Beyond Friend | เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ
ตอนที่ 5 — บทที่ 5 : ไม้กันหมา
- ปี 2014 -
“กูฝากด้วยนะเอม !”
‘ปุ้ย’ เพื่อนสนิทสุดฮอต รีบยัดเยียดโทรศัพท์มือถือปุ่มกดหน้าจอขาวดำใส่มือของ ‘เอม’ อย่างรู้กัน
ทันทีที่เสียงเรียกเข้าทำนองโพลีโฟนิกสุดฮิตดังขึ้น พร้อมชื่อสายโทรเข้าที่ทำเอาปุ้ยถึงกับถอยหลังกรูด เจ้าตัวขยับปากบอกแบบไม่มีเสียงก่อนจะแกล้งเนียนเดินเลี้ยวเข้ากลุ่มเพื่อนคนอื่น ๆ ไปอีกทาง ปล่อยให้เอมยืนตาโตอยู่ริมรถตู้หน้าโรงเรียนรัฐบาลยามเย็น
เอมถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองโทรศัพท์ในมือแล้วกดรับสาย ถือถุงน้ำชาเย็นถุงใหญ่ถุงละสิบบาทไว้ในมืออีกข้างพลางกรอกเสียงเข้มลงไปเพื่อปิดบังความรำคาญใจที่ต้องมาเป็นไม้กันหมาให้เพื่อน
“ฮัลโหลเคนเหรอ? นี่กูเอมนะ ปุ้ย มันทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่รถตู้อ้ะ นู่น… ตัวมันเดินไปซื้อของกินอยู่ตรงข้ามหน้าประตูโรงเรียนนู่น เดี๋ยวมึงค่อยโทรมาใหม่แล้วกันนะ”
คำโกหกคำโตถูกปั้นแต่งอย่างเชี่ยวชาญเพราะทำมาแทบจะวันเว้นวัน
เสียงทุ้ม ๆ ห้วน ๆ ของ ‘เคน’ เด็กหนุ่มจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังปลายสายเงียบไปวินาทีหนึ่งเหมือนจับไต๋ได้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตกใจปนเซ็ง ๆ
‘เห้ย เดี๋ยวอย่าเพิ่งวางงง… ขยันฝากเครื่องไว้บนรถตู้จริงนะเพื่อนมึงเนี่ย แล้วมึงเถอะ ไม่ไปซื้ออะไรกินกับเค้าด้วยหรือไง’
เคนถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะลึก ๆ แล้วเขารู้ดีว่าสองสาวเพื่อนสนิทคู่นี้ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ตลอดเวลา ไม่มีทางที่ปุ้ยจะทิ้งเอมไว้คนเดียวแน่ ๆ
“เออ กูก็ขี้เกียจเดินมั่งได้ป้ะ ห้องปุ้ยมันเลิกก่อนกู ห้องกูเพิ่งเลิกเนี่ย เพิ่งเดินมาถึงรถตู้ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ไอปุ้ยบนเบาะเนี่ย”
ฉันรีบแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ
“อ๋อหรอออ” เคนแค่นเสียงประชดประชันแบบกวนตีนกลับมา น้ำเสียงลากยาวซะจนน่าหมั่นไส้ เพราะลึก ๆ ตัวเคนเองก็พอจะรู้แหละว่าปุ้ยพยายามเลี่ยงตน
ก็ปุ้ยมันหน้าตาน่ารัก คู่แข่งจีบปุ้ยเยอะจะตาย ทั้งเด็กผู้ชายโรงเรียนของฉัน ทั้งโรงเรียนของเคน เอาสิบนิ้วมานั่งนับตอนนี้ยังไม่หมดเลยว่ามีกี่คน ปุ้ยเองมันก็ยังเด็กแถมยังไม่อยากเลือกจริงจังกับใคร
ดีจังน้าคนสวยเนี่ย มีตัวเลือกเยอะได้... เอมแอบคิดในใจพลางลอบยิ้ม ภูมิใจในหน้าตาของเพื่อนตัวเองชะมัด คิกคิก
แต่ก็นั่นแหละ... คงมีแต่ไอ้เคนเนี่ยแหละที่รุกหนักมาก หนักจนบางทีเธอยังเหนื่อยแทน มันไม่รู้เลยหรือไงนะว่าความพยายามที่ตื๊อมากเกินไปน่ะ ผู้หญิงเขาจะรำคาญเอา!
“จริ๊งงง” ฉันตอบกลับปลายสายด้วยโทนเสียงที่สูงปรี๊ดขึ้นฟ้าอย่างคนมีพิรุธอัตโนมัติ
“เออ ไม่เป็นไร ๆ กูวางละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอปุ้ยที่เรียนพิเศษแล้ว มึงอ้ะวาง ๆ ไปได้แล้ว แล้วบอกปุ้ยให้กูด้วยว่ากูโทรมาหานะ”
“เอ้าไอ้นี่! ก่อนหน้านี้ยังบอกกูห้ามวาง เออ แค่…(นี้)”
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
ฉันยังพูดไม่ทันจบคำ ปลายสายก็ตัดสัญญาณไปซะดื้อ ๆ เสียงสัญญาณสายว่างดังกระแทกหูจนฉันต้องดึงโทรศัพท์ออกมารีเซ็ตหน้าจออย่างเซ็ง ๆ เออ... มันเหมือนแค่อยากจะพูดคำของมัน แต่ไม่ได้อยากจะอยู่ฟังกูเลยอ้ะ!
“หืมม ไอ้เคนนน ไอ้เวร ไอ้ไร้มารยาท!” ฉันบ่นอุบ หงุดหงิดอยู่ใจอยู่นิดหน่อยที่โดนตัดบทหน้าตาย
จังหวะนั้นปุ้ยเดินกลับมาพอดี เจ้าตัวยิ้มแฉ่งฉีกยิ้มหวานจนตาปิด พร้อมยื่นถุงกระดาษซับน้ำมันที่ข้างในมีไก่ชุบแป้งทอดร้อน ๆ ราดซอสมะเขือเทศสีแดงฉ่ำส่งกลิ่นหอมฉุยมาให้ฉันถึงตรงหน้า
“อ้ะ มึงง ของโปรดมึง กูเลี้ยงไม้นึง... ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยรับโทรศัพท์สายด่วนแทนกูเมื่อกี้น้าา”
“งื้อออ น่ารักที่สุด!” ฉันเปลี่ยนโหมดจากหน้ายักษ์เป็นหน้าวาวทันที คว้าไม้ไก่ทอดเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ
“แต่กูว่ามึงได้เลี้ยงกูทุกวันแน่ไอ้ปุ้ย 555555 มันตื้อมึงหนักมากนะไอ้เคนเนี่ย”
“เออออ้ะดิ่ กูฟังเสียงโทรศัพท์จนไม่อยากจะเงียบใส่มันแล้วอ้ะ จะให้พูดตรง ๆ ก็กลัวจะดูใจร้ายเกินไป” ปุ้ยถอนหายใจ ทำหน้ามุ่ย
“มึงไม่มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากคุยให้มันฟังมั่งรึ?” ฉันถามหยั่งเชิงพลางเคี้ยวไก่ในมือไปด้วยอย่างเอร็ดอร่อย ซอสมะเขือเทศแทบเปื้อนมุมปาก
“ไม่อ้ะดิ กูแอบรำคาญว่ะ”
“แหน่ะ ช่ายป่าวว มึงอยากคุยกับคนอื่นมากกว่าอ้ะดิ สรุปเป็นคนไหนที่มึงใจเต้นด้วยวะ บอกกูมั่งดิ่” ฉันเอาไหล่กระแซะเบียดเพื่อนอย่างล้อเลียน
“ยังไม่ขนาดน้านน กูก็คุยไปเรื่อย ๆ ยังไม่กล้ามีแฟนว่ะ ทำตัวไม่ถูก แฟนคนแรกมันจะต้องทำตัวยังไงกันวะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ปุ้ยหัวเราะร่วนปัดมือปฏิเสธใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ
“แล้วไอ้เคนมันจะมีสิทธิ์บ้างไหม” ฉันขยับปากถาม ลองหยั่งเสียงดูใจเพื่อนตัวเองดู
ถ้าในใจปุ้ยมันมีอาการหวั่นไหวกับไอ้หนุ่มโรงเรียนเอกชนคนนี้สักนิด เผื่อฉันจะช่วยกางปีกเป็นแม่สื่อดันหลังให้ไอ้เคนมันซะหน่อย แอบสงสารความพยายามของมันเหมือนกันนะ
“ไม่!!” ปุ้ยตอบกลับเสียงแข็งทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
เฮ้อ... ก็เข้าใจได้อ้ะนะ ในบรรดาหนุ่ม ๆ มากหน้าหลายตาที่พยายามเข้ามาขายขนมจีบให้ปุ้ย ไอ้เคนไม่ใช่คนหล่อที่สุด ไม่ใช่คนสูงที่สุด หรือรวยที่สุดซะด้วย ดีไม่ดีเผลอ ๆ ยัยปุ้ยยังเดินสูงกว่าไอ้เคนอีกมั้งน่ะ
“โห ไม่คิดสักหน่อยเลยหรอมึง”
“เออ ก็กูมั่นใจว่าไม่อยากเกินเลยกับมันอ้ะ”
“สงสารมันเหมือนกันนะ ดูพยายามมาก ๆ เลยนะนั่น” ฉันดูดชาเย็นในถุงเสียงดังจ๊วบ
“ก็เอออ่ะดิ กูก็สงสาร ก็อยากเป็นเพื่อนเฮฮาด้วยกันได้ ไม่อยากตัดสัมพันธ์เลย... ถึงได้ให้มึงคอยช่วยคุยเป็นเพื่อนมันให้เนี่ย” ปุ้ยหันมาสบตาทำตาปริบ ๆ อ้อนวอน
“ปุ้ย มึงไม่คิดว่าวัน ๆ กูจะเอาเวลาไปคุยกับผู้ชายที่มาจีบกูมั่งรึไง ให้กูคอยกันแต่หมาให้มึงเนี่ย” ฉันแกล้งบ่นกระปอดกระแปดประชดตัวเอง
“แล้วมึงมี? หนุ่มมาจีบแล้ว?” ปุ้ยถามอย่างกวนตีน เพราะรู้ว่าเพื่อนสาวของเธอ ไม่มีใครเข้ามาจีบเลยกซักคนนั่นเอง
“ไอ้ปุ้ยยยย!” ฉันหน้าแดงแปร๊ด แล้วเอื้อมมือไปหยิกแขนมันทันทีด้วยความโมโห
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ กูล้อเล่น ๆ ขอโทษ ๆ ๆ พอแล้ว ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ปุ้ยหัวเราะลั่นลานจอดรถตู้พลางเอามือกุมแขนหนีแรงหยิกของฉัน
“พรุ่งนี้มึงเจอแน่ปุ้ย ไอ้เคนบอกมันจะรอเจอมึงที่เรียนพิเศษ ฮ่า ๆ เอาตัวรอดไปคนเดียวนะมึง” ฉันขู่ฟ่อ สะใจล่วงหน้า
“เห้ยยย ลืมไปเลยยย!” ปุ้ยร้องเสียงหลง หน้าถอดสีขึ้นมาทันตา
“ต้องไปเจอมันที่เรียนเคมีนี่หว่า แง้….มึงก็ไปเรียนกับกูดิ๊เอม”
“กูไม่ได้สมัครเรียนพิเศษ กูจน... มึงลืมรึไง” ฉันบอกเสียงเรียบพลางแกว่งถุงชาเย็นที่เหลือแต่พลาสติกเปล่า ๆ เงินเก็บในกระเป๋าตังค์ตอนนี้แค่ค่ารถตู้ยังแทบไม่พอเลย
“เห้ย แต่เขาเรียนในเทป ครูตัวจริงไม่มาตรวจหรอก เดี๋ยวกูเนียน ๆ แอบพามึงเข้าไปนั่งกับกู” ปุ้ยเสนอแผนการร้ายตาเป็นประกาย
“ไม่เอาอ้ะ เดี๋ยวโดนจับได้ขึ้นมาหน้าแตกตาย”
“เหมือนได้เรียนพิเศษ ‘ฟรี’ วันนึงเลยนะมึงงง คิดดูดิ!”
โอ้โห... พอเจอคำนี้เข้าไป หูฉันผึ่งเลยค่ะ ลังเลใจทันที! ฉันผู้มีความใฝ่ฝันอยากก้าวเท้าเข้าไปนั่งเรียนในสถาบันกวดวิชาหรู ๆ เหมือนเพื่อนคนอื่นเขาบ้าง และปุ้ยผู้รู้ซึ้งดีว่าเพื่อนซี้ของมัน ‘งก’ ขนาดไหน คำว่า ‘ฟรี’ มันเหมือนปุ่มเปิดสวิตช์กระตุ้นความอยากของฉันได้อย่างทรงพลังที่สุด แต่อีกใจก็ยังปอดแหกอ่า... ถ้าโดนจับได้จะทำยังไงงง
“ไปกับกูนะน้าาเอมมม พวกน๊อต ท๊อป บอส ฟิล์ม นัท ก็ไปด้วยนะ เรียนเสร็จเผื่อไปเดินเล่นห้างเซ็นทรัลกันต่อ นะน้าา ๆ ๆ” ปุ้ยส่งสายตาอ้อนวอนเขย่าแขนเสื้อฉันรัว ๆ
ฉันก็ยังชั่งใจอยู่ดี เพราะถ้าไปเดินห้างต่อหลังจากนั้น ฉันก็ต้องควักเอาเงินเก็บออกมาใช้จ่ายอีก เออ... ฉันงกแถมประหยัดจริง ๆ นั่นแหละ
“กูเลี้ยงมึงพรุ่งนี้ทุกอย่างเลย! รวมค่ารถตู้จากหน้าปากซอยบ้านมึงเลยด้วยอ้ะ เอ้า!” ปุ้ยยื่นข้อเสนอสุดท้ายที่ตัดหน้าตักทุกความลังเล
“ตกลง!”
ฉันอ้าปากตอบตกลงทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาประมวลผล 5555 โอกาสได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตากับกลุ่มเพื่อนในวันเสาร์ โดยมีเจ้ามือเปย์ฟรีตลอดทริปแบบนี้ จะช้าอยู่ใยล่ะคะ!
“ทีอย่างนี้ล่ะไม่คิดบ้างเลยนะมึง ฮ่า ๆ ๆ” ปุ้ยขำลั่น พลางเอานิ้วจิ้มหน้าผากฉันอย่างเอ็นดู
“ความเกรงใจเขาไว้ใช้กับคนอื่นที่ไม่สนิทกันเท่านั้นแหละปุ้ยจ๋า” ฉันยิ้มกะล่อนตอบกลับ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เออ ๆ พรุ่งนี้เจอกันปากซอยบ้านกู 8 โมงเช้านะ ห้ามสายเด็ดขาด!”
“เคงับ ท่านปุ้ย” ฉันทำท่าตะเบ๊ะรับทราบพลางเดินขึ้นไปจับจองเบาะหลังของรถตู้โรงเรียน
ตึ๊งงง…
เสียงสัญญาณ SMS จากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋านักเรียนของฉันดังขึ้นซ้อนขึ้นมาพอดิบพอดี
ฉันล้วงหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน ข้อความสั้น ๆ บนหน้าจอดิจิตอลทำเอาฉันหลุดขำ
‘ไอ้เอม ปุ้ยกลับมายัง’
เป็นไอ้เคนเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่ทักมาเซ้าซี้ฉันแทนที่จะโทรหาปุ้ยตรง ๆ อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ในใจตัวเองอยากจะคุยใจจะขาดแล้วมั้งนั่น ท่ามากชะมัด!
“มาละ... ไอ้เคนเมสเซจมาหากูแทนละ ถามว่ามึงกลับมาที่รถหรือยัง ฮ่า ๆ” ฉันชูหน้าจอโทรศัพท์ให้ปุ้ยที่นั่งเบาะข้าง ๆ ดู
“เออ มึงจัดการตอบแทนกูไปเลยเอม” ปุ้ยโบ้ยหน้าเซ็ง
ฉันยิ้มกริ่ม นึกสนุกอยากแกล้งไอ้หนุ่มโรงเรียนเอกชนคนนี้คืนซะหน่อย นิ้วโป้งเรียวรีดรัวแป้นพิมพ์อักษรภาษาไทยอย่างรวดเร็ว
‘ปุ้ยอยู่รถตู้ละ’ ฉันพิมพ์ข้อความนี้แล้วกดส่งกลับไป
ปุ้ยที่หันมาเห็นข้อความถึงกับตาโตตกใจสะดุ้งอ้าว แต่ฉันรีบส่งซิกทางสีหน้า ขยิบตาให้เป็นสัญญาณว่า ‘เออน่า เชื่อมือกู ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง’
ครืดดดดด!
เสียงโทรศัพท์มือถือของไอ้ปุ้ยแผดเสียงดังสั่นครืดคราดขึ้นมาทันทีหลังจากที่ฉันกดส่งข้อความไปไม่ถึงสามวินาที เป๊ะตามคาดไม่มีผิดเพี้ยน!
ฉันรีบคว้าโทรศัพท์เครื่องนั้นมารับสายทันควัน พร้อมใช้นิ้วกดเปิด ‘ลำโพง’ เพื่อให้ปุ้ยได้ยินเสียงด้วย พร้อมกันนั้นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาทาบที่ริมฝีปากเป็นสัญญาณเตือนระวังให้ปุ้ยหุบปากเงียบ ห้ามส่งเสียงหลุดออกไปเด็ดขาด
“ฮัลโหล ปุ้ยยย...”
เสียงทุ้มต่ำที่พยายามดัดให้อ่อนละมุนและอ้อนวอนอย่างที่สุดของไอ้เคนที่ดังรอดมาตามลำโพง ทำเอาฉันกับปุ้ยถึงกับเบ้หน้า ขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความหมั่นไส้
“อะไรมึง นี่กูเอง... เอม!” ฉันกระแทกเสียงตอบกร้าว
“เอ้า! ไหนเมื่อกี้มึงส่ง SMS บอกกูว่าปุ้ยอยู่ที่รถตู้โรงเรียนแล้วไง แล้วทำไมมึงเป็นคนรับสายอีกละเนี่ย? ส่งโทรศัพท์ให้ปุ้ยดิ๊!”
เสียงปลายสายเปลี่ยนโหมดกลับมาห้วนสั้นสไตล์หนุ่มมาดกวนทันควันเมื่อรู้ว่าไม่ใช่คนที่ตั้งใจรอคุย
“อ๋อออ พอดีกูเพิ่งเดินออกมาซื้อของกินบ้างอ้ะ แต่โทรศัพท์ปุ้ยมันติดมือกูกลับมาด้วยว่ะเคน ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
ฉันระเบิดเสียงขำล้อเลียนเยาะเย้ยมันใส่ไมค์ทันทีอย่างสุดกลั้น
“ไอ้เอมมมมม... อีควาย!!”
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
มันตะโกนด่าคำรามเสียงหลงเสร็จแล้วก็ตัดสายทิ้งทันทีตามสเต็ปเดิมเป๊ะ! โคตรขี้โกง ไม่เคยเปิดโอกาสให้ฉันได้ด่าคำสวนกลับไปได้เลยสักครั้ง แต่อย่างว่าแหละ... ไม่เป็นไร สะใจชะมัดที่ได้ปั่นประสาทแกล้งมันคืนได้สำเร็จ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!”
ฉันกับปุ้ยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างสนุกสนาน