← สารบัญ หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย

หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย

ตอนที่ 2บทที่ 2

จี้หนิงเดินออกจากห้องหอ จางเจียเย่าก็รีบตามมาง้อทันที

“หนิงหนิง เดี๋ยวแม่ฉันอาจจะให้เธอคุกเข่าคำนับ ยกน้ำชาอะไรพวกนั้น ไม่ว่าแม่ฉันจะพูดอะไร เธอไม่ต้องไปสนใจ และอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ แค่ทำตามไปก่อนก็พอ”

เขารีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ฉันรับรองว่าต่อไปฉันจะดีกับเธอแค่คนเดียว จะฟังแต่คำพูดของเธอ”

จี้หนิงยิ้มบางๆ “จริงเหรอ?”

“จริงสิ! เพราะงั้นเดี๋ยวไม่ว่าแม่ฉันจะพูดอะไร เธอทำตามก็พอ ทำเสร็จก็จะได้ซองแดงสิบหยวน ตอนพี่สะใภ้ใหญ่แต่งเข้ามาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน แต่ซองแดงของพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้เยอะขนาดนี้ แม่ฉันก็แค่ทำเป็นวางท่าต่อหน้าพี่สะใภ้ใหญ่ไปอย่างนั้นเอง แต่ลับหลังท่านเอ็นดูเธอนะ! จำไว้ว่าให้รับปากไปก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ดีไหม?”

เขาต้องพูดดักไว้ก่อน เผื่อว่าแม่ของเขาทำเกินไป เธอจะทนไม่ไหวแล้วโกรธขึ้นมา จนพานทำให้หมดอารมณ์เข้าหอ ต้องหลอกล่อให้เธอสงบลงก่อน ให้เธอเชื่อฟังอย่างว่าง่าย จะได้รีบกลับเข้าห้อง

จี้หนิงแค่นหัวเราะในใจ

ชาติที่แล้วเขาก็พูดแบบนี้ แล้วผลลัพธ์ล่ะเป็นยังไง?

กฎบ้านบ้าบอแต่ละข้อนั่น ก็คือตะปูที่คนในครอบครัวเขาใช้ตอกตรึงเธอไว้บนไม้กางเขน พวกเขาสามารถหยิบค้อนมาตอกใส่เธอได้ทุกที่ทุกเวลา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเธอเจ็บปวดไปทั้งตัว ตอกใส่เธอจนเลือดอาบไปทั้งตัว

จางเจียเย่าเห็นเธอยิ้ม ก็แอบยื่นมือไปจับมือของจี้หนิง

จี้หนิงชักมือหลบ มองเขาด้วยสายตาเย็นชา แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเตี้ยๆ ไป

จางเจียเย่ามองแผ่นหลังของเธอที่เต็มไปด้วยไอเย็นเยียบ แววตาค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้น ยังไม่ยอมให้แตะอีกเหรอ?

แม่ของเขาพูดถูก ยังไงก็ต้องตั้งกฎเกณฑ์ให้เธอ ต้องให้แม่เขาสอนให้ดีๆ ว่าการเป็นลูกสะใภ้ที่ดีควรทำตัวยังไง!

เธอดุซะขนาดนี้!

ผู้หญิงก็ควรจะเชื่อฟังผู้ชาย ผู้ชายให้ทำอะไรก็ต้องทำตามนั้น

อีกอย่างแต่งงานกันแล้ว ยังจะจูบจะหอมไม่ได้ จะแตะเนื้อต้องตัวก็ไม่ได้ แบบนี้จะใช้ได้ยังไง!

คืนนี้ถ้าเขายังจัดการเธอไม่ได้ เขาก็ไม่ใช่คนแซ่จางแล้ว!

จี้หนิงก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในห้องโถง

ภายในห้อง พ่อจาง แม่จาง พี่สะใภ้ใหญ่ชิวเจาตี้ รวมถึงจางเจียลี่ น้องสาวของจางเจียเย่า ต่างลากเก้าอี้ไม้ไผ่มานั่งเรียงกันเป็นแถว

ทั้งครอบครัวมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

บางคนดูถูก บางคนอิจฉา บางคนก็รังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

แม่จางนั่งอยู่ตรงกลาง จ้องจี้หนิงด้วยสายตาเฉียบคม ก่อนเปิดปากด้วยท่าทีราวกับเป็นนายหญิงใหญ่ของบ้าน

“เสี่ยวหนิง ถ้าอยากเข้ามาเป็นคนบ้านจาง ก็ต้องเรียนรู้กฎของบ้านเราก่อน”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ราวกับเป็นเรื่องถูกต้องตามธรรมชาติ

ไม่รู้คงคิดว่าบ้านจางเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาจากไหน

แม่จางพูดต่อ

“เธอเป็นสาวชาวประมง ส่วนบ้านเราเป็นครอบครัวชาวนาที่มีเกียรติ บรรพบุรุษก็เป็นพวกมีการศึกษา พวกชาวประมงอย่างเธอใช้ชีวิตอยู่กลางน้ำ ไม่มีแม้แต่บ้านเป็นหลักแหล่ง กินปลาดิบเหมือนคนป่า นิสัยความเป็นอยู่คงไม่เหมือนพวกเรา”

“วันนี้ฉันเลยต้องสอนกฎของบ้านจางให้เธอ จะได้ไม่ทำอะไรผิดๆ ไม่ใช่ว่าฉันตั้งใจกลั่นแกล้งเธอหรอกนะ”

พ่อจางรับหน้าที่พูดจาหว่านล้อมให้ความหวัง

“ในเมื่อเธอแต่งเข้ามาเป็นคนบ้านจางแล้ว ขอเพียงแค่เธอเชื่อฟัง รู้จักประหยัดอดออมดูแลบ้าน กตัญญูต่อพ่อแม่สามี เป็นภรรยาที่ดี เป็นสะใภ้ที่ดี ฉันก็จะไปคุยกับหัวหน้าหน่วยผลิตเพื่อขอร้องให้บ้านเธอเอง อีกไม่นาน ครอบครัวเธอก็จะได้ขึ้นฝั่งมาตั้งรกรากเสียที”

จี้หนิงหลุบตาลง

หลังการปลดแอก ประเทศมีนโยบายช่วยชาวประมงขึ้นฝั่งมาสร้างบ้านตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว เพียงแต่พื้นที่ของพวกเธอเริ่มช้ากว่าที่อื่น

สองปีมานี้มีชาวประมงกว่าห้าร้อยครอบครัวได้ขึ้นฝั่งสร้างบ้านแล้ว

แต่ครอบครัวเธอกลับยังไม่ได้สิทธิ์ เพราะก่อนหน้านี้มีคนแอบเอาหอยเป๋าฮื้อซ่อนไว้ในผ้าขนหนูผืนเล็กที่ไว้เช็ดเหงื่อของพ่อ พอถูกตรวจพบ พ่อจึงถูกเรียกไปอบรม เรื่องขึ้นฝั่งเลยถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ไม่เคยถึงลำดับของครอบครัวเธอเสียที

พ่อกับแม่กังวลเรื่องนี้มาก พวกเขากลัวว่าจะไม่มีโอกาสขึ้นฝั่ง และยิ่งกลัวว่าถ้าขึ้นเป็นครอบครัวสุดท้าย พื้นที่ดีๆ จะถูกจับจองไปหมดแล้ว

แต่ชาติที่แล้ว หลังเธอแต่งเข้าบ้านจาง คนบ้านนี้ก็พูดเรื่องจะช่วยครอบครัวเธอขึ้นฝั่งอยู่ตลอด

สุดท้ายจนพ่อแม่ตาย น้องชายตาย ครอบครัวเธอก็ยังไม่ได้ขึ้นฝั่งอยู่ดี

ทั้งหมดเป็นแค่ข้ออ้างที่ใช้หลอกให้เธอทำงานหนักเยี่ยงวัวควายให้บ้านจางเท่านั้น

หลังตายไปแล้ว เธอถึงได้รู้ว่า หอยเป๋าฮื้อตัวนั้นก็เป็นจางเจียเย่าที่ให้คนแอบยัดใส่ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อของพ่อเธอ

แม้แต่ตอนที่เธอดำน้ำงมหอยเป๋าฮื้อจนเป็นตะคริว เกือบตายในทะเล ก็ยังเป็นเขาที่จงใจให้คนสร้างเรื่องให้เธอ เพื่อสร้างโอกาสเล่นบท “วีรบุรุษช่วยสาวงาม” จะได้แต่งเธอเข้าบ้านง่ายๆ

พอเห็นจี้หนิงไม่พูดอะไร แม่จางก็คิดว่าเธอกำลังต่อต้านเงียบๆ จึงพูดเสียงแข็งขึ้นทันที

“หูหนวกหรือเป็นใบ้รึไง? พ่อพูดกับเธออยู่ไม่ได้ยินหรือ? ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย พ่อแม่สั่งสอนมายังไงกัน?”

จางเจียลี่รีบเสริม

“เพราะแบบนี้ไงถึงต้องสอนกฎบ้านให้เธอ! แถมต้องท่องทุกวันด้วย ไม่อย่างนั้นออกไปข้างนอกทำตัวไร้มารยาท คนที่เสียหน้าก็คือบ้านเรา แถมอาจสร้างปัญหาให้ครอบครัวอีก”

จี้หนิงเงยหน้าขึ้น ก่อนยกยิ้มมุมปาก

“ได้ยินสิ เมื่อกี้ได้ยินว่าพ่อจะช่วยให้ครอบครัวฉันขึ้นฝั่ง ฉันเลยดีใจเกินไปหน่อย”

จางเจียลี่มองผิวขาวเนียนราวหยกของจี้หนิง กับใบหน้าสะสวยราวนางฟ้าแล้วก็รู้สึกอิจฉาจนแทบบ้า

ต่างจากเธอที่ต้องทำงานกลางแดดในหมู่บ้านทุกวัน จนทั้งดำทั้งหยาบกร้าน ดูน่าเกลียดไปหมด

แต่ไม่นานจี้หนิงก็ต้องกลายเป็นเหมือนเธอแน่ เพราะกฎบ้านพวกนั้น เธอเป็นคนเขียนเองกับมือ!

ต่อไปงานบ้านทุกอย่างจะโยนให้จี้หนิงทำ ส่วนเธอก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยอีก

เธอจะได้มีเวลาบำรุงผิวให้ขาวขึ้น แล้วแต่งงานกับพี่สี่โจว

พอคิดแบบนั้น อารมณ์ของเธอก็ดีขึ้นมาทันที

“แม่ รีบบอกกฎบ้านให้เธอฟังเถอะ เดี๋ยวต่อไปไม่รู้ธรรมเนียมแล้วจะสร้างปัญหาให้บ้านเรา”

จี้หนิงหัวเราะเย็นชาในใจ

สร้างปัญหาเหรอ?

เธอไม่มีทางสร้างปัญหาหรอก เพราะ… ตัวเธอนี่แหละคือปัญหา!

ตอนนี้เธอคือปัญหาใหญ่ที่เกาะบ้านพวกมันแล้ว และไม่มีทางสลัดหลุดอีกต่อไป!

แม่จางพูดขึ้นทันที

“กฎข้อแรกของบ้านจาง สะใภ้ใหม่ที่เข้าบ้านต้องคุกเข่าคารวะพ่อแม่สามีก่อน เพราะงั้นตอนนี้เธอก็คุกเข่าคำนับพ่อกับแม่ได้แล้ว”

ชิวเจาตี้รีบเสริม

“ไม่ใช่แค่คุกเข่านะ ยังต้องสาบานด้วย ว่าต่อไปจะกตัญญูต่อพ่อแม่สามี เคารพพี่สะใภ้ เอ็นดูน้องสามี ดูแลคนแก่กับเด็กเล็ก ประหยัดอดออม ขยันหมั่นเพียร และเชื่อฟังคำสั่งสอน”

พวกชาวประมงค่อนข้างเชื่อเรื่องคำสาบาน เรื่องแบบนี้ถึงจะควบคุมเธอได้อยู่หมัด

จางเจียลี่หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา เล็งไปทางจี้หนิง

“ทำตามที่แม่กับพี่สะใภ้บอกนั่นแหละ ตอนนี้เธอคุกเข่าคารวะพ่อแม่ฉัน แล้วก็สาบานได้เลย!”

เธอตั้งใจจะถ่ายรูปตอนจี้หนิงคุกเข่าคำนับและสาบานต่อหน้าพ่อแม่ตัวเองเก็บไว้

ต่อไปถ้าจี้หนิงกล้าไม่เชื่อฟัง รูปพวกนี้ก็คือหลักฐานเอาไว้กดหัวเธอ

จี้หนิงเหลือบมองกล้องในมือจางเจียลี่แวบหนึ่ง

ชาติที่แล้ว จางเจียลี่ก็เคยถ่ายรูปตอนเธอคุกเข่าคำนับ แล้วสาบาน รวมถึงรูปตอนล้างเท้าให้พ่อจางแม่จางเอาไว้เหมือนกัน

นอกจากเอาไปให้พวกเพื่อนสนิทดูแล้วหัวเราะเยาะ เวลาเธอปฏิเสธไม่ยอมช่วยทำงานบ้าน จางเจียลี่ก็จะหยิบรูปพวกนั้นออกมาขู่ คอยย้ำเตือนเธออยู่เสมอ

ชาติที่แล้ว รูปพวกนั้นเป็นเครื่องมือใช้ควบคุมเธอ

แต่ชาตินี้… หึ!

จี้หนิงคุกเข่าลงจริงๆ

พอเห็นจี้หนิงเชื่อฟังขนาดนี้ พ่อแม่พูดอะไรก็ยอมทำตามหมด จางเจียเย่าก็อดคิดไม่ได้ว่า สมแล้วที่เป็นแม่เขา!

ผู้หญิงแบบนี้ก็ต้องถูกข่มตั้งแต่แรกแบบนี้แหละ ผู้หญิงน่ะ ถ้าไม่อบรมสั่งสอนก็ไม่ได้เรื่อง!

เดิมทีเขายังสงสารเธออยู่บ้าง แต่แต่งงานกันแล้วแท้ๆ จะจูบก็ไม่ให้จูบ จะกอดก็ไม่ให้กอด แม้แต่มือยังไม่ยอมให้จับ

เธอคิดว่าตัวเองยังเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ในยุคเก่าหรือไง ถึงได้วางตัวสูงส่งขนาดนั้น?

ตอนนี้เธอก็แค่สาวชาวเรือที่คนอื่นดูถูก แถมเขายังแต่งเธอมาโดยไม่ต้องเสียค่าสินสอดด้วยซ้ำ

เขาแต่งเธอ ก็เพื่อพาเธอขึ้นฝั่ง พาครอบครัวเธอขึ้นฝั่ง!

พอเห็นจี้หนิงยอมคุกเข่าจริงๆ คนบ้านจางทั้งครอบครัวก็ยิ้มอย่างพอใจ

จางเจียลี่ยกกล้องขึ้น ก่อนกดชัตเตอร์ดังแชะ ถ่ายภาพตอนจี้หนิงคุกเข่าลงไว้ทันที

ฮ่าๆ… ต่อไปถ้าเธอกล้าไม่เชื่อฟังตัวเอง ก็เอารูปพวกนี้ออกมาขู่ได้เลย

จางเจียลี่เชิดคางขึ้นอย่างถือดี ขณะพูด “ยังต้องคุกเข่าสาบานอีกนะ! เริ่มจากคำนับพ่อแม่ฉันก่อน แล้วค่อยสาบาน”

จี้หนิงประสานมือเข้าด้วยกัน ก่อนก้มตัวลงอย่างจริงจัง แล้วคำนับพวกเขาสามครั้งด้วยท่าทีเคร่งขรึม

“ต่อไปก็ขอให้พวกท่านช่วยคุ้มครองฉันด้วย”

พ่อจางกับแม่จางหน้าดำทะมึนในพริบตา

ช่วยคุ้มครองบ้าอะไร?! นี่มันหมายความว่ายังไง?!

นี่มันกำลังไหว้หลุมศพพวกเขาอยู่หรือไง!

พวกเขายังไม่ตาย! จะไปคุ้มครองใครได้?!

ที่ให้เธอคุกเข่า คือให้คำนับผู้ใหญ่ ไม่ใช่ให้มาไหว้บรรพบุรุษขอพรแบบนี้!

หลัง “ไหว้หลุมศพ” เสร็จ จี้หนิงก็เงยหน้าขึ้นมองแม่จาง

“แบบนี้ใช้ได้ไหม? ฉันคำนับตั้งสามครั้งเลยนะ จริงใจพอหรือยัง?”

แม่จางรีบถุยลั่นทันที

“ถุยๆๆ! ช่วยคุ้มครองบ้าบอน่ะสิ! นี่เธอกำลังคุกเข่าคารวะ หรือกำลังแช่งให้พวกฉันตายกันแน่?!”

ยังกล้าพูดว่า ‘จริงใจ’ อีก! จริงใจที่จะแช่งให้พวกเขาสองผัวเมียตายล่ะสิ!