ 75 — ตอนที่ 75 หึงหวง บริการส่งถึงหน้าประตู

เนื้อในหม้อถูกกินจนหมดเกลี้ยง ทั้งเต้าหู้และต้นอ่อนหัวผักกาดก็ดูดซับน้ำมันลอยหน้าจนแห้งเหือด เถาชุนจึงเดินเข้าไปในเรือนครัว ตักวุ้นเส้นมันเทศที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วมาโยนลงไปต้มในกระทะน้ำแกง

ตงเซียนกินอิ่มแล้ว นางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปากที่เผ็ดร้อนจนบวมเจ่อ แล้วรับตัวชุนเจี้ยนที่กำลังแลบลิ้นเลียริมฝีปากมาอุ้มไว้ พลางหยอกล้อหัวเราะร่า “หม้อไฟที่ท่านอาของเจ้าทำหอมมากใช่หรือไม่ เจ้าเองก็อยากกินเหมือนกันรึ น้ำลายสอจนแลบลิ้นเลียปากใหญ่เชียว”

“พี่สะใภ้ พี่ยังไม่ได้ตัดสินเลยนะว่าหม้อไฟฝีมือข้ากับท่านแม่ ใครทำอร่อยกว่ากัน” เถาชุนปรายตามองแม่เถาคราหนึ่ง

“อร่อยทั้งคู่จ้ะ” ตงเซียนเลือกตอบอย่างเป็นกลาง ไม่ยอมทำให้ฝ่ายใดขุ่นเคือง

เถาชุนกลอกตากลมโตมองบน

“เจ้าทำอร่อยกว่า มื้อนี้ยังกินไม่ทันเสร็จ ข้าก็ตั้งตารออยากกินมื้อต่อไปแล้ว” เถาชิงซงเอ่ยชม “ตอนตุ๋นเนื้อวัว หากมันวัวมากเกินไปจะเลี่ยนจนฝืดคอ ทว่าหม้อไฟนี้กลับดีแท้ ยิ่งกินก็ยิ่งหอมอร่อย”

“น้องชุน วันนี้เจ้าช่วยเคี่ยวหัวเชื้อให้ข้าสักโถได้หรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะนำติดตัวกลับไปด้วย ถึงเวลาจะได้เชิญญาติๆ มาล้อมวงกินข้าวที่บ้าน และช่วยเจ้าโฆษณาขายหัวเชื้อหม้อไฟนี้ด้วย” สุ่ยวั่งเอ่ยอย่างเฉลียวฉลาด “ของจะขายออกได้ก็ต้องมีคนอยากซื้อเสียก่อน”

“ได้สิ” เถาชุนตอบรับ “ตอนพี่กลับไปก็ต้องช่วยข้ากว้านซื้อมันวัวกลับมาให้มากหน่อยนะ วุ้นเส้นมันเทศหนึ่งชั่งแลกมันวัวได้สองชั่ง ส่วนวุ้นเส้นมันเทศข้าขอติดค้างไว้ก่อน คราวหน้าที่ข้าเดินทางมาจะนำมาส่งให้ถึงที่”

สุ่ยวั่งใคร่ครวญชั่วครู่จึงพยักหน้าตกลง

“มีข้าอีกคนด้วย” ชุนเซียนเอ่ยขึ้น “พอกินมื้อนี้เสร็จ ก้าวพ้นประตูไปข้าจะตระเวนแวะตามบ้านขอเชื่อมันวัวมาให้ ทั้งยังจะช่วยหยั่งเชิง ดูทีท่าว่าชาวสุสานมีความคิดเห็นต่อวุ้นเส้นมันเทศอย่างไรบ้าง”

“ขอบคุณพี่ใหญ่มากจ้ะ” เถาชุนเอ่ยเสียงใส “พวกพี่รอได้เลย คืนนี้ข้าจะเคี่ยวหัวเชื้อหม้อไฟที่มีรสชาติยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิมให้สองโถเลย”

เถาชิงซงปรายตามองน้องสาวคราหนึ่ง ช่างประจบเอาใจเก่งเสียจริง

“วุ้นเส้นมันเทศสุกแล้ว” อูฉางอันเอ่ยเตือน “รีบลงตะเกียบกันเถอะ”

วุ้นเส้นมันเทศมีไม่น้อย ทว่าพอแต่ละคนตักไปค่อนชามก็พลันหมดเกลี้ยง อูฉางอันมือไว ทั้งยังกินเร็ว เขาลืมตัวจึงสูดเส้นเข้าปากคำโตเหมือนยามปกติที่เคยกิน พอเส้นไหลลงคอไป ความเผ็ดร้อนก็แล่นพล่านจนเขาแทบอยากจะเฉือนปากตนเองทิ้ง

คนอื่นๆ ต่างหันมาสบตากันเลิ่กลั่ก

ชุนเซียนตักชิมไปคำหนึ่ง เขากัดฟันพ่นลมหายใจฟู่ๆ “น้ำมันพริกก็หมดไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดถึงยังเผ็ดจัดจ้านเพียงนี้”

“น้ำแกงซึมเข้าเนื้อวุ้นเส้นแล้วจ้ะ ไม่ใช่แค่ตัวน้ำมันที่เผ็ดอย่างเดียว” เถาชุนคีบกินคำหนึ่ง ทั้งเผ็ดทั้งร้อนสะใจ ยิ่งกว่าวุ้นเส้นรสเปรี้ยวเผ็ดเสียอีก

อูฉางอันก้าวเท้ายาวๆ ออกไปนอกเรือน เขาคว้าชามดินเผาที่เคยใส่เต้าหู้ไปโกยหิมะเข้ามาเต็มชาม ในปากยังอมก้อนหิมะไว้ก้อนหนึ่ง

“กินหิมะช่วยแก้เผ็ดได้” เขาเอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอ

พูดจบ เขาก็คายหิมะทิ้งแล้วจรดตะเกียบคีบวุ้นเส้นมันเทศกินต่อ ริมฝีปากที่ชาด้วยความเย็นจัด พอน้ำแกงรสเผ็ดหอมเข้มข้นซึมซาบเข้าไปพร้อมกับเส้น ความเผ็ดร้อนจึงลดระดับลง ทว่ารสชาติอื่นๆ กลับเด่นชัดขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความหวานหอมของน้ำแกงไก่ และกลิ่นอายละมุนของเนื้อวัวเนื้อแกะ

พอกลืนวุ้นเส้นไปคำหนึ่ง อูฉางอันก็กอบหิมะขึ้นมาอมไว้อีกก้อน พอลดความเผ็ดลงได้ เขาก็คายหิมะทิ้งแล้วก้มหน้าก้มตากินวุ้นเส้นต่อ

เถาชุนทั้งขำทั้งสงสาร นางเดินเข้าไปหยุดข้างกายเขา “หากเผ็ดจนทนไม่ไหวก็อย่าฝืนกินเลย”

“ไม่ใช่หรอก อมหิมะคำหนึ่งแล้วค่อยกินวุ้นเส้นมันเทศ อร่อยเลิศล้ำยิ่งนัก พวกเจ้าลองดูสิ” อูฉางอันบอก

ชุนเซียนชอบรสชาตินี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงไม่อมกิมะ แต่ยอมกลืนน้ำตาคลอเบ้าเคี้ยวกลืนวุ้นเส้นลงคอไป

สุ่ยวั่งลองอมหิมะคำหนึ่งแล้วคีบวุ้นเส้นตามเข้าไป เขาก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนยินดี จากนั้นจึงตักน้ำแกงใส่ชาม สูดเส้นเข้าปากคำโตอย่างเอร็ดอร่อย

วุ้นเส้นมันเทศหมดหม้อแล้วแต่ทุกคนยังกินกันไม่จุใจ แม่เถาจึงเดินไปหยิบมาเพิ่มอีกสองกำมือ แช่น้ำร้อนจนนิ่มแล้วโยนลงไปต้มในกระทะต่อ

กระทั่งมื้ออาหารสิ้นสุดลง ชายหนุ่มหลายคนต่างพากันปลดกระดุมเสื้อ หากแม่เตามิได้เอ่ยห้ามไว้ พวกเขาคงถอดเสื้อนวมออกเพื่อระบายความร้อนกันไปแล้ว

“เมื่อเช้าหนาวสั่นอยู่ครึ่งค่อนวัน ดื่มน้ำขิงแล้วจมูกก็ยังคัด แน่นตื้อที่หน้าผาก พอกินมื้อนี้เสร็จเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว ร่างกายเบาสบาย หัวก็โล่งปลอดโปร่งขึ้นมาทันที” เฉินชิงอวิ๋นเอ่ยอย่างมีความสุข “เช้าวันที่พวกเราจะเดินทางกลับได้กินสักมื้อ ตกค่ำถึงบ้านได้กินอีกมื้อ ข้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะล้มป่วยเพราะความหนาวอีกต่อไปแล้ว”

เถาชุนช่วยแม่เถาเก็บกวาดชามและตะเกียบ นางหันไปถามสุ่ยวั่งว่า “ระดับความเผ็ดประมาณนี้พี่ยอมรับได้หรือไม่ หากกลัวว่าจะเผ็ดเกินไป เวลาเคี่ยวหัวเชื้อข้าจะได้ลดปริมาณพริกลงสักหน่อย”

“ลดไม่ได้เด็ดขาด เอาตามรสชาตินี้แหละ” สุ่ยวั่งโบกมือห้าม “เผ็ดระดับนี้กำลังดีเยี่ยม ร่างกายข้ารู้สึกเหมือนมีไฟลุกโชน อบอุ่นไปทั้งตัว”

ชุนเซียนอาศัยช่วงที่ร่างกายกำลังอบอุ่น รีบกลัดกระดุมเสื้อ สวมหมวกให้เรียบร้อยแล้วบอกว่า “ข้าจะออกไปซื้อมันวัวก่อนนะ”

“เดี๋ยวก่อนสิพี่ใหญ่ ที่บ้านเรายังมีห้องว่างอยู่อีกห้องหนึ่ง คืนนี้ให้พวกเขาไปนอนพักค้างคืนที่บ้านเราเถอะ” ตงเซียนเอ่ยขึ้น

“ได้สิ”

“ตอนเย็นก็แวะมากินข้าวที่นี่อีกนะ ข้าเห็นว่าพวกเจ้าชอบกินวุ้นเส้นมันเทศกัน คืนนี้จะต้มน้ำแกงไส้แกะใส่วุ้นเส้นมันเทศให้กิน” แม่เถาบอก

ชุนเซียนคิดดูแล้ว วุ้นเส้นมันเทศสำหรับบ้านสกุลเถาคงมิใช่ของหายากอันใด ทั้งยังทำมาจากมันเทศจึงมิได้มีราคาค่างวดสูงส่งจนเกินไป เพิ่มเขามาอีกคนก็กินไม่ได้มากมายอะไร เขาจึงตอบตกลง

เฉินชิงอวิ๋นกับพวกมาอาศัยกินข้าวที่บ้านสกุลเถาถึงสองสามมื้อโดยไม่มีเหตุอันควร ย่อมรู้สึกเกรงใจหากจะเอาแต่นั่งอุดอู้อยู่ในห้องเหมือนแขกผู้มาเยือน จึงพากันก้าวเท้าออกไปหมายจะช่วยงานบ้านสกุลเถา

พ่อเถาไม่ยอมให้พวกเขาลงมือ “ฤดูหนาวจะไปมีงานอะไรให้ทำกัน ไม่มีงานหรอก พวกเจ้านั่งคุยเล่นเป็นเพื่อนลูกเขยข้าในห้องเถอะ”

ทว่าอูฉางอันกลับไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขาเดินไปหยิบมีดพร้าสี่เล่มออกมาจากโรงเก็บเสบียง แล้วนำทุกคนออกไปช่วยกันผ่าฟืน

“พ่อ ท่านกลับเข้าห้องไปนอนพักผ่อนเถอะ ข้าจะคอยดูแลพวกเขาเอง” เขากล่าว

เถาชิงซงเองก็บอกให้บิดากลับเข้าห้องไปพักผ่อนเช่นกัน “ทำตัวตามสบายเถอะ ให้พวกเขาได้ออกแรงทำงานบ้าง ในใจจะได้รู้สึกสบายใจ คราวหน้าเดินผ่านทางมาจะได้แวะมากินข้าวอีก”

“ถูกต้องแล้ว วันหน้าเวลาข้าพาภรรยาไปเยี่ยมบ้านเดิม หากเดินผ่านสุสานท่านโหว พวกเราจะแวะมากินข้าวที่บ้านท่านลุงอีกนะ” เฉินชิงอวิ๋นบอก

“ได้สิ เช่นนั้นพวกเจ้าอย่าลืมแวะมาเล่า” พ่อเถากำชับ

เฉินชิงอวิ๋นขานรับ เขาเตะก้อนหิมะออก แก้เชือกมัดฟืนแล้วดึงท่อนไม้ออกมาตั้งบนพื้นหิมะ ยกมีดพร้าขึ้นกะระยะ จามลงไปทีเดียว ท่อนไม้ก็ผ่าแยกออกเป็นสองซีก

“พ่อตาเจ้าช่างมีน้ำใจและต้อนรับขับสู้ดีแท้” เขาหันไปเอ่ยกับอูเหล่าซาน

อูฉางอันหาได้คิดเช่นนั้นไม่ หากไม่มีเหตุผลอันใด ใครเล่าจะมาต้อนรับคนแปลกหน้าอย่างอบอุ่นถึงเพียงนี้ สองเฒ่าสกุลเถาตลอดจนสองสามีภรรยาที่ให้การต้อนรับเฉินชิงอวิ๋นอย่างอบอุ่น ล้วนเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของเขากับเถาชุนต่างหาก

“พวกพี่ได้อาศัยบารมีของข้า ส่วนข้าก็ได้อาศัยบารมีของเถาชุน ติดตามนางกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม ข้าเลยกลายเป็นคนที่พ่อแม่รักใคร่เอ็นดู ได้รับความนิยมชมชอบจนเนื้อหอมฟุ้งไปหมดแล้ว” อูฉางอันเอ่ยยิ้มๆ

แม่เถาเช็ดมือเดินออกมาได้ยินเข้าพอดี จึงเอ่ยหยอกเย้ากึ่งจริงกึ่งเล่นว่า “เจ้าดูแลเมียของเจ้าให้ดีเถอะ แม่จะได้ยิ่งเอ็นดูเจ้าให้มากกว่านี้อีก”

“ท่านแม่วางใจได้เลยครับ” อูฉางอันขานรับเสียงดังฟังชัด

“ท่านแม่ จะไปไหนหรือ” เถาชิงซงเอ่ยถาม

“แม่จะแวะไปบ้านอาเล็กของเจ้าเสียหน่อย ดูสิว่าชิงไป่อยู่บ้านหรือไม่” แม่เถาถือไม้ยาว คอยใช้ไม้หยั่งความลึกของหิมะขณะเดินย่ำไปข้างหน้า

ส่วนชุนเซียนที่ก้าวออกจากบ้านไปก่อนหน้านั้นมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของหัวหน้าสุสาน กลิ่นหอมบนตัวเขายังมิทันจางหาย พอเขาก้าวพ้นประตูเข้าไป ลูกชายคนโตของหัวหน้าสุสานก็เอ่ยถามทันที “ชุนเซียน เจ้าไปกินของอร่อยอันใดมาหรือ กลิ่นน้ำมันหอมฟุ้งติดตัวมาเชียว กลิ่นนี้ได้กลิ่นแล้วชวนให้น้ำลายสอยิ่งนัก”

“กินหม้อไฟที่บ้านน้องเขยข้ามาน่ะสิ” ชุนเซียนยกแขนขึ้นให้ดม “ข้าเองก็เพิ่งเคยได้กินหม้อไฟที่หอมอร่อยถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก เดินฝ่าหิมะมาตลอดทาง กลิ่นยังไม่ยอมจางหายไปเลย”

หัวหน้าสุสานได้ยินเสียงจึงเดินออกมาจากห้องนอน ครั้นก้าวเข้ามาในห้องโถงก็ได้กลิ่นหอมกระจายเตะจมูก บอกไม่ถูกว่าเป็นกลิ่นหอมของสิ่งใด แต่มันยั่วยวนจนทำให้น้ำแกงเนื้อแกะที่เขากินไปเมื่อมื้อเที่ยงจืดชืดไร้รสชาติไปถนัดตา

“เหตุใดถึงแวะมาเวลานี้เล่า” หัวหน้าสุสานนั่งลงแล้วถาม

“ข้าอยากจะมาสอบถามดูว่าตอนแบ่งเนื้อวัว มันเปลววัวตกไปอยู่ที่บ้านไหนบ้าง วันนี้เถาชุนใช้น้ำมันวัวเป็นหัวเชื้อทำหม้อไฟ ข้าเลยอยากจะอาศัยช่วงที่นางยังไม่กลับ ไปขอแลกมันวัวมาสักสิบกว่าชั่ง ให้นางช่วยเคี่ยวหัวเชื้อให้สักโถ วันหน้าจะได้เอาไว้ต้มหม้อไฟกิน” ชุนเซียนบอก “เอาหัวเชื้อนี้ไปต้มน้ำแกงวุ้นเส้นมันเทศก็อร่อยเลิศล้ำ ทั้งเผ็ดทั้งหอม สะใจยิ่งนัก กินเสร็จแล้วกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที”

“ข้ารู้ว่าบ้านไหนมีบ้าง เดี๋ยวข้าบอกให้ แต่พอเจ้าได้หัวเชื้อมาแล้วต้องชวนข้าไปกินหม้อไฟด้วยนะ” ตู้ฝูไห่ลูกชายคนโตของหัวหน้าสุสานเอ่ยขึ้น

“ได้สิ” ชุนเซียนทำท่าจะลุกขึ้นยืน “เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ”

“ช้าก่อน!” หัวหน้าสุสานส่งเสียงทักท้วง “อุตส่าห์มาทั้งที ก็นั่งคุยกันก่อนสิ ข้ามีเรื่องจะถามเจ้าหน่อย”

ชุนเซียนนั่งลงตามเดิม “เรื่องอันใดหรือ”

“วุ้นเส้นมันเทศนั่น น้องสาวเจ้าพอจะรู้วิธีทำหรือไม่”

ชุนเซียนแอบเบะปากในใจ เขาส่ายหน้า “ท่านหัวหน้าสุสาน หากท่านอยากกินวุ้นเส้นมันเทศ ก็ให้พวกเถาชุนทำเสร็จแล้วค่อยนำมาส่งให้สิ นี่มิใช่ของมีราคาค่างวดอันใด เอามันเทศไปแลกก็ได้มาแล้ว จำเป็นต้องไปแอบขโมยวิชาด้วยหรือ”

หัวหน้าสุสานเองก็หน้าหนาไม่เบา แม้จะถูกพูดดักคอเข้าอย่างจัง เขาก็ยังคงยิ้มแย้มเอ่ยว่า “มีพ่อมีแม่มีให้ก็ไม่สู้ตนเองมีเอง หากพวกเราทำเป็น จะได้ไม่ต้องมานั่งชะเง้อคอรอให้นางนำมาส่ง”

“สิ้นปีนี้เถาชุนจะนำวุ้นเส้นมันเทศมาส่งให้อีกรุ่นหนึ่ง พวกเราตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องรอนานหรอก” ชุนเซียนเปิดเผยข้อมูล ทั้งยังเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ในสุสานมีคนอยากแลกวุ้นเส้นมันเทศกันมาก ถึงขนาดคิดจะเอามันเทศไปส่งให้ก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ชาวสุสานองค์หญิงช่วยทำวุ้นเส้นมันเทศให้มากๆ ถึงเวลาเถาชุนจะได้นำมาส่งให้ได้เยอะๆ”

“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เช่นนั้นบ้านเราก็เอามันเทศไปให้ก่อนล่วงหน้าสักสี่ห้าร้อยชั่ง” ตู้ฝูไห่เอ่ยขึ้น “อย่างไรเสียก็เป็นคนรู้จักกัน นางรับมันเทศของพวกเราไปแล้วคงไม่หนีหายไปไหนหรอก”

“มันเทศไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร นางจะหนีไปทำไมกัน ทว่าเถาชุนกลับไม่ยินยอม นางบอกว่ามันเทศมากเกินไปขนกลับไปไม่ไหว” ชุนเซียนชำเลืองมองหัวหน้าสุสานคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตอนที่เชือดหมูเชือดแกะ ข้าได้ลองคุยกับพี่น้องสองสามคน อยากจะขอยืมวัวเขียวตัวใหญ่ของสุสานสักสองสามวัน พวกเราจะช่วยกันขนมันเทศสองสามพันชั่งไปส่งที่สุสานองค์หญิง พอทำเป็นวุ้นเส้นมันเทศเสร็จแล้ว พวกเราสองสามครอบครัวก็แบ่งกัน ก็พอมีกินไปจนถึงปีหน้าแล้ว”

“เช่นนั้นก็ช่วยฝากมันเทศของพวกเราไปด้วยสักสองสามร้อยชั่งสิ น้องสะใภ้เจ้าเอาวุ้นเส้นมันเทศมาให้พวกเราสามชั่ง เอาไปต้มกับเนื้อแกะแล้วรสชาติดีแท้” ตู้ฝูไห่บอก

ชุนเซียนชะงักไปนิด วุ้นเส้นมันเทศที่บ้านของตนยังแทบไม่พอกิน นี่ยังอุตส่าห์มีคนเอามาแจกจ่ายให้คนอื่นอีกหรือนี่

“ท่านหัวหน้าสุสาน ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร” ชุนเซียนหันไปถามผู้มีอำนาจตัดสินใจ “หากท่านตกลงยอมให้ยืมวัว พวกเราก็จะชักชวนคนให้มากขึ้น แต่ละบ้านออกมันเทศสักสามสี่ร้อยชั่ง ช่วยกันออกแรงขนมันเทศไปสักหมื่นชั่ง ถึงเวลาค่อยให้คนของสุสานองค์หญิงนำวุ้นเส้นมันเทศมาส่ง แต่ละบ้านได้แบ่งคนละสามสี่สิบชั่ง ก็พอมีกินไปตลอดทั้งปีแล้ว” พูดจบ ชุนเซียนก็ทอดถอนใจ “ข้าวสารหรือแป้งสาลีสามสี่สิบชั่ง อยู่บ้านข้ากินได้มากสุดแค่สองเดือน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นวุ้นเส้นมันเทศจะกินได้นานเกินครึ่งปี นี่ขนาดบ้านข้าคนเยอะนะ หากบ้านไหนคนน้อยก็กินได้ยันหิมะตกปีหน้าเลยทีเดียว”

หัวหน้าสุสานใคร่ครวญดูแล้วรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าทีไม่น้อย ทว่าในใจยังคงรู้สึกเสียดาย จึงเอ่ยว่า “ให้เถาชุนมานำคนในสุสานเราทำที่นี่เลยไม่ได้หรือ จะได้ไม่ต้องเสียแรงขนมันเทศไปไกลถึงเพียงนั้น”

ตู้ฝูไห่หัวเราะลั่น “ท่านพ่อ ท่านหาได้กลัวว่าหัวหน้าสุสานของสุสานองค์หญิงจะยกพวกมาบุกตีถึงหน้าประตูบ้านจริงเชียวหรือ”

ชุนเซียนเองก็หัวเราะตาม “ถึงตอนนั้นท่านผู้ตรวจการสุสานคงต้องมาคอยห้ามทัพ ท่านอายุปูนนี้แล้วยังจะต้องมาโดนด่ากราดให้อับอายขายหน้าอีกหรือไร”

“ช่างเถอะๆ” หัวหน้าสุสานส่ายหน้า “พวกเจ้าสองคนออกไปตระเวนถามตามบ้านดูเถิด บ้านไหนที่ยินดีจะแลกวุ้นเส้นมันเทศก็ให้นำมันเทศมา รวบรวมคำนวณยอดดู พอถึงเวลาที่เถาชุนจะกลับบ้านสามี พวกเจ้าก็ใช้วัวลากเลื่อนไม้กระดานขนมันเทศตามไปส่งที่นั่นเสีย”

ชุนเซียนแอบยินดีในใจ ทว่าสีหน้ายังคงนิ่งสงบ “ตกลง เรื่องนี้ข้าเป็นคนเริ่ม ข้าจะรับหน้าที่วิ่งเต้นเรื่องนี้เอง”

พอก้าวพ้นประตูบ้านหัวหน้าสุสาน เขาก็กอดคอตู้ฝูไห่แล้วเอ่ยว่า “พวกเราไปแลกมันวัวกันก่อน แลกมาให้เยอะหน่อย ข้าจะบอกให้เถาชุนช่วยเคี่ยวให้เจ้าสักโถหนึ่งด้วย”

ตู้ฝูไห่ได้ยินดังนั้นก็รีบพาเขาตรงไปยังบ้านที่มีมันวัวทันที มีบางบ้านที่เจียวมันเปลววัวจนกลายเป็นน้ำมันสุกใส่โถไว้เรียบร้อยแล้ว ตู้ฝูไห่เป็นคนนิสัยอันธพาลเอาแต่ใจ พูดจาเพียงไม่กี่คำก็ใช้อำนาจยกโถน้ำมันของบ้านเขาเดินออกมาอย่างหน้าตาเฉย

ชุนเซียนคอยรั้งท้ายเอ่ยว่า “ข้าเอาวุ้นเส้นมันเทศมาแลกกับพวกเจ้านะ โถน้ำมันนี้กะดูแล้วน่าจะมีสักสามสี่ชั่ง คิดเสียว่าสี่ชั่งก็แล้วกัน รอเถาชุนนำวุ้นเส้นมันเทศมาส่งรอบหน้า ข้าจะเอาวุ้นเส้นมันเทศสองชั่งมาส่งให้ถึงบ้าน”

เจ้าของบ้านฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ หญิงเจ้าของบ้านดึงแขนเสื้อชุนเซียนไว้แล้วถามว่า “วุ้นเส้นมันเทศรุ่นต่อไปยังไม่เห็นแม้แต่เงา พวกเจ้าก็แบ่งกันจนหมดเกลี้ยงแล้วหรือนี่”

“ชุนเซียน เร็วเข้า รีบไปกันได้แล้ว” ตู้ฝูไห่ตะโกนเร่งเร้าอยู่หน้าประตู

ชุนเซียนขานรับคำหนึ่ง แล้วรัวคำพูดอย่างรวดเร็วว่า “ข้าคุยตกลงกับท่านหัวหน้าสุสานเรียบร้อยแล้ว เขายอมให้พวกเรายืมวัวสิบกว่าตัว ให้ข้ากับพวกบ้านที่อยากได้วุ้นเส้นมันเทศช่วยกันขนมันเทศสองสามพันชั่งไปส่งที่สุสานองค์หญิง พอนางทำวุ้นเส้นมันเทศเสร็จ เถาชุนก็จะพาคนนำมาส่งคืนให้ บ้านข้าออกมันเทศหกร้อยชั่ง แลกวุ้นเส้นมันเทศได้หกสิบชั่ง พอข้าได้วุ้นเส้นมันเทศมาแล้วจะรีบเอามาใช้หนี้ให้”

ตู้ฝูไห่ตะโกนเร่งอีก ชุนเซียนจึงก้าวเท้าเดินออกไปนอกประตู

“เดี๋ยวก่อนสิ ชุนเซียน เจ้าช่วยบ้านข้าแลกวุ้นเส้นมันเทศสักห้าสิบชั่งได้หรือไม่ ที่บ้านข้าก็มีมันเทศนะ” หญิงเจ้าของบ้านรีบวิ่งตามออกมา “ข้าจะให้ลูกชายคนโตของข้าช่วยเดินทางไปด้วยอีกแรง”

“ได้สิ พรุ่งนี้ข้าจะพาคนมาชั่งมันเทศ” ชุนเซียนรับปาก ก่อนจะพ้นประตูยังไม่ลืมทิ้งท้ายไว้ว่า “ครอบครัวท่านหัวหน้าสุสานเองก็จะแลกตั้งสี่ห้าสิบชั่ง พรุ่งนี้ข้าจะไปชั่งมันเทศที่บ้านเขาก่อนเป็นบ้านแรก”

หญิงเจ้าของบ้านพอได้ยินว่าบ้านหัวหน้าสุสานก็จะแลกเช่นกัน ในใจก็พลันโล่งอกมั่นใจขึ้นมาทันที นางยังแอบนึกเสียดายว่าตนเองขอแลกน้อยเกินไปหรือไม่

เดินไปสามบ้าน ชุนเซียนก็ใช้สำนวนคำพูดเดิมนี้ในการแลกมันวัว พอมันวัวได้มามากพอแล้ว เขาก็พาก็ตู้ฝูไห่เดินไปยังบ้านสกุลเถา อาศัยจังหวะนี้ส่งข่าวให้เถาชุนทราบ

เถาชุนถึงกับอึ้งไป ออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็จัดการเกลี้ยกล่อมหัวหน้าสุสานจนอยู่หมัดแล้วหรือนี่

“พี่ชุนเซียน ท่านช่างเป็นคนที่ทำงานใหญ่ได้จริงๆ” นางเอ่ยชมด้วยความเลื่อมใส “ข้านึกว่าต้องรออีกตั้งสองวันถึงจะรู้ผลเสียอีก”

“ตอนกล่อมชุนเจี้ยนนอนข้าก็คิดใคร่ครวญดูแล้ว หัวหน้าสุสานคนนี้มีนิสัยเกียจคร้านไม่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ต่อให้คนในสุสานพากันไปหาเขา แปดเก้าส่วนเขาก็คงไม่ยอมฝ่าลมหนาวมาหาเจ้าที่บ้านหรอก รังแต่จะส่งคนมาตามให้เจ้าไปหา ถึงเวลาก็คงมีแต่เรื่องยืดเยื้อไร้สาระเต็มไปหมด” ชุนเซียนว่า “ข้าก็เลยบุกไปหาถึงที่ รับหน้าที่ทำงานทุกอย่างแทนไม่ให้เขาต้องเหนื่อยใจ ซ้ำยังมอบผลประโยชน์ให้เขาอีก เขาจึงไม่คิดจะขัดขวาง”

“อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณพี่ใหญ่มากจริงๆ จ้ะ” เถาชุนเอ่ยอย่างจริงใจ “วันหน้าหากข้าคิดค้นของอร่อยอันใดขึ้นมาได้อีก ข้าจะต้องนึกถึงพี่และส่งมาให้ชิมอย่างแน่นอน”

“ได้สิ” ชุนเซียนยิ้มกว้าง “ตู้ฝูไห่ยังยืนรออยู่ข้างนอก เดี๋ยวข้าจะไปตระเวนถามตามบ้านอื่นๆ กับเขาต่อ”

พอชุนเซียนเดินจากไป อูฉางอันก็เดินดุ่มๆ เข้ามาในเรือนครัว เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดเจือความหึงหวงว่า “เจ้าลองมองข้าดูบ้างสิ ข้านี่พอจะเป็นคนที่ทำงานใหญ่ได้กับเขาบ้างหรือไม่”

อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-0f55433d/75

← ตอนก่อนหน้าตอนถัดไป →

เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้

SkilltionSkilltionดูผลงานทั้งหมดของนักเขียน →+ ติดตามนักแต่ง

คุยหลังตอนนี้

ดูทั้งหมด →

ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย