หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย
ตอนที่ 7 — บทที่ 7
จี้หนิงบิดผ้าขนหนูให้หมาด ความดีใจที่ได้เกิดใหม่กลับมาเจอครอบครัวในวินาทีนี้เจือจางลงไปบ้าง
เธอปรายตามองแม่จี้แวบหนึ่ง “ไม่”
แม่จี้ชะงักไป ไม่คิดว่าจี้หนิงจะกล้าปฏิเสธ สีหน้ามืดครึ้มลง กำลังจะพูดอะไร จี้หังก็เดินออกมาพอดี
“แม่ พ่อเรียกน่ะ”
“มาแล้ว!” แม่จี้หันไปกระซิบเสียงต่ำกับจี้หนิงอีกครั้ง “จำไว้ว่าอย่าพูดจาซี้ซั้ว ให้พ่อแกต้องเป็นห่วงล่ะ”
พูดจบเธอก็รีบเดินกลับเข้าไปในห้องหลัก
จี้หนิงไม่สนใจคำพูดของแม่จี้ ปิดประตูไม้ เช็ดตัวให้แห้งอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องหลัก
พ่อจี้กวักมือเรียก “มา เล่าให้พ่อฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”
แม่จี้รีบส่งสายตาให้ลูกสาว แต่จี้หนิงไม่สนใจ เธอเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างย่อ
พอได้ยินว่าลูกสาวเพิ่งจะแต่งเข้าบ้านก็ถูก ‘ตั้งกฎบ้าน’ ทั้งให้คุกเข่า ทั้งให้สาบานแช่งตัวเอง แถมยังต้องล้างเท้าให้พ่อจาง! พ่อจี้ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
“รังแกกันเกินไปแล้ว! แค่กๆ...”
จี้หังกำหมัดแน่น พูดอย่างโมโหว่า “พวกนั้นคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินในสังคมยุคเก่าหรือไง ถึงได้มาตั้งกฎบ้านอะไรนั่น”
พ่อจี้พยักหน้า “ลูกไม่แต่งน่ะถูกแล้ว แค่กๆ... แต่งเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะโดนรังแกยังไงบ้าง! หย่าเลย! แค่กๆ...”
นี่มันจงใจรังแกลูกสาวเขาชัดๆ!
พ่อจี้รู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะเขาไร้ความสามารถ ลูกสาวถึงได้ถูกรังแกตั้งแต่เพิ่งแต่งเข้าบ้านไปแบบนี้
จี้หังพยักหน้าเห็นด้วย “หย่าเลย! เพิ่งจะแต่งเข้าไปวันแรกก็รังแกกันขนาดนี้ อยู่ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!”
แม่จี้นึกว่าเรื่องอะไรเสียอีก ที่แท้ก็แค่นี้เองเหรอ?
คนบ้านจางก็แค่ให้ล้างเท้าให้พ่อสามี เธอก็วิ่งกลับมาแล้ว?
นังเด็กบ้าคนนี้ถูกพ่อตามใจจนเสียคนแล้วจริงๆ แค่รับความลำบากใจนิดหน่อยก็ทนไม่ได้
แม่จี้พูดอย่างอารมณ์เสีย “ลูกสะใภ้บ้านไหนไม่ต้องดูแลพ่อแม่สามีบ้าง? ผู้หญิงคนไหนแต่งงานไปแล้วไม่ต้องทำงานบ้านบ้าง? ถ้าจะหย่ากันเพราะเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ ผู้หญิงทั้งโลกก็คงต้องหย่ากันหมดแล้ว!”
พ่อจี้ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะตั้งกฎบ้านให้เธอบ้าง ให้เธอล้างเท้าให้ฉันทุกวัน งานบ้านทั้งหมดก็ให้เธอทำ แล้วก็ให้เสี่ยวเยว่สาบานแช่งตัวเองด้วยว่า วันหน้าแต่งงานไปจะเหมาทำงานบ้านทั้งหมด ส่งมอบเงินเดือนให้บ้านสามีทั้งหมด แล้วก็ล้างเท้าให้พ่อแม่สามีทุกวัน ดีไหมล่ะ? แค่ก...”
แม่จี้ “...”
จี้เยว่ที่อยู่ในห้อง “...”
เธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อหรือไง?
ไม่อย่างนั้นทำไมเวลาเรื่องแย่ๆ พ่อต้องลากเธอเข้าไปเกี่ยวด้วยทุกที?
แต่เรื่องดีๆ ไม่เห็นจะนึกถึงเธอเลย!
จางเจียเย่าไม่ดีตรงไหน ลุงใหญ่ของจางเจียเย่าเป็นหัวหน้าหน่วยผลิต ย่าก็เป็นหัวหน้าฝ่ายสตรี ทั้งหมู่บ้านมีบ้านอิฐอยู่แค่ไม่กี่หลัง บ้านจางก็ครอบครองตั้งหนึ่งหลัง
[หมายเหตุ: ในระบบคอมมูนช่วงทศวรรษ 70-80 รัฐบาลท้องถิ่นยังขาดแคลนงบประมาณและวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนหรืออิฐ ในการจัดสรรที่อยู่อาศัยบนฝั่งให้แก่ชาวประมงทุกคน บ้านเรือนในยุคนั้นจึงมักเป็นบ้านดินอัดและกระท่อมไม้หลังคามุงจากริมชายหาดเป็นส่วนใหญ่]
เธอยังอยากจะแต่งเข้าไปเลยด้วยซ้ำ ก็แค่จางเจียเย่าไม่ถูกใจเธอก็เท่านั้นแหละ
จี้หนิงนี่มันมีวาสนาแต่ไม่รู้จักวาสนาชัดๆ!
จี้เยว่ได้แต่คิดไป กัดฟันกรอดไปด้วยความอิจฉาริษยา
จี้หังเม้มปากลอบยิ้ม พ่อเขานี่แหละมีวิธีทำให้แม่เงียบได้ตลอด
การที่พ่อจี้ดึงจี้เยว่เข้ามาเกี่ยว ก็ไม่ใช่ว่าไม่รักลูกสาวคนเล็ก เพียงแต่เป็นเพราะแม่จี้ลำเอียงรักลูกสาวคนเล็กกับลูกชายเป็นพิเศษ เขาถึงได้ยกตัวอย่างขึ้นมาให้เห็นภาพเท่านั้น
แม่จี้ปฏิบัติกับจี้หนิงแย่มาก งานบ้านทุกอย่างก็ให้จี้หนิงทำ ของกินดีๆ ก็ไม่แบ่งให้จี้หนิงกิน ตรงกันข้ามกับจี้เยว่ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย ได้กินของดีๆ ใส่เสื้อผ้าดีๆ
ถ้าพ่อจี้ไม่ปกป้องจี้หนิง แล้วใครจะปกป้องเธอ? อีกอย่างจี้หนิงก็เป็นเด็กดี กตัญญู และเชื่อฟังขนาดนี้ ลูกสาวที่ดีอย่างนี้ ไม่สมควรได้รับความรักและการปกป้องหรอกหรือ?
“ฟังพ่อนะ หย่าเถอะ บ้านจางตั้งใจรังแกลูกชัดๆ ก่อนหน้านี้จางเจียเย่ายังมารับปากกับพ่อว่าจะดูแลลูกให้ดี แต่ดูสิ เพิ่งแต่งไปวันเดียวก็เป็นแบบนี้แล้ว ถ้าต่อไปลูกต้องอยู่ใต้คำสาบานกับกฎบ้านพรรค์นั้นต่อไป มีหวังถูกกดหัวจนเงยหน้าไม่ขึ้นแน่ พรุ่งนี้ไปหย่าเถอะ แค่กๆ…”
จี้หังรีบพยักหน้าอย่างแรง
“พรุ่งนี้ฉันไปเป็นเพื่อนพี่เอง! บ้านจางนั่นมันคิดจะเอาพี่ไปเป็นวัวเป็นม้าเป็นขี้ข้าชัดๆ ไม่แต่งก็ดีแล้ว!”
จี้หนิงรู้อยู่แล้วว่าพ่อกับน้องชายต้องเข้าข้างเธอแน่
“แต่ถ้าฉันจะหย่า พรุ่งนี้คนบ้านจางต้องมาหาเรื่องบ้านเราแน่”
พ่อจี้กลับพูดอย่างไม่ลังเล
“พ่อไม่กลัว! แค่กๆ… โดนหาเรื่องก็ช่างมัน อดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปได้ ยังไงการแต่งงานครั้งนี้ก็ต้องหย่า!”
หาเรื่องก็หาเรื่องสิ! การหาเรื่องมันก็แค่ช่วงหนึ่ง แต่การแต่งงานคือทั้งชีวิต เขาไม่มีทางปล่อยให้ลูกสาวต้องตกนรกไปทั้งชีวิตเด็ดขาด
แต่แรกเขาก็ไม่อยากให้ลูกสาวแต่งกับจางเจียเย่าอยู่แล้ว
เพียงแต่ตอนนั้น อีกฝ่ายช่วยลูกสาวของเขาที่เป็นตะคริวกลางทะเลเอาไว้ ทั้งยังอุ้มเธอขึ้นจากน้ำ มีการสัมผัสเนื้อตัวกัน ต่อให้เป็นการช่วยชีวิต ในสายตาคนสมัยนี้ เรื่องแบบนั้นก็ถือว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของผู้หญิงไปแล้ว
อีกทั้งสุขภาพของเขาก็ย่ำแย่ลงทุกวัน เขารู้ตัวดีว่าคงปกป้องลูกสาวคนโตได้อีกไม่นานแล้ว ภรรยาที่บ้านก็ลำเอียงเสียเหลือเกิน วันข้างหน้าถ้าเขาไม่อยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะหาครอบครัวสามีแบบไหนให้ลูกสาวคนโต
ส่วนจางเจียเย่า ตอนนั้นก็รับปากกับเขาอย่างหนักแน่นว่าจะดูแลจี้หนิงให้ดี เขาถึงได้ยอมตกลง
ไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะแต่งเข้าไปวันแรกก็กลายเป็นแบบนี้เสียแล้ว!
จี้หังเองก็รีบพูดรับรอง “ฉันก็ไม่กลัวโดนหาเรื่องเหมือนกัน พี่วางใจเถอะ ฉันหนังหนาทนได้ ฉันจะปกป้องพี่กับพ่อแม่เอง!”
แม่จี้โมโหจนพูดไม่ออก ไม่กลัวโดนหาเรื่องงั้นเหรอ?
ก่อนหน้านี้ก็เพราะพ่อจี้เคยโดนเล่นงานครั้งหนึ่ง ร่างกายถึงได้ทรุดจนป่วยเรื้อรังมาถึงตอนนี้! เพราะเขาป่วย ที่บ้านถึงแทบไม่มีข้าวกิน แถมเพราะเรื่องนี้ยังทำให้ไม่มีโอกาสขึ้นฝั่งไปตั้งรกรากอีก!
ยังจะบอกว่าไม่กลัวโดนหาเรื่องอีกนะ!
แม่จี้ก็ขี้เกียจจะพูดกับพวกเขาแล้ว พูดไปพ่อจี้ก็ไม่ฟัง เอาแต่ขัดใจเธออยู่เรื่อย ถึงยังไงจี้หนิงกับจางเจียเย่าก็จดทะเบียนสมรสกันแล้ว งานเลี้ยงแต่งงานก็จัดแล้ว จางเจียเย่าก็ชอบจี้หนิงมาก ไม่ใช่ว่าจี้หนิงอยากหย่าก็หย่าได้ง่ายๆ หรอก
ดังนั้นแม่จี้จึงหันกลับเข้าไปนอนในห้องด้านในทันที
พรุ่งนี้เธอจะไปขอโทษบ้านจางเอง แล้วให้จางเจียเย่ามารับจี้หนิงกลับไป
จี้หนิงพูดขึ้น
“พ่อ เสี่ยวหัง ไม่ต้องห่วงนะ ฉันมีวิธีให้บ้านเราได้ขึ้นฝั่ง พรุ่งนี้ฉันจะเข้าอำเภอสักหน่อย ถ้าคนบ้านจางมาหาเรื่อง ก็ช่วยรับมือไปก่อน บอกไปว่าคืนนี้ฉันไม่ได้กลับมา ถ้าฉันกลับมาเมื่อไหร่ ค่อยส่งตัวฉันกลับบ้านจางก็ได้ ให้พยายามถ่วงเวลาไว้ก่อน…”
หลังอธิบายทุกอย่างเรียบร้อย จี้หนิงจึงไปนอน
ภายในบ้านเพิงไม้ไผ่สานไม่มีเตียง ทุกคนต้องนอนบนพื้นไม้กระดานโดยตรง เว้นแต่ในฤดูมรสุมและฤดูหนาวที่จำเป็นต้องดิ้นรนหาของมาปูรองนอนเพื่อกันความหนาวชื้น ไม่ว่าจะเป็นเศษอวนเก่าพับทบหลายชั้น กกสานเป็นเสื่อ หรือเศษเสื้อผ้าเก่าขาดที่นำมาเย็บปะต่อกันจนเป็นผ้าผืนใหญ่
บ้านเพิงไม้ไผ่มีขนาดจำกัด พื้นที่ในห้องกั้นสองห้องจึงคับแคบ จี้หนิงต้องนอนในห้องกั้นเล็กๆ ห้องเดียวกับจี้เยว่
อย่างไรก็ตาม พ่อกับแม่และลูกสาวยังได้นอนในห้องที่กั้นแยกไว้ด้านใน ทว่าลูกชายอย่างจี้หังยิ่งแล้วใหญ่ ทำได้แค่นอนตรงพื้นที่โล่งด้านนอกห้องกั้น
ยามค่ำคืนไอเย็นและกลิ่นคาวปลาเหนียวเหนอะจะพัดลอดร่องกระดานขึ้นมา ทั้งตัวเพิงยังสั่นไหวเบาๆ ตามแรงคลื่นใต้พื้นบ้านอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
ท่ามกลางความมืด จี้หนิงค่อยๆ คลำทางก่อนล้มตัวลงนอน
จี้เยว่พลิกตัวอย่างรังเกียจ ก่อนพ่นออกมาคำหนึ่ง
“เห็นแก่ตัว!”
จี้หนิงหัวเราะเยาะเบาๆ
“ยังสู้เด็กโข่งที่วันๆ เอาแต่นั่งอ้าปากรอคนป้อนอย่างเธอไม่ได้หรอก ขอให้วันข้างหน้าตอนเธอแต่งงาน ได้บ้านสามีแบบบ้านจางเหมือนกันนะ เธอจะได้เสียสละให้เต็มที่ไง”
จี้เยว่ “……”
ไม่ใช่สิ จู่ๆ จี้หนิงเป็นอะไรไป? ผีเข้าหรือไง?
ตั้งแต่เมื่อไรถึงได้ปากคมขนาดนี้? เมื่อก่อนต่อให้โดนด่า เธอยังไม่กล้าสวนกลับสักคำด้วยซ้ำ!
.....
เช้าวันต่อมา ตอนตีสี่ จี้หนิงก็ลุกออกจากบ้าน มุ่งหน้าเข้าอำเภอ โดยมีจี้หังพายเรือไปส่งที่ท่าเรือในตัวอำเภอ
คนอื่นในบ้านยังไม่ตื่นกันเลย
หลังขึ้นฝั่ง จี้หนิงหันกลับไปโบกมือให้จี้หัง
“รีบกลับไปเถอะ จำไว้นะ พยายามอย่าปะทะกับคนบ้านจาง ให้ถ่วงเวลาไว้ก่อน”
“ได้!”
หลังกำชับน้องชายไว้แล้ว จี้หนิงก็รีบวิ่งตรงไปยังร้านถ่ายรูปกลางอำเภอ
ปกติเอาฟิล์มไปล้างที่ร้าน ต้องรอสองสามวันถึงจะได้รูปคืน
แต่มันช้าเกินไป จี้หนิงรอไม่ได้
ตอนที่เธอเป็นวิญญาณล่องลอยอยู่ เคยเผลอเข้าไปในร้านถ่ายรูปแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ จึงรู้วิธีล้างรูปอยู่บ้าง
เธอเลยคิดจะลองถามเจ้าของร้านดู ว่าจะให้เธอล้างเองได้ไหม
จี้หังยืนมองจนพี่สาววิ่งลับสายตาไปแล้ว ถึงค่อยพายเรือกลับบ้าน
ตอนกลับถึงบ้านก็หกโมงเช้าแล้ว
แม่จี้ตื่นขึ้นมา ไม่เห็นทั้งจี้หนิงและจี้หัง จึงหันไปถามพ่อจี้ แต่พ่อจี้ตอบเพียงว่าออกไปข้างนอก
พอเห็นจี้หังกลับมา แม่จี้ก็ถามทันที
“แกไปส่งพี่สาวที่ไหน?”
จี้หังเหลือบมองพ่อ ก่อนยกมือเกาท้ายทอย
“ไปส่งในที่ที่พี่เขาอยากไปน่ะ”
แม่จี้ “…”
พ่อจี้รีบช่วยลูกชายเปลี่ยนเรื่อง
“เสี่ยวหัง ไปกินอะไรก่อน กินเสร็จแล้วค่อยไปที่หน่วยผลิต รับงานมาทำ”
แม้พ่อจี้จะป่วยจนไม่มีแรงออกทะเล แต่ยังพอรับงานเบาๆ ได้ เช่น เฝ้าเรือประมงหรือเฝ้าท่าเรือ ซ่อมอวน ถักอวน คัดแยกปลา ผ่าท้องควักไส้ปลา และตากปลาแห้งอะไรพวกนี้
งานพวกนี้วันหนึ่งได้แค่สองสามแต้มงาน ไม่ได้มากเท่าออกทะเลจับปลา เพราะถ้าออกทะเล บางวันอาจได้ถึงสิบห้าแต้มงาน
แต่ยังไงก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรทำเลย
ดังนั้นสองพ่อลูกจึงออกไปรับงานทุกวัน เพื่อหาแต้มงานมาแลกข้าวกับเงินเล็กๆ น้อยๆ
“ได้ครับ”
จี้หังรีบวิ่งไปกินข้าวเช้าอย่างรวดเร็ว
แม่จี้กลอกตาใส่
สักวันเธอต้องถูกพ่อลูกคู่นี้ทำให้โมโหตายแน่ๆ!
หลังจี้หังกินข้าวเสร็จ เขากับพ่อจี้ก็พายเรือขึ้นฝั่ง ไปที่หน่วยผลิตเพื่อรับงานทำ ส่วนแม่จี้ก็ตามขึ้นเรือไปด้วย เพราะเธอต้องไปถักอวนเช่นกัน
ทั้งบ้านมีแค่จี้เยว่คนเดียวที่ไม่ต้องหาแต้มงาน วันๆ ได้นอนตื่นสายตามใจชอบทุกวัน
แต่ทันทีที่ทั้งสามมาถึงหน่วยผลิต ก็เห็นคนบ้านจางกำลังยืนเล่าเรื่องเมื่อคืนเสียงดัง แถมยังเติมสีตีไข่กันสนุกปาก
สีหน้าแม่จี้ซีดเผือดทันที เธอไม่คิดเลยว่าคนบ้านจางจะเอาเรื่องไปโวยวายถึงในหน่วยผลิตแบบนี้
นี่พวกมันตั้งใจจะลากครอบครัวเธอออกมาประจานต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเลยหรือ?