เรียนคุณชาย โปรดปราบปีศาจ
ตอนที่ 23 — ตอนที่ 23 ผีวาดหนัง
"เป็นเพราะข้าเกรงว่าเวลาสอน... ทำแบบนี้... จะดูไม่สำรวมนัก... ดังนั้นจึง..." ซ่งชิงอีอธิบายอย่างอึกอัก ทว่าจู่ๆ นางก็ขมวดคิ้ว "ข้าจะเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังทำไม? หากเจ้าไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีลี้ลับจะพูด ก็รีบกลับไปซะ!"
"ขออภัย ข้าแค่สงสัยนิดหน่อย" ฉู่เหลียงยิ้ม ก่อนจะเริ่มถามเข้าเรื่อง "ท่านน่าจะตรวจสอบศพของนักเรียนทั้งสองคนแล้ว เป็นฝีมือของวิญญาณอาฆาตจริงๆ หรือ?"
"สภาพศพน่าอนาถ มีกลิ่นอายหยินเข้มข้น ยืนยันได้ว่าถูกภูตผีสังหาร" ซ่งชิงอีตอบ "เพียงแต่... ข้ามักจะรู้สึกว่าไม่คล้ายวิญญาณอาฆาต แต่กลับคล้ายภูตผีระดับสูงบางตนมากกว่า..."
วิญญาณอาฆาตมีสติปัญญาไม่สูงนัก กระบวนความคิดไม่ชัดเจน มักจะปรากฏตัวซ้ำๆ ในสถานที่เดิมเท่านั้น แม้ความยึดติดจะลึกล้ำ ทว่ากลับไม่สามารถกระทำการอันซับซ้อนใดได้
การหลอกล่อนักเรียนสองคนจากบ้านมายังริมทะเลสาบเพื่อสังหารนั้น ไม่คล้ายสิ่งที่วิญญาณอาฆาตจะทำได้
เว้นเสียแต่จะเป็นความบังเอิญ
"แต่ซือถูเยี่ยนเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาที่ไร้ซึ่งตบะการบำเพ็ญเพียร..." ฉู่เหลียงกล่าว
คนธรรมดาที่ไร้ตบะบำเพ็ญเพียร ความแข็งแกร่งของดวงจิตนั้นมีขีดจำกัดอย่างยิ่ง หลังความตายต่อให้ความอาฆาตแค้นลึกล้ำเพียงใด อย่างมากก็เป็นได้เพียงวิญญาณอาฆาตที่แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
หากใครก็ตามสามารถกลายร่างเป็นผีร้าย โดยไม่มีขีดจำกัดความแข็งแกร่ง เช่นนั้นแค่ตายไปก็ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้เลยมิใช่หรือ
ภูตผีระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาวาสนาและการบำเพ็ญเพียรเพื่อเพิ่มพลังหลังจากกลายเป็นภูตผี หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีตบะบำเพ็ญเพียรและดวงจิตแข็งแกร่งตั้งแต่ก่อนตาย นี่คือเรื่องที่แน่นอนตายตัว
ทว่าซือถูเยี่ยนที่เพิ่งตายไปได้ไม่นาน เห็นได้ชัดว่าไม่มีคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้
"ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าอาจเป็นภูตผีตนอื่นที่ลงมือ" ซ่งชิงอีกล่าว "หรือไม่ก็เป็นไปได้ว่า... มีผู้บำเพ็ญสายมารลอบสร้างเรื่อง"
ฉู่เหลียงพยักหน้าเห็นด้วย
ผู้บำเพ็ญวิถีมารบางคน มักจะหลอมรวมดวงจิตคนเป็นที่มีความอาฆาตแค้นลึกล้ำโดยเฉพาะ เพื่อให้กลายเป็นเครื่องมือหรืออาวุธในการบำเพ็ญเพียรของตนเอง วิธีการเหี้ยมโหด ขัดต่อหลักมนุษยธรรม
อย่างเช่นสำนักหมิงหวังในวิถีมารที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็มีวิชาที่พึ่งพาวิญญาณหยินในการบำเพ็ญเพียรอยู่มากมาย
ฉู่เหลียงจึงเปิดเผยเรื่องที่หลี่เจวี๋ยบอกแก่ตนให้ซ่งชิงอีฟังเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องราวระหว่างหลี่เจวี๋ยและซือถูเยี่ยน เพียงบอกเล่าถึงชื่อของคนในชั้นเรียนไม่กี่คนซึ่งอาจถูกซือถูเยี่ยนแก้แค้น
"เฉินต๋า เหยียนเสี่ยวหู่..." ซ่งชิงอีพยักหน้ารับ "พรุ่งนี้ข้าจะลองไปดูพวกเขาทั้งสองคน"
หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครู่หนึ่ง ฉู่เหลียงก็เดินออกจากเขาด้านหลัง
กลับไปยังจวนสกุลหลี่ในเมืองเยียนเจียว
"ที่แท้อาจารย์ซ่งก็เป็นคนของหอบัณฑิตนี่เอง" เมื่อหลินเป่ยรู้ข่าวนี้ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ในเก้าชั้นฟ้าสิบแดนดินมีสำนักปราชญ์เพียงสองแห่ง แห่งหนึ่งคือสำนักศึกษาเซิงหลงที่ได้รับการหนุนหลังจากราชสำนัก โดยใช้ราชวงศ์อวี่ทั้งราชวงศ์เป็นฐานรากในการบ่มเพาะผู้มีความสามารถ ส่วนอีกแห่งก็คือหอบัณฑิตที่ค่อนข้างเป็นอิสระ
เดิมทีหอบัณฑิตแห่งเจียงหนานถูกก่อตั้งขึ้นโดยมหาปราชญ์หลายท่าน ในตอนนั้นบรรดามหาปราชญ์แห่งยุคมักจะถกเถียงเรื่องมรรควิถี แลกเปลี่ยนความรู้กันที่หอเยียนอวี่ในเจียงหนาน กลายเป็นเรื่องเล่าขานอันงดงามในชั่วขณะหนึ่ง ต่อมามหาปราชญ์ที่ได้รับการยอมรับจากพวกเขาก็สามารถเข้าร่วมได้ กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
จากนั้นจึงมีผู้เสนอว่า ให้เปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็นหอบัณฑิตไปเสียเลย วิญญูชนวิถีปราชญ์ผู้ใดก็ตามที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านความประพฤติ ความรู้ และตบะบำเพ็ญเพียร ก็จะสามารถสลักชื่อไว้ในหอบัณฑิต เพื่อให้เลื่องลือไปยังชนรุ่นหลัง เป็นที่จดจำไปชั่วกาลนาน
ตั้งแต่นั้นมาหอบัณฑิตก็กลายเป็นวิหารเกียรติยศแห่งลัทธิปราชญ์ บัณฑิตนับไม่ถ้วนต่างยึดถือการสลักชื่อในหอบัณฑิตเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต นานวันเข้า หอบัณฑิตแห่งเจียงหนานก็เริ่มพัฒนาสายสืบทอดของตนเอง จนกลายเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแดนดิน
"เรื่องของสถานศึกษามีคนของสำนักปราชญ์คอยดูแล พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปนัก" ฉู่เหลียงกล่าว
"สำนักปราชญ์ดีจะตายไป" หลินเป่ยไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มประหลาด "ข้าล่ะชอบสำนักปราชญ์ที่สุดเลย"
───
"เฉินต๋าตายแล้ว?"
บ่ายวันรุ่งขึ้น ซ่งชิงอีมาหาฉู่เหลียงและหลินเป่ยอย่างกะทันหัน พร้อมกับนำข่าวร้ายมาแจ้ง
ที่แท้หลังจากนางสอนวิชาในช่วงเช้าเสร็จ ก็ได้ไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของเฉินต๋าในฐานะอาจารย์ ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่านางได้เห็นฉากอันหดหู่เศร้าหมองของตระกูลเฉิน
"เรื่องนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด" สีหน้าของอาจารย์ซ่งเคร่งเครียด
ฉู่เหลียงและหลินเป่ยที่ฟังนางเล่าต่างก็เริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา
"ตามที่คนตระกูลเฉินกล่าวไว้ ตั้งแต่จางชงและอู๋เส้าอันตายไป เฉินต๋าก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่กล้าออกไปไหน จะมีก็เพียงตอนที่บิดามารดาของเขาไปส่งข้าวเท่านั้นจึงจะได้พบหน้า"
"เมื่อคืนนี้ ตอนที่บิดาของเฉินต๋าไปส่งข้าวให้บุตรชาย เขาก็เห็นมารดาของเฉินต๋าถือถาดอาหารเดินเข้าไปพอดี บิดาของเฉินต๋ายังรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ทั้งที่มารดาของเฉินต๋าเป็นคนเรียกให้เขามาส่งข้าวแท้ๆ แล้วไฉนตอนนี้นางถึงมาส่งเสียเองเล่า?"
"ทว่าเมื่อเขากลับมาดูที่ห้อง มารดาของเฉินต๋ากำลังนอนอยู่บนเตียง"
"บิดาของเฉินต๋ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีในทันที เมื่อเขาวิ่งกลับไปดูที่ห้องของเฉินต๋าอีกครั้ง ก็พบว่าทั่วทั้งร่างของเฉินต๋าไหม้เกรียมเป็นตอตะโกนอนอยู่บนพื้น ดูราวกับถูกไฟคลอกตายก็ไม่ปาน"
"แต่ในห้องกลับไม่มีกลิ่นควันไฟแม้แต่น้อย ไม่มีร่องรอยการถูกเผาไหม้ใดๆ เฉินต๋าเองก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด... เขาถูกไฟเผาจนตายอย่างลึกลับในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนั้นแหละ"
"ข้าตรวจดูแล้ว กลิ่นอายหยินเข้มข้น เป็นฝีมือของภูตผี"
ซ่งชิงอีเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างครบถ้วนโดยไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย สำหรับนางแล้ว เรื่องนี้ยิ่งแก้ได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี มีคนคอยช่วยเหลือก็นับเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
"คนที่บิดาของเฉินต๋าเห็น... มารดาของเฉินต๋าที่เดินเข้าไปในห้องของเขา เป็นภูตผีที่จำแลงกายมา" ฉู่เหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ภูตผีที่สามารถแปลงกายเป็นรูปโฉมของผู้อื่นได้ตามใจชอบนั้นไม่ได้มีมากนัก"
วิชาพรางตาเพื่อจำแลงกายเป็นมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งชั่วร้ายมากมายล้วนทำได้ แต่การจะจำแลงกายเป็นใครก็ได้ตามใจชอบนั้น ถือเป็นเรื่องยากมาก
นอกเหนือจากการมีญาณเทพทัศนะอันยิ่งใหญ่ที่สามารถพลิกแพลงได้นับพันหมื่นรูปแบบแล้ว ก็คงเป็นพรสวรรค์เฉพาะของเผ่าพันธุ์บางอย่างเท่านั้น อย่างเช่นเผ่าจิ้งจอกในหมู่ปีศาจ หรือในหมู่ภูตผีก็คือ...
"ผีวาดหนัง!" หลินเป่ยก็ร้องขึ้นมา
"ถูกต้อง มีเพียงผีวาดหนังเท่านั้นที่สามารถจำแลงกายเป็นผู้อื่นได้ตามใจชอบ นักเรียนสองคนก่อนหน้านี้ก็น่าจะถูกผีวาดหนังหลอกล่อไปที่ริมทะเลสาบเช่นกัน" ซ่งชิงอีกล่าว
ทว่าซือถูเยี่ยนที่เพิ่งตายไปได้ไม่นาน ไฉนจึงสามารถกลายเป็นผีวาดหนังที่มีญาณเทพทัศนะแข็งแกร่งได้เล่า?
หากภูตผีที่ลงมือไม่ใช่ซือถูเยี่ยน แล้วเหตุใดคนที่ถูกฆ่าล้วนเป็นคนที่นางต้องการแก้แค้นกัน?
ผีวาดหนังสามารถแปลงกายได้ยากจะหยั่งถึง ร่องรอยไม่แน่นอน รับมือได้ยากกว่าวิญญาณอาฆาตเป็นร้อยเท่า
มองเห็นซ่งชิงอีขมวดคิ้วแน่น เห็นได้ชัดว่าปวดหัวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
"อาจารย์ซ่ง ท่านวางใจเถิด ศิษย์สู่ซานอย่างพวกเรายึดถือการปราบมารพิทักษ์คุณธรรมเป็นหน้าที่ของตนมาโดยตลอด ย่อมไม่ปล่อยให้สิ่งชั่วร้ายกระทำย่ำยีตามอำเภอใจ พวกเราจะช่วยท่านอย่างสุดความสามารถแน่นอน!" หลินเป่ยตบอกรับประกัน
จากนั้นเมื่อกลับมาถึงจวนสกุลหลี่ เขาก็เอาแต่จ้องหน้าฉู่เหลียง
"คิดหาวิธีสิ พ่อหนุ่มรูปหล่อ" เขากล่าวอย่างร้อนรน "ข้าอุตส่าห์เล็งเห็นความเฉลียวฉลาดของเจ้า ถึงได้ชวนเจ้ามาทำภารกิจด้วยกันเชียวนะ"
"เจ้าเป็นคนรับปากอาจารย์ซ่งเอง แล้วมาหาข้าทำไม?" ฉู่เหลียงหัวเราะ "ภารกิจของพวกเราแค่จับตาดูหลี่เจวี๋ยไว้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?"
"หรือว่าเจ้าไม่อยากเห็นรอยยิ้มอันแสนหวานของอาจารย์ซ่งเล่า?" หลินเป่ยเน้นเสียงหนัก
"ข้าแค่อยากจะปราบสิ่งชั่วร้าย" ฉู่เหลียงตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย
ทว่าแน่นอนว่าเขาคงไม่อยู่เฉย อย่างไรเสียผีวาดหนังก็สร้างภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงบนโลกมนุษย์ จำเป็นต้องรีบกำจัดทิ้งโดยเร็วที่สุดจึงจะถูก
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "อย่าเพิ่งพูดถึงตัวตนของผีวาดหนังตนนี้เลย การกระทำของมันก็ยังคงเป็นไปตามวิถีการแก้แค้นของซือถูเยี่ยน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอเพียงพวกเราเฝ้าเป้าหมายของมันเอาไว้ ก็ต้องจับมันได้ในสักวัน"
กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้นยืนพลางเอ่ย "เจ้าจับตาดูหลี่เจวี๋ยไว้ให้ดี ข้าจะไปหาเหยียนเสี่ยวหู่"
"ทำไมเจ้าถึงได้ออกไปอีกแล้ว? เมื่อคืนเจ้าก็ออกไป แล้วก็ได้เจอกับอาจารย์ซ่งโดยบังเอิญ วันนี้ข้าอยากออกไปบ้าง!" หลินเป่ยลุกพรวดขึ้นมาเอ่ย
ฉู่เหลียงเอ่ย "ข้ามีวิธีแยกแยะผีวาดหนัง เจ้ามีหรือไม่?"
"..." หลินเป่ยทรุดตัวนั่งลงอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง "ขากลับซื้อของว่างรอบดึกมาฝากข้าด้วยล่ะ"
ฉู่เหลียงเดินทางมาถึงบ้านของเหยียนเสี่ยวหู่ เขาอ้างว่าเป็นสหายสนิทของอีกฝ่าย และต้องการมาเยี่ยมเยียนอาการบาดเจ็บ ทว่าผลลัพธ์คือได้ยินบ่าวรับใช้ของตระกูลเหยียนบอกว่า นายน้อยออกไปเที่ยวเล่นเสียแล้ว
เมื่อวานเพิ่งจะถูกซ้อมมาอย่างหนักแท้ๆ นึกว่าที่เขาไม่ไปสถานศึกษาจะเป็นเพราะนอนพักรักษาตัวอยู่บ้าน ที่แท้ก็วิ่งหนีออกไปเที่ยวเล่นนี่เอง
ดูท่าทางสภาพร่างกายของเจ้านี่คงจะแข็งแรงไม่เบา
ฉู่เหลียงจึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง "ถ้าเช่นนั้นไม่ทราบว่าเหยียนเสี่ยวหู่ออกไปเที่ยวที่ใดหรือ?"
ก่อนจะได้ยินบ่าวรับใช้ผู้นั้นตอบกลับกลั้วหัวเราะว่า "เจ้าคงจะไม่ค่อยสนิทกับนายน้อยของพวกเราสักเท่าใดสินะ แน่นอนว่าเขาก็ต้องไปที่หอไฉ่เยวี่ยน่ะสิ"
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-4268acca/23
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย