Beyond Friend | เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ
ตอนที่ 4 — บทที่ 4 : ให้มันรู้ตัวช้าแบบนี้แหละดีแล้ว
เคนปัดสายตามองถนนเบื้องหน้า มือหนาบังคับพวงมาลัยอย่างมั่นคง
ท่าทางของเขาดูนิ่งสนิทภายใต้แสงไฟสีส้มจากเสาไฟริมทางที่สาดส่องเข้ามาในตัวรถเป็นจังหวะ
“ตั้งแต่ขึ้นมหาลัยก็ไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนสมัยมอปลายคนไหนเลย ยิ่งปุ้ยไปทำงานต่างประเทศบ่อย ยิ่งไม่ได้คุยกันเลย เหลือแต่มึงเนี่ย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบเรื่อย แต่ประโยคสุดท้ายกลับแฝงความหนักแน่นอย่างประหลาด
จนคนฟังอย่างเอมยังรู้สึกได้ถึงความหมายของคำว่า 'เหลือแต่มึง'
แต่ก่อนที่บรรยากาศจะเริ่มจริงจังเกินไป เคนก็ชิงขยับยิ้มมุมปากแล้วพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะตามประสาเดิม
“ถ้าวันนั้น ตอนปีสองกูไม่ได้ไปช่วยมึงไว้ กูคงสบายไปละ”
คำประชดนั้นทำให้เอมหวนนึกถึงคืนที่เธอพลาดท่าโดนมอมยาในผับ และเคนในสภาพตื่นตระหนกสุดขีดเป็นคนแบกเธอออกมา
แววตาอบอุ่นและปนดุของเขาในคืนที่นั่งเฝ้าไข้ข้างเตียงยังคงชัดเจนในความทรงจำ หญิงสาวหัวเราะแก้เขินพลางยกมือขึ้นไหว้ปลก ๆ
“เออ ขอบคุณ กูจะทำงานตอบแทนมึงไปชั่วชีวิต ไม่ต้องห่วง”
“มึงไม่มีงานที่อื่นทำแล้วมากกว่าสิ มาเกาะอยู่แต่กับกูเนี่ย”
เคนเหล่ตาคมจัดมามองพลางยกคิ้วกวน ๆ สายตาประเมินของเขาดูผ่อนคลายลงมากเมื่ออยู่กันสองคน
“เบื่อหวะ คนรู้ทัน 555555” เอมหัวเราะร่า ยู่ปากใส่ประธานหนุ่มอย่างหมั่นไส้
แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่สิ้นสงสัยในเรื่องความรักของเพื่อนสนิท จึงแกล้งขยับตัวเข้าไปใกล้คอนโซลกลางอีกนิดเพื่อจับผิด
“แต่มึงก็ยังรู้ว่าปุ้ยไปต่างประเทศบ่อย ๆ แสดงว่าติดตามมม ยังคิดไรกับปุ้ยอยู่ป่าววะ ถามจริงๆ”
รถติดสัญญาณไฟแดงพอดี เคนหักพวงมาลัยจอดนิ่ง มือหนาปล่อยจากพวงมาลัยมาวางพักไว้ที่หัวเกียร์
ซึ่งอยู่ใกล้กับหัวเข่าของเอมเพียงไม่กี่นิ้ว เขาหันหน้ามามองเธอตรง ๆ แสงไฟท้ายรถคันหน้าสะท้อนเข้ามากระทบดวงตาคู่คมจนดูจริงจังขึ้นมาแวบหนึ่ง
“ฟีดก็ขึ้นมาทาง FB ป้ะ ก็เห็นเหมือนที่มึงเห็นในฟีดแหละ….กูไม่ได้ชอบปุ้ยแล้ว”
น้ำเสียงและสายตาที่ไร้ร่องรอยความล้อเล่นของเคน ทำให้หัวใจของเอมกระตุกแปลก ๆ สรรพนาม 'กู-มึง' ที่ใช้ดูไม่ได้ช่วยลดทอนความนิ่งขรึมของชายหนุ่มร่างใหญ่ตรงหน้าได้เลย ท่าทางสุขุมเป็นผู้ใหญ่ของเขาในยามนี้ชวนให้ใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก
แต่ความใสซื่อและนิสัยมองโลกในแง่ดีของเอม ก็ทำให้เธอรีบปัดความรู้สึกจั๊กกะจี้ในอกทิ้งไป เอมแกล้งทำตาโต เอียงคอยิ้มล้อเลียน แซวกลับเพื่อทำลายความจริงจังนั้นทันที
“อ่ะแหนะ… ตอนนี้มีคนที่ชอบใหม่แล้วอ้ะดิ๊?”
เคนไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงแต่มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอชั่ววินาทีหนึ่ง เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เอมไม่เคยอ่านออก ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองสัญญาณไฟจราจรที่เปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมกับรอยยิ้มลึกลับที่จุดขึ้นตรงมุมปาก…
“เออ มีแล้ว”
เคนตอบเสียงเรียบ ทุ้มต่ำลงกว่าปกติเล็กน้อย พร้อมกับออกตัวรถ
“เชี่ย! จริงป่ะเนี่ย!” เอมตาโต หันขวับมามองเพื่อนสนิททันทีด้วยความตื่นเต้นเต็มประดาตามประสาคนชอบเข้าสังคมและชอบแต่งเรื่องจับคู่
“ใครวะ? คนในวงการออกแบบเหมือนกันป่ะ? หรือลูกค้า? มึงแอบไปซุกกิ๊กไว้ตอนไหนทำไมกูไม่รู้!”
เคนไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ขยับมือเปลี่ยนเกียร์ นิ่งเงียบปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่ครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังเส้นทางข้างหน้าที่มีไฟท้ายรถคันอื่นติดเป็นสายยาว
“เรื่องของกู”
“เอ้า! ไอ้เคน! อะไรวะ มีความลับกับเพื่อนกับฝูง”
เอมยู่ปากพลางทุบเบาะเบา ๆ อย่างขัดใจ
“กูอุตส่าห์ยอมเล่าเรื่องโดนตาแก่นั่นลวนลามให้มึงฟังนะเว้ย (ถึงจะเล่าผ่านไฟล์อัดเสียงก็เถอะ) แต่มึงมีความรักแล้วปิดกูเหรอ? ไม่แฟร์เลยอ่ะ”
เคนแค่นยิ้มมุมปาก มือหนาที่จับพวงมาลัยเคาะนิ้วเป็นจังหวะช้า ๆ สายตาคู่นั้นฉายแววประเมินบางอย่างในใจ แววตาคมกริบที่มักใช้มองเวลาดีลงานธุรกิจ บัดนี้มันถูกใช้เพื่อมองถนน… หรืออาจจะใช้เพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่สะстоสำอยู่ในกระจกมองข้าง
“กูไม่ได้ปิด” เคนพูดขึ้นลอย ๆ น้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความหมายบางอย่างที่เอมฟังไม่เข้าใจ
“กูแค่คิดว่า… เจ้าตัวเขายังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำมั้ง”
“อ้าว แนวรักข้างเดียวซะงั้น?” เอมหลุดขำคิกคักพลางตบไหล่กว้างของเคนเบา ๆ อย่างล้อเลียน
“โถ ๆ ๆ ระดับท่านประธานเคน ผู้ไม่เคยแพ้ใครในโลกธุรกิจ ต้องมานั่งแอบรักข้างเดียวเหรอวะเนี่ย สภาพ! แล้วทำไมมึงไม่จีบตรง ๆ ไปเลยล่ะ รุกหนัก ๆ เหมือนตอนจีบไอ้ปุ้ยตอน ม.ปลาย ไง โทรจิกเช้าเย็นเลยนะมึงอ้ะ”
พอเอมพาดพิงถึงเรื่องในอดีต บรรยากาศในรถก็คล้ายจะหมุนวนกลับไปสู่วันเก่า ๆ วันที่เด็กหนุ่มตัวโตขยันโทรหาเธอเพื่อถามเรื่องเพื่อนสนิท เคนเหล่ตามามองเอมชั่วครู่หนึ่ง ประกายไฟจากข้างทางสะท้อนในดวงตาคมจัดคู่นั้นจนดูวาวโรจน์ขึ้นมาแวบหนึ่ง เป็นสายตาจริงจังแบบที่ทำให้เอมแอบหนาว ๆ ร้อน ๆ อยู่บ่อยครั้ง
“มันไม่เหมือนกัน” เคนพูดขึ้น เสียงของเขาเบาลงแต่หนักแน่น
“ตอน ม.ปลาย กูก็แค่เด็กโง่คนหนึ่งที่คิดว่าความรักคือการพยายามวิ่งตามคนที่เขาเดินหนี… แต่ตอนนี้กูรู้แล้วว่า อะไรที่มันสำคัญจริง ๆ กูจะไม่ยอมใช้วิธีพลีพลามแบบนั้นแน่”
“โห… คมสัส” เอมทำท่าขนลุกหยอก ๆ แต่ในใจลึก ๆ แอบรู้สึกว่าพักนี้เคนมีโหมดผู้ใหญ่ใจนิ่งที่เธอเข้าไม่ถึงอยู่บ่อย ๆ
“แสดงว่าคนนี้มึงจริงจังมากอ่าดิ?”
“เออ จริงจัง”
“แล้วเขาเป็นคนยังไง บอกหน่อยน้า… กูจะได้ช่วยสแกนไง ในฐานะเพื่อนสนิท เพราะแฟนมึงก็ต้องเหมือนแฟนกู” เอมหัวเราะร่า
เคนเงียบไปอีกครั้ง รถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่างนุ่มนวล เขาถอยรถเข้าซองอย่างเชี่ยวชาญก่อนจะดับเครื่องยนต์ ไฟหน้าปัดรถดับลง เหลือเพียงแสงสว่างสลัวจากไฟของห้างที่ส่องผ่านกระจกหน้าเข้ามา
ความเงียบปกคลุมในรถทันที เอมกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ แต่จู่ ๆ มือหนาของเคนก็ยื่นมาจับข้อมือของเธอไว้หลวม ๆ เหมือนตอนที่อยู่ในห้องประชุม เอมชะงัก หันไปมอง
ในความมืดสลัวนั้น
สายตาของเคนไม่ได้มองถนนอีกต่อไป แต่มันจับจ้องตรงมาที่ใบหน้าของเธอ เขาลดระดับเสียงลงจนเป็นโทนทุ้มต่ำและนิ่งสนิท… โทนเสียงที่เขาจะใช้เฉพาะเวลาที่เขากำลังห่วงใยเธออย่างที่สุด
“เป็นคนเด็ดเดี่ยว… แต่ชอบทำตัวกวนตีนให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเอมกระตุกแปลก ๆ อย่างไม่มีสาเหตุ สายตาของเคนนิ่งจัดและดูลึกซึ้งกว่าปกติจนเธอเริ่มทำตัวไม่ถูก
“และที่สำคัญ…”
เคนพูดต่อพลางค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากข้อมือของเธอช้า ๆ นิ้วโป้งของเขาแอบปัดผ่านผิวข้อมือเนียนของเธอเบา ๆ อย่างเนียน ๆ
“เขาเป็นคนประเภทที่ถ้ารุกหนักเกินเลย… ก็คงจะไม่กล้าเล่นด้วยหรอก”
เอมนิ่งอึ้งไปสามวินาที สมองอันชาญฉลาดของเอมพยายามประมวลผลคำพูดประโยคนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอะใจหรือจับสังเกตอะไรได้มากกว่านั้น เคนก็เปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นความยียวนกวนประสาทตามเดิมทันที
“ไป ลงรถไอ้เคนนน กูหิววว”
เคนมองตามร่างบางที่เดินนำหน้าไปพลางบิดขี้เกียจและฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มร่างใหญ่… รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความลับที่เขาเลือกจะเก็บมันไว้ใต้คำว่า ‘เพื่อนสนิท’ ต่อไป
‘เออ… ให้มันรู้ตัวช้าแบบนี้แหละดีแล้ว’
เคนคิดในใจพลางก้าวเท้าพับแขนเสื้อเชิ้ตเดินตามเธอไป
‘เพราะถ้ามึงรู้ตัวเมื่อไหร่… มึงหนีกูแน่ ไอ้เอม’
.