เอาชีวิตรอดวันภัยพิบัติ ตุนเสบียงบนรถบ้าน
ตอนที่ 29 — ตอนที่ 29 ลาจากเมืองซูเฉิง
“ช่วยด้วย—— กรี๊ด——!” เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือแว่วผ่านกระจกเข้ามา น้ำเสียงเจือไปด้วยความหวาดผวาสุดขีดและความไม่อยากจะเชื่อ
จี้หนิงซินตวัดผ้าห่มออกแล้วพุ่งพรวดไปที่ระเบียงในไม่กี่ก้าว เธอรูดเปิดผ้าม่านและเลื่อนเปิดประตูกระจกบานเลื่อนตรงระเบียง สวมรองเท้าแตะแล้วโน้มตัวเกาะกระจกราวระเบียงชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอกทันที
จี้หนิงซินพลันนึกออกแล้วว่าสิ่งที่ตนเองมองข้ามไปคืออะไร แม้ว่าก่อนหน้านี้ในยามที่เธอนั่งรถบ้านผ่านวิลล่าหมายเลข 5 อยู่หลายหน เธอจะไม่เคยได้ยินเสียงผิดปกติอันน่าสงสัยใดๆ เล็ดลอดออกมาจากภายในวิลล่าเลย แต่เธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงภรรยาของโจวจิ่นพูดจาเลยแม้แต่ครั้งเดียวเช่นกัน!
หากเป็นในยุคก่อนหน้าที่บ้านเมืองยังสงบสุขก็คงพอทำเนา อย่างมากก็คิดเสียว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ทว่าในยามนี้ ภรรยาของโจวจิ่นที่ไม่ยอมปรากฏตัวมาเป็นเวลานาน ความคลางแคลงใจของเฉินฉี ท่าทีของโจวจิ่น รวมถึงเสื้อแจ็กเก็ตสีซีดที่ถูกซักจนสะอาดสะอ้านเป็นพิเศษตัวนั้น… ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อนำมาประมวลร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เรื่องราวทั้งหมดนี้ย่อมไม่ได้เรียบง่ายธรรมดาเสียแล้ว
ในบ้านของโจวจิ่นจะต้องมีปัญหาแน่นอน!
และก็เป็นไปตามคาด ภายใต้แสงสลัวสีขาวอมฟ้าของยามเช้าตรู่ บนสนามหญ้าข้างวิลล่าหมายเลข 6 ซึ่งอยู่เยื้องฝั่งตรงข้ามของถนนในหมู่บ้าน ชวีเจียงกำลังอาศัยแนวพุ่มไม้ช่วยบดบังพลางตะเกียกตะกายทั้งมือและเท้าหนีเตลิดมุ่งหน้าไปยังวิลล่าของตนเอง ส่วนที่อีกฟากหนึ่งของพุ่มไม้ ร่างหนึ่งซึ่งถูกกิ่งไม้เกี่ยวติดอยู่กำลังบิดตัวส่ายกระชากอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการขัดขวางของพุ่มไม้
เขาดูราวกับหลงลืมเรื่องการเดินอ้อมไปจนหมดสิ้น ในดวงตาคู่นั้นมีเพียงคนเป็นที่อยู่ตรงข้ามพุ่มไม้เท่านั้น สองแขนกวัดแกว่งไปมา พลางส่งเสียงคำรามแหบพร่าปนกับเสียงก่นด่าที่อู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์
นี่มัน—— โจวจิ่นงั้นเหรอ!?
ชวีเจียงผมเผ้ากระเซอะกระเซิง รองเท้าหลุดหายไปข้างหนึ่ง เธอวิ่งเตลิดพลางร่ำไห้คร่ำครวญไปด้วย ที่ริมถนนข้างทางมีถุงขยะหลายถุงวางระเกะระกะกระจายอยู่
เมื่อดูจากสถานการณ์ เธอคงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อนำขยะไปทิ้งที่เรือนขยะ ทว่ากลับมาเจอกับโจวจิ่นที่กลายพันธุ์ไปแล้วบนถนนหน้าบ้านของตนเข้าพอดี จึงได้วิ่งหนีเตลิดอย่างทุลักทุเลเช่นนี้
เธอวิ่งล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกายจนมาถึงหน้าประตูวิลล่าของตน ประตูใหญ่ของบ้านในหมู่บ้านล้วนใช้กลอนประตูดิจิทัลระบบสแกนลายนิ้วมือ จึงไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจ
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อครู่ตอนตะเกียกตะกายหนี นิ้วหัวแม่มือของเธอครูดกับพื้นจนถลอก หรือเป็นเพราะหวาดกลัวและตื่นตระหนกจนเกินไป นิ้วจึงทาบไม่ตรงจุดเซนเซอร์ของตัวล็อก ไม่ว่าจะอย่างไร เธอจับที่จับประตูแล้วลองสแกนอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่กลอนประตูกลับยังคงแสดงสัญญาณไฟสีแดง ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถเปิดประตูได้
เวลานี้ยังเช้าตรู่อยู่มาก คาดว่าเฉินฉีและลูกทั้งสองคนในบ้านน่าจะยังหลับอยู่ อีกทั้งกระจกนิรภัยสองชั้นยังมีประสิทธิภาพในการเก็บเสียงดีเยี่ยมเกินไป ส่งผลให้เธอร่ำไห้หวีดร้องอยู่นอกวิลล่าตั้งนานสองนาน ภายในบ้านกลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย
ยิ่งหวาดกลัวเธอก็ยิ่งร้อนรน ยิ่งร้อนรนก็ยิ่งลนลาน จนในที่สุดเธอก็ไม่พยายามสแกนเปิดประตูอีกต่อไป ยื่นมือออกไปกระหน่ำทุบประตูตรงหน้าอย่างสุดแรง ราวกับคนบ้าคลั่งที่ตบตีบานประตูไม่หยุด เกิดเป็นเสียงดังปังๆๆ สนั่นหวั่นไหว
เสียงนี้สามารถดึงดูดความสนใจของโจวจิ่นได้สำเร็จ เขาเงยหน้าขึ้น ม่านตาสีแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่ชวีเจียง จากนั้นดูราวกับเพิ่งค้นพบว่าทิศทางที่อีกฝ่ายอยู่นั้นเป็นบริเวณด้านข้างของพุ่มไม้ ไม่จำเป็นต้องมุดฝ่าตรงกลางพุ่มไม้ออกไปเลยสักนิด เขาจึงหันขวับแล้ววิ่งพรวดพุ่งตรงไปยังทิศทางของเธออย่างรวดเร็ว
ชวีเจียงกรีดร้องลั่น ไม่อาจมัวแต่ทุบประตูได้อีกต่อไป เธอเบี่ยงตัวแล้ววิ่งเตลิดไปตามถนนด้านหน้าทันที
จี้หนิงซินมองดูอยู่เพียงสองแวบ ก็หันหลังกลับไปสวมใส่เสื้อผ้าในทันที
หากชวีเจียงถูกกัดขึ้นมาจริงๆ ย่อมเกิดการแพร่เชื้อในทันที ถึงเวลานั้นเมื่อติดต่อไปเป็นทอดๆ ไม่ช้าคนทั้งหมู่บ้านก็คงต้องล่มสลายจนหมด ไม่ว่าจะมองในแง่มนุษยธรรมหรือการคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เธอก็ล้วนไม่ปรารถนาให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทั้งสิ้น
แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว ชวีเจียงวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาขึ้นมาอีกครั้ง จี้หนิงซินสวมเสื้อผ้าพลางแผ่พลังจิตออกไปสำรวจ จึงมองเห็นว่าจากด้านหลังของวิลล่าอีกหลังหนึ่งริมถนน มีคนร่างผอมแห้งติดกระดูก ดวงตาสีแดงฉานอีกคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดออกมา
นี่มัน—— จี้หนิงซินขมวดคิ้วแน่น นี่คือภรรยาของโจวจิ่น!
เธอติดเชื้อไปตั้งนานแล้วจริงๆ ด้วย!
เมื่อดูจากสภาพร่างกายและรูปลักษณ์ น่าจะกลายสภาพเป็นซอมบี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว คงถูกโจวจิ่นซ่อนตัวเอาไว้มาโดยตลอด และใช้วิธีการบางอย่างปกปิดร่องรอยไว้ จนกระทั่งแม้แต่จี้หนิงซินก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
ชวีเจียงถูกซอมบี้สองตัวขนาบหน้าหลัง ต่อให้จี้หนิงซินจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเพียงใด ในเวลานี้ก็ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยอีกฝ่ายได้ทันแล้ว
จี้หนิงซินขมวดคิ้ว เตรียมตัวจะลงไปชั้นล่างเพื่อปลุกลู่โหย่วเหวยและลู่ถิงเฟิง ทว่าสถานการณ์ภายนอกกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน
ประตูใหญ่ของวิลล่าหลังที่ชวีเจียงเพิ่งวิ่งผ่านเปิดผางออก ร่างสูงโปร่งระหงร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมา มือขว้างวัตถุบางอย่างใส่รถยนต์ที่จอดอยู่ตรงช่องจอดรถอย่างว่องไวปราดเปรียว
รถยนต์คันนั้นน่าจะติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยเอาไว้ เมื่อถูกกระแทกในขณะที่ล็อกอยู่ จึงส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงบาดแก้วหูดังลั่นขึ้นมาทันที พร้อมกับไฟหน้ารถที่เริ่มกะพริบถี่รัว ชั่วพริบตาเดียว ภายในหมู่บ้านอันเงียบสงบก็ราวกับมีคนจุดประทัดสายใหญ่ เสียงอึกทึกครึกโครมนี้ดังสนั่นกว่าเสียงกรีดร้องของชวีเจียงก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
เสียงนั้นดึงดูดความสนใจของซอมบี้ทั้งสองตัวได้ในทันที พวกมันหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง แล้วพุ่งโถมเข้าใส่รถยนต์คันนั้นแทน
จี้หนิงซินสัมผัสได้ว่าภายในวิลล่าละแวกใกล้เคียง มีลูกบ้านจำนวนไม่น้อยที่สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงสัญญาณเตือนภัยของรถยนต์ ซึ่งรวมถึงคนในครอบครัวของชวีเจียงด้วยเช่นกัน
หลังจากหวังหยวนหยวนขว้างของใส่รถของตนเองแล้ว เธอก็ดึงคอเสื้อของชวีเจียงไว้ทันควัน พลางเอ่ยถามว่าถูกกัดหรือไม่
“มะ… ไม่… ไม่โดน…” ชวีเจียงตื่นตระหนกลนลานจนแทบสิ้นสติ ทว่ายังคงจดจำได้ที่จะยื่นมือ แขน ขา ลำตัว และลำคอให้อีกฝ่ายดู นี่คือพฤติกรรมการเอาชีวิตรอดโดยสัญชาตญาณของมนุษย์ในยามเผชิญหน้ากับวิกฤตอันตรายถึงชีวิต
“เข้ามาข้างใน!” หวังหยวนหยวนทั้งกึ่งลากกึ่งดึง พาร่างของชวีเจียงที่แขนขาอ่อนแรงเข้าไปในวิลล่า จากนั้นจึงปิดประตูใหญ่ลงอย่างแน่นหนา
เพียงชั่วครู่ หวังหยวนหยวนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ระเบียงชั้นสองของวิลล่า เธอเลื่อนเปิดหน้าต่างกระจก ในมือถือโทรโข่งอันใหญ่พลางตะโกนเสียงดังลั่น “ในหมู่บ้านมีซอมบี้! อยู่ตรงที่จอดรถของวิลล่าหมายเลข 10! มีทั้งหมดสองตัว ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจมีคนอื่นถูกกัดจนกลายพันธุ์ติดเชื้ออีก ใครที่ได้ยินเสียงนี้ตอนนี้ให้รีบตรวจเช็กคนในครอบครัวตัวเองเดี๋ยวนี้! ส่วนคนที่อยู่บ้านนั้นน่ะ—— เจ้าของวิลล่าหมายเลข 6 รีบมาช่วยเมียนายเร็วเข้า!”
เธอเปิดปุ่มบันทึกเสียงไว้ พอตะโกนจบก็กดปุ่มเล่นเสียง โทรโข่งจึงเริ่มส่งเสียงกระจายข้อความของเธอวนซ้ำไปมาโดยอัตโนมัติ
เธอสั่งให้ชวีเจียงถือโทรโข่งเล็งออกไปข้างนอกเพื่อเปิดวนต่อไป ส่วนตัวเองก็หยิบชุดธนูระดับมืออาชีพพร้อมกับกระบอกใส่ลูกธนูที่ลับคมหัวศรไว้แล้วออกมา แล้วเริ่มเล็งยิงใส่ซอมบี้ทั้งสองตัวที่อยู่ชั้นล่าง
หวังหยวนหยวนน่าจะเคยเรียนยิงธนูมาบ้าง ทว่าคงเป็นเพียงระดับมือสมัครเล่น อุปกรณ์และท่วงท่าในการยิงธนูล้วนดูเป็นมาตรฐานดีเยี่ยม เพียงแต่ลูกธนูที่ยิงออกไปกลับพลาดเป้าไปหมด ทว่าหญิงสาวกลับไม่ได้ท้อถอย อย่างไรเสียเธอก็ยืนอยู่บนระเบียงที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงยังคงพยายามยิงใส่ทีละดอกต่อไป
ในที่สุด ก็มีลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเสียบทะลุลำคอของซอมบี้ตัวหนึ่ง มันเอียงคอไปวูบหนึ่ง ทว่าเพราะไม่ได้เจาะทะลุสมอง จึงยังคงไม่ล้มลง
บนถนนของหมู่บ้าน รถเก๋งสีดำคันหนึ่งพุ่งทะยานมาจากทิศทางของวิลล่าหมายเลข 6 ด้วยความเร็วสูง ตลอดเส้นทางขับส่ายไปส่ายมาอย่างง่อนแง่น ทว่ายังคงแล่นมาถึงหน้าวิลล่าหมายเลข 10 ได้อย่างแม่นยำ ตัวรถหักเลี้ยวปรับทิศทาง จากนั้นก็พุ่งชนเข้าใส่ซอมบี้ทั้งสองตัวที่ถูกเสียงเครื่องยนต์ดึงดูดความสนใจและกำลังโถมตัวเข้ามาที่หน้ารถอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พลั่ก—— พลั่ก——!
หน้ารถกระแทกเข้ากับร่างของซอมบี้ ใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวที่กลายพันธุ์ไปแล้วแนบสนิทอยู่กับกระจกหน้ารถ คนในรถหัวใจเต้นระทึกรัวนิ้วมือสั่นเทา ทว่ากลับไม่ได้ผ่อนคันเร่งลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งเหยียบคันเร่งจมมิด ดันร่างของซอมบี้ทั้งสองตัวไถลไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งอัดกระแทกซอมบี้ทั้งคู่เข้ากับรถยนต์ที่ยังคงส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นอยู่คันนั้น
หน้ารถยุบเข้าไปเป็นแถบใหญ่เพราะแรงปะทะ ทว่าครึ่งร่างของซอมบี้ทั้งสองก็ถูกบดอัดอยู่ระหว่างรถสองคันจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้
หวังหยวนหยวนง้างคันศรยิงอีกครั้งทันที คราวนี้เป็นเพราะซอมบี้ขยับตัวไม่ได้แล้ว เธอจึงเล็งเป้าได้อย่างแม่นยำ ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งปักเข้าปากของตัวหนึ่งอย่างจัง หัวศรทะลวงผ่านไป ซอมบี้ตัวนั้นก็แน่นิ่งไปทันที
เธอเพิ่งจะคิดหยิบลูกธนูมาขึ้นสายเพื่อยิงอีกตัว บนถนนเบื้องล่างก็มีคนหลายคนวิ่งตรงมาจากระยะไกล พวกเขาสวมชุดป้องกันสารเคมี ในมือถือมีดและท่อนไม้ปลายแหลม พุ่งตรงเข้ามายังซอมบี้อีกตัวที่ขยับไม่ได้ แล้วกระหน่ำแทงทะลุเบ้าตาของมันอยู่หลายครั้ง บดขยี้กวนสมองของมันจนแหลกละเอียด
ประตูรถเก๋งสีดำเปิดออก เด็กหนุ่มวัยรุ่นพุ่งพรวดลงจากรถพลางตะโกนเรียกแม่ของตน ส่วนตรงที่นั่งข้างคนขับก็มีเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าเด็กหนุ่มก้าวลงมา ในมือของเธอยังคงกำราวตากผ้าโลหะไว้แน่น ที่ปลายเสาผูกมีดปอกผลไม้ปลายแหลมติดเอาไว้ นี่คือลูกทั้งสองคนของชวีเจียง
จี้หนิงซินยืนอยู่บนระเบียงมองดูความเคลื่อนไหวที่ปลายถนนฝั่งนั้น เธอเป็นคนเห็นทั้งสองคนนี้ขึ้นรถไปตั้งแต่แรก เด็กหนุ่มอายุสิบหกปี น่าจะเคยแอบเรียนวิธีขับรถกับเฉินฉีผู้เป็นพ่อมาบ้างเป็นการส่วนตัว
เด็กสาวหลังจากขึ้นรถก็คอยพูดตลอดทางว่าอย่าเพิ่งลงจากรถ ให้ขับพุ่งชนโดยตรง พุ่งชนจนพวกมันขยับไม่ได้แล้วค่อยลงมือ ให้ทำเหมือนพี่สาวที่อยู่วิลล่าฝั่งตรงข้ามที่ทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยและได้เปรียบก่อนแล้วค่อยลงมือจัดการ
ในยามที่ได้ยินว่าแม่เกิดเรื่องขึ้น ทั้งสองคนไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจหรือการกระทำ ล้วนมีความกล้าหาญมากกว่าพ่อของตนเองเสียอีก
เฉินฉีถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เขาวิ่งซวดเซไล่ตามรถมา ครั้นเห็นว่าลูกทั้งสองคนปลอดภัยดีและซอมบี้ถูกกำจัดเรียบร้อยแล้ว เขาก็สูดหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งอกระคนตื่นตระหนก
ส่วนคนหลายคนที่วิ่งเข้ามาช่วยเหลือนั้น ก็ทำให้จี้หนิงซินรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะคนพวกนั้นกลับกลายเป็นกลุ่มของหลินซื่อตั๋วและหูต้ง
พวกเขาก็เพิ่งจะเคยสังหารซอมบี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน แต่ละคนล้วนทั้งตื่นตกใจทั้งหวาดผวา มือไม้สั่นเทาไปหมด โดยเฉพาะหลินซื่อตั๋ว พอมองดูมีดที่ผูกติดกับด้ามไม้ม็อบถูพื้นในมือซึ่งเปรอะเปื้อนเศษเนื้อและมันสมองข้นสีแดงสลับขาว เขาก็รีบวิ่งไปด้านข้าง ดึงหน้ากากอนามัยลงแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย…
โทรโข่งของหวังหยวนหยวนปิดลงแล้ว ประตูวิลล่าเปิดออก ชวีเจียงวิ่งถลันออกมา สวมกอดลูกทั้งสองคนของตนเอาไว้แน่น
เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและกะทันหัน อีกทั้งยังจบลงอย่างกะทันหันผิดธรรมดาเช่นกัน
ที่แท้เมื่อมนุษย์ถูกบีบให้จนตรอก ก็สามารถระเบิดศักยภาพอันหลากหลายออกมาได้เช่นนี้เอง
จี้หนิงซินไม่รู้ว่าหลินซื่อตั๋วและพวกพ้องยื่นมือเข้าช่วยผู้คนด้วยเหตุผลกลใด บางทีอาจต้องการผูกมิตรและดึงผู้คนมาเข้าพวกในกลียุคอันไร้ที่พึ่งพิงนี้ เพื่อรวมกลุ่มกันเป็นทีมสำหรับดิ้นรนเอาชีวิตรอดต่อไป
และเธอก็ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดหวังหยวนหยวนถึงยอมเสี่ยงอันตรายวิ่งออกมานอกวิลล่า เพื่อช่วยเหลือ “คนธรรมดา” คนหนึ่งที่แต่ก่อนแม้แต่จะชายตามองหรือพูดคุยด้วยก็ยังคร้านจะทำ
ทว่าไม่ว่าจะทำไปด้วยเจตนาใด การช่วยชีวิตคนก็คือการช่วยชีวิตคนอยู่วันยังค่ำ
มนุษย์มีความซับซ้อน ไม่เคยมีสิ่งใดที่เป็นขาวจัดหรือดำสนิทอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าในอนาคตจะเป็นเช่นไร ผู้รอดชีวิตเหล่านี้จะยังคงยื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อคนอื่นตกอยู่ในอันตรายในคราวหน้าหรือไม่ หรือจะแทงข้างหลังกันเพื่อเอาชีวิตรอด—แต่อย่างน้อยในตอนนี้ อย่างน้อยในครั้งนี้ พวกเขาก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้สติปัญญา รวบรวมความกล้าหาญ และคลี่คลายวิกฤตการณ์ลงได้ด้วยเรี่ยวแรงของตนเอง
ภายใต้มหันตภัย การพึ่งพาตนเองเพื่อเอาชีวิตรอดย่อมมองเห็นความหวังในการมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าการเฝ้ารอคอยความช่วยเหลืออย่างเฉยเมยเสมอ
เรื่องการติดเชื้อในบ้านของโจวจิ่น หลังจากนั้นก็ได้รับการประมวลทบทวนย้อนรอยเหตุการณ์ร่วมกันระหว่างเหล่าลูกบ้านกับจี้หนิงซิน
ภรรยาของโจวจิ่นติดเชื้อมาได้ระยะหนึ่งแล้วจริงๆ ตลอดช่วงเวลาที่เธอไม่ได้ปรากฏตัว เธอถูกโจวจิ่นขังเอาไว้ในห้องใต้ดินมาโดยตลอด
ภรรยาของเขาชอบร้องเพลง เขาจึงเคยทำห้องคาราโอเกะเก็บเสียงเอาไว้ห้องหนึ่งในชั้นใต้ดิน ภายในห้องนั้นมีประสิทธิภาพในการกันเสียงดีเยี่ยมเป็นพิเศษ ภายในห้องมีเชือกที่หลงเหลือตกค้างอยู่ และยังมีเศษเนื้อเน่าเปื่อยที่มีร่องรอยการกัดแทะอีกจำนวนหนึ่ง—ซึ่งน่าจะเป็นเนื้อหมูแช่แข็งที่นำมาละลายน้ำแข็งแล้ว
และนี่ก็คือเหตุผลที่จี้หนิงซินเคยนั่งรถผ่านวิลล่าของครอบครัวพวกเขาอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับไม่เคยได้ยินเสียงผิดปกติใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
เสื้อผ้าที่เขาสวมตอนออกไปข้างนอกนั้นสะอาดสะอ้านแถมยังมีร่องรอยสีซีดจาง น่าจะเป็นเพราะต้องสัมผัสคลุกคลีกับซอมบี้เป็นเวลานาน บนตัวจึงมีทั้งคราบเลือด สิ่งสกปรก และกลิ่นเน่าเปื่อย ทุกครั้งที่ซักเสื้อผ้าจึงต้องผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปด้วย
เขาไม่อยากให้คนอื่นเกิดความสงสัย จึงได้เสนอตัวอาสารับหน้าที่เข้าเวรด้วยตัวเอง
การที่เขาไม่สวมชุดป้องกันสารเคมีและไม่ใส่หน้ากากอนามัย คงเป็นเพราะไม่กลัวการติดเชื้อ หรือไม่แน่ว่าอาจจะหวังให้ตัวเองติดเชื้อไปด้วยเสียเลย
ตอนที่เขายืนอยู่บนชั้นสองของวิลล่าแล้วเอากรดกำมะถันมาข่มขู่กลุ่มคนที่อยู่นอกประตู บางทีเขาคงคิดเรื่องราวหลังจากนั้นเอาไว้หมดแล้ว
เขารักภรรยาของตนอย่างสุดซึ้ง นั่นคือคนที่ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขเคียงข้างเขามาครึ่งค่อนชีวิต ต่อให้เธอจะติดเชื้อจนกลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว เขาก็ยังทำใจ “ฆ่า” เธอไม่ลง เขายินยอมที่จะกลายเป็นสัตว์ประหลาดเฉกเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา และปล่อยให้เธอกัดตัวเอง
ทว่าก่อนที่จะทำเรื่องเหล่านั้น เขาได้แก้เชือกที่มัดร่างของภรรยาออก เปิดประตูห้องใต้ดิน และเปิดประตูหลังของวิลล่าทิ้งไว้พร้อมกัน เขาจงใจทำเช่นนั้น เพราะเขาได้รับปากว่าจะให้คนพวกนั้นได้เห็นหน้าภรรยาของเขาในวันรุ่งขึ้น และเขาก็รักษาสัจจะ ทำตามที่พูดไว้จริงๆ
วิลล่าของโจวจิ่นอยู่ใกล้กับวิลล่าของครอบครัวเฉินฉีและชวีเจียง ดังนั้นในบรรดาเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ชวีเจียงจึงเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายรายแรก และเป็นเพียงคนเดียว
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ลูกบ้านที่ยังคงเหลืออยู่ในหมู่บ้านต่างรู้สึกไม่สบายใจ จึงได้เริ่มจัดตั้งทีมลาดตระเวนขึ้นมา เริ่มต้นจากการปูพรมตรวจค้นทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง พร้อมทั้งประกาศว่าลูกบ้านทุกคนที่ยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน สมาชิกทุกคนในแต่ละครอบครัวจะต้องออกมาปรากฏตัวให้เห็นหน้า เพื่อยืนยันว่ายังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและปลอดภัยดี
ครอบครัวของจี้หนิงซินย่อมไม่ได้รับการยกเว้น ในตอนที่ทีมลาดตระเวนมาตรวจ พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงกันอยู่ โชคดีที่วันนี้พวกเขาไม่ได้กินหม้อไฟ แต่ทำตามคำแนะนำของจี้หนิงซิน พักผ่อนจากการทำอาหารสักมื้อหนึ่ง และนำเอาอาหารปรุงสำเร็จที่แพ็กกล่องเก็บไว้ในช่องมิติของเธอออกมากิน
อาหารปรุงสุกที่แพ็กเก็บไว้เหล่านี้กินหมดไปหนึ่งกล่องก็ลดลงไปหนึ่งกล่อง นี่จึงเป็นเพียงครั้งที่สามเท่านั้นที่พวกเขานำอาหารปรุงสำเร็จในคลังสต็อกออกมากิน นับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นในเมืองซูเฉิง
โอโทโร่ปลาทูน่าครีบน้ำเงินชิ้นหนานุ่มลายหินอ่อนละมุนลิ้น ซาชิมิปลาคิงแซลมอนสดหวานฉ่ำสีส้มสดใส ไข่หอยเม่นสดที่เปิดฝาพร้อมทานรสชาติหวานมันละลายในปาก ตับห่านย่างหอมกรุ่นเบิร์นไฟพอสะดุ้ง ข้าวห่อสาหร่ายกุ้งอะโวคาโดคำโต… เนื่องจากล้วนเป็นอาหารรสชาติละเมียดละไมและเป็นอาหารเย็น ต่อให้ทั้งสามคนจะกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินจนฟินไปตามๆ กัน บนตัวก็ไม่มีกลิ่นอาหารติดอยู่เลยแม้แต่น้อย
ทว่าก่อนที่จะเปิดประตูต้อนรับ พวกเขาก็ยังคงทาน้ำมันหอมระเหยวินด์ออยล์ตามตัวเพื่อกลบกลิ่น แล้วจึงสวมหน้ากากอนามัยกับแว่นตานิรภัย
สิ่งที่ทำให้จี้หนิงซินรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างก็คือ หัวหน้าทีมลาดตระเวนที่มาตรวจกลับกลายเป็นหลินซื่อตั๋ว อีกฝ่ายสามารถแทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มลูกบ้านของหมู่บ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็นับว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อย
เมื่อเขาเห็นเธอ แววตาของเขาก็ไม่ได้มีความครุ่นคิดหรือแฝงเจตนาหวังผลประโยชน์บางอย่างเหมือนเมื่อก่อนอีก สีหน้ากลับดูเย็นชาและไว้เชิงขึ้นมาก เขาขอวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเครื่องวัดไข้ทางหูและให้แสดงตัวเลขอุณหภูมิให้ดู พร้อมกับบอกว่าหากไม่ไว้ใจที่จะใช้เครื่องของพวกเขา ก็สามารถใช้เครื่องของตนเองได้
จี้หนิงซินแสร้งทำเป็นเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่นเพื่อหยิบของ แต่ความจริงแล้วเธอหยิบเครื่องวัดไข้ทางหูออกมาจากมิติ หลังจากวัดและแสดงตัวเลขอุณหภูมิให้อีกฝ่ายดูแล้ว เขาก็กาเครื่องหมายถูกลงในสมุดบันทึกรายชื่อลูกบ้าน พร้อมทั้งเอ่ยปากบอกว่าช่วงวันสองวันนี้จะรวมกลุ่มออกไปค้นหาเสบียงและน้ำมันเชื้อเพลิง จากนั้นจะจัดขบวนรถเพื่ออพยพออกจากเมืองซูเฉิง หากพวกเธออยากเข้าร่วม ก็สามารถออกเดินทางไปด้วยกันได้
“ได้ครับ พวกเราจะลองพิจารณาดู” ลู่โหย่วเหวยเป็นฝ่ายเอ่ยตอบ
ครอบครัวของพวกเขาย่อมไม่มีทางติดตามขบวนรถของคนกลุ่มนี้ไปอย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ฟังก์ชันของรถบ้านก็ยอดเยี่ยมเกินพอแล้ว การอยู่ห่างจากฝูงชนย่อมปลอดภัยกว่าเป็นไหนๆ
แต่เขาเข้าใจจิตใจคนดี จึงไม่ปฏิเสธไปในทันที เพราะในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ใครเล่าจะปฏิเสธการเข้าร่วมขบวนรถที่มีคนจำนวนมากเพื่อเดินทางร่วมกัน?
หลินซื่อตั๋วเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะตามไปด้วยหรือไม่ จุดประสงค์ใหญ่ที่สุดของเขาคือการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถและอำนาจสิทธิ์ขาดในกลุ่มลูกบ้านของตนในตอนนี้ต่างหาก
พูดตามตรง ก่อนหน้านี้พวกเขาสองสามคนเคยคิดที่จะมาอ้อนวอนขอร้องจี้หนิงซินเพื่อขอโดยสารรถบ้านของเธอหนีออกไปจริงๆ และหากครอบครัวนี้ไม่ยินยอม ก็จะใช้กำลังแย่งชิงมา
ทว่าเรื่องที่พวกของลู่ถง เฉินหลิง และต้าพานแอบหนีออกไปอย่างเงียบเชียบนั้น ได้ฟาดเข้าแสกหน้าพวกเขาอย่างจัง
ในบรรดาคนที่หนีจากไป มีถึงสามคนที่เป็นผู้หญิง แม้กระทั่งผู้หญิงอย่างผังยวี่ ที่ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาก็เอาแต่ออดอ้อนทำตัวอ่อนแอคอยพึ่งพาให้คนอื่นดูแลอยู่ตลอดเวลา ยังกล้าทุบหม้อข้าวเผาสะพาน[1] หาหนทางเอาตัวรอดออกไปได้ด้วยตัวเอง แล้วพวกตนที่เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ จะทำไม่ได้เชียวหรือ?
ก็แค่รถ เสบียง กับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ใช่หรือไง?
ขอเพียงพวกเขาตั้งใจ แม้ไม่ต้องไปแย่งชิงของคนอื่นก็ย่อมทำได้สำเร็จ! ซ้ำพวกเขายังสามารถจัดตั้งและเป็นผู้นำขบวนรถขึ้นมาเอง เพื่อออกเดินทางได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นอีกด้วย!
หลังจากนั้น ครอบครัวของจี้หนิงซินก็ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านอีกเลย ข้าวของทุกอย่างของพวกเขาถูกเก็บไว้ในโซนเก็บของจนหมดสิ้น หากคิดจะออกเดินทางเมื่อไรก็สามารถไปได้ทันทีทุกเมื่อ
หนึ่งวันให้หลัง ทีมลูกบ้านในหมู่บ้านที่ออกไปค้นหาเสบียงและน้ำมันเชื้อเพลิงก็เดินทางกลับมาอย่างปลอดภัยไร้ภยันตราย พร้อมทั้งนำข่าวคราวเรื่องที่กองทัพยังคงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตกลับมาด้วย แม้จะไม่ใช่กองกำลังหลักขนาดใหญ่ แต่กองกำลังขนาดเล็กที่ใช้ยุทธวิธีกองโจรนั้นมีความคล่องตัวสูงกว่า และสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดีกว่ามาก
“พวกเขาแบ่งกำลังออกเป็นหลายชุด นอกจากฝั่งตะวันออกของเมืองตรงนี้แล้ว ยังมีคนที่กำลังไปช่วยเหลือผู้คนทางฝั่งตะวันตกด้วย… นอกจากการช่วยชีวิตคนแล้ว พวกเขายังช่วยขนย้ายเสบียงและรวบรวมน้ำมันเชื้อเพลิง ตอนนี้มีผู้รอดชีวิตจากฝั่งตะวันตกของเมืองสองกลุ่มถูกพาตัวไปยังชานเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ที่นั่นมีสวนวัฒนธรรมเชิงนิเวศอยู่แห่งหนึ่ง มีแหล่งน้ำโอบล้อมถึงสามด้าน ส่วนอีกด้านที่เหลือก็มีรั้วเหล็กล้อมกั้นไว้แน่นหนา อีกทั้งยังอยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดการแพร่ระบาดทั้งสองแห่งของเมืองซูเฉิง ในตอนนี้จึงถือว่าปลอดภัยครับ
“ในสวนวัฒนธรรมเชิงนิเวศแห่งนั้นมีแคมป์ปิ้งคลับอยู่ข้างใน จึงมีทั้งรถบ้านและบ้านไม้ที่พอจะใช้อาศัยหลับนอนได้ ทางฝั่งตะวันตกของเมืองเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง หากใครติดต่อคนในครอบครัวทางฝั่งตะวันตกไม่ได้ บางทีอาจจะลองไปเสี่ยงโชคตามหาที่นั่นดูได้ครับ…
“ผู้รอดชีวิตที่อพยพออกไปในช่วงวันสองวันนี้ต่างก็ไปพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายและจัดขบวนรถอยู่ที่นั่นชั่วคราว เมื่อรอจนกว่าทีมช่วยเหลือที่ยังคงตกค้างอยู่ในฝั่งตะวันออกของเมืองอพยพไปสมทบทั้งหมด ก็จะออกเดินทางออกจากเมืองซูเฉิงไปพร้อมกัน ตอนนี้กองกำลังหลักกำลังอพยพมุ่งหน้าไปสองทิศทาง ทางหนึ่งคือเมืองเจียงเฉิงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และอีกทางหนึ่งคือเมืองหูเฉิงทางทิศใต้ เมืองทั้งสองแห่งนี้ยังปลอดภัย ด้านนอกเมืองมีการสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวไว้รองรับผู้รอดชีวิตจากเมืองไห่เฉิงและเมืองซูเฉิงให้อาศัยอยู่ชั่วคราว
“พวกเขาน่าจะตามขบวนของกองกำลังหลักไปยังเมืองใดเมืองหนึ่งในสองแห่งนี้ ทีมกู้ภัยที่เราได้พบได้บอกช่วงเวลาและสถานที่ที่ทีมกู้ภัยระลอกถัดๆ ไปจะอพยพไปยังชานเมืองให้พวกเราทราบแล้ว แต่ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน… เนื่องจากตอนนี้ทีมกู้ภัยหลายชุดไม่สามารถส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือทั่วทั้งเมืองได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดสามารถติดตามฟังได้จากคลื่นวิทยุความถี่นี้ครับ…”
ขณะที่พวกของหลินซื่อตั๋วพูดคุยกันอยู่นั้น ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ส่งข้อมูลเวลาและสถานที่สำหรับอพยพ รวมถึงคลื่นความถี่วิทยุที่บันทึกไว้ลงไปในกลุ่มแชต
กลุ่มแชตนี้ถูกสร้างแยกออกมาจากกลุ่มลูกบ้านเดิมหลังจากที่จัดตั้งทีมลาดตระเวน มีเพียงลูกบ้านที่ยังคงเหลืออยู่ในหมู่บ้านตอนนี้สิบกว่าหลังเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงบ้านของจี้หนิงซินด้วย
แต่ไหนแต่ไรมาลู่ถิงเฟิงก็ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องจิปาถะหยุมหยิมในกลุ่มลูกบ้าน จึงไม่ได้เข้ากลุ่ม ส่วนลู่โหย่วเหวยก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานในฟิตเนสและยิมชกมวย จึงไม่ได้เข้ากลุ่มเช่นกัน ดังนั้นคนเดียวในบ้านที่อยู่ในกลุ่มลูกบ้านจึงมีเพียงจี้หนิงซิน
ตอนที่ดึงคนเข้ากลุ่มใหม่ เธอจึงถูกดึงเข้าไปด้วยโดยปริยาย
หลังจากหลินซื่อตั๋วส่งข้อมูลเวลา สถานที่อพยพของทีมกู้ภัย และคลื่นความถี่วิทยุแล้ว ลูกบ้านคนอื่นๆ ในกลุ่มต่างก็พิมพ์คำว่าขอบคุณ จี้หนิงซินจึงทำตามกระแสนิยม พิมพ์คำว่าขอบคุณส่งเข้าไปสองคำเช่นกัน
ทว่าหลังจากนั้นเมื่อลูกบ้านคนอื่นๆ ซักถาม พูดคุย และปรึกษาหารือเรื่องการอพยพ เธอก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอีก และไม่ได้ให้ความสนใจด้วย
ลูกบ้านในหมู่บ้านที่ยึดหลักความเงียบสงบเป็นที่ตั้ง และตั้งใจจะพึ่งพาเสบียงที่ตุนไว้เพื่อกบดานเอาชีวิตรอดให้ถึงที่สุดยังมีอยู่อีกสองสามหลัง แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มแชตด้วย แต่กลับเงียบกริบยิ่งกว่าจี้หนิงซินเสียอีก ไม่เคยเอ่ยปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
นับตั้งแต่ “ไวรัสสปอร์” ปะทุขึ้นมาจนถึงตอนนี้นับเป็นเวลากว่ายี่สิบวันเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ต่อให้เป็นคนที่โง่เขลาเพียงใดก็ย่อมตระหนักถึงความสำคัญของเสบียง และเข้าใจสัจธรรมที่ว่าเมื่อครอบครองทรัพย์สินมหาศาลก็ควรทำตัวให้ถ่อมตนและเก็บเนื้อเก็บตัว
พื้นที่ในรถคันหนึ่งจะมีสักเท่าไรกันเชียว เมื่อมีคนนั่งลงไปแล้ว ย่อมไม่อาจขนเสบียงอาหารและน้ำดื่มทั้งหมดในบ้านติดตัวไปด้วยได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หากร่วมเดินทางไปกับขบวนรถของหมู่บ้าน ถ้าอาหารของคนอื่นหมดลง แต่คุณยังมีอาหารเหลืออยู่มากมายล่ะ? ต่อไปคุณยังจะกล้ากินอาหารหรือไม่? หากตอนที่กำลังกินอาหารอยู่แล้วมีสายตาคอยจ้องเขม็งมองมา หรือถึงขั้นเอ่ยปากขอแบ่ง จะทำอย่างไร?
สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่อาจจะเกิดขึ้นได้เหล่านั้น ขอเพียงลองไตร่ตรองดูสักนิดก็เข้าใจได้แจ่มแจ้งแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การล่มสลายของศูนย์พักพิงและฐานที่มั่นชั่วคราวฝั่งตะวันออกของเมือง ก็ยากที่จะปฏิเสธได้ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากการที่มีผู้คนรวมตัวกันอยู่หนาแน่นจนเกินไปหรือไม่…
เป็นความจริงที่ว่าการระบาดระลอกหนึ่งเพิ่งจะผ่านพ้นไป ครั้งต่อไปอาจจะไม่เกิดเรื่องแบบเดิมซ้ำอีก การขับรถติดตามขบวนของกองกำลังหลักเพื่ออพยพย่อมปลอดภัยกว่าการเดินทางเพียงลำพังในภายหลังอย่างแน่นอน
ทว่าเรื่องเรื่องหนึ่งไม่อาจมองเพียงด้านเดียวได้ตลอดไป ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียสองด้านเสมอ
ในช่วงเวลาเช่นนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าตนเองต้องการเลือกทางไหน หากเลือกด้านหนึ่ง ย่อมต้องละทิ้งอีกด้านหนึ่งไปโดยปริยาย
ลูกบ้านสองสามหลังที่มีเสบียงตุนไว้อย่างล้นเหลือและวางตัวเงียบเชียบถ่อมตนเหล่านั้น ความจริงแล้วกำลังใช้การกระทำที่แท้จริงเป็นคำตอบในการเลือกของตน
หนึ่งวันต่อมา ขบวนรถของหมู่บ้านก็ออกเดินทาง
คู่สามีภรรยาเฉินฉีกับชวีเจียงแห่งวิลล่าหมายเลข 6 ตัดสินใจออกเดินทางในที่สุด เพราะได้เห็นความกล้าหาญและการเติบโตของลูกทั้งสอง แม้ว่าหน้ารถของพวกเขาจะบุบยุบไปแถบใหญ่ แต่ก็ส่งผลกระทบเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น ตัวรถยังคงใช้งานได้ดี ในช่วงสองวันนี้เฉินฉีถึงกับติดตามทีมของหมู่บ้านออกไปข้างนอก และขนเสบียงอาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์ป้องกัน และน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาได้เป็นจำนวนมาก
ครอบครัวสี่คนตัดสินใจที่จะละทิ้งเมืองซูเฉิง เพื่อออกไปเผชิญหน้ากับวันสิ้นโลกนี้โดยตรง
พวกของหลินซื่อตั๋วกับหูต้งที่พักอาศัยชั่วคราวอยู่ในวิลล่าหมายเลข 8 ของหยางเหรินหร่านย่อมต้องไปด้วยอย่างแน่นอน ในวันนั้นจี้หนิงซินได้ยินข่าวที่พวกเขานำกลับมาว่า หนึ่งในทิศทางการอพยพของกองกำลังหลักก็คือเมืองหูเฉิง
ตอนที่เพื่อนสมัยมัธยมปลายขอติดรถมาด้วยเคยเอ่ยถึงเมืองหูเฉิง พ่อแม่ของหลินซื่อตั๋วอยู่ที่เมืองหูเฉิง ส่วนคนอื่นๆ นั้น เนื่องจากไม่สามารถติดต่อครอบครัวได้ด้วยสารพัดเหตุผล จึงอยากจะลองไปเสี่ยงโชคตามหาที่สวนวัฒนธรรมเชิงนิเวศชานเมืองดูอย่างแน่นอน
สิ่งที่ทำให้จี้หนิงซินรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างก็คือ พวกเขาโดยสารรถของหวังหยวนหยวนแห่งวิลล่าหมายเลข 10 ไปด้วย
นั่นคือรถตู้ขนาดเล็ก แม้ว่าหน้ารถจะเคยถูกซอมบี้พุ่งชนบดขยี้มาก่อน แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการขับขี่ ภายในรถมีเจ็ดที่นั่ง จึงเพียงพอสำหรับพวกเขาทุกคนอย่างเหลือเฟือ ทั้งยังสามารถบรรทุกเสบียงได้อีกเป็นจำนวนมาก
หลังจากจี้หนิงซินคิดดูแล้วก็เข้าใจได้ในทันที หลินซื่อตั๋วกับพวกต้องการรถ ส่วนหวังหยวนหยวนก็ไม่อยากขับรถไปเพียงลำพัง หรือจะพูดอีกอย่างก็คือเธอต้องการคนขับรถ
พวกของหลินซื่อตั๋วอาจไม่ได้พึ่งพาได้เต็มร้อย แต่ก็เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันมาแล้ว อีกทั้งเธอยังยิงธนูเป็น เปรียบเสมือนกำลังโจมตีระยะไกลของทีม เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียว พวกเขาก็ต้องให้ความสำคัญกับเธอแล้ว
ทว่าจี้หนิงซินกลับรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าเหตุใดผู้จัดการของหวังหยวนหยวนหลังจากทะเลาะกับเธอแล้ว ถึงได้ทิ้งรถตู้ที่มีพื้นที่กว้างขวางคันนี้ไว้ แล้วขับรถสปอร์ตสองประตูคันเล็กอีกคันของเธอจากไปแทน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน คนปกติย่อมต้องเลือกรถตู้อย่างแน่นอน ยิ่งเป็นการแยกทางกันเพราะความเห็นไม่ลงรอย ย่อมไม่มีทางที่จะคอยเกรงใจหรือเห็นแก่ประโยชน์ของอีกฝ่ายจนยอมทิ้งรถคันใหญ่เอาไว้ให้อย่างเด็ดขาด
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ วันนั้นหลังจากที่หวังหยวนหยวนกลับไปแล้วทะเลาะกับผู้จัดการ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่ไปเจอคนคิดไม่ซื่อในมินิมาร์ทเลยสักนิด แต่เป็นเพราะผู้จัดการยื่นคำขาด บังคับให้เธอส่งมอบทั้งกุญแจห้องที่ซ่อนเสบียงและกุญแจรถตู้พี่เลี้ยง[2]ออกมาพร้อมกันต่างหาก
หวังหยวนหยวนไม่ได้โง่ ในเมื่อเธอซ่อนเอาไว้แล้ว จะยอมมอบให้อีกฝ่ายได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือบ้านของเธอ ข้าวของทุกอย่างเดิมทีก็เป็นของเธออยู่แล้ว!
บ้านของผู้จัดการเองอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมือง อีกฝ่ายเพียงแค่กลับไปไม่ได้ถึงได้มาอาศัยอยู่ที่นี่กับหวังหยวนหยวน หญิงสาวให้ข้าวให้น้ำอีกฝ่ายกินมานานหลายวันขนาดนี้ก็ถือว่าดีถมไปแล้ว จะยอมให้อีกฝ่ายมาเอาเปรียบตัวเองได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งและแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางในเวลาต่อมา
หลังจากขบวนรถอพยพออกไปแล้ว ทั่วทั้งโซนวิลล่าเดี่ยวก็เหลือเพียงครอบครัวของจี้หนิงซินอยู่เพียงลำพัง
ทว่ากลับไม่สะดุดตาแต่อย่างใด เพราะไม่มี “สายตา” ของใครให้สะดุดอยู่แล้ว ลูกบ้านที่เหลืออยู่อีกสามสี่หลังล้วนอาศัยอยู่ในโซนวิลล่าแฝด ซึ่งถูกคั่นกลางออกจากโซนวิลล่าเดี่ยวด้วยสระน้ำประดิษฐ์และพื้นที่สีเขียวหลายหย่อม จึงมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้ อีกทั้งคนเหล่านั้นก็ไม่เคยย่างกรายออกจากบ้านเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ประตูใหญ่ของหมู่บ้านปิดสนิท กุญแจห้อง รปภ. และกุญแจแผงควบคุมประตูใหญ่ล้วนถูกทิ้งไว้ในห้อง รปภ. เวลาเปิดประตูใหญ่ของหมู่บ้านจำเป็นต้องปลดล็อก จึงต้องควบคุมสั่งการผ่านคอนโซล ทว่าเวลาปิดจะใช้มือออกแรงดึงปิดเอาก็ได้ ขอเพียงมีเรี่ยวแรงมากพอก็ดึงปิดได้แล้ว
การที่คนที่เหลือช่วยกันใช้มือดึงปิดประตูใหญ่ของหมู่บ้านในวันที่ขบวนรถจากไป ถือเป็นข้อตกลงโดยดุษณีระหว่างบ้านไม่กี่หลังที่ยังคงปักหลักอยู่
ครอบครัวของจี้หนิงซินใช้ชีวิตเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ ลู่โหย่วเหวยนอกจากจะนำอาหารสดมาปรุงสุกในแต่ละวัน ซ้อมชกมวยประลองฝีมือกับลู่ถิงเฟิง และตรวจดูผักในแปลงปลูกระบบไฮโดรโปนิกส์แล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดล้วนหมดไปกับการดูซีรีส์และภาพยนตร์
เขาเปลี่ยนไปใช้แท็บเล็ตเครื่องใหม่ที่มีความจุสูงพิเศษ ซึ่งนอกจากจะมีแผนที่บริเวณรอบเมืองซูเฉิงแล้ว ยังมีภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติที่จี้หนิงซินถ่ายโอนมาจากคอมพิวเตอร์อีกด้วย
ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ถ่ายโอนเข้าไปมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นหนังแนวภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นหนังซอมบี้ หนังภัยพิบัติแผ่นดินไหว หนังภัยพิบัติฝนกรดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม หนังภูเขาไฟระเบิดจนก่อให้เกิดฝนกรด… แม้แต่สารคดีก็เป็นแนวใกล้เคียงกันนี้
ในเมื่อลู่โหย่วเหวยว่างอยู่ก็ไม่มีอะไรทำ จึงทำใจให้สงบและนั่งดูไปทีละเรื่อง บางครั้งยังดึงลู่ถิงเฟิงมาร่วมนั่งดูด้วย
ลู่ถิงเฟิงยิ่งมีเวลาว่างมากกว่าเขาเสียอีก นอกจากจะช่วยฝึกซ้อมชกมวยและฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายให้จี้หนิงซิน เข้าครัวทำกับข้าวจานโปรดที่จี้หนิงซินชอบกินแล้ว เวลาที่เหลือล้วนหมดไปกับการศึกษาค้นคว้าแผนที่ เขาแทบจะท่องจำแผนที่บริเวณโดยรอบเมืองซูเฉิงได้ขึ้นใจอยู่แล้ว ทั้งยังวางแผนกำหนดเส้นทางเดินทางจากเมืองซูเฉิงไปยังอำเภอไป๋อวิ๋นไว้อย่างละเอียดยิบถึงสามเส้นทาง
เส้นทางทั้งสามสายนี้โดยพื้นฐานแล้วล้วนหลีกเลี่ยงเมืองอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง และไม่ได้ใช้ทางด่วน เนื่องจากมีจุดตรวจบนทางด่วนมากเกินไป หากพวกเขาเดินทางออกจากเมืองซูเฉิง ก็ไม่แน่ว่าจะได้รับอนุญาตให้ผ่านทาง
ลู่โหย่วเหวยเห็นเขาเอาแต่จ้องแผนที่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนตัวเองแทบจะกลายร่างเป็นแผนที่อยู่รอมร่อ จึงอยากชวนเขามาดูหนังด้วยกันเพื่อผ่อนคลายบ้าง
ทว่าหลังจากดูหนังไปได้ไม่กี่เรื่อง ความกังวลระหว่างคิ้วของลู่ถิงเฟิงกลับยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้น หลายครั้งหลายคราที่เขามองไปยังจี้หนิงซินด้วยสายตาซับซ้อน
จี้หนิงซินรับรู้ถึงสายตาของพี่ชาย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้เอ่ยปากซักถามอะไรให้มากความ ในใจก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สมแล้วที่เป็นหัวกะทิด้านบริหารธุรกิจ ดูเหมือนว่าเขาจะรับรู้ถึงสารที่เธอแอบซ่อนไว้ในภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีเหล่านั้นได้แล้ว
ความจริงแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนทำเพื่อคำสองคำ นั่นคือ ‘ฝนกรด’
ความฝันพยากรณ์ครั้งใหม่ได้ปรากฏขึ้นแล้ว ความโหดร้ายทารุณของภัยพิบัติในครั้งนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า “ไวรัสสปอร์” เสียอีก ฝนกรดที่สามารถกัดกร่อนเลือดเนื้อของมนุษย์ให้ละลายสิ้นได้ภายในไม่กี่นาที นั่นคือมหันตภัยล้างผลาญชีวิต!
ด้วยข้อจำกัด ในตอนนี้เธอจึงยังไม่สามารถพูดคำว่าฝนกรดออกมาได้ และไม่กล้าที่จะลองเสี่ยงเลยแม้แต่น้อย เพราะอย่างไรเสียในเวลานี้มิติพิเศษก็มีความสำคัญยิ่งยวดต่อครอบครัวของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เธอจึงใช้วิธีที่แนบเนียนแยบคายเช่นนี้ หวังให้พ่อและพี่ชายค้นพบเบาะแสได้ด้วยตัวเอง
เพื่อไม่ให้มีพิรุธ เธอถึงขั้นลากซีรีส์รักโรแมนติกใส่ลงไปในแท็บเล็ตของพ่อบังเกิดเกล้าด้วยหลายเรื่อง ซึ่งเขากลับนั่งดูอย่างออกรสออกชาติเสียด้วย…
ยังดีที่พี่ชายของเธอยังไว้ใจและพึ่งพาได้มากกว่า
ในความฝัน จากสภาพอากาศโดยรอบที่ร้อนอบอ้าวอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สามารถคาดเดาช่วงเวลาคร่าวๆ ที่ฝนกรดจะเกิดขึ้นได้ นั่นคือในฤดูร้อนอีกราว 5 ถึง 6 เดือนข้างหน้า เธอไม่รู้ว่าฝนกรดจะตกยาวนานแค่ไหน จะเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งเธอยังไม่อาจประเมินได้ว่า รถบ้านที่มีความแข็งแกร่งระดับ 2 ของคุณสมบัติ “โครงสร้างเหล็กกล้า” จะสามารถต้านทานการกัดกร่อนของฝนกรดได้หรือไม่
สรุปแล้ว หลังจากนัดพบกับหยางเหรินหร่านในครั้งนี้ ทางที่ดีที่สุดคือพวกเขาต้องหาอาคารสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงและมีความแข็งแรงทนทาน เพื่อเตรียมการหลบภัยล่วงหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาคารแห่งนี้คือ จะต้องสามารถนำรถบ้านเข้าไปจอดข้างในได้
ขอเพียงรถบ้านปลอดภัย พวกเขาก็จะปลอดภัยตลอดไป
จี้หนิงซินไม่มีอะไรต้องวุ่นวาย เธอทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมชกมวย เพิ่มสมรรถภาพทางกาย และศึกษาค้นคว้าประดิษฐ์ชุดอุปกรณ์ป้องกันการกัดด้วยตัวเอง
อุปกรณ์ป้องกันที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้ถือว่าดีทีเดียว ทว่าการสวมใส่กลับกินเวลามากเกินไป อีกทั้งสภาพอากาศก็ค่อยๆ เริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว หากสวมเสื้อผ้าซ้อนทับกันหลายชั้นจนหนาเทอะทะเกินไป เวลาเคลื่อนไหวร่างกายก็จะไม่สะดวกคล่องตัว ทางที่ดีควรผสมผสานเสื้อผ้าและอุปกรณ์ป้องกันที่เคยสวมใส่เข้าด้วยกัน เพื่อตัดเย็บประดิษฐ์เป็นชุดเสื้อกางเกงสำหรับออกนอกบ้านที่สามารถสวมและถอดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ในเช้าตรู่วันหนึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วัน ตอนที่ลู่โหย่วเหวยและลู่ถิงเฟิงถือกระเป๋าเป้คนละใบเดินลงมาจากบันได ก็พบว่าบนโต๊ะอาหารจัดเตรียมมื้อเช้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
โจ๊กไข่เยี่ยวม้าเนื้อหมูไม่ติดมันใส่ผักกาดเขียวที่จี้หนิงซินเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ หนึ่งหม้อ แพนเค้กซีฟู้ดและไข่ต้มใบชาที่ลู่โหย่วเหวยทำไว้ก่อนหน้านี้ ปาท่องโก๋ทอดสูตรทำเองที่ลู่ถิงเฟิงศึกษาจากตำราอาหารเมื่อสองวันก่อน เกี๊ยวซ่าทอดไส้กุยช่ายไข่จานโต ผักกาดหอมคลุกซอสซาจ้างหวานมันหอมงาหนึ่งจาน ซึ่งผักกาดหอมนี้เพิ่งเก็บสดๆ มาจากแปลงปลูกระบบไฮโดรโปนิกส์เมื่อวานนี้เอง และยังมีเนื้อสันคอวัววากิว M9 ลายหินอ่อนที่จี้หนิงซินเพิ่งย่างเสร็จร้อนๆ
ความอุดมสมบูรณ์เลิศรสของอาหารเช้ามื้อนี้ ถึงขนาดทำให้ลู่ถิงเฟิงยังต้องเอ่ยปากอุทานด้วยความประหลาดใจ
“นี่เป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะอยู่ที่บ้านหลังนี้ ฉันอยากจะเป็นคนปิดฉากวันนี้ด้วยความสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ” จี้หนิงซินเอ่ยขึ้นพลางจัดวางถ้วยและตะเกียบทีละชุด “ทานกันเถอะค่ะ ทานเสร็จแล้วพวกเราจะได้ออกเดินทางกัน”
ข้าวของทุกอย่างในบ้านรวมถึงแปลงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จี้หนิงซินเก็บเข้ามิติไปหมดสิ้นตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เหลือไว้เพียงเครื่องใช้ส่วนตัวสำหรับล้างหน้าแปรงฟันของทั้งสามคนเท่านั้น และในตอนนี้แม้แต่สิ่งของกระจุกกระจิกเหล่านั้นก็ถูกเก็บใส่ลงในกระเป๋าเป้ของแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว
ในเวลานี้ นอกจากของตกแต่งที่ยึดติดกับตัวบ้านและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่แล้ว วิลล่าหลังนี้ก็ว่างเปล่าอย่างแท้จริง
ทว่าแม้เธอจะสามารถขนย้ายข้าวของทุกชิ้นออกไปได้ แต่ก็ไม่อาจนำความทรงจำภายในบ้านหลังนี้ติดตัวไปด้วยได้
บนผนังข้างประตูห้องเก็บของ ยังคงมีรอยขีดบันทึกส่วนสูงของเธอกับลู่ถิงเฟิงที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นตามกาลเวลาในแต่ละปี
ตู้หนังสือขนาดใหญ่เต็มผนังในห้องนอนของลู่ถิงเฟิง เป็นตู้ที่จี้หว่านอี้ติดต่อคนมาร่วมออกแบบและสั่งทำพิเศษเพื่อเขาโดยเฉพาะ
ในห้องของจี้หนิงซินยังคงมีผนังภาพวาดเล่นในวัยเด็ก ซึ่งมีรูปวาดของพวกเขาทั้งครอบครัวสี่คนอยู่บนนั้น
และยังมีรอยบิ่นตรงช่วงหักมุมของราวบันไดชั้นสอง นั่นเป็นรอยที่เกิดจากตอนที่ลู่โหย่วเหวยถือไม้ไล่ตีกวดลู่ถิงเฟิง แล้วไม้ในมือดันพลาดไปฟาดโดนจนพังเสียหาย…
ที่นี่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำอันเปี่ยมล้นของทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกซอกทุกมุมของบ้านหลังนี้ เธอล้วนอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป
ทว่าเธอตระหนักดีว่า ต่อให้อาลัยอาวรณ์เพียงใด ก็ถึงเวลาที่จะต้องปล่อยวางแล้ว
น้ำประปา ไฟฟ้า และแก๊สในวิลล่าทยอยถูกตัดขาดไปทีละอย่างตั้งแต่หนึ่งถึงสองวันก่อน และหลังจากถูกตัดในครั้งนี้ ก็คงไม่มีทางที่จะกลับมาใช้งานได้อีก
แนวปิดล้อมที่แบ่งแยกสองเขตของเมืองซูเฉิงออกจากกัน เนื่องจากขาดกำลังทหารในการควบคุมดูแล เมื่อคืนนี้จึงมีจุดหนึ่งถูกตีแตกพังทลายลงแล้ว ฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาลจากฝั่งตะวันตกของเมืองกำลังทยอยมุ่งหน้ามาทางนี้ทีละน้อย ขณะที่ผู้มีชีวิตรอดในฝั่งตะวันออกของเมืองก็ยิ่งทวีจำนวนน้อยลงไปทุกที
อีกไม่นาน ทุกตรอกซอกซอยและอาคารทุกหลังที่นี่ จะต้องถูกกลืนกินและอัดแน่นไปด้วยผู้ติดเชื้อ
เวลาแห่งการอำลามาถึงแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสามคนที่สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตานิรภัยต่างสะพายกระเป๋าเป้คนละใบ ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกจากวิลล่าที่ว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว
อุณหภูมิในวันนี้ดูเหมือนจะขยับสูงขึ้นอีกสองสามองศา ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว และฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือน
จี้หนิงซินเดินรั้งท้าย เธอเอื้อมมือไปดึงประตูปิดลง
เธอทอดสายตามองบ้านที่ใช้ชีวิตมานานนับสิบกว่าปีตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังรถบ้าน
อีกสิบกว่านาทีต่อมา จี้หนิงซินยืนอยู่หน้าผนังกระจกบานใหญ่จรดพื้นในห้องนอนมาสเตอร์ของ ‘โซนพักผ่อน’ ส่งข้อความหาหยางเหรินหร่านหนึ่งข้อความว่า “ออกเดินทางราบรื่นดี รอฉันนะ”
เพียงครู่เดียว อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา “รอเธออยู่”
เธอกำโทรศัพท์มือถือไว้ในมือ ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวตัวหนานุ่ม เอนหลังและคู้ขาขึ้น ปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่
ภายนอกกระจกบานนั้น โลกถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วนจากบนลงล่าง
เหนือแนวตึกรามบ้านช่อง แสงแดดในต้นฤดูใบไม้ผลิเริ่มสาดส่องอย่างสดใส ทาทาบประกายแสงสีทองลงบนตึกสูงระฟ้าสีเทาหม่น ก่อเกิดเป็นความสงบสุขร่มเย็นชวนฝันอย่างไม่สมจริง ทว่าภายใต้เงาของตึกสูงเหล่านั้น ในซอกมุมมืดมิดที่แสงแดดส่องไปไม่ถึง กลับมีซอมบี้รูปร่างหน้าตาน่าสะพรึงกลัววิ่งพล่านผ่านไปเป็นระยะ
พวกมันบางตัวถูกดึงดูดด้วยเสียงพังทำลายและปล้นชิงร้านค้า บางตัวถูกดึงดูดด้วยเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากการแก่งแย่งเข่นฆ่ากันเองของมนุษย์ และยังมีบางตัวที่ถูกดึงดูดด้วยรถยนต์ที่แล่นผ่านไปบนท้องถนนในบริเวณใกล้เคียง ต่างพากันส่งเสียงคำรามกึกก้องและวิ่งไล่กวดตามไปตลอดทาง
ด้านหลังรถบ้านก็มีซอมบี้วิ่งไล่ตามมาสองสามตัวเช่นกัน ทว่าผู้คนภายในรถไม่จำเป็นต้องกังวลกับสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
รถบ้านค่อยๆ เร่งความเร็ว แล่นทะยานผ่านถนนสายหลักของเมืองไป
เมื่อเข้าใกล้เขตชานเมือง เธอได้ยินเสียงใบพัดดังกระหึ่มแว่วมาจากท้องฟ้าสุดสายตา เครื่องบินรบหลายลำบินโฉบผ่านเหนือน่านฟ้าของเมืองไปด้วยความเร็วสูง โดยมีเฮลิคอปเตอร์ทหารหลายลำบินตามติดมาด้านหลัง ไม่รู้แน่ชัดว่ากำลังมุ่งหน้าไปปฏิบัติภารกิจกู้ภัยหรือไม่
รถบ้านเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางตรงสี่แยกในเขตชานเมือง มุ่งหน้าเดินทางไปทางทิศตะวันตกตลอดเส้นทาง
(จบบทเมือง)
หมายเหตุ
- [1] ทุบหม้อข้าวเผาสะพาน : สำนวนจีนเปรียบถึงการทุ่มสุดตัว ไม่เหลือทางถอย มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเพื่อเอาชีวิตรอดหรือบรรลุเป้าหมาย
** [2] รถตู้พี่เลี้ยง : ในวงการบันเทิงจีนหมายถึงรถตู้พรีเมียมขนาดใหญ่ของศิลปินดารา ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับแต่งตัว พักผ่อน หรือเก็บสัมภาระ
อ่านที่ kid-cat.com/read/tx-b9e48a79/29
เป็นคนแรกที่ทิ้งความรู้สึกไว้
คุยหลังตอนนี้
ดูทั้งหมด →ยังไม่มีใครทิ้งข้อความไว้ — เป็นคนแรกก็ได้นะ
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมวงคุย