หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย
ตอนที่ 31 — บทที่ 31
จี้หนิงไม่ใช่ว่าไม่รู้จักโจวหวายซวี่ เพียงแต่เด็กผู้ชายในความทรงจำของเธอ กับผู้ชายตรงหน้าตอนนี้ เปลี่ยนไปมากเกินไป
เธอเลยจำเขาไม่ได้ในทันที
ถ้ามีใครบอกเธอสักคำว่า คนตรงหน้านี้คือโจวหวายซวี่ เธอก็คงนึกออกทันทีว่าเป็นใคร
ที่เธอจำไม่ได้ เป็นเพราะตอนโจวหวายซวี่อายุสิบขวบ เขาก็ออกจากหมู่บ้านเหลียงผิงกลับไปปักกิ่งแล้ว หลังจากนั้นจี้หนิงก็ไม่เคยได้เจอเขาอีกเลย
แม้จะเคยได้ยินว่าเขากลับมาหลายครั้ง แต่จี้หนิงเริ่มออกทะเลจับปลาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ กลางวันอยู่แต่กลางทะเล กลับบ้านตอนกลางคืนก็ยังอยู่บนเรือ จึงแทบไม่มีโอกาสได้พบกัน
เธอเพียงได้ยินชื่อของเขาจากปากจี้เยว่เป็นครั้งคราว ถึงได้รู้ว่าเขาเคยกลับมา
อีกอย่าง ความทรงจำของมนุษย์ช่วงอายุหกเจ็ดขวบ เดิมทีก็เลือนรางอยู่แล้ว
ในความทรงจำของจี้หนิง โจวหวายซวี่เป็นเด็กผู้ชายผิวขาว ตัวไม่สูง แถมยังเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน ผอมบาง ดูอ่อนแอมาก
อย่างน้อยจี้หนิงก็รู้สึกว่าเขาอ่อนแอ
ตอนเธออายุหกขวบ ยังช่วยโจวหวายซวี่ในวัยสิบขวบที่ถูกกระแสน้ำพัดออกจากฝั่งอย่างได้ จะเห็นได้เลยว่าในสายตาของเธอ เขาอ่อนแอขนาดไหน
ในความทรงจำของเธอ เขาก็เป็นแค่พี่ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง ที่ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง แถมยังตัวไม่สูง
แน่นอนว่าตอนนั้นจี้หนิงไม่ได้มีแรงมากพอจะช่วยคนจมน้ำจริงๆ
ตอนนั้นโจวหวายซวี่ยังว่ายน้ำเองได้ตามปกติ เพียงแต่เป็นครั้งแรกที่เจอกระแสน้ำย้อนฝั่ง เขาพยายามว่ายกลับเข้าฝั่งเท่าไรก็ไม่สำเร็จ กลับถูกกระแสน้ำพัดออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ
พอจี้หนิงเห็นเข้า ก็รีบกอดท่อนไม้ชูชีพว่ายตามเข้าไปในกระแสน้ำ จนถึงตัวเขา ตอนนั้นดูเหมือนโจวหวายซวี่เองก็เริ่มหาวิธีได้แล้ว สุดท้ายทั้งสองจึงกอดท่อนไม้ช่วยกันว่ายกลับเข้าฝั่ง
จี้หนิงว่ายน้ำเป็นตั้งแต่อายุสามขวบ ตราบใดที่อากาศไม่เลวร้ายหรือคลื่นลมไม่แรงเกินไป เธอกับจี้หังจะต้องลงทะเลไปฝึกว่ายน้ำกับดำน้ำทุกวัน
เพราะนี่คือทักษะเอาชีวิตรอด พ่อจี้เข้มงวดเรื่องนี้มาก
ตอนอายุห้าขวบ จี้หนิงเองก็เคยถูกกระแสน้ำพัดออกทะเลเหมือนกัน และเป็นพ่อจี้ที่พาเธอว่ายกลับเข้าฝั่ง เธอจึงเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากตอนนั้น
ตอนอายุหกขวบ จี้หนิงยังเคยสอนโจวหวายซวี่วัยสิบขวบเรื่องเทคนิคว่ายน้ำกับดำน้ำด้วย
แต่ตอนนี้ โจวหวายซวี่กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร ผิวสีแทนเข้ม กลิ่นอายรอบตัวแผ่ซ่านความดุดันน่าเกรงขาม
ส่วนใบหน้า...
เพราะแรงกดดันจากบรรยากาศรอบตัวเขารุนแรงเกินไป จนคนไม่กล้ามองนาน เธอจึงมองใบหน้าเขาได้ไม่ชัด รู้เพียงว่าตาข้างหนึ่งถูกพันผ้าก๊อซเอาไว้ เหมือนจะบาดเจ็บ
จี้หนิงสูงหนึ่งร้อยหกสิบสามเซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงเด่นในหมู่ผู้หญิงแล้ว แต่ตอนเดินผ่านข้างเขา ศีรษะเธอยังสูงไม่ถึงหัวไหล่ของเขาด้วยซ้ำ ให้ความรู้สึกกดดันเหมือนภูเขาลูกใหญ่กดทับลงมา
เธอจึงจำไม่ได้ จำไม่ได้เลยจริงๆ
ในหัวจี้หนิงกำลังคิดคำนวณว่าจะสร้างบ้านของตัวเองยังไงดี เธอจึงเดินจากไปอย่างรีบร้อน
ฝีเท้าที่เร่งรีบนั้น ทำให้โจวหวายซวี่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากเรียกเธอไว้
…..
บ้านตระกูลจาง
แม่จางเกลียดที่จี้หนิงพาพวกเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านตั้งมากมายมาบ้าน แล้วเอะอะโวยวายจะหย่ากับลูกชายเธอ
“ถุย! หย่ากันนี่มันเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจหรือไง ถึงได้เที่ยวป่าวประกาศไปทั่ว ไม่รู้จักคำว่าอับอายขายหน้าจริงๆ! ชาติก่อนคงซวยหนักถึงได้มาเจอตัวพรรณนี้! ไม่ใช่คนดีอะไรเลย!”
จางซิงเยี่ยกลับรู้สึกว่าแม่จางช่างโง่เขลา เอาแต่เก่งกับคนในบ้านจนเคยตัว ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เขาจึงพูดกับแม่จางต่อหน้าชาวบ้านว่า
“น้องสะใภ้ รอเจียเย่ากลับมาแล้ว อย่าลืมบอกให้พรุ่งนี้เตรียมเอกสารให้พร้อม ไปหย่ากับจี้หนิงที่สำนักงานกิจการพลเรือน อย่าให้เขาทำเรื่องโง่ๆ รีบหย่าให้เรียบร้อย อย่าก่อเรื่องเพิ่ม ถ้าเขาสร้างปัญหา ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้”
พูดจบเขาก็เดินออกไป
จางซิงเยี่ยไม่รู้ว่าจี้หนิงไปมีเส้นสายอะไร ถึงทำให้คนจากสำนักงานกิจการพลเรือนมาถึงบ้านเพื่อช่วยเธอได้
แต่เขาแน่ใจว่า คนที่ช่วยจี้หนิงอยู่เบื้องหลัง ต้องมีฐานะไม่ธรรมดาแน่นอน
เขาไม่รู้ว่าจี้หนิงเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายยังไง สนิทกันมากแค่ไหน เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า ห้ามหาเรื่องใส่ตัวเด็ดขาด
ดังนั้นจางซิงเยี่ยจึงตั้งใจพูดคำพูดพวกนี้ออกมาต่อหน้าทุกคน
เขาไม่อยากไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน แล้วสุดท้ายก็ตายแบบไม่รู้ตัว
สัญชาตญาณบอกเขาว่า จี้หนิงคือตัวปัญหา คนคนหนึ่งที่นิสัยเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แบบนั้นไม่มีทางเป็นเรื่องดี
เพราะเรื่องของจางเจียเย่า ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนเสียแล้ว เขาจึงตัดสินใจถอนตัวออกมาก่อน ต่อไปก็จะไม่ไปยุ่งอีก
จางเจียลี่กับฟ่านเจินเมื่อครู่อยู่ในบ้าน แม้ไม่ได้ออกไปข้างนอก แต่ก็ได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมด
ในใจฟ่านเจินดีใจมาก เธอยิ้มพูดว่า
“คราวนี้ดีเลย พรุ่งนี้จี้หนิงก็หย่ากับพี่รองของเธอได้แล้ว!”
จางเจียลี่เม้มปาก “ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้น แต่หย่าไม่ได้หรอก”
หัวใจฟ่านเจินกระตุกวูบ “หมายความว่ายังไง?”
จางเจียลี่ตอบเรียบๆ “ไม่มีอะไร พี่ชายฉันไม่ยอมหย่าน่ะ”
แต่ฟ่านเจินกลับรู้สึกว่าจางเจียลี่ต้องรู้อะไรแน่ๆ จึงตื๊อถามอยู่พักใหญ่ สุดท้ายถึงขั้นยอมยกชุดกระโปรงแฟชั่นลายดอกตัวใหม่ให้ จางเจียลี่ถึงยอมเปิดปากเล่า
ฟ่านเจินจึงเริ่มมีแผนการบางอย่างในใจ
…..
หลังจากโจวหวายซวี่ไปดูจี้หนิงแล้ว เขาก็เดินกลับหมู่บ้านเหลียงผิง
ตอนเดินผ่านสถานีรับซื้อของเก่า เขาเห็นกองเศษของเก่าที่แม่จางเอามาขาย มีทั้งโทรทัศน์กับวิทยุที่ถูกทุบจนพังยับเยิน
เขาจึงเดินเข้าไป
“สหาย ของพวกนี้ฉันอยากขอซื้อ ขายยังไงเหรอ?”
ขณะเดียวกัน แม่จี้กับจี้เยว่ก็กลับมาจากในอำเภออย่างอารมณ์ดี แล้วบังเอิญเห็นโจวหวายซวี่อยู่ที่สถานีรับซื้อของเก่า
พอจี้เยว่เห็นเขา ดวงตาก็สว่างวาบทันที
พี่สี่โจวกลับมาแล้ว!
เพียงแต่ดวงตาของเขาเป็นอะไรไปล่ะ?
คนของสถานีรับซื้อของเก่าก็ถามด้วยความสงสัยเหมือนกัน
“สหาย ดวงตาเป็นอะไรไปหรือ?”
โจวหวายซวี่เองก็เห็นสองแม่ลูกแล้ว เขาจึงตอบเพียงสั้นๆ “ตาบอดแล้ว”
“……”
เดิมทีจี้เยว่ยังคิดจะเดินเข้าไปทัก แต่พอได้ยินก็ชะงักฝีเท้า ก่อนรีบดึงแม่จี้เดินจากไป
โจวหวายซวี่ที่ตาบอด ก็เท่ากับคนพิการ
เธอไม่มีวันแต่งกับคนพิการเด็ดขาด
ดูทีคงต้องหาผู้ชายดีๆ คนใหม่แล้ว
โจวหวายซวี่มองสองแม่ลูกเดินจากไปด้วยสายตาเย็นชา
ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อสองปีก่อน แม่จี้หาคนมาพูดเรื่องดูตัวให้เขา แถมคนที่เสนอให้ยังเป็นจี้เยว่ เขาอาจได้คบกับจี้หนิงไปแล้ว หรืออาจแต่งงานกันไปแล้วด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเขาตั้งใจจะให้แม่โจวช่วยหาคนไปพูดเรื่องเขากับจี้หนิงอยู่แล้ว แต่กลับถูกแม่จี้ชิงตัดหน้าก่อน
เพิ่งปฏิเสธน้องสาวไป จะให้หันไปพูดเรื่องพี่สาวต่อทันที ก็คงถูกปฏิเสธแน่ เขาเลยคิดว่าจะรออีกหน่อย
แต่พอรอไปเรื่อยๆ เขากลับได้รับมอบหมายภารกิจหนึ่ง แล้วต้องจากไปนานถึงสองปี
พอกลับมาอีกที ก็เห็นเธอแต่งงานไปแล้ว...
หัวหน้าสถานีรับซื้อของเก่าได้ยินแล้วก็รู้สึกเสียดายแทน มองปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นทหาร:
“ไม่เป็นไรหรอก ยังเหลืออีกข้างนี่ อนาคตก็ยังสดใสเหมือนเดิม ของกองนี้คุณจะเอาหมดเลยหรือ? ฉันรับซื้อมาห้าหยวน งั้นขายให้คุณห้าหยวนแล้วกัน!”
“ขอบคุณครับ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โจวหวายซวี่ก็ลากกองของเก่ากลับถึงบ้านตระกูลโจว
พอโจวหวายเยว่เห็นพี่สี่ของตัวเองลากกองเศษเหล็กกับโทรทัศน์เก่ากลับบ้าน ดวงตาก็เป็นประกายทันที
“พี่สี่ พี่จะประกอบโทรทัศน์ให้บ้านอีกเครื่องหรือ?”
ก่อนหน้านี้พี่สี่เคยไปขนโทรทัศน์เก่าพังๆ มาจากสถานีรับซื้อของเก่าสองเครื่อง แล้วหลังจากนั่งซ่อมอยู่พักหนึ่ง มันกลับใช้งานได้จริงๆ!
"ไม่ใช่หรอก เอาไว้ให้คนอื่นน่ะ"
พอได้ยินแบบนั้น โจวหวายเยว่ก็ยิ่งสงสัย “ให้ใครกัน?”
ใครกันที่มีอิทธิพลมากขนาดทำให้พี่สี่ของเธอต้องลงมือประกอบโทรทัศน์ให้ด้วยตัวเอง?
“พี่สี่ พี่มีคนรักแล้วหรือ?”
“ยัง” โจวหวายซวี่หยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อ “แต่คงอีกไม่นาน”
“อ๊าย~~~~ แม่! แม่! พี่สี่มีคนรักแล้ว!”
โจวหวายเยว่กรีดร้องพลางวิ่งออกไป เสียงดังจนแทบยกหลังคาบ้านขึ้นได้
โจวหวายซวี่ถึงกับยกมืออุดหู
เสียงนั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ จนทั้งบ้านโจวแตกตื่นกันหมด
แม่โจวกำลังผัดผักอยู่ในครัว พอได้ยินก็รีบยกตะหลิวให้สะใภ้รองผัดต่อ ก่อนวิ่งเข้ามาถามรัวๆ
“มีคนรักจริงหรือ? รู้จักกันในกองทัพหรือเปล่า? เป็นทหารเหมือนลูกไหม?”
พ่อโจวเก็บผ้าเข้ามาในบ้านพอดี
“เธอก็ถามไร้สาระ เขาอยู่แต่ในกองทัพ คนที่คบก็ต้องเป็นคนในกองทัพสิ! อาซวี่กลับมาบ้านไม่กี่ครั้งต่อปี จะไปรู้จักใครที่นี่ได้? เมื่อไรจะพามาให้พ่อแม่ดูล่ะ?”
โจวหวายเยว่รีบวิ่งกลับเข้ามาอีก “พี่สี่ พี่สะใภ้ของฉันต้องทั้งสวยทั้งเก่งแน่เลยใช่ไหมล่ะ?”
สะใภ้รองบ้านโจวยกจานผัดผักกับจานไก่เข้ามา พลางหัวเราะ
“แน่อยู่แล้ว พี่สี่ของเธอเป็นถึงผู้บังคับการกรม ภรรยาจะธรรมดาได้ยังไง?”
ด้วยฐานะและตำแหน่งของตระกูลโจวในปักกิ่ง ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป ไม่มีทางแต่งเข้าได้ง่ายๆ
ถ้าจะแต่งผู้หญิงบ้านธรรมดา คนทางฝั่งตระกูลใหญ่ในปักกิ่งจะยอมจริงหรือ?