เอาชีวิตรอดวันภัยพิบัติ ตุนเสบียงบนรถบ้าน
ตอนที่ 2 — ตอนที่ 2 เหตุพลิกผันกลางลานแคมป์ปิ้ง
ลู่ถิงเฟิงลงไปที่ห้องใต้ดิน ภายใต้การกำกับสั่งการของลู่โหย่วเหวย เขาทยอยขนวัตถุดิบปิ้งย่างและหม้อไฟที่จะนำไปด้วยจากห้องแช่เย็นและห้องแช่แข็งขึ้นไปบนรถบ้าน นำไปจัดเก็บไว้ในตู้เย็นจนเรียบร้อย จากนั้นก็ตรวจเช็กสภาพโดยรวมของรถบ้านทั้งบนล่างอย่างละเอียดอีกรอบ เมื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ แล้ว ถึงค่อยให้คุณป้าแม่บ้านไปตามพวกจี้หนิงซิน
“ช่วงนี้อุณหภูมิเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กลางคืนอากาศอาจจะหนาวลง ต้องเตรียมเครื่องกันหนาวให้อบอุ่นเข้าไว้ล่ะ” ก่อนออกเดินทาง ลู่โหย่วเหวยกำชับลูกชายด้วยสีหน้าจริงจัง “พ่อได้ยินเหล่าจางบอกว่า ที่โรงพยาบาลพวกเขามีคนไข้เป็นหวัดตัวร้อนเข้าไปรักษาตัวเยอะมาก แถมมีไข้ติดต่อกันหลายวันก็ยังไม่ดีขึ้น สงสัยคงเป็นเพราะเจออากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเล่นงานเข้า จะเที่ยวเล่นก็เที่ยวไปเถอะ แต่ต้องระวังเรื่องความต่างของอุณหภูมิให้ดี อย่าฝืนล่ะ ใกล้จะปีใหม่แล้ว อย่ามาป่วยเอาตอนนี้เลย”
“เข้าใจแล้วครับ” ลู่ถิงเฟิงตอบสั้นกระชับได้ใจความ
“พาน้องสาวไปเที่ยวให้สนุก อุตส่าห์ได้พักผ่อนทั้งทีก็อย่ามัวแต่พะวงเรื่องงานล่ะ ระหว่างทางก็พยายามอย่าให้น้องขับ ความปลอดภัยต้องมาก่อน”
ลู่ถิงเฟิงพยักหน้ารับ
การพูดคุยของสองพ่อลูกมักสั้นกระชับเสมอ ลู่โหย่วเหวยเองก็ชินชากับท่าทาง 'โลกส่วนตัวสูงดุจเด็กออทิสติก' ของลูกชายคนนี้แล้ว เขายืนส่งทั้งสามคนขึ้นรถบ้าน แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโอนเงินค่าขนมเฉียดห้าหลักให้ลูกสาว จากนั้นถึงค่อยหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในวิลล่า
จากเมืองซูเฉิงไปยังเมืองไห่เฉิงใช้เวลาขับรถประมาณสามชั่วโมง
ทว่าตลอดทางสุดท้ายกลับกลายเป็นจี้หนิงซินที่เป็นคนขับ ช่วยไม่ได้ ก็ลู่ถิงเฟิงเพิ่งขับออกไปได้ไม่เท่าไรก็มีโทรศัพท์เข้ามา หลังจากขับเทียบจุดพักรถที่ใกล้ที่สุด เขาก็ให้น้องสาวมารับช่วงต่อตรงที่นั่งคนขับแทน ส่วนตัวเองก็หยิบแล็ปท็อปไปนั่งเคลียร์งานตรงโต๊ะโซฟา
งานนี้ลากยาวไปกว่าสองชั่วโมง หยางเหรินหร่านเห็นเขานั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงจึ๊ปากบ่นกับจี้หนิงซิน “พี่ชายเธอนี่นับวันยิ่งถอดแบบความบ้างานของแม่ฉันมาเป๊ะเลย”
จุดหมายปลายทางของพวกเขาในครั้งนี้คือสวนสนุกชายทะเลที่เพิ่งเปิดใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับอุทยานชายทะเลบริเวณชานเมืองไห่เฉิง
อุทยานชายทะเลเน้นการพักผ่อนหย่อนใจตามธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศป่าเขา ส่วนสวนสนุกชายทะเลเป็นโครงการระยะที่สองของอุทยาน ซึ่งดัดแปลงหาดทรายหินและโขดหินกรวดให้กลายเป็นหาดทรายขาวละเอียดผืนใหญ่ ชูจุดเด่นด้วยจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดโรแมนติก งานคาร์นิวัลริมหาด และเครื่องเล่นรุ่นใหม่หลากหลายชนิด ทันทีที่เปิดให้บริการก็ดึงดูดนักท่องเที่ยววัยรุ่นได้เป็นจำนวนมาก
สถานที่ทั้งสองแห่งอยู่ติดกันแต่แยกเป็นสัดส่วน มีถนนสายยาวภายในเชื่อมต่อถึงกัน สองฟากถนนมีรั้วเหล็กกั้นเพื่อไม่ให้คนภายนอกเข้ามา ทางเข้าออกที่เชื่อมปลายทางทั้งสองด้านติดตั้งประตูเหล็กเอาไว้ การเดินทางสัญจรสามารถเลือกเดินเท้า หรือจะเช่ารถกอล์ฟไฟฟ้าสี่ล้อของทางโครงการก็ได้เช่นกัน
เมื่อรวมทั้งอุทยานและสวนสนุกเข้าด้วยกัน แค่กลางวันวันเดียวเที่ยวเล่นไม่หมดแน่ หลายคนจึงเลือกที่จะค้างคืนสักหนึ่งหรือสองคืน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เพื่อความสะดวกสบายมักจะเข้าพักที่โรงแรมริมหาดภายในสวนสนุกไปเลย ส่วนคนที่อยากประหยัดเงินก็จะออกไปหาโรงแรมอื่นด้านนอกสวนสนุก
แน่นอนว่ามีคนไม่น้อยที่เลือกพักค้างแรมในลานแคมป์ปิ้งของอุทยานชายทะเล
ลานแคมป์ปิ้งของอุทยานชายทะเลกว้างขวางมาก แบ่งออกเป็นโซนเช่ารถบ้าน โซนจอดรถบ้านส่วนตัว และโซนเต็นท์หรูติดแอร์[1] ข้อดีของการตั้งแคมป์ที่นี่คือได้ใกล้ชิดธรรมชาติ และตอนค่ำยังมีงานรอบกองไฟขนาดใหญ่อีกด้วย
ทริปนี้นอกจากพวกจี้หนิงซินสามคนแล้ว ยังมีคนที่มาร่วมแจมอีกหลายคนซึ่งเป็นเพื่อนของลู่ถิงเฟิง พวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในเมืองไห่เฉิง จึงนัดแนะกันว่าจะไปเจอกันที่สวนสนุกชายทะเลโดยตรง
เพื่อนสองคนนี้จี้หนิงซินไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งคู่รู้จักกับลู่ถิงเฟิงผ่านการทำงาน ความสัมพันธ์ไม่ได้สนิทสนมกันเป็นพิเศษอะไร แถมพวกเขายังชวนเพื่อนมาอีกสามคน ซึ่งทั้งสามคนนี้ลู่ถิงเฟิงก็เพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรกเช่นกัน
แต่กิจกรรมแบบนี้ความสนุกอยู่ที่คนเยอะครึกครื้น โดยเฉพาะการแคมป์ปิ้งในตอนค่ำ การที่คนกลุ่มใหญ่นั่งล้อมวงช่วยกันทำอาหารกิน ถึงจะไม่คุ้นเคยกันก็ไม่ใช่ปัญหา
ราวเที่ยงตรง จี้หนิงซินขับรถบ้านเข้าไปจอดในจุดกางเต็นท์ที่เช่าไว้ในโซนจอดรถบ้านส่วนตัว เสียบหัวชาร์จรถบ้านเข้ากับเสาจ่ายไฟข้างๆ จากนั้นก็ล็อกรถบ้าน แล้วนั่งรถกอล์ฟไฟฟ้าสี่ล้อของอุทยานไปพร้อมกับลู่ถิงเฟิงและหยางเหรินหร่าน เพื่อมุ่งหน้าไปยังสวนสนุกชายทะเลที่อยู่ติดกันเพื่อพบกับเพื่อนของลู่ถิงเฟิง และหาร้านอาหารในสวนสนุกทานมื้อเที่ยงกันก่อน
กลุ่มเพื่อนมากันห้าคน เป็นชายสามหญิงสอง ในจำนวนนั้นมีคู่รักคู่หนึ่ง อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันหมด
เพื่อนสองคนของลู่ถิงเฟิงค่อนข้างรู้กาลเทศะ เพื่อนที่พามาด้วยก็เข้าท่า ไม่ได้เซ้าซี้ถามซอกแซกกับคนที่ไม่สนิท ตลอดช่วงบ่ายทุกคนจึงเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนานเต็มที่
พอตกพลบค่ำ กลุ่มเพื่อนก็นั่งรถกอล์ฟไฟฟ้าสี่ล้อมาพร้อมกับพวกของลู่ถิงเฟิง เพื่อไปยังลานแคมป์ปิ้งที่รถบ้านของพวกเขาจอดอยู่
จุดแคมป์ปิ้งที่ทางโครงการจัดไว้ให้สำหรับรถบ้านแต่ละคันในโซนนี้เป็นลานกลางแจ้งที่มีกำแพงเตี้ยล้อมรอบ ฝั่งกำแพงที่ติดกับถนนมีประตูรั้วเหล็กเปิดปิดได้เพื่อให้รถบ้านขับเข้าไปจอดด้านใน
ลานกลางแจ้งมีขนาดกว้างขวาง สามารถกางกันสาดด้านข้างของรถบ้านออกมาตั้งโต๊ะเก้าอี้พับได้ ข้างๆ มีชั้นวางสารพัดแบบไว้สำหรับวางอุปกรณ์บาร์บีคิวปิ้งย่าง นอกจากนี้ยังมีแท่นไม้ยกพื้นอีกหลายจุดสำหรับกางเต็นท์โดยเฉพาะ ไม่ว่านักท่องเที่ยวอยากจะนอนในรถบ้านหรือนอนในเต็นท์ก็ย่อมได้
ข้าวของทุกอย่างที่นี่มีให้เช่าทั้งหมด รวมถึงเต็นท์ด้วย แต่ลู่ถิงเฟิงเป็นพวกรักความสะอาดขั้นสุด ไม่ชินกับการใช้ของร่วมกับคนอื่น อีกทั้งผู้ชายหนึ่งคนกับหญิงสาวอีกสองคนจะให้นอนเบียดเสียดในที่เดียวกันก็ดูไม่เหมาะไม่ควร จี้หนิงซินจึงได้เตรียมเต็นท์ส่วนตัวล่วงหน้ามาด้วย
บรรดาเพื่อนๆ ของลู่ถิงเฟิงช่วยกันลงมือ ทั้งแปดคนร่วมรับประทานอาหารเย็นมื้อใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย นอกจากบาร์บีคิวปิ้งย่างแล้ว ยังต้มหม้อไฟอีกสองหม้อ หม้อหนึ่งเป็นน้ำซุปเผ็ด อีกหม้อเป็นน้ำซุปใส
คนเยอะ ช่วยกันปิ้งย่างก็ยิ่งคึกคัก ทุกคนเปิดเพลงคลอเบาๆ เปิดไฟแคมป์ปิ้งและไฟเส้นระย้าสีส้มอมเหลืองที่ประดับอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ในลาน นั่งปิ้งไปกินไปอย่างเพลิดเพลิน
นานๆ ทีจะมีวันที่อากาศอุ่นย้อนกลับมาเช่นนี้ อุณหภูมิกำลังสบาย นั่งอยู่กลางแจ้งไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ช่วงเวลามื้อค่ำจึงช่างน่าอภิรมย์และผ่อนคลายเหลือเกิน
ก่อนสามทุ่ม ทุกคนช่วยกันเก็บกวาดจานชามและขยะจนเรียบร้อย จัดโต๊ะเก้าอี้ให้เข้าที่เข้าทาง แล้วพากันไปร่วมกิจกรรมรอบกองไฟ
ในกลุ่มคนที่มาร่วมกิจกรรมรอบกองไฟ มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสมาชิกหลายคนเป็นผู้คลั่งไคล้การเอาชีวิตรอด อาจเพราะกินอิ่มดื่มหนำจนว่างไม่มีอะไรทำ ตลอดทั้งคืนพวกเขาจึงผลัดกันเล่าเรื่องราวการผจญภัยเอาชีวิตรอดอย่างออกรสออกชาติ
ทั้งปีนเขาแล้วเจอดินโคลนถล่ม ไปอุทยานแห่งชาติแล้วเจอพายุทอร์นาโด ไปเขตแดนรกร้างไร้ผู้คนบนที่ราบสูงแล้วเจอพายุทราย ไปพักร้อนริมทะเลแล้วเจอสึนามิ ไปประเทศโลกที่สามแล้วเจอกับโรคติดต่อปริศนา…
อีกฝ่ายเล่าได้ตื่นเต้นเร้าใจมาก โดยเฉพาะตอนเล่าเรื่องสึนามิ สภาพแวดล้อมที่บรรยายแทบจะถอดแบบมาจากอุทยานชายทะเลและสวนสนุกแห่งนี้เป๊ะๆ ทำเอาคนฟังอินจัดจนเห็นภาพตาม
ทว่าเพื่อนๆ ของลู่ถิงเฟิงกลับไม่คิดจะเชื่อตาม หัวเราะร่าพลางบอกว่าพวกนั้นคงดูหนังมากเกินไป ในโลกนี้จะมีภัยพิบัติอะไรมากมายขนาดนั้น ถึงมีจริงก็ไม่เกี่ยวกับตัวเองสักหน่อย
“หนังมันก็มีเค้าโครงมาจากชีวิตจริงทั้งนั้นแหละ ถึงพวกเราจะเกิดมาในยุคสงบสุข แต่โลกใบนี้ไม่ได้มั่นคงปลอดภัยขนาดนั้นหรอก” อีกฝ่ายมีสีหน้าจริงจัง “โดยเฉพาะสองปีมานี้ สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงเพราะมลพิษสารพัด ภัยพิบัติที่ตามมาก็เลยยิ่งทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ขอแค่สังเกตข่าวสารดูให้ดีก็จะพบว่า พื้นที่ที่ค่อนข้างสงบสุขหลายแห่งเริ่มเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้งขึ้น แถมยังมีโรคแปลกๆ สายพันธุ์ใหม่ผุดขึ้นมาอีก… เรื่องพวกนี้ ไม่แน่ว่าคราวหน้าอาจจะเกิดขึ้นกับตัวพวกเราเองก็ได้
เพราะงั้น การที่มัวแต่ยึดติดกับความคิดที่ว่า 'ฉันเป็นคนพิเศษ ภัยพิบัติอยู่ไกลตัวฉัน' น่ะอันตรายสุดๆ ความรู้พื้นฐานในการเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติยิ่งมีติดตัวไว้เยอะเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าภัยพิบัติจะมาเยือนเมื่อไหร่ พอถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับมันเข้าจริงๆ ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานเลยแม้แต่นิดเดียว ก็อาจจะกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ตายไปก่อน…”[2]
คำพูดนี้พอพูดไปถึงตอนท้ายก็ชักจะฟังดูไม่ค่อยรื่นหูนัก เพื่อนๆ ของลู่ถิงเฟิงต่างพากันชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ จึงไม่คิดจะต่อปากต่อคำด้วยอีก
ฝั่งของจี้หนิงซินแม้จะไม่ได้เอ่ยปากอะไร แต่เพราะเติบโตมาในประเทศที่สงบสุขมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเมืองที่อยู่ก็แทบไม่เคยมีภัยพิบัติ จึงไม่ได้มีความรู้สึกร่วมหรืออ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ ฟังผ่านหูแล้วก็ปล่อยผ่านไป ไม่คิดจะโต้แย้ง แต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ
ราวห้าทุ่มเศษ กิจกรรมรอบกองไฟก็จบลง ที่พักที่เพื่อนๆ ของลู่ถิงเฟิงจองไว้คือโรงแรมริมหาดในโซนสวนสนุก
ก่อนจะแยกย้ายกัน อีกฝ่ายเอ่ยชวนพวกเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเหนือผืนทะเลที่หาดทรายขาวในวันรุ่งขึ้น
พวกนั้นพักที่โรงแรมริมหาด เดินเท้าไปหาดทรายขาวแค่สิบกว่านาทีก็ถึง แต่ถ้าเดินจากลานแคมป์ปิ้งของฝั่งอุทยาน จะต้องเดินอ้อมฐานแคมป์ปิ้งทั้งหมดเสียก่อน แล้วค่อยเดินทะลุถนนยาวที่เชื่อมระหว่างสองโซน หากเดินเท้าไปคงต้องใช้เวลาราวสี่สิบนาที
ลู่ถิงเฟิงจึงไม่ได้ตอบตกลงในทันที โดยบอกว่าจะขอดูสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ
อีกฝ่ายบอกว่าไม่เป็นไร อย่างไรพวกตนก็ต้องไปอยู่แล้ว หากทางฝั่งลู่ถิงเฟิงอยากไป ก็ค่อยไปเจอกันที่หาดทรายเลย เพราะจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดทรายขาวมีเพียงจุดเดียวเท่านั้น
หลังจากอีกฝ่ายแยกย้ายกลับไป สามคนจี้หนิงซินก็กลับขึ้นรถบ้าน ผลัดกันอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ตัวเต็นท์เป็นแบบสูบลม ลู่ถิงเฟิงคนเดียวก็จัดการกางเสร็จได้อย่างรวดเร็วและเข้านอน จี้หนิงซินยกเตียงคู่ขนาดเล็กในรถบ้านให้หยางเหรินหร่านนอน ส่วนตัวเองขึ้นไปนอนบนเตียงเหนือคนขับด้านหน้า
พวกเธอทั้งสองคนดื่มแอลกอฮอล์ไปเล็กน้อย พูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยคก็ผล็อยหลับไป
จี้หนิงซินไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่ริมทะเลได้อย่างไร ฟ้ายังไม่ทันสาง เธอเหยียบเท้าเปล่าอยู่บนหาดทราย เท้าทั้งสองข้างจมอยู่ในน้ำทะเลที่ควรจะเย็นเฉียบ เธอควรจะสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บ ทว่าน้ำทะเลใต้ฝ่าเท้ากลับร้อนผ่าว
เธอเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางท้องฟ้าสีฟ้าหม่นปนขาวมืดสลัวก่อนรุ่งสาง ปรากฏวิหคยักษ์สีแดงเพลิงนับไม่ถ้วน พวกมันกระพือปีกโผบินบดบังผืนฟ้ามิด มุ่งตรงเข้ามา นำพาความร้อนระอุจนแทบสำลักและแสงไฟเจิดจ้าบาดตามาด้วย
จี้หนิงซินถอยหลังทีละก้าวด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะชนเข้ากับคนอื่น
เธอหันกลับไปมอง พบว่าบนหาดทรายเต็มไปด้วยผู้คน แต่ละคนหน้าถอดสี กรีดร้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันจ้าละหวั่น
นกยักษ์บินโฉบไปทั่ว เปลวไฟบนปีกสัมผัสโดนที่ใด ที่นั่นก็ลุกติดไฟราวกับต้องเพลิงนรก ร่างคนถูกแผดเผา ผืนป่าด้านหลังลุกไหม้ บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างล้วนถูกไฟเผาผลาญจนบิดเบี้ยวหลอมละลายภายใต้อุณหภูมิสูงลิ่ว…
เธอยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ รอบทิศทางมีแต่เสียงกรีดร้องโหยหวน เธอไม่มีที่ให้หลบซ่อน และไร้หนทางจะหลบหนี…
จี้หนิงซินสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายจนเหงื่อท่วมตัว ด้านข้าง หยางเหรินหร่านกำลังยืนอยู่บนบันไดลิงโลหะ มือข้างหนึ่งจับบันไดไว้เพื่อทรงตัว อีกข้างกำลังออกแรงเขย่าตัวเธอ
“เธอเป็นอะไรไหมเนี่ย อยู่ดีๆ ก็ดิ้นกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา เกือบจะร่วงลงมาจากข้างบนแล้ว ทำเอาฉันตกใจแทบแย่!”
จี้หนิงซินค่อยๆ ดึงสติกลับคืนมา เธอเหลือบมองหน้าต่างข้างเตียงเหนือคนขับ ท้องฟ้าด้านนอกยังไม่สาง เป็นสีฟ้าหม่นปนขาวมืดสลัวเหมือนกับในความฝันไม่มีผิด
เธอใช้เวลาปรับอารมณ์อยู่พักใหญ่ ถึงค่อยนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน
“ไม่เป็นไรแน่นะ ทำไมเหงื่อท่วมตัวขนาดนี้ล่ะ ไม่สบายหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วนะ”
จี้หนิงซินยังดึงสติกลับมาได้ไม่เต็มที่ เธอยื่นมือไปหยิบแว่นตาข้างหมอนมาสวมตามสัญชาตญาณ ทว่าพอลองสวมแล้ว กลับรู้สึกวิงเวียนศีรษะวูบหนึ่ง ยามมองไปรอบๆ ภาพตรงหน้ากลับพร่ามัวลงเสียอย่างนั้น
เธอรีบถอดแว่นตาออก แล้วก็พบว่าตนเองสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้อย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ไม่ได้สวมแว่นตาและไม่ได้ใส่คอนแทกต์เลนส์อยู่เลย
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เธอมีสายตาสั้นตั้งสามร้อยชัดๆ ไฉนแค่นอนหลับไปคืนเดียว สายตาสั้นถึงได้… หายดีแล้วงั้นหรือ?
สีหน้าที่ซีดเผือดของเธอทำให้ลู่ถิงเฟิงพลอยเป็นกังวลไปด้วย เดิมทีเขาตั้งใจจะให้เธอนอนพักต่ออีกสักหน่อย ทว่าตอนนี้ในใจของเธอกลับกระวนกระวายจนไม่อาจข่มตานอนได้ลง เธอจึงปีนลงมาจากเตียงเหนือคนขับ คว้าเสื้อมาคลุมไหล่แล้วเดินไปนั่งที่โซฟาบูธ
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าเธอรู้สึกไม่ค่อยสบาย ย่อมต้องเอ่ยปากคะยั้นคะยอให้พี่ชายกับหยางเหรินหร่านไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันต่อแน่นอน อย่างไรเสียการไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วค่อยกลับมาก็ไม่ได้กินเวลาสักเท่าไร อีกทั้งเธอก็โตจนป่านนี้แล้ว หากไม่สบายแค่นอนพักผ่อนเองสักหน่อยก็พอ
ทว่าวันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพียงแค่คิดว่าพวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปยังชายหาดของสวนสนุกเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ความตื่นตระหนกในใจของเธอกลับยิ่งทวีคูณขึ้นมาเป็นเท่าตัว
อันที่จริงหลังจากตื่นนอน ภาพอันน่าสะพรึงกลัวในความฝันเหล่านั้นก็เริ่มเลือนรางจางลงไปบ้างแล้ว ทว่ามีเพียงความรู้สึกหวาดผวาเช่นนี้เท่านั้น ที่ยังคงสลักลึกอยู่ในใจของเธอจนไม่อาจสลัดให้หลุดพ้นไปได้
เธอไม่ยอมให้พี่ชายกับหยางเหรินหร่านเดินทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้นต่อ ยิ่งไปกว่านั้น พอเห็นเขาเตรียมจะโทรศัพท์ไปบอกเพื่อนถึงสถานการณ์ทางนี้ว่าคงไปดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยไม่ได้ เธอยังเอ่ยปากบอกให้พี่ชายช่วยเตือนอีกฝ่ายด้วยว่าอย่าได้ไปที่นั่นเลย
ลู่ถิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ด้วยความสงสารและเป็นห่วงน้องสาวที่ใบหน้าซีดเซียวแถมยังดูกังวลใจไปสารพัด จึงยอมพยักหน้าตามใจเธอ ทว่าสายนี้กลับโทรไม่ติด ไม่รู้ว่าทางนั้นยังไม่ตื่น หรือตื่นแล้วแต่ไม่ได้เปิดเสียงโทรศัพท์จึงไม่ได้ยิน
ลู่ถิงเฟิงจึงทำได้เพียงส่งข้อความทิ้งไว้ให้อีกฝ่าย
ระหว่างที่เขากำลังโทรศัพท์อยู่นั้น หยางเหรินหร่านก็ได้เตรียมมื้อเช้าแบบง่ายๆ ให้จี้หนิงซินเสร็จพอดี เธออุ่นนมสด หยิบข้าวโอ๊ตและธัญพืชออกมาจากตู้ เทลงไปแช่ในนมอุ่นจนนิ่มแล้วยกมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร พลางส่งสัญญาณบอกให้จี้หนิงซินกินอะไรร้อนๆ สักสองสามคำ
หยางเหรินหร่านไม่ได้สืบทอดเสน่ห์ปลายจวักมาจากหยางอวิ้นผู้เป็นแม่ แม้กระทั่งตอนไปเรียนต่อต่างประเทศก็แทบไม่เคยลงมือทำอาหารเอง ปกติมักจะกินแค่ขนมปัง นมสด แซนด์วิช ไม่เช่นนั้นก็ออกไปฝากท้องตามร้านอาหาร
การที่เพื่อนอุตส่าห์ยกอาหารร้อนๆ ที่พอกินได้มาเสิร์ฟให้ จี้หนิงซินก็รู้สึกซาบซึ้งใจมากแล้ว เธอหยิบช้อนขึ้นมาตักกินไปได้สองสามคำ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ความรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอมนั้นกลับจู่โจมขึ้นมาอีกระลอก เธอจึงรีบสาวเท้าวิ่งพรวดเข้าไปในห้องน้ำแล้วโก่งคออาเจียนออกมาทันที
เมื่อเห็นสภาพของเธอเป็นเช่นนี้ ลู่ถิงเฟิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขารีบเก็บรื้อเต็นท์โยนขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ส่วนโต๊ะเก้าอี้พับที่ใช้เมื่อคืนก็พับเก็บใส่ช่องเก็บสัมภาระด้านนอกตัวรถบ้านเรียบร้อยไปก่อนหน้านี้แล้ว
เขาตรวจเช็กสภาพตัวรถ ปลดสายไฟและท่อน้ำออก ให้หยางเหรินหร่านคอยอยู่ดูแลจี้หนิงซิน ส่วนตัวเองสตาร์ตเครื่องยนต์รถบ้าน ขับออกจากลานแคมป์ปิ้ง มุ่งหน้าตรงไปยังประตูด้านข้างของอุทยานชายทะเลทันที
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ขับรถบ้านมาท่องเที่ยว บริเวณใกล้กับลานแคมป์ปิ้งจึงมีประตูด้านข้างสำหรับใช้เข้าออกโดยเฉพาะ ที่ประตูด้านข้างมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแล เมื่อรถขับออกไป ไม้กั้นก็จะเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ลู่ถิงเฟิงขับรถพลางเปิดระบบนำทางค้นหาที่อยู่ของโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือ หมายมั่นว่าจะพาจี้หนิงซินไปตรวจรักษาอาการป่วยเป็นอันดับแรก
เส้นทางชานเมืองไห่เฉิงนั้นลู่ถิงเฟิงไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดนัก แม้จะมีระบบนำทางคอยบอกทาง ทว่ามีถนนช่วงหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม พวกเขาจึงต้องเผชิญกับรถติดและขับวนอ้อมถึงสองครั้ง เสียเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะขับเข้าสู่ตัวเมืองได้
และในตอนนั้นเอง เพื่อนทั้งสองคนของลู่ถิงเฟิงก็วิดีโอคอลเข้ามาพอดี เนื่องจากเขากำลังขับรถอยู่จึงไม่สะดวกรับสาย พอเอ่ยทักทายไปหนึ่งประโยคหลังจากกดรับแล้ว เขาก็ส่งโทรศัพท์ให้หยางเหรินหร่านที่นั่งอยู่เบาะหลังจัดการต่อ
ทางฝั่งนั้นเอ่ยขอโทษขอโพยออกมาก่อน โดยบอกว่าเมื่อครู่ตั้งค่าโทรศัพท์เป็นโหมดปิดเสียงไว้ กระทั่งรอจนไม่เห็นพวกเขามาร่วมกลุ่มเสียที จึงค่อยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
ภาพในวิดีโอคอลแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไปยืนรออยู่บนหาดทรายสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ พระอาทิตย์จะขึ้นค่อนข้างช้า เวลานี้แสงสว่างด้านนอกจึงยังไม่เพียงพอ ภาพจากหน้าจอจึงค่อนข้างมืดสลัว มองเห็นเพียงท้องฟ้าสีขาวอมครามอยู่เบื้องหลังของอีกฝ่าย
บนหาดทรายนอกจากกลุ่มเพื่อนของลู่ถิงเฟิงแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นด้วยเช่นกัน ห่างออกไปทางด้านหลังของพวกเขาไม่ไกลนัก มีบ้านไม้ชมวิวริมหาดตั้งอยู่หลังหนึ่ง และในวินาทีนั้นเอง ประตูบ้านไม้พลันถูกคนข้างในกระแทกเปิดออกอย่างแรง จากนั้นก็มีคนสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงผลักไสกันจนกลิ้งหลุดออกมาจากตัวบ้าน ดูเหมือนกำลังเปิดฉากชกต่อยกันอย่างดุเดือด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ดึงดูดสายตาของทุกคนบนชายหาดให้หันไปมองในทันที
“แยกออกสิ! ช่วยดึงแยกเร็วเข้า! มันบ้าไปแล้ว——” มีคนอีกคนวิ่งเตลิดตามออกมาจากบ้านไม้ พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตระหนกตกใจ คล้ายกำลังร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนบนหาดทราย
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ?” จี้หนิงซินที่เดิมทีนอนฟุบพักผ่อนอยู่บนโต๊ะอาหาร เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดมาจากในวิดีโอ จึงเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม
หยางเหรินหร่านรีบย้ายที่นั่งมาข้างกายเธอ เพื่อให้เธอสามารถมองเห็นภาพในวิดีโอคอลได้ชัดเจน
ในภาพวิดีโอ ความสนใจของกลุ่มเพื่อนลู่ถิงเฟิงเองก็ถูกความโกลาหลที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านหลังดึงดูดไปเช่นกัน การวิวาทตรงนั้นเริ่มชุลมุนวุ่นวายขึ้นทุกที แม้กระทั่งคนที่เข้าไปช่วยห้ามทัพในภายหลังก็ยังพลอยโดนลูกหลงไปด้วย……
จี้หนิงซินบอกให้หยางเหรินหร่านขยับโทรศัพท์เข้ามาใกล้ๆ ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากเตือนให้อีกฝ่ายยกเลิกกิจกรรมดูพระอาทิตย์ขึ้น ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากฝูงคนที่กำลังตะลุมบอนกัน ร่างนั้นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงอย่างยิ่ง พริบตาเดียวก็กระโจนเข้าตะครุบคนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ จนล้มคว่ำลงไปกับพื้น!
หมายเหตุ
- [1] โซนเต็นท์หรูติดแอร์ (Glamping / 奢野帐篷区) : พื้นที่กางเต็นท์สไตล์แกลมปิ้งที่มีความหรูหรา สะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแตกต่างจากการแคมป์ปิ้งทั่วไป
** [2] กา (嘎) : คำสแลงในภาษาจีน หมายถึง เสียชีวิต มรณะ หรือตาย ในที่นี้หมายถึงการเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งหากเกิดภัยพิบัติโดยไร้ความรู้เอาตัวรอด
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-b9e48a79/2
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย