เมื่อฉันกลายเป็นลูกสุดรักของพ่อแม่สุดแกร่งในยุค 60
ตอนที่ 24 — 023
บทที่ 23 ได้เงิน ได้กิน ได้ความหวัง
หวังกุ้ยอิงยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ เสียใจที่ตอนนั้นทำไมถึงคิดวิธีแบบนั้นออกมาได้ ทำไมต้องเอาความบริสุทธิ์ของตัวเองมาเป็นข้ออ้าง ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่เป็นแบบนี้ ตอนนั้นเธอเหมือนถูกความอยากบังตา เห็นแค่ว่าหมิงซานเต๋อสามารถหางานในโรงงานเหล็กมาได้ โรงงานอาหารของพี่ชายเธอ ทั้งเงินเดือนและสวัสดิการก็สู้โรงงานเหล็กไม่ได้ นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เธอใจเอนเอียง แต่เธอไม่ควรคิดผิดพลาดแบบนั้นเลย
พอได้คูปองอาหารมา หมิงเฟยก็ไม่สนใจครอบครัวสี่คนข้างหลัง เดินตามหมิงเอ้อร์เต๋อกับสวี่ชุ่ยฮวาไปที่ร้านอาหารของรัฐทันที พอเข้าไป หมิงเอ้อร์เต๋อเดินไปที่เคาน์เตอร์ สั่งหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสองที่อย่างไม่เสียดายเงิน แล้วก็สั่งหมั่นโถวใหญ่หกลูก ยื่นคูปองอาหารที่เตรียมไว้ให้
คูปองที่หวังกุ้ยอิงให้มาไม่พอ เขายังมีติดตัวอยู่บ้าง ถึงพอซื้อของพวกนี้ได้ หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสองที่ หนึ่งที่กินที่นี่ อีกหนึ่งใส่กล่องไว้เอากลับไปกินตอนเย็น หมั่นโถวสามลูกก็ห่อกลับไปด้วย
ที่บ้านยังมีสวี่ซู่หลานอยู่ หมิงเอ้อร์เต๋อจำได้ว่าสวี่ซู่หลานดูแลเจ้าของร่างเดิมอย่างดี จึงไม่ลืมเธอ
หมั่นโถวแป้งขาวลูกหนึ่งแทบจะใหญ่เท่าหน้าหมิงเฟย สวี่ชุ่ยฮวากับหมิงเอ้อร์เต๋อคนละลูก ส่วนหมิงเฟยกินไม่หมด แบ่งครึ่งหนึ่งให้ผู้ใหญ่ทั้งสอง ตัวเองถืออีกครึ่งกินคู่กับหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว
ครอบครัวสามคนกินกันอย่างอิ่มเอม พอกินเสร็จก็ไม่เสียเวลา ไปต่อที่ร้านถ่ายรูป ที่ร้านมีคูปองก็ถูกหน่อย ไม่มีคูปองก็ถ่ายได้แต่ต้องจ่ายเพิ่ม พวกเขาไม่มีคูปองเลยต้องจ่ายแพงขึ้น รูปหนึ่งเก้าสิบสตางค์ เป็นขาวดำ ส่วนรูปสีแพงกว่าหลายเท่า ช่างภาพบอกว่าถ่ายขาวดำก็พอแล้ว เพราะยุคนี้ไม่ค่อยมีใครยอมเสียเงินถ่ายสี แต่หมิงเอ้อร์เต๋อกับสวี่ชุ่ยฮวาไม่ยอม
รูปละหลายหยวนก็จ่ายไหว ทั้งคู่ก็อยากรู้ว่ารูปสีของตัวเองจะเป็นอย่างไร สุดท้ายเลือกถ่ายสีโดยไม่ลังเล และถ่ายสองใบ รวมแล้วเกือบแปดหยวน ช่างภาพถึงกับตกใจ
ถึงจะพยายามแต่งตัวให้ดีแล้ว แต่เสื้อผ้าของพวกเขาก็ยังมีรอยปะ และไม่ได้ดูดีอะไร ไม่คิดเลยว่าจะยอมจ่ายเงินถ่ายรูปสี “อีกหนึ่งเดือนเอาใบนี้มารับรูปนะ เก็บให้ดี ถ้าหายจะรับรูปไม่ได้”
ช่างภาพยื่นใบรับให้ ก่อนจะมองหมิงเฟยอีกครั้ง ในใจคิดว่าคนเราดูจากภายนอกไม่ได้จริงๆ
หมิงเฟยคิดในใจ แบบนี้อีกเดือนก็ต้องเข้ามาในเมืองอีกครั้ง พอจัดการทุกอย่างเสร็จ เวลาก็ล่วงไปถึงบ่ายแล้ว กลัวจะไม่ทันรถกลับ ทั้งสามคนจึงไม่ได้เดินเล่นมาก แวะไปสหกรณ์ซื้อของที่ไม่ต้องใช้คูปองนิดหน่อย แล้วรีบไปสถานีรถ
ระหว่างทางเสียเวลาไปนิดหนึ่ง พอถึงคอมมูนหงซิง รถวัวกลับหมู่บ้านเสี่ยวหมิงจวงก็ออกไปแล้ว สวี่ชุ่ยฮวาจึงต้องแบกหมิงเฟย เดินกลับพร้อมหมิงเอ้อร์เต๋อ
ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ฟ้ามืดเร็ว เพิ่งห้าโมงก็เริ่มมืดแล้ว ทั้งสองเดินเร็ว จากคอมมูนกลับถึงหมู่บ้านใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่พอถึงบ้านก็ค่ำสนิทแล้ว สวี่ซู่หลานยืนอยู่หน้าบ้านมองออกไป เห็นได้ชัดว่ากังวล พอเห็นเงาคนและได้ยินเสียง ก็รีบวิ่งออกมา “ทำไมเพิ่งกลับ ไม่ราบรื่นหรือ? ”
“ไม่ใช่ ราบรื่นดี แค่ถนนเป็นน้ำแข็ง เดินลำบาก เลยพลาดรถวัว”
“คุณยายคะ พวกเราซื้อหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วมาให้ด้วยนะ!” หมิงเฟยปล่อยมือจากสวี่ชุ่ยฮวา กระดิกขาให้วางลง แล้ววิ่งไปจับมือสวี่ซู่หลาน
“พ่อกับแม่หนูเก่งมาก เมื่อวานบอกว่าจะไปหาอาสาม วันนี้อาสามดันความจำไม่ดี ลืมไปแล้ว ตั้งแต่เช้าก็ไปบ้านอาสะใภ้แล้ว บอกแล้วว่าความจำไม่ดีเป็นโรค...” หมิงเฟยพูดไม่หยุด เล่าทุกอย่างที่เจอมา
“เอ้อร์เต๋อกับชุ่ยฮวากลับมาแล้วหรือ?” ปู่สี่หมิงบ้านข้างๆ กินข้าวเสร็จแล้ว กำลังซ่อมเล้าไก่อยู่ ได้ยินเสียงก็โผล่หัวออกมาดู
“ครับ อาสี่กินข้าวแล้วหรือ?”
“กินแล้ว อากาศหนาว รีบเข้าไปเถอะ ร่างกายของเฟยเฟยไม่แข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่น”
หมิงเอ้อร์เต๋อตอบรับ แล้วเอาหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วกับหมั่นโถวที่ห่อมาให้สวี่ซู่หลานไปอุ่น ส่วนตัวเองมองกำแพงบ้านปู่สี่หมิงอย่างครุ่นคิด ปู่สี่หมิงมีพี่น้องสี่คน แต่พี่ชายสามคนเสียชีวิตในสงคราม เหลือเขาคนเดียว และเขามีลูกชายสามคน ช่างบังเอิญจริงๆ!
หมิงเอ้อร์เต๋อลูบคาง แล้วเดินเข้าบ้าน มื้อเย็นยังเป็นหมั่นโถวกับหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว และผัดกะหล่ำปลีที่สวี่ซู่หลานทำไว้ เดิมทีสวี่ซู่หลานไม่อยากกิน อยากเก็บหมั่นโถวไว้ให้หมิงเฟยพรุ่งนี้ แต่สวี่ชุ่ยฮวาห้ามไว้
“บ้านเราตอนนี้มีเงินแล้ว กินหมั่นโถวสักลูกจะเป็นอะไร แม่รีบกินเถอะค่ะ ต่อไปเฟยเฟยไม่ขาดของพวกนี้แล้ว”
“ใช่ค่ะยาย อาสามบอกแล้ว ต่อไปทุกเดือนจะคืนให้บ้านเราสามสิบหยวน!” หมิงเฟยเอาหมั่นโถวจิ้มในน้ำซอสสีเข้มของหมูสามชั้น แล้วส่งให้สวี่ซู่หลาน
“ของอร่อยต้องกินพร้อมหน้ากันถึงจะอร่อย!” สวี่ซู่หลานไม่ใช่คนทำลายบรรยากาศ ที่เธอเสียดายเพราะยุคนี้ของหายาก ไม่ใช่เพราะอยากเสียสละเกินเหตุ พอได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมา
“ดี ดี ยายกินกับเฟยเฟย” หลานกตัญญู ใครจะไม่รู้สึกดี ตอนสวี่ซู่หลานยังสาว สามีไปอยู่กับลูกสาวบ้านมีเงิน เธอต้องเลี้ยงลูกเอง กว่าจะเลี้ยงจนโต ลูกชายสิบขวบกลับไปเข้าข้างพ่อ บอกให้เธอไปยอมเป็นรอง
สุดท้ายลูกชายก็ไปอยู่กับพ่อ เธอตัดใจ ไม่คิดว่ามีลูกชายอีก ลูกสาวก็ใช้นามสกุลเธอ
ตอนนี้เธอมีแค่ลูกสาว ไม่ได้คิดถึงลูกชายอะไรอีก ลูกสาวอยู่หมู่บ้านเดียวกัน หลานสาวก็เชื่อฟัง ลูกเขยก็นิสัยดี เธอพอใจมาก ยิ่งคิดถึงว่าหลานสาวมีพรสวรรค์ด้านการแพทย์ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตข้างหน้ามีความหวัง สวี่ซู่หลานไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้ได้
คืนนั้นพอนอนลง หมิงเฟยก็ยังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งวัน เธอไม่อยากเข้าไปพัวพันกับคนที่กลับมาเกิดใหม่ก็จริง แต่จากความขัดแย้งของสองบ้านตอนนี้ เรียกได้ว่าแตกหักกันไปแล้ว ถ้าเปิดโอกาสให้อีกฝ่าย อีกฝ่ายต้องซ้ำเติมแน่นอน แบบนี้เธอกำลังจะจากตัวประกอบที่ชีวิตลำบาก กลายเป็นตัวร้ายแล้วหรือ?
ขอแค่อีกฝ่ายใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี อย่ามาวุ่นวาย ทั้งสองบ้านก็เป็นแค่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ นอกนั้นต่างคนต่างอยู่ก็พอ อีกอย่าง…พ่อกับแม่ของเธอดูไม่ใช่คนอารมณ์ดีนัก
อ้อ! แล้วนิสัยของเธอก็ไม่ได้ดีเท่าไรเหมือนกัน ในยุคนี้ เงินหลายร้อยหยวนของบ้านเธอถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ ถ้าเทียบกับยุคหลัง อย่างน้อยก็ระดับเศรษฐีหลักสิบล้าน และดูเหมือนพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะยังแข่งกันต่อไป
หมิงเฟยกลับมองเรื่องนี้ในแง่ดี พ่อแม่ยิ่งขยัน เธอก็ยิ่งสบาย แต่ถึงจะบอกว่าสบาย เธอก็ไม่ได้คิดจะปล่อยตัวทั้งหมด ยังตั้งใจจะเรียนแพทย์ให้ดี ชาติที่แล้วเรียนยังไม่จบก็เจอเหตุการณ์ใหญ่เข้า จึงนับว่าเป็นคนไม่มีใบประกอบจริงๆ
ชาตินี้อย่างน้อยต้องเรียนให้จบ สวี่ซู่หลานเป็นหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์สูง เรียนกับเธอได้หลายอย่าง ต่อไปก็เรียนหนังสือไปด้วย แล้วเรียนแพทย์กับสวี่ซู่หลานไปด้วย
ต้องจำไว้ว่า หมอพื้นบ้านในยุคนี้ไม่ใช่พวกหลอกลวงแบบในภายหลัง คู่มือแพทย์พื้นบ้านในยุคนั้นถือว่าเป็นตำราสำคัญเล่มหนึ่ง เนื้อหาก็ไม่ได้มีแค่การรักษาโรค ยังมีเรื่องอื่นรวมอยู่ด้วย น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่มี ต้องรออีกสองสามปีถึงจะมีออกมา
หมิงเฟยเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่นานก็หลับไป แต่กลางดึกกลับถูกความร้อนแสบที่ข้อมือปลุกให้ตื่น
ช่วงสองสามวันแรกเธอยังสะดุ้งตื่นเพราะสวี่ชุ่ยฮวาลุกขึ้นตอนกลางคืน แต่พอชินกับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแล้ว คุณภาพการนอนก็ดีขึ้น แต่คืนนี้ข้อมือขวากลับเจ็บเหมือนถูกไฟลน
หมิงเฟยสะดุ้งตื่น อาศัยแสงจากถ่านที่ใกล้มอด มองไปที่ข้อมือ แล้วก็เห็นจุดแดงเล็กๆที่คุ้นตา เธอชะงักไปครู่หนึ่ง มองซ้ำอีกครั้ง พอแน่ใจว่าไม่ได้มองผิด หัวใจก็เต้นแรง เธอจำได้ดีว่าเจ้าของร่างเดิมไม่มีจุดแบบนี้ แต่เธอมี เพียงแต่ไม่ได้อยู่ตรงข้อมือขวา นั่นคือพลังของเธอ
ตอนเพิ่งมาถึงโลกนี้ เธอลองสัมผัสดูแล้วไม่พบอะไร ยังแอบเสียดายอยู่บ้าง ไม่คิดว่าจะได้เห็นจุดแดงนี้อีก จะใช่พลังพื้นที่เล็กๆ ของเธอหรือไม่?
เมื่อเทียบกับคนอื่น พลังของเธอแทบไม่มีประโยชน์ พื้นที่เล็กแค่สิบตารางเมตร มีที่ดินสิบห้าช่อง แต่ละช่องปลูกได้แค่เมล็ดเดียว แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นพลังของเธอ หมิงเฟยหลับตา ตั้งสมาธิสัมผัสดู ในที่สุดก็จับความผิดปกติเล็กๆ ได้ แล้วลืมตาขึ้นด้วยความดีใจ มันกลับมาจริงๆ พลังที่หายไปหลังจากเธอมาอยู่ที่นี่! คงเป็นเพราะร่างกายนี้ยังไม่ปรับตัว หรือร่างเดิมอ่อนแอเกินไป ถึงเพิ่งแสดงออกมาตอนนี้
สำหรับหมิงเฟย นี่คือเรื่องน่ายินดีมาก บ้านเธอมีความลับไม่น้อย มีพื้นที่เล็กๆ แบบนี้ ต่อให้เล็กก็ยังเก็บของที่ไม่สะดวกวางไว้ข้างนอกได้ “เฟยเฟย? เป็นอะไรหรือ ฝันร้ายหรือ? ”
ขณะที่กำลังดีใจ เสียงของสวี่ชุ่ยฮวาก็ดังขึ้น มืออุ่นๆ วางลงบนหน้าผากเธอ
“ไม่ใช่ฝันร้ายค่ะ เป็นฝันดี หนูฝันว่าพ่อกับแม่หาเงินได้เยอะมาก บ้านสร้างบ้านหลังใหญ่ ทุกวันมีเนื้อกินไม่หมด!”
สวี่ชุ่ยฮวาหัวเราะ คิดว่าเพราะวันนี้ไปในเมือง เลยฝันแบบนี้ ลูบหัวเธอเบาๆ แล้วก็หลับต่อ
หมิงเฟยระงับความตื่นเต้น หลับตาอีกครั้ง แต่จิตใจกลับเข้าไปในพื้นที่นั้น แม้พื้นที่จะกลับมาแล้ว แต่ข้างในกลับยุ่งเหยิง เหมือนผ่านพายุมา มีแค่ที่ดินสิบห้าช่องที่ยังเรียงอยู่ดี ของที่เคยปลูกไว้ก่อนหน้านี้หายหมด เหลือแต่บรรยากาศเงียบเหงา แต่หมิงเฟยไม่รังเกียจ
ก่อนหน้านี้เพราะสถานการณ์พิเศษ เมล็ดพันธุ์หลายอย่างเปลี่ยนไป ปลูกอะไรก็ไม่ปกติ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม ต่อให้มีแค่สิบห้าเมล็ด เธอก็วางแผนได้ว่าจะปลูกอะไร อย่างเช่นปลูกต้นผลไม้
พื้นที่นี้ไม่มีข้อจำกัด เมล็ดธรรมดาก็ปลูกได้ เธอจะปลูกพืชเมืองหนาวข้างหนึ่ง แล้วปลูกพืชเมืองร้อนข้างๆ กันก็ยังได้ คิดไปคิดมา ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น
แล้วคนที่นอนไม่หลับก็ได้ยินเสียงแปลกๆ จากข้างนอก ไม่ใช่แค่เธอ คนบนเตียงอีกสองคนก็ได้ยิน
แม้แต่ลูกหมาป่าที่นอนอยู่ข้างเตาไฟยังชูหูขึ้น มีขโมย?