หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย
ตอนที่ 15 — บทที่ 15
แม่จี้ล้างสาหร่ายทะเลตากแห้งที่แช่น้ำไว้ตั้งแต่ตอนเช้า ข้าวต้มนั้นเอาไปต้มบนเตาถ่านตั้งแต่เช้าแล้ว พอได้ยินคำพูดของลูกสาวคนเล็กก็ถลึงตาใส่ทันที “ไม่ได้!”
จี้เยว่ทำปากยื่น "ทำไมจะไม่ได้? ในเมื่อพี่ไม่แต่งแล้ว แล้วทำไมฉันจะแต่งไม่ได้ล่ะ? บ้านจางอยู่บ้านอิฐ คนในบ้านก็มีงานทำ เรื่องกินอยู่เสื้อผ้าก็ไม่ต้องกังวล แต่งเข้าไปก็คือไปเสวยสุขไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อพี่ไม่แต่งแล้ว ทำไมฉันถึงจะแต่งแทนไม่ได้"
แม่จี้พูดอย่างหงุดหงิดว่า "แกโง่หรือเปล่า ถ้ามันดีขนาดนั้นจริงๆ ฉันจะไม่ให้แกแต่งได้ยังไง? คนบ้านจางคบหาด้วยง่ายที่ไหน ปากร้ายใจดำจะตาย! พี่แกเพิ่งแต่งเข้าไปวันแรก ก็โดนตั้งกฎบ้านใส่ตั้งกองพะเนินแล้ว จางเจียเย่าดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกหื่นกาม ไม่ใช่คู่ครองที่ดี! บ้านจางก็คือกองไฟชัดๆ แกแต่งเข้าไปไม่ได้เด็ดขาด!"
จี้เยว่ถามด้วยความอยากรู้ "ตั้งกฎบ้านจริงๆ เหรอ? ตั้งกฎอะไรบ้างล่ะแม่"
แม่จี้จึงเล่าเรื่องสองสามเรื่องในรูปถ่ายให้ฟัง แล้วก็เล่าเนื้อหาของกฎบ้านคร่าวๆ ด้วย
จี้เยว่ฟังแล้วก็ทึ่งและรู้สึกสมน้ำหน้า
คนบ้านจางปากร้ายใจดำขนาดนี้เลยเหรอ ถ้างั้นตัวเองก็แต่งเข้าไปไม่ได้จริงๆ
ถ้าจี้หนิงหย่าไม่สำเร็จ อยู่บ้านจางคงถูกทรมานจนตายแน่เลยใช่ไหม
"แม่ พี่ไม่แต่ง ฉันก็แต่งไม่ได้ แล้วเรื่องที่บ้านเราจะขึ้นฝั่งจะทำยังไงล่ะ? แม่ห้ามให้พี่หย่านะ!"
เธออยากเห็นจี้หนิงทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำตัวเป็นวัวเป็นม้ารับเคราะห์กรรม อยู่ที่บ้านจางอย่างต่ำต้อยใจจะขาด
แม่จี้พูดอย่างหงุดหงิด "แกคิดว่าฉันไม่อยากหรือไง แต่พ่อแกไม่มีทางยอมหรอก อีกอย่างพี่แกก็เห็นแก่ตัวเกินไป สนใจแต่ให้ตัวเองรอดตาย ไม่คิดถึงคนในบ้าน เธอทำเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น คนบ้านจางก็ไม่เอาเธอแล้วเหมือนกัน"
เดิมทีเธอยังตั้งใจจะไปขอร้องที่บ้านจาง ตอนนี้เธอขี้เกียจไปแล้ว จะได้ไม่ต้องไปทนดูสีหน้าคนอื่น
"ฉันรู้สึกว่าจางเจียเย่าชอบพี่มากนะ เขาไม่ยอมปล่อยมือหรอก"
"เขาไม่ยอมปล่อยก็ไม่มีทางหรอก" แม่จี้เล่าเรื่องที่จี้หนิงจัดการกุมจุดอ่อนจางซิงเยี่ยให้ฟังอีกรอบ
จี้เยว่ได้ยินก็หน้าซีด "พี่บ้าไปแล้วเหรอ? ไปล่วงเกินครอบครัวหัวหน้าหน่วยผลิต บ้านเรายังจะได้ขึ้นฝั่งอีกเหรอ? ต่อให้ขึ้นฝั่งได้ ยังจะได้อยู่อย่างสงบสุขไหม?"
เธอไม่อยากอยู่บ้านแพไม้ไผ่ซอมซ่อหลังนี้ต่อไปแล้วนะ!
แม่จี้ "..."
ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าจี้หนิงกุมจุดอ่อนจางซิงเยี่ยไว้ได้อย่างเด็ดขาด ก็เลยรู้สึกไปเองโดยสัญชาตญาณ ว่าจี้หนิงก็น่าจะจัดการเรื่องขึ้นฝั่งไปตั้งรกรากได้เหมือนกัน
ตอนนี้ถูกจี้เยว่เตือนสติ ก็คิดขึ้นมาได้ว่าไปล่วงเกินหัวหน้าหน่วยผลิต วันหน้าจะได้อยู่อย่างสงบสุขไหม?
อีกฝ่ายอาจจะกำลังวางแผนในใจอยู่ก็ได้ ว่าวันหน้าจะกลั่นแกล้งครอบครัวตัวเองยังไง!
"ฉันล่ะจะถูกเธอทำให้โมโหตายอยู่แล้ว! ถ้าไม่ได้ขึ้นฝั่ง ฉันจะตีเธอให้ตายเลย!"
"ไม่ได้ จะให้เธอหย่าไม่ได้! แกดูข้าวต้มไปก่อนนะ ฉันจะไปเก็บทะเบียนบ้าน"
จี้เยว่ยกยิ้มมุมปาก จี้หนิงแย่งความรักความเอ็นดูของพ่อกับจี้หังไปหมดแล้ว เธอก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเหมือนกัน!
แม่จี้เอาสาหร่ายทะเลใส่ลงไปในหม้อข้าวต้ม แล้วก็รีบกลับเข้าห้อง
แต่พ่อจี้ค้นทะเบียนบ้านออกมาให้จี้หังไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมสั่งให้เอาไปให้จี้หนิง
ตอนที่จี้หังถือทะเบียนบ้านเลิกผ้าม่านเข้าไปหาจี้หนิง จี้หนิงก็เพิ่งจะใช้เหรียญทอง 100 เหรียญซื้อขนมกวงซูปิ่งที่ชาติที่แล้วเธอชอบกินมากมาหนึ่งห่อพอดี
"พี่ พ่อให้ฉันเอาทะเบียนบ้านมาให้พี่"
จี้หังเข้ามาก็เห็นขนมกวงซูปิ่งในมือจี้หนิง ตาเบิกกว้าง ถามเสียงเบา "พี่ นี่เอามาจากไหนเนี่ย"
จี้หนิงรับทะเบียนบ้านมา แล้วเอาขนมกวงซูปิ่งให้เขา กระซิบเสียงเบา "ฉันแอบหยิบมาจากบ้านจางน่ะ รีบกินสิ"
"ฉันไม่เอา พี่กินเถอะ!" จี้หังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอื๊อก
ของกินเล่นนี่แพงมาก ซื้อในร้านค้าของรัฐ ต้องใช้เงิน 4 เหมา 2 เฟินต่อหนึ่งชั่ง แล้วยังต้องใช้คูปองอาหารอีก 1.2 ชั่ง กับคูปองน้ำตาล 0.3 ชั่ง
ครอบครัวเขาตัดใจซื้อมากินแค่ตอนปีใหม่หนึ่งชั่งเท่านั้น แถมส่วนใหญ่ก็ตกถึงท้องของจี้เยว่หมด
เขายังดีหน่อย แม่เขาไม่ปฏิบัติแย่กับเขา มีแค่พี่สาวเขาเท่านั้น ขนมแบบนี้แม่เขาไม่เคยให้เธอกินเลย เป็นเขาที่แอบแบ่งครึ่งหนึ่งให้เธอตลอด
จี้หนิง "ฉันยังมีอยู่อีก เดี๋ยวค่อยเอาไปให้พ่อชิ้นนึง นายรีบกินเข้า อย่าให้แม่เจอ ไม่อย่างนั้นก็ต้องแบ่งให้จี้เยว่อีก ของๆ ฉันไม่มีทางให้เธอเด็ดขาด"
จี้หนิงหยิบขนมกวงซูปิ่งออกมาอีกชิ้น
จี้หังเห็นดังนั้นถึงได้รับมาอย่างระมัดระวัง
ขนมกวงซูปิ่งสีขาวอวบอ้วน ราวกับแสงจันทร์สีขาวบนท้องฟ้า (หมายถึง ของล้ำค่าที่ปรารถนาแต่เอื้อมไม่ถึง)
เขาก็นั่งลงเหมือนกัน แล้วสูดดมอย่างระมัดระวัง "หอมจัง!"
จี้หนิงยิ้ม
จากนั้นจี้หังก็หักออกมาชิ้นเล็กๆ อย่างระมัดระวัง แม้แต่เศษขนมที่ร่วงลงมา เขาก็เก็บเข้าปาก แล้วเบิกตากว้าง
"อร่อย อร่อยจริงๆ! อร่อยกว่าที่แม่เคยซื้ออีก บ้านจางรวยจริงๆ ด้วย ไม่รู้ว่าขนมกวงซูปิ่งนี่พวกเขาไปซื้อมาจากไหน หอมหวานเป็นพิเศษเลย"
จี้หนิง "..."
แค่เศษขนมที่ร่วงลงมาก็กินรู้รสว่าหอมหวานเป็นพิเศษแล้วเหรอ?
เธอก็กัดไปคำหนึ่งเหมือนกัน อร่อยมากจริงๆ หอมหวานและนุ่มฟูกว่าในความทรงจำเสียอีก
ความจริงขนมกวงซูปิ่ง (คล้ายขนมผิงโบราณชิ้นใหญ่) นับว่าเป็นขนมที่ค่อนข้างถูกและเป็นที่นิยมของคนทั่วไปที่นี่แล้ว ทว่ายังมีขนมที่แพงกว่าอย่างพวก เหล่าโพ่วปิ่ง-ขนมเปี๊ยะภรรยา, หมังกงปิ่ง-ขนมเปี๊ยะคนตาบอด, จีไจ๋ปิ่ง-ขนมเปี๊ยะลูกไก่, เหลียนหรงซู-พายกรอบไส้เม็ดบัว, คุกกี้เนยนำเข้า และอื่นๆ อีกมากมาย
เพียงแต่ตอนนี้ครอบครัวพวกเธอมีปัญญากินแค่ขนมกวงซูปิ่ง การได้กินขนมกวงซูปิ่งสักคำก็อิ่มเอมใจเป็นพิเศษแล้ว
จี้หังก็กัดชิ้นเล็กๆ ที่หักออกมานั้นไปคำเล็กๆ พอกินแบบนี้ก็ยิ่งหอมยิ่งหวานกว่าเดิม "อร่อยจัง!"
"งั้นก็กินคำโตๆ เลย ฉันยังมีอีกนะ"
"อื้ม"
เด็กหนุ่มอายุ 16 ปี กำลังอยู่ในวัยกำลังโต เมื่อกินไม่อิ่มทุกวัน จะไปต้านทานความเย้ายวนของขนมกวงซูปิ่งได้ยังไง?
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังลิ้มรส "ของฟุ่มเฟือย" ที่จะได้กินแค่ตอนปีใหม่นั้นเอง เสียงของแม่จี้ก็ดังมาจากข้างนอก "จี้เจ้าเสียง ทะเบียนบ้านล่ะ"
สองพี่น้องรีบเอาขนมกวงซูปิ่งที่เหลือซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ หัวใจเต้นตึกตัก
เสียงของพ่อจี้ดังเข้ามา "ฉันให้หนิงหนิงไปแล้ว ตอนบ่ายเธอต้องใช้ทะเบียนบ้านไปหย่า"
ด้านนอก
แม่จี้จะบ้าตายอยู่แล้ว เดินออกมาจากห้องก็ยิงคำพูดใส่พ่อจี้เป็นชุดเหมือนปืนกล
"ตาแก่เอาให้เธอทำไม ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร แต่งงานแล้วก็คือแต่งงานไปแล้ว บอกว่าจะหย่าก็หย่าได้งั้นเหรอ? ฉันไม่อนุญาต!"
“เพิ่งจะแต่งเข้าไปแค่วันเดียวก็โวยวายจะหย่า มันใช้ได้ที่ไหน ถึงจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจอะไร ก็หย่าไม่ได้! ผู้หญิงคนไหนใช้ชีวิตคู่แล้วไม่เคยต้องอดทนบ้าง? ทำตัวแบบเธอ เพิ่งจะแต่งเข้าไปยังไม่ทันพ้นวันก็วิ่งแจ้นกลับมา ขืนแพร่งพรายออกไปใครๆ ก็ต้องหาว่าเป็นหญิงอารมณ์ร้าย! หย่าแล้วใครจะกล้าแต่งงานด้วย”
“ตาแก่ก็เอาแต่ตามใจเธอ! ตามใจจนเห็นแก่ตัว! เธอไม่คิดบ้างเลยหรือไงว่าถ้าเธอไม่แต่ง ใครจะเชิญหมอมาตรวจโรคให้พ่อ ถ้าเธอไม่แต่ง ใครจะช่วยให้ครอบครัวเราขึ้นฝั่งไปตั้งรกราก ถ้าเธอไม่แต่ง เสี่ยวหังจะเอาอะไรไปแต่งเมีย? เยว่เยว่จะแต่งงานได้ยังไง”
“เธอเอาแต่คิดถึงตัวเอง! เคยคิดถึงพ่อแม่บ้างไหม? เคยคิดถึงน้องชายน้องสาวบ้างไหม? เกิดเป็นคนจะเห็นแก่ตัวเกินไปไม่ได้!”
"ตั้งแต่เล็กจนโตเธอก็เป็นแบบนี้ เห็นแก่ตัว ทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรไม่ได้เลย พอถูกขัดใจก็วิ่งมาฟ้องพ่อ! การแต่งงานไม่ใช่เล่นขายของ จะปล่อยให้เธอเอาแต่ใจไม่ได้! ยังไงก็ห้ามหย่า!
“เธอก็ไม่ดูตัวเองบ้างว่ามีราคาแค่ไหน? คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูลูกผู้ดีหรือไง! หย่าไปแล้ว ชาตินี้เธอก็แต่งงานไม่ออกหรอก! ฉันก็ทำเพราะหวังดีต่อเธอนะ กินข้าวเสร็จก็ให้เธอกลับไปบ้านจางซะ เรื่องไหนควรขอโทษก็ขอโทษ เรื่องไหนควรยอมรับผิดก็ยอมรับผิด พูดจากันดีๆ วันหน้าก็ใช้ชีวิตอยู่บ้านจางดีๆ”
พ่อจี้มองอีกฝ่าย
“พูดจบหรือยัง? คนแต่งไม่ใช่เธอ จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ไม่ถึงตาเธอ หนิงหนิงอยากหย่าก็หย่า! ถ้าเธอชอบบ้านจางนัก งั้นฉันหย่ากับเธอ แล้วเธอก็แต่งเข้าไปเองเลย!”
แม่จี้ “...”
“ถึงยังไงฉันก็ไม่อนุญาตให้เธอหย่า! จี้หนิง แกออกมาเดี๋ยวนี้!”
แม่จี้มองผ้าม่านกั้นห้องแวบหนึ่ง เมื่อก่อนขอแค่ตนทะเลาะกับตาเฒ่า จี้หนิงก็จะยอมอ่อนข้อให้แล้ว
ในห้อง จี้หังรีบเกลี้ยกล่อมจี้หนิง
“พี่ ครั้งนี้พี่อย่าฟังคำพูดของแม่เด็ดขาดนะ พี่ล่วงเกินคนบ้านจางไปหมดแล้ว ถ้าไม่หย่า วันหน้าจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่!”
เมื่อก่อนขอแค่แม่ของเขาอารมณ์เสีย พี่สาวของเขาก็จะยอมตามใจแม่ตลอด
จี้หนิงตบไหล่จี้หังเบาๆ
“วางใจเถอะ! งานแต่งนี้ฉันหย่าแน่! ไป! นายไปพายเรือ ตอนนี้ฉันจะไปที่ที่ว่าการอำเภอ”
แค่ขนมคำเดียวยังกินดีๆ ไม่ได้! เพื่อความสบายหู เธอเลยตัดสินใจออกไปกินข้างนอกซะเลย!