ภรรยาหลวงไม่ยอมตายง่ายๆ
ตอนที่ 171 — 171
บทที่ 171 คืนเฉลิมฉลอง
ไม่นานนัก ตระกูลฉินก็ประกาศข่าวดีออกมา ฉินเหิงในฐานะตัวแทนตระกูลฉิน ประกาศแทนว่า
“สหายทุกท่าน ภายหลังจากที่พวกเราหารือกันแล้ว ตระกูลฉินตัดสินใจมอบเงินรางวัลจำนวนสามพันตำลึง เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยมเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้ได้รับรางวัลมีเพียงหกคนเท่านั้น แต่ละคนจะได้รับห้าร้อยตำลึง ข้าจะอ่านชื่อทีละคน เชิญผู้ที่ถูกเรียกออกมารับรางวัลเถิด”
ช่างเป็นเรื่องน่าตกใจยิ่งนัก
ผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมา ต่างก็มิได้คาดคิดว่าจะได้รับรางวัลจากตระกูลฉิน จึงเรียกได้ว่าเป็นโชคลาภที่หล่นจากฟากฟ้าโดยแท้
เหล่าชายฉกรรจ์ที่รับหน้าที่เป็นผู้ร่วมทางตลอดมา ล้วนแล้วแต่ทำงานให้ตระกูลฉิน หากตระกูลฉินจะตอบแทนด้วยวิธีนี้ นับว่านึกถึงทุกฝ่ายอย่างรอบด้านแล้ว
การกระทำเช่นนี้คือการบอกพวกเขาทั้งหมดว่า “ผู้ใดทุ่มเทมาก ย่อมได้รับมาก” และ “ผู้ใดทำดี เราล้วนแลเห็นและจดจำไว้”
ทั้งหกคนล้วนคัดเลือกมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ในกลุ่มที่สามและสี่ พอถูกเรียกชื่อก็ล้วนตื่นเต้นดีใจ ส่วนผู้ที่ไม่ถูกรับเลือก ก็ล้วนตัดสินใจว่าจะพยายามให้มากขึ้นในคราวหน้า เพราะไม่มีสิ่งใดจะสะเทือนใจไปยิ่งกว่าการที่ความเหนื่อยยากของตน ถูกผู้มีอำนาจจดจำได้อีกแล้ว
การกระทำเช่นนี้จุดไฟในบรรยากาศอันครึกครื้นให้ยิ่งลุกโชน คืนนั้น เหล่าชายฉกรรจ์ดื่มสุรากันจนเมามาย พอเมาแล้วก็โผเข้ากอดกันพลางร่ำไห้ พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การหาเงินทองจะง่ายเช่นนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตระกูลฉินคือผู้ชนะที่แท้จริงในครั้งนี้ เพียงตั๋วเงินก็ได้รับมากถึงสองหมื่นกว่าตำลึง แม้จะแบ่งออกมาสามพันตำลึงเพื่อเป็นรางวัล ยังคงเหลืออยู่หนึ่งหมื่นเจ็ดพันตำลึง
ยังไม่นับสมุนไพรอีกสามเกวียนที่เป็นของตระกูลฉินโดยเฉพาะ ซึ่งทุนเริ่มต้นมาจากสี่พันตำลึงที่ฉินเซิ่งได้รับส่วนแบ่งมา โดยหลี่ซ่งหลีเคยกล่าวไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าสมุนไพรเหล่านี้มิได้จะนำไปขาย หากแต่เป็นของใช้สำหรับครอบครัวตนเมื่อเดินทางถึงเมืองผิงโจว บริเวณชายแดนที่ถูกรุกรานอยู่เนือง ๆ เช่นนั้น สมุนไพรย่อมเป็นของหายาก ทุกคนจึงเข้าใจได้ดี ไม่มีใครในที่นี้มีความเห็นใด ๆ ต่อจำนวนเงินที่ตระกูลฉินได้รับ เงินเจ็ดหมื่นตำลึงนี้ หากไร้แผนการและการวางกลยุทธ์ของคนตระกูลฉิน พวกเขาคงไม่ได้แม้แต่ตำลึงเดียว
ผู้อื่นได้รับมากกว่า เพราะเขามีความสามารถมากกว่า พวกเขาเพียงร่วมแรงร่วมใจไม่กี่วัน งานก็ไม่ได้อันตราย อาหารการกินก็เพียบพร้อม คนใหญ่คนโตได้กินเนื้อ พวกเขาได้ซดน้ำแกง ก็นับว่าปกติแล้ว
ชายฉกรรจ์ทั้งหลายอย่างน้อยที่สุดก็ได้แบ่งคนละห้าสิบตำลึงทอง หรือห้าร้อยตำลึงเงิน บางคนได้มากถึงแปดร้อยหรือพันห้าร้อยตำลึง ภายในช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ ก็ร่ำรวยขึ้นมาได้
พวกเขามิได้พูดเกินจริง ที่ดินชั้นดีนอกเมืองจิงเฉิงราคาสิบตำลึงต่อหมู่ ห้าร้อยตำลึงก็ซื้อได้ห้าสิบหมู่ เพียงค่าเช่าที่ดินก็มากพอเลี้ยงครอบครัวไปได้ทั้งปี
“พี่ท่านไม่รู้ดอกว่า พวกข้าเหล่ามือคุ้มภัยลำบากยิ่งนัก หากติดอยู่ในสำนักคุ้มภัยก็ได้เพียงเดือนละสองตำลึง ออกไปทำหน้าที่ อาจได้มากหน่อย แต่ก็ต้องนำหัวไปแขวนไว้กับเข็มขัด ได้มากขึ้นก็แค่เศษเงินไม่กี่ตำลึง”
“พี่ชาย พวกข้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ราชสำนักก็ไม่ต่างกันนัก รายได้อาจจะมากกว่านิดหน่อย ปีหนึ่งคุมตัวนักโทษสองรอบ ก็ได้ห้าตำลึง แต่พวกข้าก็ลำบาก ปีหนึ่งสี่ฤดู เดินทางจนรองเท้าขาดกี่คู่ก็ไม่รู้ ใครจะเข้าใจความเหน็ดเหนื่อยนี้เล่า?”
“เจ้าหน้าที่ไม่มีรายได้ทางอื่นเลยหรือ?”
“เจ้าหมายถึงรีดไถนักโทษหรือ? ใครจะกล้าทำเล่า เว้นแต่ญาติของนักโทษจะยื่นให้ถึงจะกล้ารับ แต่อย่างมากก็แค่เล็กน้อย มิอาจมากเกินไป หากรังแกนักโทษผิดตัว วันหน้ากลับมารับตำแหน่งคืนอีก คราวนี้พวกเราก็มีภัย คนอย่างพวกข้า ไม่ใช่พวกตาแคบเช่นนั้นหรอก”
“เจ้าว่าถูกแล้ว ฉลาดนัก”
“พอเถิด ดื่มสุราเถอะ!”
สวี่เจิ้งกับหยางเวยก็กินเนื้อย่างดื่มสุราอยู่ไม่ห่างกัน ทั้งคู่ยั้งมือ มิได้เมามาย มองดูคนที่ดื่มจนหัวราน้ำก็ได้แต่ส่ายหน้า ทั้งสองได้รับคนละห้าพันตำลึงเงิน เมื่อสนิทสนมกันมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงแผนการในอนาคตของกันและกัน
หยางเวยอยากล้างมือจากวงการ คิดว่าเมื่อส่งตระกูลฉินถึงเมืองผิงโจวแล้ว จะกลับไปคิดเรื่องการวางมืออย่างจริงจัง มีเงินห้าพันตำลึงติดตัว ครอบครัวก็อยู่ได้สุขสบายไปจนแก่
แต่สวี่เจิ้งไม่เห็นด้วย หากหยางเวยวางมือ สำนักคุ้มภัยก็จะไร้เสาหลัก เหมือนเด็กสามขวบอุ้มทองเดินในตลาด จะอยู่รอดได้อย่างไร? ยามนี้ควรใช้เงินทุนก้อนนี้ ขยายสำนักคุ้มภัยให้แข็งแกร่งต่างหาก
หยางเวยเห็นด้วย แล้วก็ถามกลับถึงแผนการของอีกฝ่าย
สวี่เจิ้งก็ไม่ปิดบัง บอกว่าจะพาตระกูลฉินไปถึงผิงโจวอย่างปลอดภัย แล้วกลับจิงเฉิงไปย้ายครอบครัวทั้งหมดตามไปอยู่ที่ผิงโจว
“ว่าอย่างไรนะ!?” หยางเวยตกใจจนเสียงสูง
“ชู่!” สวี่เจิ้งรีบบอกให้เบาเสียง
หยางเวยสูดหายใจลึกสองเฮือก จึงพอระงับความตกใจ
“เจ้าจะย้ายไปจริง ๆ หรือ?”
“ใช่ ตอนก่อนออกเดินทาง มารดาข้าก็คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว”
“แต่คิดเฉย ๆ ไม่แน่ว่าจะทำจริง”
“เจ้ามิรู้จักมารดาข้าดี นางหากคิดสิ่งใดแล้ว มักจะทำให้สำเร็จ และตัวข้าเองก็สนับสนุนเช่นกัน”
“แต่จิงเฉิงดีกว่าผิงโจวมากไม่ใช่หรือ?”
“จิงเฉิงก็ดี แต่มิใช่ทุกคนจะได้ประโยชน์จากความดีเหล่านั้น เช่น สำนักศึกษา ครูดี ๆ …”
หยางเวยฟังแล้วก็อึ้ง เพราะบุตรชายตนก็เข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้เช่นกัน
“แล้วเจ้าจะละทิ้งตำแหน่งนี้ง่าย ๆ หรือ?”
สวี่เจิ้งเพียงยิ้ม แล้วถามว่า “เมื่อครู่ เจ้าก็เห็นเด็ก ๆ ตระกูลฉินแล้วมิใช่หรือ เจ้ามิได้คิดอะไรเลยหรือ?”
หยางเวยนึกถึงการสนทนา ความคิด ความสามารถของเด็ก ๆ ที่แสดงออกมาก็ประจักษ์แก่สายตา
นั่นแหละที่ทำให้สวี่เจิ้งตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะย้ายออกจากจิงเฉิงไปอยู่ผิงโจว เพราะเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมผู้คน ใกล้คนดี ก็ย่อมดีตาม ใกล้คนชั่ว ก็ย่อมเปื้อนชั่ว
เด็กตระกูลฉินรักกันดีนัก หากโชคดีได้คลุกคลีอยู่ด้วยบ้าง ก็อาจได้รับอานิสงส์ หากได้หลี่ซ่งหลีอบรมสั่งสอนบ้าง อนาคตก็ย่อมดีกว่าถูกทอดทิ้งไว้เฉย ๆ เหล่าผู้ใหญ่ลำบากเหน็ดเหนื่อย ไม่ใช่เพื่อบุตรหลานหรอกหรือ? เขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ มิใช่ขุนนางชั้นสูง จึงไม่มีอะไรต้องยึดติดนัก และเพราะเขามาจากจิงเฉิง หากไปถึงผิงโจว หางานในที่ว่าการก็ไม่ยากนัก
“จิงเฉิงยังมีข้อดีอีกมากนะ”
“เจ้าหมายถึงความสะดวกสบายในชีวิตหรือ? ข้ามิใส่ใจ”
“แต่ผิงโจวเป็นเมืองชายแดน โดนรุกรานอยู่เนือง ๆ เจ้าควรคิดเรื่องนี้นะ”
สวี่เจิ้งย้อนถามกลับ “แล้วเจ้าคิดว่าตระกูลฉินจะยอมปล่อยให้คนของตน เผชิญภัยโดยไม่ป้องกันหรือ?”
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-6e2dd1c6/171
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย