← สารบัญ ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ทะลุมิติเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ ขออยู่ห่างจากดราม่า

ตอนที่ 17017

บทที่ 17 ตัวประกอบในนิยายบำเพ็ญเซียน (16) ผู้บำเพ็ญเพียรที่กักชีพจรวิญญาณสายนี้ไว้ ณ ที่แห่งนี้มานานนับหมื่นปี จะต้องมีพลังแข็งแกร่งเพียงใดกัน หากนางไม่ได้รู้ว่าชีพจรวิญญาณสายนี้ถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ก็คงไม่กล้าลงมือโดยง่ายเช่นนี้ แต่ในเมื่อลงมือแล้ว นางย่อมต้องได้ผลตอบแทน ดังนั้นจึงไม่ยั้งมืออีก มือหนึ่งคว้าชีพจรวิญญาณไว้ อีกมือก็โยนยันต์ออกไปไม่หยุด จนกระทั่งกักชีพจรวิญญาณไว้ในค่ายกลยันต์ ไม่อาจหลบหนีได้ นางจึงค่อยว่างทั้งสองมือ เปลี่ยนมุทราอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผนึกชีพจรวิญญาณไว้ได้อย่างมั่นคง ก่อนจะย้ายมันเข้าไปในมิติด้วยความยินดี แล้วฝังไว้ในแปลงนาข้างเรือน ไม่ว่าจะเป็นชีพจรวิญญาณ น้ำพุวิญญาณ หรือลูกแก้ววิญญาณห้าธาตุ ล้วนเป็นของล้ำค่าที่ช่วยยกระดับมิติได้ บางทีเมื่อภารกิจในโลกนี้สิ้นสุดลง นางอาจรวบรวมสิ่งเหล่านี้ได้ครบ จนทำให้มิติกลายเป็นมิติน้ำพุวิญญาณที่แท้จริงก็เป็นได้ เมื่อนึกถึงเมื่อครู่ที่เกือบพลาดของล้ำค่าเช่นนี้เพราะความประมาท ลู่เจี๋ยลวี่ก็ไม่รีบร้อนจะออกไปอีก นางเดินวนรอบสวนสมุนไพรวิญญาณ ตรวจดูอย่างละเอียดอีกรอบ และก็พบจริง ๆ ดูสิว่านางเห็นอะไรเข้า ลูกแก้ววิญญาณธาตุไม้! ก็สมเหตุสมผล ที่แห่งนี้มีทั้งสมุนไพรวิญญาณมากมาย อีกทั้งยังมีชีพจรวิญญาณและค่ายกลรวมพลังวิญญาณคอยหล่อเลี้ยง การถือกำเนิดของลูกแก้ววิญญาณธาตุไม้จึงไม่น่าแปลก วันนี้นางช่างโชคดีเหลือเกิน เพิ่งก้าวเข้ามาก็ได้ของมากมายถึงเพียงนี้ ลู่เจี๋ยลวี่รู้สึกว่า ต่อให้หลังจากนี้จะไม่ได้อะไรอีก ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการเดินทางครั้งนี้แล้ว หลังย้ายลูกแก้ววิญญาณธาตุไม้เข้าไปในมิติและวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ลู่เจี๋ยลวี่จึงออกจากม่านแสงไปสมทบกับศิษย์พี่หญิง “ศิษย์น้องหญิง ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ เหตุใดจึงออกมาช้าเช่นนี้” ต่อหน้าศิษย์พี่หญิง นางไม่อยากปิดบังอีกฝ่าย แต่หากจะบอกความจริงทั้งหมด ก็รู้สึกว่าไม่ควรนำธรรมชาติของมนุษย์มาทดสอบ ดังนั้นนางจึงเพียงกล่าวว่า “ศิษย์พี่หญิง ข้าแค่กำลังคิดว่าฐานค่ายกลของค่ายกลรวมพลังวิญญาณอยู่ที่ใด เผื่อว่าจะนำกลับไปได้” อืม... คำพูดนี้เป็นความจริง เพราะตอนเห็นค่ายกลรวมพลังวิญญาณ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือเรื่องนี้ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าโกหก เพียงแต่เลือกปิดบังบางส่วนเท่านั้น เพราะเป็นคำพูดจริง เฟิงไป๋หลี่จึงไม่ได้สงสัย เพียงแต่รู้สึกว่าศิษย์น้องหญิงของนาง ในเรื่องการไม่ปล่อยให้ของมีค่าหลุดมือ ช่างเก่งกาจยิ่งกว่านางเสียอีก “ค่ายกลรวมพลังวิญญาณยังสมบูรณ์ดี ดูท่าเจ้าคงไม่ได้อะไรกลับมาใช่หรือไม่” “เฮ้อ... ค่ายกลล้ำลึกเกินไป ข้าศึกษาไม่เข้าใจ” เฟิงไป๋หลี่ถึงกับพูดไม่ออก หมายความว่าหากศึกษาเข้าใจแล้ว นางคงลงมือรื้อจริง ๆ สินะ ช่างเถอะ ในฐานะศิษย์พี่หญิงผู้ใจกว้าง สำหรับงานอดิเรกแปลก ๆ ของบรรดาศิษย์น้อง นางทำได้เพียงยอมรับ เมื่อคิดว่าข้างหน้ายังอาจมีวาสนาอื่นรออยู่ เฟิงไป๋หลี่จึงไม่คิดเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก นางรวบรวมสมาธิแล้วกล่าวว่า “พวกเราไปดูที่อื่นกันเถิด” “ได้” ทั้งสองปล่อยกระบี่วิญญาณออกมา แต่ยังบินไปได้ไม่ถึงสามหมี่ ก็มีฝ่ามือยักษ์ตบลงมาจากฟ้า กระแทกทั้งสองจนตาลายไปหมด ผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชากว่า ๆ ศีรษะเล็ก ๆ ศีรษะหนึ่งก็เงยขึ้นอย่างดื้อรั้น “แค่ก!” ลู่เจี๋ยลวี่คายเศษหญ้าในปากออกมา เวลานี้นางรู้สึกขอบคุณความทุกข์ทรมานจากการแช่ยาวิญญาณในอดีตอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น ตอนนี้นางคงไม่ฟื้นตัวได้ง่ายถึงเพียงนี้ ดูสิ ศิษย์พี่หญิงที่อยู่ข้าง ๆ ผ่านมานานแล้วก็ยังไม่ได้สติกลับมาเลย “ศิษย์พี่หญิง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เฟิงไป๋หลี่ครางเบา ๆ “ไม่ค่อยดี... แต่ยังไม่ตาย” “ศิษย์พี่หญิง รอข้าสักครู่” กล่าวจบ นางก็คลานกระดืบไปเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง ใช้แขนกับเข่าพยุงร่าง ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปหาเฟิงไป๋หลี่ เมื่อนำโอสถหวนคืนวสันต์เม็ดหนึ่งยัดเข้าปากอีกฝ่ายแล้ว นางจึงนั่งลงรอให้ฤทธิ์ยาออก ทันทีที่โอสถเข้าปาก เฟิงไป๋หลี่ก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดค่อย ๆ บรรเทาลง จึงมีแรงเอ่ยว่า “กลับไปครั้งนี้ ข้าจะไปหาวิชาฝึกกายมาฝึกบ้าง ตอนนี้ข้ามียาวิญญาณมากพอ เลี้ยงตัวเองไหวแล้ว!” “ดี ท่านร่ำรวยแล้ว แต่ศิษย์พี่หญิง หากตอนนี้พวกเราเดินได้อย่างเดียว คงไปได้ไม่ไกลนัก” พอถูกเตือนเช่นนี้ เฟิงไป๋หลี่ก็หน้ามืดทันที ศีรษะส่งเสียงอื้อ ๆ ราวกับเพิ่งถูกตบซ้ำอีกครั้ง “ตอนถูกตบ ข้าไม่รู้สึกถึงจิตสังหารเลย บางทีนี่อาจเป็นข้อห้ามอย่างหนึ่ง ข้อห้ามที่ไม่อนุญาตให้เหาะกระบี่ในสถานที่แห่งนี้” ลู่เจี๋ยลวี่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นว่าถูกหรือผิด แต่กลับเอ่ยอีกมุมหนึ่งว่า “ข้ามองว่าที่นี่คล้ายสำนักใหญ่เมื่อหมื่นปีก่อน บางทีอาจเป็นบททดสอบสำหรับศิษย์ของสำนักก็ได้” “ช่างเถิด อย่างไรพวกเราก็เดินต่อไปก่อน ไปได้ไกลเท่าไรก็เท่านั้น อย่างน้อยก็จะได้เก็บข้อมูลกลับไปให้สำนักมากขึ้น” แน่นอน... รวมถึงทำให้กระเป๋าของตนเองอิ่มขึ้นด้วย แม้จะเหาะกระบี่ไม่ได้ แต่สองคนหัวไวก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกนางติดยันต์สายลมพายุไว้บนร่าง ลองเดินไปสองสามก้าว พบว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ดูเหมือนวิธีนี้จะใช้ได้ หากเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่เกรงใจแล้ว ลู่เจี๋ยลวี่หยิบยันต์ออกมาปึกใหญ่ พอหมดฤทธิ์ก็เปลี่ยนแผ่นใหม่ ด้วยวิธีนี้ทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่ ระหว่างทางก็พบสมุนไพรวิญญาณประปรายอยู่เรื่อย ๆ สถานที่แห่งนี้อาจเคยเป็นเขตของสำนักจริง ๆ สมุนไพรวิญญาณมีอยู่มาก แต่สัตว์อสูรกลับพบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านมานาน แม้จะเป็นสัตว์อสูรที่พบได้ทั่วไป เมื่อสู้กันจริง ๆ ก็ยังรับมือได้ยาก ดูเหมือนว่าสวนสมุนไพรวิญญาณในทิศทางนี้จะมีเพียงแห่งเดียว ตลอดทางจึงไม่พบแห่งอื่นอีก แต่ทั้งสองก็ไม่ได้เสียดายอะไร ในฐานะศิษย์ของสำนักฝ่ายธรรม แม้จะโลภอยู่บ้าง ก็ไม่เคยคิดว่าสมบัติทั่วหล้าควรตกเป็นของตนทั้งหมด ทั้งสองยังไปไม่ถึงตำหนักใหญ่ ก็เห็นเรือยักษ์ลำหนึ่งขวางอยู่เบื้องหน้า ปิดกั้นเส้นทางเอาไว้ เมื่อเดินเข้าไปดู ก็พบว่าเรือยักษ์ลำนั้นถูกฟันด้วยกระบี่เพียงครั้งเดียวจนขาดเป็นสองท่อน บนเรือเต็มไปด้วยโครงกระดูกของผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน เฟิงไป๋หลี่ตกตะลึงจนหัวใจสั่นสะท้าน พลางอุทานว่า “นี่... นี่คงเป็นศึกกวาดล้างสำนัก ไม่สิ จะเรียกว่าศึกก็ไม่ได้ ผู้ใดกันที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เพียงกระบี่เดียวก็คร่าชีวิตผู้บำเพ็ญเพียรได้มากมายเช่นนี้” ลู่เจี๋ยลวี่ “...” ข้ารู้ก็จริง แต่จะให้บอกเจ้าอย่างนี้ได้หรือ “เรื่องเมื่อหมื่นปีก่อน เกรงว่าคงมีเพียงผู้อาวุโสของสำนักเท่านั้นที่รู้ ศิษย์พี่หญิง อย่าเพิ่งสนใจเลย นี่คือโอสถชำระจิต รีบรับประทานเถิด” คงเป็นเพราะคนบนเรือพยายามหลบหนีแต่กลับถูกสังหารที่นี่ จึงทำให้เรือยักษ์เต็มไปด้วยไออาฆาต แม้ทั้งสองจะยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะหนึ่งคือระดับพลังสูงพอ และสองคืออยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่หากนานกว่านี้ เกรงว่าจะได้รับผลกระทบแน่นอน บนเรือยักษ์ นอกจากโครงกระดูกของผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ยังเหลือเพียงเจตจำนงแห่งกระบี่ให้ศึกษา แต่เจตจำนงนี้เป็นเจตจำนงแห่งการเข่นฆ่า ไม่สอดคล้องกับวิถีเต๋าของลู่เจี๋ยลวี่ นางจึงเพียงมองผ่านสองสามครั้ง ก่อนจะละความสนใจ ขณะเดินหลบโครงกระดูก ลู่เจี๋ยลวี่สังเกตเห็นอาวุธวิเศษที่สูญเสียประกายวิญญาณและแตกหักกระจัดกระจายอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ นางก้มลงสำรวจบริเวณรอบตัวผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง และก็พบแหวนเก็บของวงหนึ่งตกอยู่บนพื้น เมื่อนางดูดมันเข้ามาในมือ ก็พบว่าแหวนวงนี้ยังมีพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่ นางส่งพลังวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปในแหวน แล้วพบว่าพื้นที่ภายในกว้างใหญ่ราวไร้ขอบเขต เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า วัตถุดิบสำหรับหลอมอาวุธวิเศษ และทรัพยากรนานาชนิดทุกระดับกองสุมอยู่เป็นภูเขา ประกายสมบัติส่องแสงระยิบระยับ พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกมา จนทำให้ลู่เจี๋ยลวี่แทบตาพร่า “ศิษย์พี่หญิง รีบมาดู!” เฟิงไป๋หลี่นึกว่าศิษย์น้องหญิงพบอันตราย จึงไม่สนใจศึกษาความหมายแห่งกระบี่อีก รีบวิ่งกระโดดสามก้าวเป็นสองก้าวมาทันที แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นดวงตาเป็นประกายของศิษย์น้องหญิง “ศิษย์พี่หญิง รีบดูเร็ว ในแหวนวงนี้มีของเยอะมาก!”