ร้านบะหมี่น้อยแห่งเมืองหลวงเปี้ยนจิง
ตอนที่ 1 — ตอนที่ 1 ขึ้นเรือมุ่งสู่แดนเหนือ
“นังตัวดี ปากเน่าเปื่อยเป็นหนองนักนะ! ยามก่อนแกล้งป่วย มาบัดนี้กลับแว้งกัดเข้าให้!”
“ลูกชายข้าสอบติดแล้ว หย่านังลูกพ่อค้าตกอับอย่างเจ้า ลูกข้ายังอุตส่าห์ให้เงินค่าเดินทางกลับบ้าน นับว่ามีเมตตาเปี่ยมคุณธรรมถึงที่สุดแล้ว! แต่เจ้ากลับรังแกข้าที่แก่ชรา ทุบตีทำลายข้าวของเพื่อแก้แค้น! พังบ้านข้าจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย! เอาเงินทองคืนมานะ! นังไก่เป็นโรคไม่ออกไข่! เสนียดจัญไรสิ้นดี! ถุย!”
“ลำพังหีบสินเดิมอันน้อยนิดของตระกูลตกอับอย่างเจ้า กล่องไม้ผุพังไม่กี่ใบนี้ ข้าไม่ชายตาแลเลยสักนิด! รีบขนไปให้พ้นๆ เสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องเสียแรงข้าไปจ้างคนมาโยนทิ้งไอ้กองขยะซอมซ่อสกปรกโสมมนี่!”
แสงวสันต์อันอบอุ่นละมุนละไมส่องลอดกิ่งหลิวที่ไกวแกว่ง ดอกไห่ถังป่าริมแม่น้ำฉินหวยก็ถูกสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดจนผลิบาน นับเป็นช่วงเวลาอันรื่นรมย์ที่มวลพฤกษาเบ่งบานงดงาม ทว่าผู้คนโดยรอบกลับไร้กะจิตกะใจจะชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามนี้ เห็นเพียงปากตรอกแคบๆ ที่เนืองแน่นไปด้วยเพื่อนบ้านและชาวบ้านร้านตลาดที่มารุมดูเรื่องสนุก พร้อมด้วยเสียงด่าทอแหลมสูงดั่งฟืนเดือดพล่านของหญิงชรา เกวียนลารับน้ำหนักบรรทุกแน่นขนัดคันหนึ่งกำลังเบียดเสียดแทรกตัวออกจากฝูงชนอย่างยากลำบาก
เสิ่นเหมี่ยวคล้องห่อผ้าเล็กสีครามไว้ที่ข้อพับแขน นั่งอยู่บนเกวียนลา พอดีได้ยินเสียงด่าทอที่ไล่หลังตามมาไม่ขาดสาย พลางเหลือบเห็นผู้คนเริ่มออหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จึงสะบัดผ้าเช็ดหน้าออกมาอย่างมีจริตจะก้านทันที ดวงตาดอกท้อคู่งามพลันเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาไหลรินเป็นสาย
เจ้าของร่างเดิมมีรูปร่างหน้าตางดงามชวนให้ผู้คนเวทนาสงสารอยู่แต่เดิมแล้ว ยิ่งเพิ่งฟื้นไข้จากอาการป่วยหนัก ก็ยิ่งทวีความอ่อนช้อยบอบบางประดุจกิ่งหลิวลู่ลม ชวนให้ทะนุถนอมจับใจ
ในบรรดาผู้คนที่มุงดูเรื่องสนุก มีคนสัญจรผ่านไปมาที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอยู่ไม่น้อย ครั้นเห็นนางสวมเสื้อเป้ยจื่อ* [1] ลายดอกเรียบๆ ที่ซักจนสีซีดขาว บนศีรษะคลุมไว้เพียงผ้าโพกผ้าหยาบลายคราม ประดับด้วยปิ่นไม้เพียงเล่มเดียว ปอยผมประปรายระใบหน้าที่ซูบตอบซีดเซียว หยาดน้ำตาร่วงเผาะๆ มิขาดสาย ถูกหญิงชราผู้นั้นวิ่งไล่ด่าทอตลอดทางก็มิกล้าโต้ตอบ ซ้ำยังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว จึงอดที่จะเกิดความเวทนาสงสารมิได้ คนช่างสอดรู้บางคนถึงกับเดินเข้าไปถามไถ่เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่แถบนี้ว่า “ดูแม่นางท่านนี้ก็หน้าตาซื่อสัตย์โอบอ้อมอารี นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
เพื่อนบ้านผู้นั้นเดิมทีกำเมล็ดแตงใส่แขนเสื้อไว้แทะกินอยู่แล้ว พอได้ยินคนถาม ก็พลันออกรสออกชาติ เอ่ยเล่าด้วยสีหน้ากระตือรือร้นทันทีว่า
“เรียนนายท่านให้ทราบ หรงต้าเหนียงผู้นี้เป็นแม่ม่ายแก่ชรา มีลูกชายร่ำเรียนตำราอยู่เพียงคนเดียว พอเพิ่งสอบได้เป็นซิ่วไฉ ก็รังเกียจสะใภ้สกุลเสิ่นที่แต่งเข้ามาแต่ก่อน ว่าแม่นางเสิ่นพ่อแม่ตายจาก ซ้ำยังร่างกายอ่อนแอขี้โรค มิใช่โหงวเฮ้งที่จะมีลูกดกวาสนามาก ยามปกติก็เคี่ยวเข็ญข่มเหงสารพัด บัดนี้สบโอกาสที่หรงต้าหลางไปร่ำเรียนยังไม่กลับมา จึงถือวิสาสะเป็นคนตัดสินใจขับไล่นางออกไป! แม่นางเสิ่นแต่ก่อนเป็นคนยอมคน พอรู้ว่าจะถูกหย่า ก็ร้องไห้วิงวอนทั้งวันทั้งคืน ไม่กี่วันก่อนล้มป่วยหนัก หรงต้าเหนียงก็ไม่ตามหมอมารักษาค่ายา กลัวแต่นางจะไม่ยอมตาย ใครเล่าจะรู้ว่าแม่นางเสิ่นดวงแข็ง กลับรอดชีวิตมาได้! เฮอะ! ทายสิว่าเป็นอย่างไรต่อ”
เพื่อนบ้านผู้นั้นเล่าจนน้ำลายแตกฟอง ไม่รอให้อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอันใด ก็รีบเล่าต่ออย่างร้อนรนว่า
“แม่นางเสิ่นผู้นี้เฉียดประตูนรกไปรอบหนึ่ง สมองที่เคยโง่งมกลับตาสว่างขึ้นมา! ไม่ร้องไห้และไม่ยอมอ้อนวอนอีก นางแสร้งนิ่งเงียบไม่โวยวาย นอนพักฟื้นอยู่สองสามวันจนพอจะลุกจากเตียงได้ ก็แอบหลบหรงต้าเหนียงไปที่ว่าการอำเภอ ไปจ้างซ่งซือ* [2] มาเป็นพยาน จะตรวจนับส่งมอบสินเดิมของตนแล้วขนกลับไป หรงต้าเหนียงมีสันดานตระหนี่ถี่เหนียวขี้งก มีหรือจะยอม กำลังจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งโวยวาย ใครจะนึกเล่าว่าแม่นางเสิ่นชิงลงมือเสียก่อน กรีดร้องล้มตัวลงไปกลิ้งกับพื้น ร้องไห้ไปทุบตีไป ขว้างปาหม้อไหชามกะละมังบ้านสกุลหรงจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง!”
หรงต้าเหนียงนิสัยดุร้ายพาลเกเร ทั้งยังชอบเอาเปรียบเพื่อนบ้าน จึงเสียชื่อเสียงในตรอกนี้ไปนานแล้ว บัดนี้พอพูดถึงเรื่องบ้านสกุลหรง ใครๆ ก็อยากร่วมวงสนทนา มีคนเอามือปิดปากหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยขึ้นว่า “หรงต้าเหนียงเอาแต่อ้างว่าแม่นางเสิ่นเข้าบ้านมาสามปีไม่มีทายาทสืบสกุล จึงต้องหย่า นั่นมันเรื่องน่าขันสิ้นดี! เจ้าหรงต้าหลางนั่นวันๆ เอาแต่อ่านตำราอยู่ที่สำนักศึกษาหมิงโจว ครึ่งค่อนปีถึงจะกลับมาสักหน ต่อให้ช่วงปีใหม่กลับมาวันสองวัน หรงต้าเหนียงก็คอยซักไซ้สอดส่องทุกฝีก้าว ทั้งสองคนผัวเมียแยกห้องนอนกันเสียด้วยซ้ำ! พวกเราต่างเดากันว่า แม่นางเสิ่นแปดในสิบส่วนยังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่เลยกระมัง!”
อีกคนส่ายหน้ากล่าวว่า “เรื่องนั้นยังพอทำเนา แต่เงินทองที่หรงต้าหลางใช้เรียนหนังสือและไปสอบ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากสินเดิมของแม่นางเสิ่นทั้งสิ้น บัดนี้หรงต้าหลางได้ชื่อเสียงสอบติดซิ่วไฉ กลับคิดจะทอดทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ซ้ำยังไม่อยากคืนสินเดิมให้ นับว่าผิดทำนองคลองธรรมแต่แรกแล้ว โชคดีที่แม่นางเสิ่นเชิญซ่งซือเฒ่าผู้มีวาจาคมคายและเชี่ยวชาญข้อกฎหมายมาช่วย ทวงคืนสินเดิมที่เหลือกลับมาได้ หาไม่แล้วแม่สามีใจร้ายคนนี้คงไม่เดือดดาลจนแทบคลั่งเช่นนี้หรอก”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ช่างน่าเวทนานัก นายท่านผู้นั้นมองตามเกวียนลาที่แล่นไกลออกไป ฟังพลางพยักหน้าหงึกๆ แล้วเหลือบมองหญิงชราอ้วนท้วนที่ยังคงยืนเท้าสะเอวด่ากราดอยู่ตรงปากตรอกด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ยิ่ง
ความวุ่นวายอันน่ารังเกียจเหล่านั้นถูกเสิ่นเหมี่ยวทิ้งไว้เบื้องหลังนานแล้ว ครั้นพ้นจากตรอกนั้นมา นางก็นอนเอนกายพิงบนเกวียนลา ดวงตากลมโตดำขลับมิหลงเหลือเค้าลางของหยาดน้ำตาแม้แต่น้อย นางเอียงดวงหน้าเล็กที่ยังคงหลงเหลือไอไข้อยู่บ้าง มองดูเรือสำราญที่มีเสียงดนตรีเครื่องสายและขลุ่ยขับกล่อมแว่วมาตามลำน้ำฉินหวยอย่างเงียบงัน รวมถึงกิ่งหลิวนับพันนับหมื่นที่ห้อยระย้าจรดผิวน้ำทั้งสองฟากฝั่ง ริมตลิ่งเรียงรายไปด้วยโรงสุราและร้านน้ำชาแน่นขนัด ลูกค้าเนืองแน่นเต็มทุกโต๊ะ สมกับเป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยความเจริญรุ่งเรืองและงดงามตระการตายิ่งนัก
มองดูเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ที่นี่คือสถานที่ที่เจ้าของร่างเดิมต้องสังเวยทั้งชีวิตให้
“แม่นางเสิ่น ข้างหน้าก็ถึงท่าเรือหนานจินแล้ว ท่านนั่งรอบนเกวียนก่อนเถิด ข้าจะไปช่วยหาคนแบกหามมาช่วยยกสัมภาระให้” คนขับเกวียนเอ่ยพลางดึงบังเหียนหยุดลาที่แข็งแรง
แม่สามีใจร้ายที่คิดจะฮุบสินเดิมและสูบเลือดสูบเนื้อหญิงสาวไร้ญาติขาดมิตรเช่นหรงต้าเหนียงนี้ ในยุคสมัยราชวงศ์ซ่งที่แนวคิดสำนักปรัชญาเฉิงจูกลืนกินจิตใจผู้คนยังไม่เข้มข้นนั้น ก็นับว่ามีอยู่น้อยยิ่ง คนขับเกวียนที่จ้างมาชั่วคราวเมื่อเช้านี้เห็นได้ชัดว่าได้ยินเรื่องราวอันน่าเวทนาของนางมาบ้าง จึงรู้สึกสงสารนางเป็นอันมาก ถึงขั้นออกปากกระตือรือร้นช่วยวิ่งเต้นให้ เสิ่นเหมี่ยวโค้งดวงตาลงเล็กน้อย พลางเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าน้อยขอขอบคุณท่านลุงมากเจ้าค่ะ”
“เอ้อ ไม่ต้องขอบอกขอบใจหรอก เจ้าเองก็น่าสงสารนัก”
เสิ่นเหมี่ยวมิได้คิดจะรั้งรอพำนักอยู่ที่จินหลิงเนิ่นนาน ตั้งแต่ข้ามมิติมา นางก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องหลุดพ้นจากครอบครัวสามีของเจ้าของร่างเดิมให้เร็วที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น บ้านสกุลหรงก็หาใช่รังทองรังเงินที่ยากจะตัดใจละทิ้งอันใดไม่ เป็นเพียงขุมนรกกองเพลิงเท่านั้น!
ดังนั้นการที่บ้านสกุลหรงคิดจะหย่าภรรยา จึงเข้าทางนางพอดี! ในช่วงหลายวันที่เสิ่นเหมี่ยว ‘นอนพักรักษาตัว’ อยู่ในห้องเก็บฟืน นางได้คัดกรองความทรงจำของร่างเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายตลบ จนแน่ใจว่ายุคสมัยนี้เป็นราชวงศ์ซ่งที่ต่างไปจากการรับรู้เดิมของนางอยู่บ้าง กล่าวคือ ในรัชสมัยซ่งไท่จู่ ราชสำนักได้ใช้เงินทองไถ่ถอนสิบหกแคว้นเยียนอวิ๋นกลับคืนมาแล้ว ทั้งภายหลังก็มิได้สืบราชสมบัติจากพี่สู่น้อง หากแต่ซ่งไท่จงกลับกลายเป็นจ้าวเหวยเจิ้ง ผู้เป็นหลานชายคนโตของจ้าวควงอิ้น
ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์ซ่งแห่งนี้จึงรุ่งเรืองและเข้มแข็ง แม้ยังมีภัยคุกคามภายนอกอยู่บ้าง ทว่าไร้ซึ่งความอัปยศแห่งเหตุการณ์จิ้งคัง และไร้ซึ่งบทเพลงหม่านเจียงหงอันโศกเศร้า ในความทรงจำของร่างเดิม เมืองจินหลิงเป็นดินแดนที่รุ่งเรืองที่สุดในแถบเจียงหนาน การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าเฟื่องฟูอย่างยิ่ง การซื้อขายที่ดินและการกู้ยืมเงินยิ่งเกิดขึ้นถี่ถ้วน ข้อพิพาททางการค้าจึงมีมากตามไปด้วย อาชีพซ่งซือในจินหลิงจึงพบเห็นได้ทั่วไปประดุจโรงน้ำชาและร้านอาหาร ถึงขนาดมีสำนักเรียนเอกชนที่เปิดสอนวิชาการว่าความโดยเฉพาะ เรียกว่า ‘ซ่งเสวีย’ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เสิ่นเหมี่ยวสามารถหาตัวซ่งซือได้อย่างง่ายดายในช่วงที่หรงต้าเหนียงออกไปเล่นไพ่นอกบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ตามกฎหมายราชวงศ์ซ่ง หากสตรีถูกหย่าร้างมิใช่เป็นฝ่ายขอหย่าสามีเอง ก็มิต้องถูกโบยหรือติดคุก ทั้งการทวงเอาสินเดิมคืนก็มิได้ถูกตำหนิติดเตียน ในทางกลับกัน ฝ่ายครอบครัวสามีที่คิดจะฮุบเอาสินเดิมต่างหากที่จะถูกผู้คนในสังคมเหยียดหยาม ต่อให้ฟ้องร้องไปถึงที่ว่าการทางการ เจ้าหน้าที่ก็ยากจะเข้าข้างครอบครัวที่ละโมบโลภมากเช่นนี้ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางย่อมไม่ยอมเป็นดั่งร่างเดิมแน่ อย่างไรเสียก็ต้องลอกคราบเอาเนื้อหลุดหนังถลอกให้บ้านสกุลหรงเจ็บแสบเสียบ้าง!
หรงต้าหลางผู้นี้เป็นคนขี้ขลาดตาขาวและติดแม่ ที่ปล่อยให้มารดารังแกข่มเหงภรรยาตามอำเภอใจ ในความทรงจำของร่างเดิม หรงต้าหลางถึงกับมักจะไปนอนในห้องของแม่ตนเองอยู่บ่อยๆ! ซ้ำยังไม่ทำการทำงานอันใด หากมิใช่เพราะแต่งกับร่างเดิม มีหรือจะได้เสวยสุขอยู่อย่างสบายไร้กังวลเช่นนี้? ราชวงศ์ซ่งมีธรรมเนียมให้สินเดิมก้อนโต แม้จะมาจากครอบครัวพ่อค้าวาณิชธรรมดา แต่สินเดิมติดตัวของร่างเดิมในตอนนั้นก็มีถึงหนึ่งร้อยก้วน
ทว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างไร้เดียงสาเกินไป ไม่รู้จักกุมสินเดิมไว้ในกำมือให้มั่น เพื่อกำราบให้คนบ้านสกุลหรงยอมสยบเชื่อฟัง กลับยอมควักออกมาปรนเปรอให้หรงต้าหลางร่ำเรียนหนังสือและจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน ทั้งยังกตัญญูป้อนข้าวป้อนน้ำปรนนิบัตินางเสือร้ายประจำบ้านอย่างสุดจิตสุดใจ! บัดนี้ทวงคืนกลับมาได้เพียงหนึ่งหรือสองในสิบส่วนเท่านั้น แต่ก็ยังมีเงินยี่สิบสามก้วน ซึ่งเพียงพอให้นางเดินทางกลับไปยังเปี้ยนจิงได้แล้ว—ใช่แล้ว ร่างเดิมนี้เป็นชาวเปี้ยนจิง
พ่อแม่ของร่างเดิมเปิดร้าน ‘ทังปิ่ง’* [3] (ซึ่งคนรุ่นหลังเรียกว่าร้านบะหมี่) อยู่ในเปี้ยนจิง ค้าขายดีมาโดยตลอด เมื่อสามปีก่อน หรงต้าหลางสอบจอหงวนไม่ผ่าน จึงเดินทางมายังเปี้ยนจิงเพื่อตระเวนยื่นส่งบทกวีสร้างชื่อเสียง ยามแวะกินมื้อเช้าที่ร้านทังปิ่งสกุลเสิ่น บังเอิญเหลือบไปเห็นร่างเดิม แม้จะแต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบและปิ่นไม้ไผ่ แต่ก็ยังคงความงดงามผุดผ่องพิสุทธิ์ตาจนทำให้เขาตกหลุมรัก จึงได้รู้จักคุ้นเคยกัน—ทว่าเสิ่นเหมี่ยวกลับรู้สึกว่าเจ้านี่คงจะมีเจตนาแอบแฝง เกรงว่าจะพุ่งเป้ามาที่สินเดิมอันมั่งคั่งของสกุลเสิ่นเสียมากกว่า
พอย้อนทบทวนความทรงจำนี้ดูอีกครา นางก็เดาไม่ผิดเลยจริงๆ
หรงต้าหลางผู้นั้นรูปร่างหน้าตาผึ่งผาย ใช้คารมคมคายหลอกล่อจนครอบครัวเสิ่นหลงคิดว่าเขาเป็นดาวบุ๋นจุติลงมาเกิดที่ยังไม่สบโอกาส จึงยอมยกลูกสาวให้แต่งงานด้วยจริงๆ ใครจะไปคาดคิด หลังจากร่างเดิมแต่งงานไกลมาถึงจินหลิงได้ไม่ถึงครึ่งปี อยู่มาวันหนึ่งบิดามารดาสกุลเสิ่นขับเกวียนออกนอกเมืองไปจัดซื้อผักและข้าวสาร กลับถูกบุตรหลานผู้มีอำนาจวาสนาที่แต่งกายด้วยแพรพรรณหรูหราควบม้าพุ่งชนกลางถนนจนถึงแก่ความตาย
ร่างเดิมต้องรีบรุดกลับเปี้ยนจิงเพื่อจัดงานศพ ทั้งยังต้องดูแลจัดการเหล่าน้องชายและน้องสาวที่ยังไร้เดียงสาทั้งสอง เมื่อสามปีก่อน น้องชายคนโตของสกุลเสิ่นเพิ่งจะมีอายุเพียงเจ็ดขวบ ส่วนน้องสาวคนเล็กเพิ่งจะสี่ขวบ ยังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาก็ต้องมาสูญเสียร่มโพธิ์ร่มไทรของพ่อแม่อย่างกะทันหัน เดิมทีนางตั้งใจจะพาน้องๆ กลับไปจินหลิงด้วย ทว่าบ้านสกุลหรงกลับไม่ยินยอมรับเด็กทั้งสอง แม่สามีปั้นหน้าถมึงทึงใส่ ส่วนหรงต้าหลางก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตานิ่งเงียบไม่ปริปาก
ภายหลัง ร่างเดิมจึงพยายามหาเหตุผลปลอบประโลมใจตนเองสารพัด ประมาณว่านางเองก็ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อีกทั้งน้องชายก็เริ่มเข้าเรียนเบื้องต้นในเปี้ยนจิงแล้ว ย้ายไปไหนไม่สะดวก สุดท้ายจึงต้องฝากน้องชายและน้องสาวไว้ที่บ้านลุง แล้วหาคนกลางมาช่วยปล่อยเช่าร้านทังปิ่งของครอบครัว ค่าเช่าที่ได้รับในแต่ละเดือนก็มอบให้ผู้เป็นลุงทั้งหมดเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูเด็กทั้งสอง
ทว่าวันคืนอันสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน สองเดือนก่อนป้าสะใภ้สกุลเสิ่นส่งจดหมายมาบ่นว่า พ่อค้าที่เช่าร้านสกุลเสิ่นใช้ไฟอย่างประมาทเลินเล่อ เกิดไฟไหม้ขึ้นมาในคืนหนึ่ง แม้เพลิงจะไม่ลุกลามใหญ่โต แต่ร้านค้าก็ถูกเผาทำลายจนวอดวาย เขากลัวสกุลเสิ่นจะเอาเรื่อง จึงหอบเงินทองหนีไปกลางดึก บัดนี้ร้านค้ารกรุงรังทรุดโทรม ไม่มีใครยินดีจะเช่าต่ออีก ป้าสะใภ้จึงเพียรส่งจดหมายมาเร่งเร้าให้ร่างเดิมส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านไม่หยุดหย่อน
ร่างเดิมจึงเกิดความคิดที่จะรับน้องชายและน้องสาวมาอยู่ด้วยกันที่จินหลิงอีกครั้ง และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หรงต้าเหนียงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องขับไล่ลูกสะใภ้ผู้นี้ออกไปให้ได้ นั่นก็เพราะสินเดิมของร่างเดิมร่อยหรอจวนจะหมดสิ้นแล้ว ซ้ำร้ายยังจะมีภาระติดสอยห้อยตามมาอีกถึงสองคน สู้ฉวยจังหวะที่ลูกชายสอบได้เป็นซิ่วไฉ แต่งสะใภ้คนใหม่ที่มีสินเดิมมหาศาลเข้าบ้านมิดีกว่าหรือ!
ได้ยินว่าหรงต้าหลางผู้นั้นได้รับความโปรดปรานจากเจิ้งเสวียอวี้แห่งสำนักศึกษาหมิงโจว ซึ่งเจิ้งเสวียอวี้ก็มีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง กำลังถึงวัยออกเรือนพอดี หรงต้าหลางในยามนี้จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจประจบประแจงตระกูลเจิ้ง จนไม่กลับบ้านมาเกือบครึ่งปีแล้ว เกรงว่าคงเฝ้ารอให้ร่างเดิมทนทุกข์จนตายไปให้พ้นๆ จะได้ตบแต่งภรรยาใหม่เสียที
ตอนที่เสิ่นเหมี่ยวติดตามซ่งซือไปจัดการเรื่องสินเดิม นางก็ขบคิดใคร่ครวญอยู่นาน ไม่ช้าก็คิดแผนการออกว่าหลังจากหลุดพ้นจากตระกูลหรงแล้วจะทำสิ่งใดต่อไป นางเชื่อมโยงถึงภูมิหลังและชาติกำเนิดของร่างเดิม เห็นว่าการออกจากจินหลิงแล้วมุ่งหน้าไปทำมาหากินที่เปี้ยนจิงนับเป็นทางออกที่ดีเยี่ยมไม่น้อย อีกทั้งครอบครัวของร่างเดิมยังเคยเปิดร้านอาหาร ซึ่งตรงกับวิชาชีพในชาติก่อนของนางพอดี
นี่มิใช่เรื่องบังเอิญหรอกหรือ ชาติก่อนของนาง ปู่ พ่อ และตัวนาง ทั้งสามรุ่นล้วนเป็นพ่อครัวแม่ครัวกันทั้งสิ้น!
ยิ่งไปกว่านั้น น้องชายและน้องสาวร่วมอุทรของร่างเดิมยังต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่นในเปี้ยนจิง เสิ่นเหมี่ยวมิได้ใสซื่อไร้เดียงสาเหมือนร่างเดิม เพียงแค่อ่านจดหมายฉบับนั้นก็รู้แล้วว่าป้าสะใภ้คนนั้นมิใช่คนที่รับมือได้ง่ายเลย เปี้ยนจิงที่ดินแพงดั่งทอง ค่าเช่าร้านย่อมมิใช่น้อยๆ ได้รับค่าเช่าไปถึงสามปีเต็มแล้วยังมาเคี่ยวเข็ญเร่งรัดเอาเงินเช่นนี้ ป่านนี้เด็กทั้งสองจะเป็นอยู่อย่างไรบ้างก็ไม่รู้
ในเมื่อได้ครอบครองร่างของผู้อื่นแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องช่วยดูแลญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเฉยเมยย่อมไม่ได้
ขณะที่นางกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองนั้น ในที่สุดคนขับเกวียนก็ไปตามคนแบกหามมาได้ ทั้งยังช่วยต่อรองราคาให้อย่างกระตือรือร้น นางจึงได้ขึ้นเรือมุ่งหน้าสู่แดนเหนือในที่สุด
เชิงอรรถ
- [1] เป้ยจื่อ (褙子)— เสื้อตัวนอกผ่าหน้า แขนเสื้อตรงหรือกว้าง นิยมสวมใส่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง
- [2] ซ่งซือ (讼师)— ผู้รู้กฎหมายที่รับจ้างเขียนคำฟ้องและว่าความในสมัยโบราณ คล้ายกับทนายความในปัจจุบัน
- [3] ทังปิ่ง (汤饼)— อาหารประเภทแป้งต้มในน้ำแกงของจีนโบราณ เป็นต้นกำเนิดของบะหมี่น้ำ
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6183dc45/1
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย