← สารบัญ หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย

หวนคืนยุค 80 เพื่อทุบห้องหอ ขอหย่าและร่ำรวย

ตอนที่ 9บทที่ 9

พ่อจี้เริ่มถ่วงเวลา พลางพูดด้วยสีหน้าเหมือนสับสนงุนงง

“หนิงหนิงเหรอ? เมื่อวานหนิงหนิงแต่งเข้าบ้านเจียเย่าไปแล้วไม่ใช่หรือ? ก็น่าจะอยู่ที่บ้านจางสิ?”

พูดจบ เขาก็หันไปมองจางเจียเย่าอีกที สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“เจียเย่า หนิงหนิงไม่ได้ออกมาทำงานกับพวกเธอเหรอ? เด็กคนนี้ก็เหลวไหลจริงๆ แต่งงานแล้วจะมัวแต่นอนอยู่บ้านได้ยังไง ไม่ออกมาหาแต้มงานได้ยังไงกัน? พรุ่งนี้ก็ถึงวันที่ลูกสาวแต่งออกเรือนต้องกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมแล้ว ฉันจะพูดสั่งสอนเธอเอง”

เขาหยุดไออยู่พักหนึ่ง ก่อนฝืนพูดต่อรวดเดียว

“ฉันรู้ว่าเธอรักเมีย สงสารเมีย ไม่อยากให้ทำงานหนัก แต่ก็อย่าเอาใจมากเกินไป ผู้หญิงแต่งงานแล้ว งานที่ควรทำก็ต้องทำอยู่ดี”

พ่อจี้ฝืนกลั้นอาการไอเอาไว้ กว่าจะพูดจบประโยคได้แทบหมดแรง

จี้หังแอบหยิกต้นขาตัวเองเงียบๆ ถึงจะกลั้นหัวเราะไว้ได้ พ่อเขานี่แสดงเก่งเกินไปแล้ว!

จางเจียเย่าขมวดคิ้วทันที

“เมื่อคืน… หนิงหนิงไม่ได้กลับบ้านจริงๆ เหรอ?”

แม่จางชี้หน้าพ่อจี้ทันที ก่อนด่าเสียงลั่น

“ไม่ต้องมาเสแสร้ง รีบส่งตัวจี้หนิงออกมาเดี๋ยวนี้นะ! เมื่อคืนจี้หนิงเกิดบ้าคลั่งอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ เอาน้ำร้อนมาสาดพวกเราทั้งบ้าน แถมยังทุบทำลายข้าวของในบ้านจนพังหมดแล้วก็หนีไป ถ้าไม่กลับบ้านแล้วมันจะไปที่ไหนได้ ตอนนี้พวกเราบาดเจ็บกันทั้งบ้าน วันนี้ต้องให้มันออกมาให้คำอธิบายกับพวกเราให้รู้เรื่อง!”

พูดจบ แม่จางก็ถลกแขนเสื้อขึ้นมาอีกครั้ง

“ดูสิ! ผิวฉันถูกลวกจนสุกไปหมดแล้ว! ตอนเชือดหมูยังไม่น่าอนาถขนาดนี้เลย!”

จางเจียลี่กับชิวเจาตี้ก็พากันถกแขนเสื้อให้ดูบ้าง

จางเจียลี่: “ดูแขนฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่สิ ถูกเธอสาดน้ำร้อนจนผิวพุพองหนังลอกไปหมดแล้ว!”

ชิวเจาตี้: “พวกเราถูกลวกกันทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่พวกเราสามคน พ่อสามีกับคนอื่นๆ ก็โดนด้วย จี้หนิงยังทุบทำลายบ้านเรา ทุบของจนพังหมด วันนี้บ้านจี้ต้องให้คำอธิบายกับบ้านจางเรา ชดใช้ค่าเสียหายให้พวกเรา ไม่อย่างนั้นผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้ บ้านเราไม่กล้าเอาไว้หรอกนะ!”

พวกคนที่แม่จางพามาเป็นลูกคู่ รีบช่วยกันโหมเรื่องทันที

“ไม่ใช่แค่ต้องชดใช้ค่าเสียหายนะ แต่ต้องให้มาขอโทษต่อหน้าทุกคน จากนั้นก็จับมาอบรมดัดนิสัยต่อหน้าคน ให้เขียนหนังสือรับรองว่าจะไม่ทำผิดอีก! นี่มันทั้งทำร้ายคน ทั้งพังข้าวของ แบบนี้ไม่ใช่พวกอันธพาลแล้วจะเรียกว่าอะไร? ถ้าไม่อบรมดัดนิสัยเสียบ้าง วันหน้าเกิดทำแบบนี้อีกจะทำยังไง ถ้าไม่จับมาสั่งสอน วันหน้าเกิดเจ้าสาวใหม่บ้านอื่นเห็นดีเห็นงามเอาเป็นเยี่ยงอย่างจะทำยังไง ทุกคนว่าจริงไหม?”

“ใช่! อารมณ์ร้ายขนาดนี้ การกระทำก็ใจคอโหดร้าย ส่งผลเสียร้ายแรงมาก สมควรต้องจับมาอบรมสักหน่อยแล้ว”

“ใช่ ทำเกินไปแล้วจริงๆ! แค่ให้ช่วยยกน้ำถังเดียว ทำงานบ้านนิดเดียวก็ตีโพยตีพาย เอะอะก็อาละวาดลงไม้ลงมือ จะต้องอบรมให้ดีๆ หน่อยแล้ว”

.....

แม่จี้มองแขนของทั้งสามคนแล้วก็ตกตะลึง นี่จี้หนิงเป็นคนสาดน้ำร้อนใส่จริงๆ เหรอ? ยัยเด็กบ้านั่นยังทุบโทรทัศน์ วิทยุ แล้วก็จักรยานของบ้านจางพังด้วยเหรอ?

ทุบจานสักสองสามใบก็พอแล้วสิ! ทุบไปตั้งเยอะขนาดนั้น!

โทรทัศน์เครื่องละสามสี่ร้อยหยวน วิทยุหลายสิบหยวน จักรยานก็ร้อยสองร้อยหยวน บ้านพวกเขาจะมีเงินที่ไหนไปชดใช้ให้?

ในใจแม่จี้ยิ่งแน่วแน่ว่าจะให้จี้หนิงหย่าไม่ได้เด็ดขาด!

ครอบครัวพวกเขาไม่มีปัญญาชดใช้หรอก!

ขอแค่ไม่หย่า จี้หนิงก็ยังเป็นคนของบ้านจาง ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งไป ให้คนบ้านจางไปจัดการกันเองภายในเถอะ คนบ้านจี้อย่างพวกเขาจะไม่ขอยุ่ง!

พ่อจี้ปรายตามองแผลบนแขนของทั้งสามคน ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ “นี่หนิงหนิงเป็นคนทำจริงๆ เหรอ? ไม่น่าจะใช่มั้ง”

แม่จางถลึงตาใส่ “ไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร รีบเรียกคนออกมา ให้คำอธิบายกับบ้านเราเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ให้คำอธิบายกับพวกเรา วันนี้เรื่องไม่จบแน่!”

ลุงใหญ่บ้านจางเห็นว่าได้ที่แล้วจึงเอ่ยปากขึ้น

“จี้หนิงอยู่ไหน? เรียกตัวมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลย! จงใจทำร้ายคนอื่นแบบนี้มันผิดกฎหมาย! พวกเราไปแจ้งตำรวจมาลากตัวเธอเข้าคุกได้เลย!”

แม่จางยิ่งได้ใจ รีบพูดทันที “ใช่ จับมันไปขังคุกเลย!”

พ่อจี้ได้ยินคำว่า ‘คุก’ ก็รีบพูดทันที “แต่เมื่อคืนหนิงหนิงไม่ได้กลับมาที่บ้านเลยนะ! พวกเราก็ไม่รู้ว่าเธอไปไหน แค่กๆ...”

จี้หังรีบช่วยพูด “ใช่แล้ว เมื่อคืนพี่สาวฉันไม่ได้กลับบ้านนะ!”

แม่จาง “เป็นไปไม่ได้! ถ้าพวกแกกล้าปกปิดให้มัน พวกแกก็ต้องชดใช้แทนมัน แล้วก็ติดคุกแทนมัน!”

พ่อจี้พอได้ยินว่าต้องติดคุกแทนก็ทำทีเป็นร้อนรนขึ้นมา

“แต่เมื่อคืนหนิงหนิงไม่ได้กลับมาจริงๆ นะ แค่กๆ… แม่จางวางใจเถอะ ถ้าลูกสาวฉันมันทำเรื่องแบบนั้นจริง แค่กๆ… รอเธอกลับมาก่อน ฉันจะลากตัวไปก้มหัวขอโทษถึงบ้านเลย… จะให้ชดใช้ยังไงก็ค่อยว่ากัน… แค่กๆ…”

จี้หังช่วยลูบหลังให้พ่อ แล้วรับช่วงพูดต่อ

“ใช่! ถ้าเป็นความผิดของพี่สาวฉันจริง จะให้ขอโทษก็ขอโทษ จะให้ชดใช้ก็ชดใช้ จะให้อบรมสั่งสอนก็อบรมสั่งสอน! พวกเราไม่ปัดความรับผิดชอบหรอก”

พ่อจี้พยักหน้า “ถูกต้อง ถ้าเป็นความผิดของลูกสาวฉันจริงๆ พวกเรายอมรับผิดอย่างแน่นอน!”

จี้หังหันไปมองจางเจียเย่าอีก ทำหน้าร้อนรน

“พี่เขย เมื่อคืนพี่ไม่ได้ตามพี่สาวฉันไปเหรอ? เห็นไหมว่าเธอหนีไปทางไหน? ทั้งคืนไม่มีใครเห็นเธอเลย คงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกนะ”

ลุงใหญ่บ้านจางเห็นท่าทางของพวกเขาก็ขมวดคิ้วหันไปมองจางเจียเย่า

จางเจียเย่าก็ชักจะงงไปเหมือนกัน “หนิงหนิงไม่ได้กลับบ้านจริงๆ เหรอ”

พ่อจี้กับจี้หังส่ายหน้าพร้อมกัน “ไม่ได้กลับมานะ!”

แม่จี้ก็รีบส่ายหน้าตาม มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ยอมรับไม่ได้เด็ดขาดว่าจี้หนิงกลับมาบ้านแล้ว

พ่อจี้แสดงอาการร้อนใจมาก “ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องออกไปตามหา! ยัยเด็กนั่นจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม คงไม่ได้กระโดดลงทะเลฆ่าตัวตายไปแล้วหรอกนะ”

จี้หังได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “พี่! ฉันจะไปตามหาพี่! พี่ใหญ่ ทำไมพี่ถึงคิดสั้นกระโดดลงทะเลแบบนี้ล่ะ หรือว่ามีความคับแค้นใจอะไรกันแน่ พี่ อย่าเป็นอะไรไปนะ!!”

พูดจบ เขาก็วิ่งพรวดไปทางชายหาดทันที

สองพ่อลูกทำหน้าตื่นตระหนก วิ่งกระหืดกระหอบไปที่ริมทะเล พยายามถ่วงเวลาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

แม่จี้ชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วก็วิ่งตามไปด้วย “หนิงหนิง~”

ชาวบ้านรอบๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

สถานการณ์อะไรกันเนี่ย?

จี้หนิงกระโดดลงทะเลฆ่าตัวตายเหรอ? ไม่จริงมั้ง?

นี่คือการฆ่าตัวตายหนีความผิด หรือว่าคนบ้านจางไปทำอะไรที่บีบคั้นให้คนต้องทำแบบนี้กันแน่?

ลุงใหญ่บ้านจางขมวดคิ้วมุ่น ถ้ามีคนตายล่ะก็ นี่มันเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ!

ถ้าศพถูกคลื่นซัดไปที่อื่น แล้วมีคนไปเจอเข้า ถึงตอนนั้นต้องมีตำรวจมาสืบหาสาเหตุถึงหน้าประตูบ้านแน่นอน

ตำรวจไม่ได้หลอกง่ายเหมือนพวกชาวบ้านหรอกนะ ขอแค่ไม่ใช่คนโง่ก็ต้องคิดได้อยู่แล้ว

จี้หนิงจะโกรธจนอาละวาดทุบทำลายห้องหอเพียงเพราะแค่ให้ช่วยยกน้ำร้อนถังเดียวแค่นั้นจริงๆ น่ะหรือ?

คนบ้านจางไปทำอะไร ถึงได้บีบให้เจ้าสาวที่เพิ่งเข้าประตูวันแรก อาละวาดทุบเรือนหอก่อนคิดสั้นกระโดดทะเลฆ่าตัวตาย?

พอลุงใหญ่บ้านจางคิดถึงตรงนี้ ก็รีบหันไปพูดกับชาวบ้าน

“ทุกคนช่วยกันแยกย้ายออกตามหาก่อน!”

จางเจียเย่าเองก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาจริงๆ หรือจี้หนิงจะกระโดดทะเลฆ่าตัวตายจริงๆ?

เขาชอบเธอจริงๆ นะ เขาไม่อยากให้เธอตาย!

ที่สำคัญ… เขายังไม่ได้หลับนอนกับเธอเลยด้วยซ้ำ!

คิดได้แบบนั้น เขาก็รีบวิ่งพรวดไปทางชายหาดทันที

“หนิงหนิง——!”

พอชาวบ้านเห็นแบบนั้น ต่างก็เริ่มแตกฮือ ช่วยกันออกตามหาคน

แต่จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงดังแทรกขึ้นมา

“ทุกคนอย่าโดนจี้หังหลอก! เช้านี้ฉันเห็นกับตาว่าเขาพายเรือไปส่งจี้หนิงที่ตัวอำเภอ! จี้หนิงทำร้ายคนแล้วกลัวติดคุก ก็เลยหนีไปแล้วต่างหาก!”

แม่จางที่เดิมทีกำลังเริ่มหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ พอได้ยินแบบนั้นก็โมโหจัดทันที

“เจียเย่า! จับตัวพวกมันไว้! บังคับให้ส่งตัวจี้หนิงออกมา!”

จี้หัง “……”

บ้าเอ๊ย!

ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดขนาดนั้น ยังจะมีคนเห็นอีก?!

…..

ในตัวอำเภอ

จี้หนิงยอมจ่ายเงินถึงห้าสิบหยวน เจ้าของร้านถ่ายรูปถึงได้ยอมช่วยล้างรูปให้เธอเดี๋ยวนั้น ทว่าตั้งแต่ขั้นตอนน้ำยาแช่ฟิล์ม น้ำยาล้างภาพ น้ำยาหยุดภาพ น้ำยาคงสภาพ การล้างน้ำ ไปจนถึงขั้นตอนทำให้แห้ง ทุกกระบวนการกลับกินเวลาไปทั้งหมดเกือบสามชั่วโมง นี่ขนาดเธอพยายามใช้พัดช่วยโบกให้รูปแห้งอย่างสุดชีวิตแล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องใช้เวลานานกว่านี้อีก

หลังจากได้รูปถ่ายมา เธอก็รีบมุ่งหน้ากลับไปที่หมู่บ้านทันที

ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน มีรถจี๊ปคันหนึ่งแล่นจากที่ไกลๆ เข้ามาใกล้ จี้หนิงปรายตามองแวบหนึ่ง แล้วเบี่ยงตัวหลบเข้าข้างทาง ก่อนจะจ้ำอ้าวเดินไปข้างหน้าต่อ

ผู้ชายที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับสวมเครื่องแบบทหาร ตาซ้ายมีผ้าก๊อซปิดเอาไว้ เขาใช้ตาเพียงข้างเดียวจ้องมองเธอจากแต่ไกลโดยไม่กะพริบตา

จนกระทั่งรถยนต์แล่นสวนทางเฉียดผ่านตัวเธอไป คนในรถก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง

จางรุ่ยที่กำลังขับรถอยู่เห็นเขามีท่าทีแบบนี้ ก็ประหลาดใจมาก จึงเอ่ยถามขึ้น “คนรู้จักเหรอ?”

โจวหวายซวี่ขยับตัวนั่งตัวตรง ทอดสายตามองตรงไปข้างหน้า “ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตฉันน่ะ”

จางรุ่ยยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ “แล้วนายไม่ทักทายหน่อยเหรอ”

เจอผู้มีพระคุณช่วยชีวิตทั้งทีแต่กลับไม่ยอมทักทาย แบบนี้มันจะเกินไปหน่อยไหม!

โจวหวายซวี่ปรายตามองเงาร่างที่ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ ในกระจกมองหลัง “เธอจำฉันไม่ได้แล้วล่ะ”

แถมยัง… แต่งงานไปแล้วด้วย

เมื่อวานตอนที่เขากลับมา ก็บังเอิญเห็นตอนที่เธอกำลังแต่งออกจากบ้านพอดี

โจวเฉิงเหล่ยที่นั่งอยู่เบาะหลังเหลือบมองเขาเงียบๆ

จางรุ่ย “...”

ก็แค่คนที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้จำเขาไม่ได้เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไปช่วยใครไว้แล้วโดนลืมบุญคุณเสียหน่อย จะมาทำหน้าเศร้าผิดหวังอะไรขนาดนั้น

เขาจึงพูดปลอบ

“ที่เธอจำนายไม่ได้ ก็แสดงว่า เธอช่วยคนโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นผู้หญิงที่จิตใจดีคนหนึ่งเลยนะ”

โจวหวายซวี่หลับตาลงพักสายตา “อืม”